การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

1 โกรินโธ บทที่ 14

6. ความเหนือล้ำแห่งการเผยพระวจนะ
14:1-25
(1) ก่อสร้างคริสตจักรได้มากกว่า
ข้อ 1-19
1กธ. 14:1 1กจงแสวงหาขความรัก และยิ่งกว่านั้น2คจงปรารถนา[ของประทาน]ง ฝ่ายวิญญาณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง3จการเผยพระวจนะ.
1กธ. 14:2 1เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พูดกภาษาต่างๆ นั้นก็ไม่ได้พูดกับมนุษย์ แต่พูดกับพระเจ้า เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนใดฟังออก แต่เขาพูดออกซึ่งขข้อลับลึกต่างๆ ที่อยู่ในควิญญาณของเขา.
1กธ. 14:3 แต่ผู้ใดที่เผยพระวจนะก็ได้พูด[เพื่อ]1กก่อสร้าง, หนุนใจ, และประเล้าประโลมผู้อื่น.
1กธ. 14:4 ฝ่ายผู้ที่พูดภาษาต่างๆ นั้นได้แต่ก่อสร้างตัวเอง ส่วนผู้ที่เผยพระวจนะนั้น ก็ได้1กก่อสร้างขคริสตจักร.
1กธ. 14:5 ข้าพเจ้าปรารถนาให้พวกท่านทุกคนพูดภาษาต่างๆ แต่ข้าพเจ้ายิ่งมีความปรารถนาให้ท่านกเผยพระวจนะ เพราะผู้ที่เผยพระวจนะนั้นย่อมขเป็นใหญ่กว่าผู้ที่พูดภาษาต่างๆ เว้นแต่เขาสามารถคแปล[ภาษานั้น]ได้ เพื่อคริสตจักรจะได้รับการก่อสร้างขึ้น.
1กธ. 14:6 พี่น้องทั้งหลาย ถ้าข้าพเจ้าไปหาท่านแล้วพูดภาษาต่างๆ จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านเล่า? เว้นเสียแต่ข้าพเจ้าจะพูดออกซึ่งการเปิดเผย, ความรู้, การพยากรณ์, หรือคำสอนแก่ท่าน.
1กธ. 14:7 แม้สิ่งที่1ไม่มีชีวิตซึ่งทำเสียงได้ เช่น ปี่หรือพิณ หากเสียงที่บรรเลงออกมา2ไม่ต่างกันแล้ว ใครจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป่าหรือดีดทำนองอะไร?
1กธ. 14:8 หากกแตรเดี่ยวเปล่งเสียงไม่ชัดเจน ใครเล่าจะเตรียมตัวขเข้าประจัญบานได้?
1กธ. 14:9 ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น หากท่านไม่ใช้ลิ้นพูดออกซึ่งคำที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว[ผู้อื่น]จะเข้าใจคำพูดนั้นได้อย่างไร? เช่นนั้นท่านก็ได้แต่พูดกับกอากาศ.
1กธ. 14:10 ในโลกนี้มี1สำเนียง[ภาษา]ต่างๆ เป็นอันมาก แต่ว่าไม่มีสำเนียง[ภาษา]ใดที่2ปราศจากความหมาย.
1กธ. 14:11 แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้าใจ1ความหมายของสำเนียง[ภาษา]นั้น ข้าพเจ้าก็เป็น2คนไร้วัฒนธรรมต่อคนที่พูด และคนที่พูดนั้นจะเป็น2กคนไร้วัฒนธรรมต่อข้าพเจ้าด้วย.
1กธ. 14:12 เหตุฉะนั้นในเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนรนแสวงหา1กวิญญาณแล้ว ก็จงแสวงหาให้เป็นที่2เหนือล้ำกว่าเพื่อ3ขการก่อสร้างคริสตจักร.
1กธ. 14:13 เหตุฉะนั้นคนที่พูดภาษาต่างๆ ได้นั้น ควรจะอธิษฐานขอให้กแปลได้ด้วย.
1กธ. 14:14 เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาต่างๆ 1กวิญญาณของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริงแต่ไม่มีผลต่อ1ขความคิด
1กธ. 14:15 ถ้าเช่นนั้นควรจะทำประการใด? ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยกวิญญาณและจะอธิษฐาน1ด้วยความคิด2เช่นกัน ข้าพเจ้าจะขร้องเพลงด้วยวิญญาณและจะคร้องเพลง1ด้วยความคิด2เช่นกัน.
1กธ. 14:16 มิฉะนั้นเมื่อท่านกอวยพระพรด้วยวิญญาณแล้ว 1คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ[ภาษาต่างๆ] ซึ่งอยู่ที่นั่นจะว่า "2ขเอเมน" เมื่อท่านคขอบพระคุณได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้ว่าท่านพูดอะไร?
1กธ. 14:17 แม้ท่านขอบพระคุณได้ดี แต่คนอื่นก็ไม่ได้รับ1กการก่อสร้างขึ้น.
1กธ. 14:18 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าพูดภาษาต่างๆ มากกว่าท่านทั้งหลายอีก
1กธ. 14:19 แต่ในท่ามกลางคริสตจักร ข้าพเจ้ายอมที่จะกพูดสัก1ห้าคำ2ด้วยความคิด เพื่อจะสอนผู้อื่น ดีกว่าที่จะพูด1หมื่นคำเป็นภาษาต่างๆ.
(2) โน้มน้าวผู้คนได้มากกว่า
ข้อ 20-25
1กธ. 14:20 พี่น้องทั้งหลาย 1ความเข้าใจของท่านนั้นอย่าให้เป็นอย่าง2กเด็ก แต่ในขเรื่องชั่วร้ายจงเป็นอย่างคทารก ส่วน1ความเข้าใจจงเป็นอย่าง3ง ผู้ใหญ่.
1กธ. 14:21 ใน1กกฎบัญญัติมีคำเขียนไว้ว่า "2ของค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า เราจะพูดกับชนชาตินี้โดยลิ้น และริมฝีปากของชาวต่างชาติ ถึงกระนั้นเขาก็จะไม่ฟังเรา."
1กธ. 14:22 เหตุฉะนั้นการพูดภาษาต่างๆ นั้นจึงไม่เป็น1เครื่องหมายแก่คนที่เชื่อ แต่เป็นเครื่องหมายแก่คนที่ไม่เชื่อ แต่การเผยพระวจนะนั้นไม่เป็นเครื่องหมายแก่คนที่ไม่เชื่อ แต่เป็นเครื่องหมายแก่คนที่เชื่อ.
1กธ. 14:23 เหตุฉะนั้น ขณะที่ทั้งคริสตจักรกมาร่วมประชุมในที่เดียวกัน แล้ว1ทุกคนก็พูดภาษาต่างๆ หากมีคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภาษาต่างๆ นี้ หรือคนที่ไม่เชื่อเข้ามา เขาจะไม่พูดว่าท่านทั้งหลาย2ขคลั่งไปแล้วหรือ?
1กธ. 14:24 แต่ถ้า1กทุกคนเผยพระวจนะ เมื่อมีคนที่ไม่เชื่อหรือคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ[ภาษาต่างๆ] เข้ามา ทุกคนจะทำให้เขา2รู้สำนึกตัว และทำให้เขา2พิจารณาตนเอง
1กธ. 14:25 ความลับที่ซ่อนอยู่ในกใจของเขาจะปรากฏชัดขึ้น เขาก็จะขซบหน้าลงนมัสการ1พระเจ้ากล่าวว่า 1พระเจ้าทรงสถิตอยู่คท่ามกลางพวกท่านอย่างแท้จริง.
7. การใช้งานในคริสตจักร
14:26-40
(1) เกี่ยวกับแต่ละคน
ข้อ 26
1กธ. 14:26 พี่น้องทั้งหลายจะว่าอย่างไรกัน? ทุกครั้งที่ท่านทั้งหลายมากประชุมร่วมกัน บางคนก็1มีขเพลงสดุดี, บางคนก็มีคคำสอน, บางคนก็มีง คำเปิดเผย, บางคนก็มีจภาษาต่างๆ, หรือบางคนก็มีฉการแปล[ภาษาต่างๆ]. จงกระทำทุกสิ่งเพื่อ2ชการก่อสร้าง.
(2) เกี่ยวกับการพูดภาษาต่างๆ
ข้อ 27-28
1กธ. 14:27 ถ้าผู้ใดจะพูดภาษาต่างๆ [จงให้พูด]เพียงกสองคน หรืออย่างมากที่สุดก็สามคนและให้พูดทีละคน และให้อีกคนหนึ่งแปล
1กธ. 14:28 แต่ถ้าไม่มีผู้ใดแปลได้ ก็ให้คนนั้นนิ่งเงียบเสียกใน1คริสตจักร และให้พูดกับตัวเอง และทูลต่อพระเจ้า.
(3) เกี่ยวกับการเผยพระวจนะ
ข้อ 29-33ก
1กธ. 14:29 ฝ่ายพวกผู้เผยพระวจนะนั้นให้พูดกสองหรือสามคน และสำหรับคนอื่น[ควรทำการ]1ขแยกแยะ.
1กธ. 14:30 หากว่าคนอื่นที่นั่งอยู่ด้วยกันได้รับการเปิดเผย ก็ให้คนแรกที่พูดอยู่นั้นนิ่งเสีย.
1กธ. 14:31 เพราะว่า1ท่านทั้งหลายกทุกคนล้วนสามารถเผยพระวจนะได้ทีละคนๆ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และได้รับ2การหนุนใจ.
1กธ. 14:32 1กวิญญาณของพวกผู้เผยพระวจนะนั้นย่อมอยู่ขใต้บังคับพวกผู้เผยพระวจนะ
1กธ. 14:33 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเป็น[พระเจ้า]แห่งกความวุ่นวาย แต่ทรงเป็น[พระเจ้า]แห่ง1สันติสุข.
(4) เกี่ยวกับผู้หญิง
ข้อ 33ข-3 8
2ตามที่[ปฏิบัติกัน]อยู่ใน3คริสตจักรขทั้งหลายของควิสุทธิชนทั้งปวงนั้น
1กธ. 14:34 จงให้กผู้หญิงนิ่งเสีย1ขในคริสตจักร เพราะเธอไม่ได้รับอนุญาตให้2พูด แต่จงให้เธอคนอบน้อมเชื่อฟัง เหมือนกับที่3ง กฎบัญญัติได้กล่าวไว้นั้น.
1กธ. 14:35 ถ้าเธออยากเรียนรู้สิ่งใดก็ให้เธอถามสามีที่บ้าน เพราะว่าการที่ผู้หญิงจะพูดในคริสตจักรนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าอาย.
1กธ. 14:36 พระคำของพระเจ้ามาจากพวกท่านหรือ? 1[พระคำนี้]ได้มาถึงท่านแต่พวกเดียวหรือ?
1กธ. 14:37 ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็น1กผู้เผยพระวจนะหรือขอยู่ฝ่ายวิญญาณ ก็ให้เขารู้แจ้งว่าข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้น เป็น2คพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ. 14:38 แต่ถ้าผู้ใดกไม่รับรู้ข้อความนี้ ก็ให้เขาไม่รับรู้ไปเถิด.
(5) บทสรุป
ข้อ 39-40
1กธ. 14:39 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จง1กมุ่งมั่นปรารถนาที่จะขเผยพระวจนะ และ1อย่าห้ามการพูดภาษาต่างๆ เลย.
1กธ. 14:40 แต่จงปฏิบัติทุกสิ่งให้1เหมาะสมและให้1กเป็นระเบียบเรียบร้อยเถิด.

คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 14

1กธ. 14:1 ก 1ตธ.6:11; 2ตธ.2:22
1กธ. 14:1 1ก คำกำชับนี้มีพื้นฐานอยู่บนการเปิดเผยใน 12:31—13:13. การแสวงหาความรักนั้นก็คือการแสวงหาการเติบโตในชีวิต เพื่อการพัฒนาแห่งของประทานในชีวิต. ดังนั้นการแสวงหาความรักจึงควบคู่ไปกับความปรารถนาของประทานที่เป็นประโยชน์สูงสุด คือของประทานในการเผยพระวจนะ.
1กธ. 14:1 ข 1กธ.13:1, 13; 16:14; 2ปต.1:7
1กธ. 14:1 ค 1กธ.12:31
1กธ. 14:1 2ค ดู 12:31 คำอธิบาย 1. (ข้อ 39 ก็เช่นกัน).
1กธ. 14:1 ง 1กธ.14:12; 12:1
1กธ. 14:1 จ 1กธ.11:4; 12:10; 13:2; 14:3-6, 39
1กธ. 14:1 3จ ในเมื่อการเผยพระวจนะก็คือการพูดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นการแจกจ่ายพระคริสต์ให้กับผู้คน อันเป็นองค์ประกอบหลักในการประชุมของคริสตจักร ดังนั้นเนื้อหาของการเผยพระวจนะจึงจำเป็นต้องเติมเต็มไปด้วยชีวิต. ความรักนั้นเป็นหนทางที่ล้ำเลิศที่สุดในการประสบการณ์กับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และทำให้ชีวิตนี้เป็นเนื้อหาแห่งของประทานในการเผยพระวจนะเพื่อการก่อสร้างคริสตจักร. ดังนั้นเราจำต้องแสวงหาความรักและปรารถนาของประทานที่ยิ่งใหญ่กว่า.
1กธ. 14:2 1 ถ้อยคำของอัครทูตในข้อ 2-6 ได้ให้ทัศนะที่ชัดเจนและแน่นอนว่า การพูดภาษาต่างๆ นั้นมีความสำคัญน้อยกว่าการเผยพระวจนะเป็นอย่างมาก. อัครทูตได้ลดความสำคัญแห่งของประทานในการพูดภาษาต่างๆ และได้ยกชูของประทานในการเผยพระวจนะไว้อย่างมาก เพราะสิ่งที่ท่านห่วงใยที่สุดก็คือคริสตจักร มิใช่ผู้เชื่อเป็นรายบุคคล. การพูดภาษาต่างๆ นั้นถึงแม้จะเป็นของแท้และถูกต้อง แต่ก็เสริมสร้างได้เพียงผู้พูดเท่านั้นสำหรับการเผยพระวจนะนั้นก็ได้ก่อสร้างคริสตจักร. การเผยพระวจนะที่อยู่ในการเปิดเผย หรือการสอนที่อยู่ในความรู้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและเข้าใจได้นั้นเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรมากกว่าการพูดภาษาต่างๆ ด้วยคำพูดที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ (ข้อ 19).
1กธ. 14:2 ก 1กธ.12:10; 14:18-19, 22-23
1กธ. 14:2 ข 1กธ.13:2
1กธ. 14:2 ค 1กธ.14:14-16
1กธ. 14:3 ก 1กธ.14:26; 8:1; 10:23
1กธ. 14:3 1ก หรือ การเสริมสร้าง. เนื่องจากการเผยพระวจนะ ซึ่งเป็นการพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ได้แจกจ่ายพระคริสต์ให้แก่ผู้คน ดังนั้นจึงเป็นการก่อสร้างผู้คนและเป็นการหนุนใจและประเล้าประโลมผู้คน.
1กธ. 14:4 ก 1กธ.14:12; 3:10
1กธ. 14:4 1ก การเผยพระวจนะ ซึ่งเป็นการพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่เพียงได้ก่อสร้างวิสุทธิชนขึ้นเป็นการส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังได้ก่อสร้างคริสตจักรขึ้นอีกด้วย.
1กธ. 14:4 ข 1กธ.1:2; 10:32
1กธ. 14:5 ก 1กธ.14:1
1กธ. 14:5 ข 1กธ.14:19; 12:31
1กธ. 14:5 ค 1กธ.14:13, 26-28
1กธ. 14:6 ก 1กธ.14:19
1กธ. 14:6 ข 1กธ.12:7
1กธ. 14:6 ค 1กธ.14:26; อฟ.1:17; 3:3, 5
1กธ. 14:6 ง 1กธ.1:5; 12:8; รม.15:14
1กธ. 14:6 จ 1กธ.12:10; กจ.12:17-18; 21:9
1กธ. 14:6 ฉ 1กธ.14:26; กจ.2:42
1กธ. 14:7 1 แปลตามตรงคือ ไม่มีจิต.
1กธ. 14:7 2 ตัวอย่างที่อัครทูตยกมายืนยันในข้อ 7-11 นั้นบ่งบอกว่า ผู้เชื่อชาวโกรินโธได้ใช้การพูดภาษาต่างๆ ไปในทางที่ผิด โดยได้เปล่งเสียงที่ไร้ความแตกต่างกันออกมา (ข้อ 7) และเปล่งเสียงที่ไม่ชัดเจนออกมา (ข้อ 8). พวกเขายังพูดภาษาต่างๆ มากจนเกินไปโดยทำสิ่งนี้ในทุกสถานที่ ด้วยทุกวิถีทางและในทุกสถานการณ์. ดังนั้นอัครทูตจึงได้แก้ไขพวกเขาและจำกัดพวกเขาไม่ให้พูดภาษาต่างๆ ไปอย่างผิดๆ และใช้ของประทานอันเล็กน้อยซึ่งมีประโยชน์น้อยที่สุดนี้มากจนเกินไป เพื่อจะได้แสวงหาของประทานที่ยิ่งใหญ่กว่า และจะเสริมสร้างวิสุทธิชนและก่อสร้างคริสตจักรได้มากขึ้น.
1กธ. 14:8 ก อฤธ.10:9 เทียบ ยซย.58:1; ยรม.4:19; ยอค.33:3-6; ยอล.2:1
1กธ. 14:8 ข 1ตธ.1:18; 6:12; 2ตธ.4:7
1กธ. 14:9 ก 1กธ.9:26
1กธ. 14:10 1 ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "เสียง" ในข้อ 7-8. ในที่นี้ชี้ถึงสำเนียง ซึ่งก็คือภาษา (ข้อ 11 ก็เช่นเดียวกัน).
1กธ. 14:10 2 แปลตามตรงคือ ไร้เสียง.
1กธ. 14:11 1 แปลตามตรงคือ ประสิทธิผล. ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "ฤทธิ์เดช."
1กธ. 14:11 ก รม.1:14; กซ.3:11; กจ.28:2, 4
1กธ. 14:11 2ก ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายว่า คนต่างชาติ ซึ่งก็คือผู้ที่ไม่ใช่ชาวกรีก ไม่ได้พูดภาษากรีก. "คาดว่าเดิมทีคำนี้ใช้บรรยายถึงคนที่พูดด้วยสำเนียงที่ทิ่มแทงหู, แข็งกระด้างหยาบคาย... ภายหลังคำนี้ ก็มีนัยถึงพวกไร้วัฒนธรรมและป่าเถื่อน" (Vincent: วินเซนต์).
1กธ. 14:12 ก 1กธ.14:1
1กธ. 14:12 1ก ในที่นี้อัครทูตได้กล่าวว่า "เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนรนแสวงหาวิญญาณแล้ว." สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ในการแสวงหาฝ่ายวิญญาณของพวกเขาในสมัยนั้น เนื่องจากชาวโกรินโธมีเบื้องหลังเป็นพวกต่างชาติมาแต่กำเนิด จึงเกิดความสับสนระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีเพียงองค์เดียวและวิญญาณชั่วต่างๆ นานา. พวกเขาไม่มีความชัดเจนและไม่ยึดมั่นต่อความเป็นหนึ่งเดียวของพระวิญญาณบริสุทธิ์. สิ่งนี้อาจพิสูจน์ได้โดยคำว่า "แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน" ใน 12:4. คำพูดของอัครทูตในที่นี้ไม่ยินยอมต่อการแสวงหาที่สับสนของพวกเขา แต่ท่านได้ใช้ความเป็นจริงเกี่ยวกับความสับสนของพวกเขามาเป็นพื้นฐานในการกำชับให้พวกเขาแสวงหาให้เป็นที่สูงส่งและแสวงหาให้เหนือล้ำในท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเช่นนั้น.
1กธ. 14:12 2 ในภาษากรีกเป็นศัพท์ที่มีความหมายว่าเต็ม, มาก, ล้น และยังหมายถึงเหนือล้ำ. ดู 8:8คำอธิบาย 1. ตามเนื้อความในข้อนี้ศัพท์คำนี้มิได้หมายถึง มาก, เพิ่ม แต่หมายถึง เหนือล้ำและเหนือธรรมดา. วลีที่ว่า "เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนรนแสวงหาวิญญาณ" ซึ่งกล่าวไว้ในตอนต้นของข้อนี้ก็ได้บ่งชี้ไว้แล้วว่า ในขณะที่พวกผู้เชื่อชาวโกรินโธแสวงหาของประทานอยู่นั้นก็เกิดความสับสนระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์กับวิญญาณชั่ว. อัครทูตถือว่าการแสวงหาที่สับสนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต่ำต้อยมากจนถึงขั้นที่อาจถือได้ว่าพวกผู้เชื่อชาวโกรินโธเป็นเหมือนคนไร้วัฒนธรรม. ดังนั้นอัครทูตจึงกำชับไม่ให้พวกเขาไปแสวงหาเรื่องราวฝ่ายวิญญาณที่ปนเปจนไม่อาจแยกแยะได้เพราะเห็นแก่การรับสุขและการอวดแสดงตัวเอง แต่เพื่อแสวงหาให้เป็นที่เหนือล้ำ ซึ่งก็คือให้เหนือกว่าการแสวงหาที่ต่ำต้อยเหล่านี้เพื่อการก่อสร้างคริสตจักร.
1กธ. 14:12 ข 1กธ.14:4, 5
1กธ. 14:12 3ข อัครทูตนั้นคำนึงถึงการก่อสร้างคริสตจักรด้วยสุดจิตสุดใจ. ท่านเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งคริสตจักรและได้ยึดคริสตจักรเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแตกต่างไปจากชาวโกรินโธที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างสิ้นเชิง. ปัญหาเกี่ยวกับของประทานฝ่ายวิญญาณของพวกเขานั้นมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแสวงหาเพื่อตัวเองโดยไม่คำนึงถึงการก่อสร้างคริสตจักร. ในการจัดการกับหกปัญหาแรกซึ่งอยู่ในขอบเขตแห่งการดำเนินชีวิตมนุษย์นั้น อัครทูตได้เน้นถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นส่วนหนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา. ในการจัดการกับปัญหาห้าประการหลังซึ่งอยู่ในขอบเขตแห่งการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ท่านได้เน้นถึงคริสตจักรซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราทั้งหลาย. ชาวโกรินโธนั้นไม่เพียงขาดพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังไม่รู้จักคริสตจักรด้วย. การปฏิบัติแห่งการสำเร็จพระคำของอัครทูตนั้น (กซ.1:25) ประกอบไปด้วยพระคริสต์ผู้เป็นข้อลับลึกของพระเจ้า (กซ.2:2) และคริสตจักรซึ่งเป็นข้อลับลึกของพระคริสต์ (อฟ.3:4). อย่างไรก็ดีชาวโกรินโธก็ได้สูญเสียทั้งสองสิ่งนี้ไป แม้ว่าเขาจะอยู่ภายใต้การปฏิบัติของอัครทูตก็ตาม. พวกเขาตกอยู่ในตัวเองอย่างน่าสงสาร อีกทั้งยังตาบอดและโง่เขลาด้วย.
1กธ. 14:13 ก 1กธ.14:5, 26-28
1กธ. 14:14 ก 1กธ.14:2; 16:18; รม.1:9
1กธ. 14:14 1ก การใช้และฝึกฝนวิญญาณของเราในการอธิษฐานนั้น เป็นสิ่งที่มีพลานามัยในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราอย่างแน่นอน. แต่ถ้าไม่มีผลต่อความคิดของเรา และความคิดก็ไม่ได้ใช้งาน ก็จะไม่มีพลานามัยอย่างแน่นอน. ในขณะที่เราอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เราต้องฝึกฝนวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่และความคิดที่ได้รับการเปลี่ยนใหม่ของเราด้วย. ความคิดของเราจะต้องตั้งไว้ในวิญญาณ (รม.8:6) อย่าว่าแต่ในขณะที่เราอธิษฐานเลย แม้ในขณะที่เราดำเนินชีวิตประจำวันก็ต้องไม่แยกจากวิญญาณโดยเด็ดขาด. การอธิษฐานของเราจะต้องมาจากวิญญาณที่ได้ติดต่อกับพระเจ้ามาก่อนและกำลังติดต่อกับพระเจ้าอยู่ ทั้งยังต้องผ่านความคิดที่กระจ่างแจ้งและสามารถทำความเข้าใจได้ โดยใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและเป็นที่เข้าใจได้ เพื่อการอธิษฐานของเราจะสัมผัสกับพระเจ้า, จะบำรุงเลี้ยงและเพิ่มกำลังให้กับตัวเราเอง, และจะก่อสร้างผู้อื่น.
1กธ. 14:14 ข 1กธ.1:10; 2:16; อฟ.4:23; รม.12:2; 14:5; วว.17:9
1กธ. 14:15 1 กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการอธิษฐานด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ใช้วิญญาณเลย. ใน อฟ.6:18 อัครทูตกำชับเราให้อธิษฐานในวิญญาณทุกครั้ง. การอธิษฐานนั้นเป็นการนมัสการพระเจ้าซึ่งจะต้องอยู่ในวิญญาณ (ยฮ.4:24). ถ้าเราอธิษฐานโดยใช้วิญญาณด้วยถ้อยคำอันเป็นที่เข้าใจได้มิใช่ด้วยภาษาที่ผู้อื่นไม่รู้จักแล้วเราก็จะใช้ความคิดมาอธิบายและแสดงแนวคิดของวิญญาณออกมาโดยอัตโนมัติ. ในที่นี้อัครทูตหมายความว่า เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าร่วมการประชุมของคริสตจักรทุกคนแล้ว เราควรจะต้องใช้ความคิดของเราในการอธิษฐานด้วยถ้อยคำอันเป็นที่เข้าใจได้ (ข้อ 19) เพื่อแสดงภาระที่อยู่ในวิญญาณของเราออกมา. การอธิษฐานของเราในการประชุมของคริสตจักรนั้นไม่เพียงแต่ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ยิน เพื่อจะทรงตอบรับ และต้องให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ด้วยเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์. ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความคิดในการอธิษฐานต่อหน้าสาธารณชนเหมือนที่เราได้ใช้วิญญาณฝึกความคิดให้ร่วมมือกับวิญญาณของเราจนเป็นหนึ่งกับวิญญาณของเรา เพื่อวิญญาณของเราจะได้กลายเป็นวิญญาณแห่งความคิดของเรา (อฟ.4:23).
1กธ. 14:15 2 ในที่นี้มีความหมายเป็นนัยว่าอัครทูตไม่เพียงต้องการหนุนใจให้ผู้ที่ได้รับจดหมายของท่านอธิษฐาน โดยไม่ใช้ภาษาที่ผู้อื่นไม่รู้จักเท่านั้น แต่ให้ใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและเป็นที่เข้าใจได้ด้วย.
1กธ. 14:15 ก ยฮ.4:23-24
1กธ. 14:15 ข อฟ.5:19; กซ.3:16
1กธ. 14:15 ค บพส.47:7; ยก.5:13
1กธ. 14:16 ก 1กธ.10:16
1กธ. 14:16 1 แปลตามตรงคือ คนนอกวงการ ซึ่งก็คือผู้ที่ไม่เคยได้รับการศึกษาหรือการชี้นำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก่อน แต่กลับถูกนำเข้าสู่เรื่องนั้น. ข้อ 23-24 ก็เช่นกัน.
1กธ. 14:16 ข 1คนก.16:36; นฮย.5:13; 8:6; บพส.106:48; ยรม.28:6; 2กธ.1:20; วว.5:14; 7:12; 19:4 พบญ.27:15-26
1กธ. 14:16 2ข กรณีนี้เปิดเผยว่า ในสมัยของอัครทูตนั้นเมื่อมีผู้หนึ่งผู้ใดอธิษฐานในท่ามกลางการประชุมของคริสตจักรนั้น คนอื่นๆ ก็จะกล่าวว่า "อาเมน" และยังเป็นการกล่าว "อาเมน" อย่างเน้นย้ำอีกด้วย.
1กธ. 14:16 ค 1กธ.11:24
1กธ. 14:17 ก 1กธ.14:3-5
1กธ. 14:17 1ก สิ่งนี้ได้บ่งชี้ว่า เราไม่เพียงต้องให้การเผยพระวจนะและการสอนในการประชุมของคริสตจักรของเราเป็นที่ก่อสร้างเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องให้การที่เราอธิษฐานและขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นที่ก่อสร้างผู้อื่นอีกด้วย. สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าอัครทูตได้คำนึงถึงการก่อสร้างคริสตจักรและวิสุทธิชนมากเพียงใด. ถ้อยคำที่อยู่ในข้อนี้ของอัครทูตไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงแก้ไขเท่านั้น แต่ยังเป็นการกำชับอีกด้วย.
1กธ. 14:19 ก เทียบ 1กธ.14:5, 12; 12:31
1กธ. 14:19 1 กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การพูดให้เป็นที่เข้าใจได้นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการประชุมของคริสตจักรที่มีเพื่อการก่อสร้างคริสตจักรมากเพียงใด ทั้งยังได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการพูดภาษาต่างๆ เลย.
1กธ. 14:19 2 ดูข้อ 15 คำอธิบาย 2.
1กธ. 14:20 1 หรือ การไตร่ตรอง, การใช้เหตุผล, ความคิด. คำศัพท์ที่ใช้ในภาษากรีกนั้นต่างไปจากคำว่า "ความคิด" ในข้อ 15 และ 19 ซึ่งเป็นคำที่ "เน้นถึงสิ่งที่แตกต่างไปจากความคลั่งไคล้" (Vincent: วินเซนต์). ในที่นี้หมายถึงความเข้าใจและความคิดของผู้เชื่อชาวโกรินโธที่มีต่อการพูดภาษาต่างๆ. พวกเขาคลั่งไคล้ไปกับแนวทางปฏิบัติเช่นนี้ ดังนั้นความเข้าใจที่พวกเขามีต่อเรื่องนี้จึงเป็นเด็ก คือไม่ได้ใช้ความคิดของตนอย่างเหมาะสมตามที่ผู้เชื่อที่สุกงอมแล้วควรจะใช้. อัครทูตจึงเตือนให้พวกเขาเติบโตและสุกงอมในด้านความเข้าใจ ซึ่งก็คือการใช้ความคิดของพวกเขาให้เหมาะสมในเรื่องการพูดภาษาต่างๆ เหมือนกับท่าน (ข้อ 19).
1กธ. 14:20 ก 1กธ.13:11; อฟ.4:14; ฮร.5:12-13
1กธ. 14:20 2ก ผู้เชื่อชาวโกรินโธไม่เพียงเป็นทารกในด้านชีวิตเท่านั้น (3:1) แต่ยังเป็นเด็กในด้านความเข้าใจอีกด้วย. พวกเขาจำต้องเติบโตทั้งในด้านชีวิตและความเข้าใจแห่งความคิด. จุดมุ่งหมายในการที่อัครทูตจัดการกับปัญหาต่างๆ ของพวกเขาก็ล้วนมีเพื่อสิ่งนี้ คือเพื่อให้เขาสุกงอมในทุกด้าน.
1กธ. 14:20 ข รม.16:19
1กธ. 14:20 ค บพส.131:2; มธ.11:25; 18:3; 1ปต.2:2
1กธ. 14:20 ง อฟ.4:13; ฮร.5:14; กซ.1:28
1กธ. 14:20 3ง ผู้เชื่อชาวโกรินโธที่เหมือนเด็กเหล่านี้จะต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ในด้านความเข้าใจ เพื่อเขาจะสามารถรู้ถึงสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 21-25.
1กธ. 14:21 ก 1กธ.14:34; ยฮ.10:34; 12:34; 15:25
1กธ. 14:21 1ก กฎบัญญัติ ชี้ถึง พันธสัญญาเดิม. ดูข้อ 34 คำอธิบาย 3.
1กธ. 14:21 ข ยซย.28:11-12
1กธ. 14:21 2ข ถ้อยคำที่อยู่ใน ยซย.28:9-13 เหล่านี้ชี้บ่งว่า การพูดภาษาต่างๆ นั้นเป็นการลงโทษพลไพร่ชาวอิสราเอลเพราะพวกเขาไม่ยอมเชื่อฟังถ้อยคำอันเป็นที่เข้าใจได้ของพระยะโฮวา. ดังนั้นการที่อัครทูตยกพระคำข้อนี้ขึ้นมาอ้างอิงก็มีความหมายเป็นนัยว่า ชาวโกรินโธไม่ได้ต้อนรับการเปิดเผยอันเป็นที่เข้าใจได้ซึ่งพระเจ้าตรัสผ่านอัครทูตอย่างถูกต้อง.
1กธ. 14:22 1 คำว่า "เหตุฉะนั้น" ในตอนต้นของข้อนี้บ่งบอกว่า ถ้าพิจารณาตามถ้อยคำในข้อ 21 ซึ่งอ้างอิงมาจากยะซายาบทที่ 28 นั้น การพูดภาษาต่างๆ นั้นมีไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายในด้านลบต่อผู้เชื่อโดยเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสภาพการณ์ที่พวกเขาไม่เชื่ออันเป็นที่น่าสงสาร และมีความหมายเป็นนัยว่า การพูดภาษาต่างๆ อยู่ที่ไหน ความไม่เชื่อของผู้คนก็อยู่ที่นั่น. ในที่นี้อัครทูตมีจุดมุ่งหมายที่จะจำกัดชาวโกรินโธไม่ให้พูดภาษาต่างๆ มากจนเกินไป. แต่การเผยพระวจนะนั้นเป็นเครื่องหมายที่ประทานแก่ผู้ที่เชื่อ โดยเป็นเครื่องหมายเล็งว่าพวกเขามีสภาพการณ์ที่ถูกต้องในการเชื่อ. นี่เป็นการหนุนใจให้มีแนวทางปฏิบัติในการเผยพระวจนะแบบหนึ่ง.
1กธ. 14:23 ก 1กธ.11:17, 18, 20
1กธ. 14:23 1 หากทุกคนพูดภาษาต่างๆ ในท่ามกลางการประชุมของทั้งคริสตจักรแล้ว ผู้คนก็จะคิดว่าพวกเขาคลั่งไปแล้ว. ดังนั้นการหนุนใจให้ทุกคนพูดภาษาต่างๆ ในท่ามกลางการประชุมของคริสตจักรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำพูดของอัครทูตเปาโล.
1กธ. 14:23 ข ยรม.29:26; มก.3:21; กจ.26:24; ยฮ.10:20; กจ.12:15
1กธ. 14:23 2ข หรือ บ้า, เสียสติ. คำนี้เป็นการไม่สนับสนุนอย่างมากต่อการพูดภาษาต่างๆ มากจนเกินไป.
1กธ. 14:24 ก 1กธ.14:31
1กธ. 14:24 1ก ข้อนี้มีความหมายเป็นนัยว่า ทุกคนที่ร่วมประชุมนั้นล้วนมีหน้าที่และมีความสามารถในการเผยพระวจนะ. หากทุกคนเผยพระวจนะในการประชุมของคริสตจักรแล้ว ผู้คนก็จะถูกเตือนให้รู้สำนึก. การเผยพระวจนะในที่นี้ ประการสำคัญไม่ใช่พยากรณ์ แต่เป็นการพูดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและการพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ. 14:24 2 สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการเผยพระวจนะในการพยากรณ์ แต่เป็นผลมาจากการเผยพระวจนะในการพูดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า. การเผยพระวจนะแบบหลังจำต้องมีการเติบโตของชีวิตพอสมควร. ถ้อยคำนี้ก็เป็นการหนุนใจให้มีแนวทางปฏิบัติในการเผยพระวจนะเช่นกัน.
1กธ. 14:25 ก ฮร.4:12
1กธ. 14:25 ข ลก.17:16
1กธ. 14:25 1 กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า การเผยพระวจนะซึ่งเป็นการพูดเพื่อพระเจ้าและพูดออกซึ่งพระเจ้าโดยมีพระเจ้าเป็นเนื้อหานั้น ได้นำพระเจ้าหล่อเลี้ยงให้แก่ผู้ที่ได้ยินและได้นำพวกเขามาสู่พระเจ้า. กรณีนี้ยังได้บ่งชี้ว่า การประชุมของคริสตจักรนั้นจะต้องเติมเต็มไปด้วยพระเจ้า และกิจกรรมทุกอย่างที่อยู่ในการประชุมนั้นจะต้องถ่ายทอดและส่งถ่ายพระเจ้าไปยังผู้คนเพื่อพระเจ้าจะถูกซึมซาบเข้าสู่ตัวเขา.
1กธ. 14:25 ค ยซย.45:14; ซฟย.8:23
1กธ. 14:26 ก 1กธ.14:23
1กธ. 14:26 1 แปลตามตรงคือแต่ละคน คำว่า "มี" ซึ่งถูกใช้ในข้อนี้ถึงห้าครั้งนั้นเป็นคำศัพท์ในภาษากรีกที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยเป็นคำศัพท์ที่มีหลายความหมาย แต่มีความหมายหลักสามประการต่อไปนี้: (1) การถือครอง, ครอบครอง, และการเก็บรักษา (ของบางสิ่งไว้); (2) การมี (ของบางสิ่งไว้) เพื่อรับสุข; (3) การมีวิธีหรือฤทธิ์เดชที่จะทำบางสิ่ง. ความหมายสองประการแรกน่าจะเป็นความหมายของสามสิ่งแรกในห้าสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อนี้ ส่วนความหมายที่สามน่าจะใช้กับสองสิ่งสุดท้ายคือการพูดภาษาต่างๆ และการแปลภาษาต่างๆ. กรณีนี้บ่งชี้ว่าเมื่อเรามาร่วมประชุมของคริสตจักร เราควรมีบางสิ่งที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อมาร่วมแบ่งปันกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพลงสดุดีเพื่อสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า, คำสอน (ของพวกอาจารย์) เพื่อนำความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์มาเสริมสร้างและบำรุงเลี้ยงผู้อื่น, การเปิดเผย (ของผู้เผยพระวจนะ, ข้อ 30) เพื่อให้ผู้คนเห็นนิมิตเกี่ยวกับพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าซึ่งเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้เป็นข้อลับลึกของพระเจ้าและคริสตจักรอันเป็นข้อลับลึกของพระคริสต์, การพูดภาษาต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ผู้ที่ไม่เชื่อ (ข้อ 22) ได้รู้จักและต้อนรับพระคริสต์, หรือการแปล อันจะทำให้ภาษาต่างๆ ที่พูดถึงพระคริสต์และพระกายของพระองค์เป็นที่เข้าใจได้. ก่อนที่เราจะมาร่วมประชุมเราควรต้องเตรียมตัวเราไว้สำหรับการประชุมด้วยสิ่งที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ ไม่ว่าจะได้มาโดยประสบการณ์ที่เรามีต่อพระองค์ หรือโดยการที่เราได้รับสุขพระคำของพระองค์และสามัคคีธรรมกับพระองค์ในการอธิษฐาน. เมื่อเข้าสู่การประชุมแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องรอและไม่ควรจะต้องรอการดลใจอีก แต่เราควรฝึกฝนวิญญาณของเราและใช้ความคิดที่ผ่านการฝึกฝนของเราให้เกิดการใช้งานในการมอบถวายสิ่งที่เราได้ตระเตรียมมาให้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้รับสง่าราศีและความอิ่มหนำพระทัยและให้ผู้อื่นที่ร่วมประชุมได้รับประโยชน์ คือได้รับการส่องสว่าง, การบำรุงเลี้ยง, และการก่อสร้าง.
กรณีนี้ก็เหมือนกับเทศกาลตั้งทับอาศัยในสมัยโบราณที่พลไพร่ชาวอิสราเอลจะนำเอาผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวมาจากการที่พวกเขาตรากตรำบนแผ่นดินงามนั้นมายังเทศกาล และจะถวายผลผลิตเหล่านั้นให้องค์พระผู้เป็นเจ้ารับสุขและพวกเขาก็รับสุขด้วยกันโดยการสามัคคีธรรมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าและในการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันระหว่างพวกเขา. เราจะต้องตรากตรำบนตัวของพระคริสต์ผู้เป็นแผ่นดินงามของเรา เพื่อเราจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตจากความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ และนำมาถวายในการประชุมของคริสตจักร. เช่นนี้การประชุมก็จะเป็นการสำแดงพระคริสต์ในด้านความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์และเป็นการให้ผู้ที่มาร่วมประชุมทุกคนได้ร่วมแบ่งปันรับสุขพระคริสต์ซึ่งกันและกันต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าและร่วมกันกับพระเจ้า เพื่อการก่อสร้างวิสุทธิชนทั้งหลายและคริสตจักร.
ตามสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญนั้น ทั้งห้าประการที่ได้เรียบเรียงไว้ในข้อนี้จะต้องรวบรวมอยู่ที่พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางของพระเจ้าซึ่งเป็นส่วนของเรา และคริสตจักรซึ่งเป็นเป้าหมายของพระเจ้าอันเป็นจุดหมายของเรา. เพลงสดุดีนั้นจะต้องเป็นการสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงประทานพระคริสต์ให้เป็นปัญญาและฤทธิ์เดชของเราในการดำเนินชีวิตประจำวันและชีวิตคริสตจักรของเรา. คำสอนจากพวกอาจารย์และการเผยพระวจนะจากผู้เผยพระวจนะควรจะต้องสอนและหล่อเลี้ยงผู้คนด้วยพระคริสต์และคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์. การพูดภาษาต่างๆ และการแปลภาษาต่างๆ นั้นจะต้องมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางและเป็นเนื้อหา. การเน้นถึงสิ่งใดที่นอกเหนือไปจากพระคริสต์และคริสตจักรก็จะนำความยุ่งเหยิงมาสู่คริสตจักรและจะทำให้คริสตจักรเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางศูนย์กลางของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าและจะกลายเป็นเหมือนกับคริสตจักรในเมืองโกรินโธ.
1กธ. 14:26 ข อฟ.5:19; กซ.3:16; ยก.5:13
1กธ. 14:26 ค 1กธ.14:6
1กธ. 14:26 ง 1กธ.14:6
1กธ. 14:26 จ 1กธ.12:10
1กธ. 14:26 ฉ 1กธ.12:10; 14: 5, 13, 27
1กธ. 14:26 ช 1กธ.8:1; 10:23; 2กธ.12:19; 13:10; อฟ.4:29
1กธ. 14:26 2ช หรือ การเสริมสร้าง. ทุกสิ่งที่เรากระทำในการประชุมของคริสตจักรจะต้องมีเพื่อการก่อสร้างวิสุทธิชนทั้งหลายและคริสตจักร. การสำแดงพระคริสต์และรับสุขพระองค์ในการประชุมเพื่อก่อสร้างพระกายของพระองค์นั้นจะต้องเป็นจุดมุ่งหมายและเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของเรา.
1กธ. 14:27 ก 1กธ.14:29 เทียบ มธ.18:16
1กธ. 14:28 ก 1กธ.14:34-35
1กธ. 14:28 1 กรณีนี้ บ่งบอกว่าการประชุมของคริสตจักรก็คือคริสตจักรนั่นเอง.
1กธ. 14:29 ก 1กธ.14:27
1กธ. 14:29 ข 1กธ.12:10 เทียบ โยบ 12:11; 1ยฮ.4:1
1กธ. 14:29 1ข หรือ ตัดสิน. แปลตามตรงคือ แบ่งแยก. นี่คือการตัดสินหรือแยกแยะว่าสิ่งที่ได้เผยพระวจนะออกมานั้นเป็นมาจากพระเจ้าหรือไม่ คือแบ่งแยกสิ่งที่ถูกต้องออกจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง. กรณีนี้บ่งชี้ว่าการเผยพระวจนะบางครั้งอาจมิได้เป็นมาจากพระเจ้า.
1กธ. 14:31 1 พระเจ้าปรารถนาให้ผู้เชื่อแต่ละคนเผยพระวจนะ ซึ่งก็คือให้พูดเพื่อพระองค์และพูดออกซึ่งพระองค์ (ข้อ 1ข; เทียบ อฤธ.11:29).
1กธ. 14:31 ก 1กธ.14:24
1กธ. 14:31 2 หรือ การปลอบโยน.
1กธ. 14:32 ก วว.22:6
1กธ. 14:32 1ก นี่หมายความว่าผู้เผยพระวจนะมิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของวิญญาณแห่งตน แต่วิญญาณของพวกเขาอยู่ภายใต้การบัญชาของพวกเขา. ดังนั้นพวกเขายังสามารถที่จะกำหนดเวลาในการเผยพระวจนะและหยุดเผยพระวจนะได้ เพื่อจะคงไว้ซึ่งระเบียบที่ดีในการประชุมของคริสตจักร. วิญญาณของพวกเขาไม่ได้เป็นนายของพวกเขาแต่เป็นสื่อกลางที่ทำให้พวกเขาเกิดการใช้งาน. พวกเขาจะต้องเรียนรู้ที่จะฝึกฝนและใช้วิญญาณให้เป็นไปตามการกำหนดของพวกเขา.
1กธ. 14:32 ข เทียบ สภษ.16:32
1กธ. 14:33 ก เทียบ 1กธ.14:40
1กธ. 14:33 1 คำกำชับที่อยู่ในข้อ 26-32 ของบทนี้กล่าวถึงการพูดภาษาต่างๆ และการเผยพระวจนะเป็นประการสำคัญ ซึ่งยึดหลักในการรักษาไว้ซึ่งระเบียบที่เหมาะสมและสันติสุขตามสิ่งที่พระเจ้าเองทรงเป็น.
1กธ. 14:33 2 กรณีนี้บ่งชี้ว่าคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายควรจะมีแนวทางปฏิบัติที่เหมือนกัน.
1กธ. 14:33 3 ใน 1:2 และ 10:32 ใช้วลีที่ว่า "คริสตจักรของพระเจ้า." แต่ในที่นี้ใช้วลีที่ว่า "คริสตจักรทั้งหลายของวิสุทธิชน." วลีที่ว่า "คริสตจักรของพระเจ้า" ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบที่มาก่อรูปขึ้นเป็นคริสตจักร. คริสตจักรนั้นก่อรูปขึ้นด้วยองค์ประกอบของพระเจ้า. วลีที่ว่า "คริสตจักรทั้งหลายของวิสุทธิชน" ชี้ให้เห็นถึงส่วนประกอบของคริสตจักร. คริสตจักรนั้นประกอบไปด้วยวิสุทธิชนทั้งหลาย.
1กธ. 14:33 ข 1กธ.4:17; 7:17; 11:16
1กธ. 14:33 ค 1กธ.1:2
1กธ. 14:34 ก 1ตธ.2:11-12 เทียบ 1กธ.11:5
1กธ. 14:34 ข 1กธ.14:28; 11:18
1กธ. 14:34 1ข หมายถึงในการประชุมของคริสตจักร. ดู ข้อ 28 คำอธิบาย 1. ข้อ 35 ก็เช่นกัน.
1กธ. 14:34 2 ตามที่ได้กล่าวไว้ใน 11:5 นั้น ผู้หญิงที่ได้คลุมศีรษะก็สามารถเผยพระวจนะได้ (แน่นอนว่าเป็นการเผยพระวจนะต่อหน้าสาธารณชน) และใน กจ.2:17-18 และ 21:9 ก็ยืนยันว่า พวกผู้หญิงมีการเผยพระวจนะจริงๆ. แต่ 1ตธ.2:12 กล่าวว่าไม่อนุญาตให้พวกผู้หญิงทำการสั่งสอน คือการสั่งสอนเสมือนเป็นอำนาจ (ในข้อนั้นการสั่งสอนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ) เพื่อชี้ขาดหลักธรรม. ดังนั้นตามหลักการในพันธสัญญาใหม่แล้วการไม่อนุญาตให้ผู้หญิงพูดในที่ประชุมของคริสตจักรนั้นมีความหมายว่าไม่อนุญาตให้พวกผู้หญิงทำการสั่งสอนด้วยอำนาจในการชี้ขาดหลักธรรม. ในด้านนี้พวกเธอจะต้องนิ่งเสียในที่ประชุมของคริสตจักร. พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้พูด เพราะว่าพวกเธอจะต้องนอบน้อมต่อผู้ชาย. นี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในการปกครองของพระองค์. ในการกำหนดแห่งการปกครองของพระเจ้านั้นไม่อนุญาตให้ผู้หญิงพูดโดยใช้อำนาจเหนือผู้ชาย. พวกเธอสามารถอธิษฐานและเผยพระวจนะได้ ซึ่งหมายถึงการพูดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพูดออกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า. อย่างไรก็ดีพวกเธอจะต้องทำสิ่งนี้อยู่ภายใต้การปกปิดของพี่น้องชาย เพราะในที่นี้ได้กำชับให้พวกเธอนอบน้อม.
1กธ. 14:34 ค อฟ.5:22; กซ.3:18; ตต.2:5; 1ปต.3:1
1กธ. 14:34 ง 1กธ.14:21
1กธ. 14:34 3ง ชี้ถึงหนังสือที่โมเซได้เขียนขึ้น (มธ.5:17; 7:12; 11:13). ในหนังสือของโมเซนั้นมีเยเนซิศ 3:16 ได้กำชับให้ผู้หญิงนอบน้อมต่อการปกครองของผู้ชาย. นี่ก็คือการกำหนดของพระเจ้า.
1กธ. 14:36 1 กรณีนี้ก็เป็นการชี้บ่งว่าคริสตจักรท้องถิ่นแห่งหนึ่งควรจะต้องมีแนวทางปฏิบัติตามอย่างคริสตจักรอื่นๆ ด้วยเช่นกัน. คริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งควรต้องนอบน้อมต่อคำบัญชาแห่งจักรวาลของพระวิญญาณนั้นตามถ้อยคำของอัครทูตที่ได้กล่าวพระคำของพระเจ้าออกมานั้น.
1กธ. 14:37 ก 1กธ.12:28-29
1กธ. 14:37 1ก กรณีนี้ก็ได้ชี้บ่งไว้เช่นกันว่า เพื่อการสำเร็จของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าแล้ว การเป็นผู้เผยพระวจนะหรือเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณจึงเป็นที่นับถืออย่างยิ่งในคริสตจักร. ในการปกครองของพระเจ้าที่อยู่ในคริสตจักรนั้น ผู้เผยพระวจนะอยู่ในลำดับที่สองรองมาจากอัครทูต (12:28). ผู้เผยพระวจนะคือผู้ที่พูดเพื่อพระเจ้าและพูดออกซึ่งพระเจ้า และยังเป็นผู้ที่ได้รับการเปิดเผยแห่งข้อลับลึกเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักร (อฟ.3:5) ซึ่งการเปิดเผยนี้ก็คือรากฐานแห่งการก่อสร้างคริสตจักร (อฟ.2:20). มนุษย์ฝ่ายวิญญาณก็คือผู้ที่ดำเนินชีวิตตามวิญญาณของเขา ซึ่งได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้า และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวฝ่ายวิญญาณทุกอย่าง (3:1 และคำอธิบาย; 2:15 และคำอธิบาย). ผู้ที่มีความรู้ในด้านฝ่ายวิญญาณ เช่นนี้ก็ควรที่จะรู้อย่างชัดเจนว่า คำสอนของอัครทูตเปาโลนั้นเป็นพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และคำพูดของพวกเขาก็ควรที่จะสอดคล้องกับคำสอนของท่าน. ในการจัดการกับชาวโกรินโธที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้ ท่านเปาโลมีวิญญาณที่เข้มแข็งและใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา. ท่านกำชับให้พวกเขารู้แจ้งว่าคำสอนของท่านนั้นเป็นพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีอำนาจอันแท้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ. 14:37 ข 1กธ.2:15; 3:1
1กธ. 14:37 ค 1กธ.7:10, 25
1กธ. 14:37 2ค เพราะคำสอนของอัครทูตเป็นไปตามการกำหนดของพระเจ้า (ข้อ 34) ดังนั้นคำสอนนี้จึงเป็นพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ. 14:38 ก 1กธ.10:1; 12:1
1กธ. 14:39 ก 1กธ.12:31
1กธ. 14:39 1ก อันที่จริงบทนี้ทั้งบทเป็นการจัดการกับการเผยพระวจนะและการพูดภาษาต่างๆ. เพราะการเผยพระวจนะนั้นเป็นของประทานที่มีประโยชน์สูงสุดในการก่อสร้างวิสุทธิชนทั้งหลายและคริสตจักรด้วยการปฏิบัติที่อุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ ดังนั้นอัครทูตจึงให้ความสำคัญและส่งเสริมสิ่งนี้เป็นอย่างมาก. เพราะการพูดภาษาต่างๆ นั้นไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อการก่อสร้าง อัครทูตก็เผยให้เห็นถึงคุณค่าที่ด้อยกว่าของสิ่งนี้อย่างสัตย์ซื่อ. ทั้งการให้ความสำคัญและการเผยออกของท่านก็ล้วนเป็นไปตามความห่วงใยที่ท่านมีต่อการสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้าในการก่อสร้างคริสตจักรด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์. เมื่อถึงบทสรุปของบทนี้ ท่านก็ยังคงกำชับให้เรามุ่งมั่นปรารถนาที่จะเผยพระวจนะ เพื่อการก่อสร้างของพระเจ้า. อย่างไรก็ดีท่านก็ได้กำชับมิให้เราไปห้ามการพูดภาษาต่างๆ ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งความครอบคลุมสรรพสิ่งและความเป็นหนึ่งของคริสตจักร.
1กธ. 14:39 ข 1กธ.13:2; 14:1, 3-6
1กธ. 14:40 ก กซ.3:5 เทียบ 1กธ.14:33
1กธ. 14:40 1ก ความห่วงใยที่อัครทูตมีต่อคริสตจักรนั้นก็เพื่อที่จะให้พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางของพระเจ้าและคริสตจักรซึ่งเป็นเป้าหมายของพระเจ้าได้ดำเนินต่อไปจนสำเร็จลุล่วง และให้ทุกสิ่งได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมและเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งต่อหน้ามนุษย์และบรรดาทูตสวรรค์ (4:9; 11:10). ชีวิตธรรมชาติของเรานั้นไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อจุดมุ่งหมายที่สูงส่งนี้เลย. เพื่อชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องนั้น เราจะต้องมีประสบการณ์แห่งพระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขน (1:23; 2:2) เพื่อสิ้นสุดซึ่งตัวตนของเรา และต้องประสบการณ์พระคริสต์ในการเป็นขึ้น เพื่อเป็นการแบ่งแยกบริสุทธิ์และการไถ่ในชีวิตประจำวันของเรา (1:30).
สารบัญ