1 โกรินโธ บทที่ 11
(3) ตามอย่างอัครทูต
11:1
11:1
1กธ.
11:1 1ท่านทั้งหลายจงกเอาอย่าง2ข้าพเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้าเอาอย่างขพระคริสต์.
VIII. การจัดการต่อการคลุมศีรษะ
11:2-16
11:2-16
1. ศีรษะแห่งจักรวาล
ข้อ 2-3
ข้อ 2-3
1กธ.
11:2 แต่ข้าพเจ้าขอกชมท่านทั้งหลายเพราะท่านได้ขระลึกถึงข้าพเจ้าในทุกเรื่องราวและได้ยึดมั่นใน1คสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ตาม1ที่ข้าพเจ้าได้ส่งมอบไว้แก่ท่าน.
1กธ.
11:3 แต่ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านรู้ว่า 1พระคริสต์ทรงเป็นกศีรษะของชายทุกคน และ2ชายเป็นขศีรษะของหญิง และ3พระเจ้าทรงเป็นคศีรษะของพระคริสต์.
2. การคลุมศีรษะ
ข้อ 4-6
ข้อ 4-6
1กธ.
11:4 ชายทุกคนที่อธิษฐานหรือ1กเผยพระวจนะโดยมีผ้าคลุมศีรษะอยู่ ก็2ทำความอัปยศแก่ศีรษะของตน
1กธ.
11:5 แต่หญิงคนใดที่กอธิษฐานหรือขเผยพระวจนะโดย1ไม่คลุมศีรษะก็ทำความอัปยศแก่ศีรษะของตน เพราะเหมือนกับว่าเธอได้2คโกนผมเสียแล้ว.
1กธ.
11:6 ถ้าผู้หญิงจะไม่คลุมศีรษะก็ควรจะตัดผมเสีย แต่ถ้าการที่ผู้หญิงจะตัดผมหรือโกนผมเป็นสิ่งที่น่าอายแก่เธอ 1ก็ให้เธอคลุม[ศีรษะของ]ตนเสีย.
3. สาเหตุ
ข้อ 7-15
ข้อ 7-15
1กธ.
11:7 การที่ผู้ชายไม่สมควรจะคลุมศีรษะนั้นก็เพราะว่าผู้ชายเป็น1กพระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้า ส่วนผู้หญิงนั้นเป็น2ขสง่าราศีของผู้ชาย.
1กธ.
11:8 เพราะว่าผู้ชายมิได้มาจากผู้หญิง แต่1ผู้หญิงกมาจากผู้ชาย
1กธ.
11:9 และไม่ได้ทรง1เนรมิตสร้างผู้ชายไว้สำหรับผู้หญิง แต่ทรงเนรมิตสร้าง2กผู้หญิงไว้สำหรับผู้ชาย.
1กธ.
11:10 ด้วยเหตุนี้เอง ผู้หญิงจึงควรจะมี1[เครื่องหมายแห่งการนอบน้อมต่อ]กอำนาจบนศีรษะเพราะ2เห็นแก่ขพวกทูตสวรรค์.
1กธ.
11:11 ถึงกระนั้นก็ดี1ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ชายจะไม่มีผู้หญิงก็ไม่ได้ และผู้หญิงจะไม่มีผู้ชายก็ไม่ได้.
1กธ.
11:12 เพราะว่าผู้หญิงนั้น1มาจากผู้ชายฉันใด ทำนองเดียวกันผู้ชายก็[เกิดมา]1โดยผู้หญิงฉันนั้น แต่กสิ่งสารพัดก็เป็นมาจากพระเจ้า.
1กธ.
11:13 ท่านทั้งหลายจง1กตัดสินเองเถิดว่าเป็นการเหมาะสมแล้วหรือที่ผู้หญิงจะอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยไม่คลุมศีรษะ?
1กธ.
11:14 1ธรรมชาติมิได้สอนท่านหรือว่า ถ้าผู้ชายไว้ผมยาวก็เป็นที่น่าอัปยศแก่เขา
1กธ.
11:15 แต่ถ้าผู้หญิงไว้ผมยาวก็เป็นสง่าราศีแก่เธอ เพราะว่าผมเป็นสิ่งที่ประทานให้เธอไว้คลุมศีรษะ.
4. ไม่โต้เถียง
ข้อ 16
ข้อ 16
1กธ.
11:16 แต่ถ้าผู้ใดจะโต้เถียง ฝ่ายเราก็ดี หรือ1กคริสตจักรทั้งหลายของพระเจ้าก็ดี ล้วนมิได้มี2ธรรมเนียมเช่นนั้น.
IX. การจัดการต่ออาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
11:17-34
11:17-34
1. การติเตียนต่อความยุ่งเหยิง
ข้อ 17-22
ข้อ 17-22
1กธ.
11:17 1แต่ที่ข้าพเจ้าจะ2กำชับต่อไปนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้กชม[ท่าน] เพราะที่ท่านขมาประชุมกันนั้นมิได้รับประโยชน์ แต่กลับได้รับความเสียหาย.
1กธ.
11:18 ประการแรก ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า เมื่อท่านมาประชุมกัน1กในคริสตจักรนั้น มีขการแตกแยกกันในท่ามกลางพวกท่าน และข้าพเจ้าเชื่อว่าคงมีความจริงอยู่บ้าง.
1กธ.
11:19 เพราะจะต้องมี1การแบ่งพรรคแบ่งพวกกันบ้างในท่ามกลางพวกท่านด้วยเป็นแน่ เพื่อให้คนเหล่านั้นที่2ได้รับการรับรองจะได้3ปรากฏเด่นขึ้นในท่ามกลางพวกท่าน.
1กธ.
11:20 เมื่อท่านทั้งหลายประชุมพร้อมกันนั้น จึงไม่ใช่เป็นการรับประทาน1อาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
1กธ.
11:21 เพราะว่าเมื่อท่านรับประทานกันนั้น ต่างคนก็รับประทาน1อาหารของตนก่อนบางคนจึงยังหิวอยู่ ส่วนบางคนก็เมามาย.
1กธ.
11:22 ท่านไม่มีเรือนที่จะกินและดื่มหรือ? หรือว่าท่านดูหมิ่นกคริสตจักรของพระเจ้าและขทำให้คนที่ขัดสนได้รับความอับอาย? จะให้ข้าพเจ้าว่าอย่างไร? จะให้ชมท่านหรือ? ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอคชมท่านเลย.
2. การทบทวนคำนิยาม
ข้อ 23-26
ข้อ 23-26
1กธ.
11:23 เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้ากได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็ได้มอบไว้กับท่านแล้ว คือขในคืนที่เขา1คขายองค์พระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงง หยิบขนมปังขึ้น
1กธ.
11:24 ครั้นขอบพระคุณแล้ว จึงทรง1หักออก ตรัสว่า "นี่เป็นกายของเราซึ่ง[สละ]เพื่อท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้2เพื่อเป็นที่3ระลึกถึงเรา."
1กธ.
11:25 เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบจอกด้วยอาการอย่างเดียวกันตรัสว่า "1จอกนี้คือ2กพันธสัญญาใหม่[ที่ได้ตั้งขึ้น]โดยโลหิตของเรา ทุกครั้งที่ท่าน3ดื่มจาก[จอก]นี้จงกระทำอย่างนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเรา."
1กธ.
11:26 เพราะว่าทุกครั้งที่ท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากจอกนี้ ท่านก็1ป่าวประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า 2จนกว่าพระองค์จะกเสด็จมา.
3. ความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบและแยกแยะ
ข้อ 27-29
ข้อ 27-29
1กธ.
11:27 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดกกินขขนมปัง หรือกดื่มจากขจอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าง1ไม่สมควร ผู้นั้นก็2ทำผิดต่อพระกายและคพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ.
11:28 ขอให้ทุกคน1กตรวจสอบตนเองแล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากจอกนี้.
1กธ.
11:29 เพราะว่าคนที่กินและดื่มโดยมิได้1แยกแยะ2พระกายนั้น ก็กินและดื่ม3ให้เป็นที่พิพากษาแก่ตนเอง.
4. การตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ข้อ 30-34
ข้อ 30-34
1กธ.
11:30 ด้วย1เหตุนี้พวกท่านหลายคนจึง2อ่อนกำลังและเจ็บป่วย และหลายคนก็3กล่วงหลับไป.
1กธ.
11:31 แต่ถ้าเรา1พิจารณาตัวเอง เราคงไม่ถูกพิพากษา.
1กธ.
11:32 เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรง1พิพากษาเรานั้น พระองค์ทรงกตีสอนเรา เพื่อมิให้เราถูก2ขปรับโทษด้วยกันกับชาวโลก.
1กธ.
11:33 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านมาร่วมชุมนุมรับประทานอาหารนั้น 1จงคอยซึ่งกันและกัน.
1กธ.
11:34 ถ้ามีใครหิว ก็ให้เขากินที่กบ้านเสียก่อน เพื่อเมื่อท่านมาชุมนุมกัน ท่านจะได้ไม่ถูกพิพากษา. ส่วน1เรื่องอื่นๆ นั้น เมื่อข้าพเจ้าขมาแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดแจงให้เรียบร้อย.
คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 11
1กธ.
11:1 1 ข้อนี้เป็นประโยคสุดท้ายของบทสรุปในบทที่ 10.
1กธ.
11:1 ก 1กธ.4:16; 1ธซ.1:6
1กธ.
11:1 2 หากผู้ใดเอาอย่างพระคริสต์ เราก็ควรเอาอย่างผู้นั้น. สิ่งนี้จะทำให้เราเป็นผู้ที่เอาอย่างพระคริสต์ไปด้วย. มิเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ควรจะเอาอย่างผู้ใดเลย.
1กธ.
11:1 ข เทียบ ยฮ.13:15; มธ.11:29; รม.15:1-3; อฟ.5:2; 1ปต.2:21
1กธ.
11:2 ก 1กธ.11:17, 22
1กธ.
11:2 ข 1ธซ.3:6
1กธ.
11:2 ค 2ธซ.2:15; 3:6
1กธ.
11:2 1ค คือคำสอนที่ได้ถ่ายทอดกันมาโดยทางวาจาหรือข้อเขียน (2ธซ.2:15).
1กธ.
11:3 1 ข้อ 3-16 ได้จัดการกับปัญหาที่เจ็ด คือปัญหาเกี่ยวกับการคลุมศีรษะ. หกปัญหาแรกซึ่งถูกจัดการไปในบทที่ 1—10 นั้น อาจถือเป็นกลุ่มเดียวกันได้ คือเป็นปัญหาที่อยู่ในขอบเขตแห่งการดำเนินชีวิตมนุษย์. ห้าปัญหาหลังที่จะถูกจัดการในบทที่ 11—16 นั้นเป็นอีกกลุ่มหนึ่งโดยเป็นปัญหา ซึ่งอยู่ในขอบเขตแห่งการปกครองของพระเจ้า ปัญหาแรกในกลุ่มหลังนี้เกี่ยวกับความเป็นศีรษะของพระคริสต์และพระเจ้าในการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์. ใน อฟ.1:22-23 พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของสิ่งสารพัดต่อพระกายของพระองค์ซึ่งก็คือคริสตจักร. ในที่นี้การที่พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของชายทุกคนนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับแต่ละบุคคล. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของพระกายแห่งกลุ่มชนคือคริสตจักร (อฟ.5:23) และยังทรงเป็นศีรษะของผู้เชื่อแต่ละคนด้วย. พระองค์ทรงเป็นศีรษะของเราทุกคนโดยตรง. ในขณะที่อัครทูตได้จัดการกับปัญหาที่เกี่ยวกับการปกครองของพระเจ้าในท่ามกลางชาวโกรินโธอยู่นั้น ท่านได้กล่าวถึงความเป็นศีรษะของพระคริสต์และพระเจ้าไว้เป็นอันดับแรก.
1กธ.
11:3 ก เทียบ อฟ.1:22; กซ.1:18
1กธ.
11:3 2 ในการกำหนดแห่งการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้หญิงนั้นอยู่ภายใต้ความเป็นศีรษะของชาย. พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างผู้หญิงไว้เช่นนี้ (ยนซ.2:18-24; 1ตธ.2:13). ตามเนื้อแท้ (ข้อ 14) ที่พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างไว้แต่เดิมนั้น ผู้หญิงต้องนอบน้อมอยู่ภายใต้ผู้ชาย.
1กธ.
11:3 ข อฟ.5:23 เทียบ ยนซ.3:16
1กธ.
11:3 3 พระคริสต์คือผู้ที่พระเจ้าได้ทรงชโลมไว้เป็นผู้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้. ดังนั้นพระองค์จึงทรงอยู่ภายใต้พระเจ้า และพระเจ้าซึ่งเป็นพระผู้สร้างนั้นทรงเป็นศีรษะของพระองค์. กรณีนี้ชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสต์กับพระเจ้าในการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์.
ในการจัดการกับปัญหาการคลุมศีรษะนั้น ท่านอัครทูตได้ยกเอาความเป็นศีรษะของพระเจ้า, ความเป็นศีรษะของพระคริสต์, และความเป็นศีรษะของมนุษย์ มาเป็นพื้นฐานอันแข็งแรงในคำสอนของท่าน. คำสอนเกี่ยวกับการคลุมศีรษะของท่านนั้นไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนแนวทางปฏิบัติแห่งศาสนาหรือธรรมเนียมของมนุษย์แต่อย่างใด แต่อยู่บนความเป็นศีรษะในการปกครองดูแลของพระเจ้า. พื้นฐานที่แข็งแรงนี้ทำให้คนทั้งหลายไม่มีฐานที่จะโต้แย้งในเรื่องของการคลุมศีรษะอีกต่อไป.
ในการจัดการกับปัญหาการคลุมศีรษะนั้น ท่านอัครทูตได้ยกเอาความเป็นศีรษะของพระเจ้า, ความเป็นศีรษะของพระคริสต์, และความเป็นศีรษะของมนุษย์ มาเป็นพื้นฐานอันแข็งแรงในคำสอนของท่าน. คำสอนเกี่ยวกับการคลุมศีรษะของท่านนั้นไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนแนวทางปฏิบัติแห่งศาสนาหรือธรรมเนียมของมนุษย์แต่อย่างใด แต่อยู่บนความเป็นศีรษะในการปกครองดูแลของพระเจ้า. พื้นฐานที่แข็งแรงนี้ทำให้คนทั้งหลายไม่มีฐานที่จะโต้แย้งในเรื่องของการคลุมศีรษะอีกต่อไป.
1กธ.
11:3 ค เทียบ 1กธ.15:28; 3:23
1กธ.
11:4 ก 1กธ.14:1, 31, 39
1กธ.
11:4 1ก คือ พูดเพื่อพระเจ้า. ดู 12:10 คำอธิบาย 2.
1กธ.
11:4 2 เพราะผู้ชายเป็นศีรษะของผู้หญิงและยังเป็นพระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้า (ข้อ 7) จึงควรให้ศีรษะของตนเป็นที่ปรากฏ, ไม่ถูกปกปิด, ไม่ถูกคลุมไว้ เมื่อเขาสัมผัสกับพระที่นั่งแห่งการปกครองของพระเจ้าโดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าหรือพูดเพื่อพระองค์. มิเช่นนั้นเขาก็ได้ทำความอัปยศและนำความอับอายมาสู่ศีรษะของตน.
1กธ.
11:5 ก ลก.2:36-37
1กธ.
11:5 1 เพราะผู้หญิงนั้นอยู่ภายใต้ความเป็นศีรษะของผู้ชาย เธอจึงควรให้ศีรษะของเธอถูกคลุมไว้, ไม่ให้ศีรษะปรากฏออกมา เมื่อเธอสัมผัสกับการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์โดยการอธิษฐานต่อพระเจ้าหรือพูดเพื่อพระเจ้า. มิเช่นนั้นเธอก็ได้ทำความอัปยศและนำความอับอายมาสู่ศีรษะของตนเหมือนกับว่าได้โกนผมของตนเสียแล้ว เพราะเธอได้ปฏิเสธการกำหนดแห่งการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์โดยการเปิดเผยออกซึ่งศีรษะของเธอให้พวกทูตสวรรค์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นั้นได้เห็น (ข้อ 10) ในขณะที่กำลังสัมผัสกับอำนาจของพระเจ้า.
1กธ.
11:5 ค พบญ.21:12
1กธ.
11:5 2ค นี่เป็นการบ่งชี้ที่หนักแน่นว่า การที่ผู้หญิงจะโกนผมหรือตัดผมนั้นเป็นเรื่องที่น่าอาย (ข้อ 6).
1กธ.
11:5 ข กจ.21:9; เทียบ 1กธ.14:34
1กธ.
11:6 1 นี่เป็นการชี้บ่งว่า การคลุมศีรษะนั้นเป็นการปกคลุมที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากการไว้ผมยาวอีกชั้นหนึ่ง. การที่ผู้หญิงไว้ผมยาวโดยไม่โกนศีรษะนั้นมีความหมายว่า เธอมิได้ปฏิเสธการกำหนดแห่งการปกครองของพระเจ้า. ส่วนการที่ผู้หญิงคลุมศีรษะเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการไว้ผมยาวอีกชั้นหนึ่งก็ชี้บ่งว่า เธอร้องอาเมนต่อการกำหนดอันศักดิ์สิทธิ์.
1กธ.
11:7 ก ยนซ.1:26-27; 9:6 เทียบ ยนซ.5:1; ยก.3:9
1กธ.
11:7 1ก ผู้ชายนั้นถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ยนซ.1:26) เพื่อมาสำแดงพระเจ้าให้พระองค์ได้รับสง่าราศี. เพราะผู้ชายมีพระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้าและยังเป็นตัวแทนของพระเจ้าอีก เขาจึงไม่ควรคลุมศีรษะของตน. หากเขาคลุมศีรษะเสียแล้ว พระฉายาและสง่าราศีของพระเจ้าจะถูกปกปิดไว้.
1กธ.
11:7 ข เทียบ สภษ.12:4
1กธ.
11:7 2ข เพราะผู้หญิงเป็นสง่าราศีของผู้ชาย เธอจึงไม่ควรเผยศีรษะออกมาแต่ต้องคลุมศีรษะไว้. เธอไม่ควรที่จะสำแดงตัวเอง แต่ต้องสำแดงชายที่เธอได้นอบน้อมนั้น. อัครทูตก็ได้เอาเรื่องนี้มาเป็นพื้นฐานในคำสอนเกี่ยวกับเรื่องการคลุมศีรษะของท่านเช่นกัน.
1กธ.
11:8 1 ผู้หญิงนั้นเป็นกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งซึ่งถูกชักออกมาจากผู้ชาย. เธอถูกสร้างขึ้นมาจากผู้ชาย (ยนซ.2:21-23).
1กธ.
11:8 ก ยนซ.2:21-23
1กธ.
11:9 1 ในที่นี้อัครทูตยังได้ยกพระประสงค์ในการเนรมิตสร้างผู้ชายและผู้หญิงของพระเจ้ามาเป็นพื้นฐานอันแข็งแรงในคำสอนเกี่ยวกับการคลุมศีรษะของท่านอีกด้วย. คำสอนนั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนธรรมเนียมที่มนุษย์ตั้งขึ้น แต่อยู่บนพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ในการเนรมิตสร้าง.
1กธ.
11:9 ก ยนซ.2:18; 1ตธ.2:13
1กธ.
11:9 2ก ผู้หญิงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นคู่หมายของผู้ชาย (ยนซ.2:18, 24).
1กธ.
11:10 1 คือการคลุมศีรษะซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่ผู้ชายเป็นศีรษะของผู้หญิง.
1กธ.
11:10 ก เทียบ ยนซ.3:16; 24:65; 1ตธ.2:11
1กธ.
11:10 2 สิ่งนี้เป็นพื้นฐานอีกประการหนึ่งสำหรับคำสอนเกี่ยวกับการคลุมศีรษะ. การคลุมศีรษะนั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นศีรษะของพระเจ้า และอำนาจของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด. หัวหน้าทูตสวรรค์และผู้ที่อยู่ใต้บัญชาของมันได้กบฏต่อความเป็นศีรษะของพระเจ้า (ยอค.28:13-18; ยซย.14:12-15; มธ.25:41) แล้วก่อตั้งอาณาจักรแห่งความมืดของมัน เอง (มธ.12:26; กซ.1:13) และจึงได้กลายไปเป็นซาตานผู้เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า. หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ ซาตานก็ได้ล่อลวงมนุษย์ให้ติดตามมันในการกบฏต่อพระเจ้า. จากนั้นพระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทำลายซาตาน เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากอำนาจของมันแล้วคืนสู่อาณาจักรของพระเจ้า (1ยฮ.3:8; ฮร.2:14; กซ.1:13). บัดนี้เมื่อผู้เชื่อนมัสการพระเจ้าโดยการอธิษฐานต่อพระองค์หรือพูดเพื่อพระองค์ เขาจึงควรมีเครื่องหมายบางประการที่แสดงว่าเขาอยู่ภายใต้ความเป็นศีรษะของพระเจ้า ซึ่งก็คืออำนาจของพระเจ้าเพื่อแสดงให้ทูตสวรรค์ที่คอยห่วงใยและเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ (เทียบ 4:9) ได้เห็นว่าพวกเขา (ผู้เชื่อ) ถือรักษาลำดับที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ในการปกครองของพระองค์. ด้วยเหตุนี้พี่น้องหญิงจึงควรมีเครื่องหมายปกคลุมไว้บนศีรษะของเธอ.
1กธ.
11:10 ข 1กธ.4:9; อฟ.6:12
1กธ.
11:11 1 คือ ในโครงการขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในการจัดแจงขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ.
11:12 1 ผู้ชายเป็นต้นกำเนิดในการดำรงคงอยู่ของผู้หญิง. ดังนั้นผู้หญิงจึงถูกสร้างขึ้นมาจากผู้ชาย. ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นสื่อกลางที่ให้ผู้ชายถือกำเนิดมา. ดังนั้นผู้ชายจึงเกิดมาโดยผู้หญิง (ยนซ.2:21-23).
1กธ.
11:12 ก 1กธ.8:6; รม.11:36
1กธ.
11:13 ก 1กธ.10:15
1กธ.
11:13 1ก ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "พิพากษา."
1กธ.
11:14 1 คือ นิสัยธรรมชาติของเราซึ่งมีอยู่ตามการเนรมิตสร้างของพระเจ้า. ธรรมชาติได้บอกเราว่า ผู้ชายไม่ควรไว้ผมยาว แต่ผู้หญิงควรไว้ผมยาว. ผู้หญิงนั้นรู้ได้โดยนิสัยของเธอเองว่า การมีผมยาวไว้คลุมศีรษะของเธอนั้นเป็นสง่าราศี. สิ่งนี้ก็เป็นพื้นฐานอันแข็งแรงสำหรับคำสอนของอัครทูตซึ่งเกี่ยวกับการคลุมศีรษะ. คำสอนของท่านไม่ได้เป็นไปตามธรรมเนียมหรือแนวทางปฏิบัติที่มนุษย์ได้ตั้งขึ้น แต่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น.
1กธ.
11:16 ก 1กธ.4:17; 7:17; 14:33; 16:1
1กธ.
11:16 1ก คำว่า "คริสตจักรทั้งหลาย" ในที่นี้บ่งชี้ว่าถึงแม้คริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งจะเอกเทศแก่กันและกัน แต่คริสตจักรทั้งหลายก็เคลื่อนไหวตามคำสอนของอัครทูตอย่างพร้อมเพรียงกัน.
1กธ.
11:16 2 ธรรมเนียมในการโต้เถียง, โต้แย้ง, และโต้คารมกัน. ทั้งพวกอัครทูตและคริสตจักรทั้งหลายก็ล้วนไม่ยอมให้ใครมาโต้แย้งกับคำสอนของอัครทูต.
1กธ.
11:17 1 คำว่า "แต่" ในที่นี้บ่งชี้ถึงความแตกต่างระหว่าง ข้าพเจ้าไม่ได้ชมท่าน ในข้อนี้ และข้าพเจ้าขอชมท่านทั้งหลาย ในข้อ 2.
1กธ.
11:17 2 จากข้อนี้ไปจนจบบทนี้ อัครทูตก็ได้จัดการกับปัญหาที่แปด คือปัญหาเกี่ยวกับอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ.
11:17 ก 1กธ.11:22, 2
1กธ.
11:17 ข 1กธ.14:23; มธ.18:20; ฮร.10:25
1กธ.
11:18 ก 1กธ.14:28, 34, 35
1กธ.
11:18 1ก คือ ในที่ประชุมของคริสตจักร (14:34-35).
1กธ.
11:18 ข 1กธ.1:10
1กธ.
11:19 1 ชี้ถึงกลุ่มนิกาย, คณะที่มีความเห็นแตกต่างกัน เหมือนใน ฆต.5:20.
1กธ.
11:19 2 ได้รับการทดสอบและพบว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อเรียกร้อง.
1กธ.
11:19 3 กลุ่มนิกายนั้นช่วยให้ผู้ที่ได้รับการรับรองปรากฏเด่นขึ้น เพราะพวกเขาไ่ม่ได้แตกก๊กแตกเหล่ากัน.
1กธ.
11:20 1 ใน 10:21 อาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกเรียกว่า "โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า." จุดเน้นของโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นก็คือการสามัคคีธรรมแห่งพระโลหิตและพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า (10:16-17), การมีส่วนในองค์พระผู้เป็นเจ้า, การรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งกันและกันในการสามัคคีธรรม. ส่วนจุดเน้นของอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นคือการระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 24-25). ที่โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราได้ต้อนรับพระโลหิตและพระกายของพระองค์มาเป็นการรับสุขของเรา และในอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เราได้ระลึกถึงพระองค์เพื่อให้พระองค์ได้รับสุข.
1กธ.
11:21 1 ในสมัยของอัครทูตนั้น ผู้เชื่อมีธรรมเนียมในการมาร่วมรับประทานอาหารค่ำซึ่งเป็นอาหารมื้อหลักของแต่ละวันด้วยกัน โดยคนมั่งมีก็จะนำอาหารมาร่วมกันรับสุขในปริมาณที่มากกว่าและเป็นอาหารที่ดีกว่า ส่วนคนจนก็นำอาหารมาน้อยกว่า. การนี้ถูกเรียกว่างานเลี้ยงสังสรรค์ในความรัก (2ปต.2:13; ยด.12) และมีเบื้องหลังมาจากเทศกาลปัศคา (ลก.22:13-20). ในตอนท้ายของงานเลี้ยงสังสรรค์ในความรักนี้ พวกเขาก็จะรับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยขนมปังและเหล้าองุ่นเพื่อระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 23-25). ชาวโกรินโธมิได้กระทำเรื่องนี้อย่างเหมาะสมคือ ไม่คอยซึ่งกันและกัน (เทียบ ข้อ 33) ต่างคนต่างก็รับประทานอาหารของตนก่อน ผลลัพธ์ก็คือคนมั่งมีได้ดื่มจนเมา ส่วนคนยากจนก็หิวโหย (ข้อ 21). สิ่งนี้ทำให้เกิดการแตกแยกและแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในท่ามกลางพวกเขา (ข้อ 18) และได้ทำลายอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ดังนั้นการรับประทานของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นการรับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 20).
1กธ.
11:22 ก 1กธ.1:2; 10:32; 15:9; กจ.20:28
1กธ.
11:22 ข ยก.2:6 เทียบ สภษ.17:5
1กธ.
11:22 ค 1กธ.11:17
1กธ.
11:23 ก 1กธ.15:3; ฆต.1:12
1กธ.
11:23 ข มธ.26:20-25; มก.14:17-21
1กธ.
11:23 ค ลก.22:21- 22; ยฮ. 13:21-30
1กธ.
11:23 1ค แปลตามตรงคือ มอบ...ไว้.
1กธ.
11:23 ง ข้อ 23-26: มธ.26:26-29 ; มก.14:22-25; ลก.22:19-20
1กธ.
11:24 1 ขนมปังถูกหักออกเพื่อให้เราได้รับประทาน (มธ.26:26).
1กธ.
11:24 2 คำว่า "เพื่อ" ในที่นี้และในข้อถัดไปมิได้หมายถึงจุดประสงค์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผลลัพธ์ด้วย. การมีส่วนในอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ประการหนึ่ง คือการระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ดำเนินต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสายเพื่อให้พระองค์รับสุข.
1กธ.
11:24 3 การรับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีเพื่อระลึกถึงตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง มิได้มีเพื่อเป้าหมายอื่นใดอีก.
1กธ.
11:25 1 ขนมปังนี้เป็นขนมปังแห่งชีวิต (ยฮ.6:35) และจอกนี้เป็นจอกแห่งพระพร (10:16). จอกนี้คือพันธสัญญาใหม่ อันประกอบไปด้วยพระพรอันอุดมสมบูรณ์ทุกประการของพันธสัญญาใหม่ซึ่งรวมไปถึงตัวของพระเจ้าเองด้วย. พันธสัญญาใหม่ถูกตั้งขึ้นโดยพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงหลั่งออกบนกางเขนเพื่อการไถ่ของเรา (มธ.26:28).
1กธ.
11:25 ก ยรม.31:31; ฮร.8:13, 6; 7:22
1กธ.
11:25 2ก แปลตามตรงคือ พันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา.
1กธ.
11:25 3 การระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงนั้นก็คือการกินขนมปังและดื่มจากจอก (ข้อ 26) ซึ่งก็คือการมีส่วนและการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ทรงประทานพระองค์เองแก่เราโดยการตายแห่งการไถ่ของพระองค์. การกินขนมปังและดื่มจากจอกนั้นก็คือการต้อนรับองค์พระผู้ไถ่มาเป็นส่วนของเรา เป็นชีวิตและพระพรของเรา เช่นนี้จึงจะเป็นการระลึกถึงพระองค์ที่แท้จริง.
1กธ.
11:26 1 หรือ ประกาศ, การแสดง. การรับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมิได้เป็นการระลึกถึงการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นการป่าวประกาศและการแสดงถึงการตายของพระองค์. เราระลึกถึงตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการประกาศและการแสดงถึงการตายของพระองค์.
1กธ.
11:26 2 เราควรรับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์โดยการป่าวประกาศถึงการตายแห่งการไถ่ของพระองค์อย่างไม่หยุดจนกระทั่งพระองค์เสด็จกลับมาก่อตั้งอาณาจักรของพระเจ้า (มธ.26:29). ในการเสด็จมาครั้งแรกขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงสำเร็จการตายเพื่อให้การไถ่ที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระองค์ถึงที่สำเร็จเพื่อก่อกำเนิดคริสตจักร. หลังจากการตาย พระองค์ก็ได้เสด็จไปรับอาณาจักรและจะทรงเสด็จกลับมาพร้อมด้วยอาณาจักร (ดนอ.7:13-14; ลก.19:12). ช่วงเวลาที่อยู่ในระหว่างการเสด็จมาครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สองของพระองค์นั้นก็คือยุคคริสตจักร. คริสตจักรจึงเป็นสะพานเชื่อมต่อช่วงว่างระหว่างการเสด็จมาครั้งแรกและครั้งที่สองของพระองค์ เพื่อจะได้เชื่อมต่อการตายในอดีตของพระองค์กับอาณาจักรของพระเจ้าในอนาคตเข้าด้วยกัน. ดังนั้นการป่าวประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จมาอาจมีความหมายเป็นนัยว่า เป็นการป่าวประกาศถึงการดำรงคงอยู่ของคริสตจักรเพื่อจะนำมาซึ่งอาณาจักร. เมื่อเรารับประทานอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้ โดยระลึกถึงพระองค์ในการเสด็จมาครั้งแรกและครั้งที่สองอย่างต่อเนื่องไม่หยุด อาหารค่ำนี้ก็จะทำให้พระองค์อิ่มหนำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรและการปกครองของพระเจ้า.
1กธ.
11:26 ก ยฮ.21:22; กจ.1:11; 1กธ.4:5
1กธ.
11:27 ก ยฮ.6:51-56
1กธ.
11:27 ข 1กธ.10:16
1กธ.
11:27 1 คือ ไม่ให้ความสำคัญกับความหมายของขนมปังและจอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระกายของพระองค์ที่แยกออกเพื่อเรา และพระโลหิตของพระองค์ที่หลั่งออกเพื่อความบาปของเรา โดยการตายของพระองค์ที่มีเพื่อช่วยไถ่เรา.
1กธ.
11:27 2 คือ นำการพิพากษามาสู่ตน (ข้อ 29-30).
1กธ.
11:27 ค 1ปต.1:19; ฮร.9:14; 10:29
1กธ.
11:28 ก 2กธ.13:5; ฆต.6:4
1กธ.
11:28 1ก คือ สำรวจตัวเอง, ทดสอบตัวเอง เพื่อให้ตนเองเป็นที่รับรองซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องที่ได้กำหนดไว้.
1กธ.
11:29 1 แปลตามตรงคือ วินิจฉัย, แบ่งแยก, จำแนก, ทำให้เห็นความแตกต่าง. การไม่แยกแยะพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการไม่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างขนมปังซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้ากับอาหารธรรมดาทั่วไป. นอกจากนี้ยังหมายถึงการไม่ให้ความสำคัญกับความหมายของขนมปังที่เรารับประทานในอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า. สิ่งนี้จะนำการพิพากษาและการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาสู่ตัวเรา.
1กธ.
11:29 2 อัครทูตใช้คำว่า "พระกายนั้น" แทนวลีที่ว่า "พระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า." กรณีนี้อาจเปิดเผยเป็นนัยถึงความจริงที่ว่า นอกจากร่างกายทางกายภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว (ข้อ 24) ยังมีพระกายที่ลับลึกของพระคริสต์อีกด้วย (อฟ.4:4). ดังนั้นเมื่อเรารับส่วนในโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราต้องแยกแยะว่า ขนมปังบนโต๊ะนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระกายที่มีหนึ่งเดียวของพระคริสต์หรือเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการแตกแยกต่างๆ ของมนุษย์ (องค์การคณะ). ในเมื่อเรามีการแยกแยะพระกายของพระคริสต์นั้น เราจึงไม่ควรมีส่วนในขนมปังแห่งการแตกแยกหรือวิญญาณที่แตกแยก. การที่เรามีส่วนในโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นต้องเป็นการสามัคคีธรรมเพียงหนึ่งเดียวแห่งพระกายหนึ่งเดียวของพระองค์ โดยปราศจากการแตกแยกในภาคปฏิบัติหรือในวิญญาณ.
การที่อัครทูตจัดการกับการคลุมศีรษะนั้น เกี่ยวข้องกับศีรษะ (ข้อ 3) ส่วนการที่ท่านจัดการกับอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น (โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า) เกี่ยวข้องกับพระกาย. ในเรื่องความเป็นศีรษะของพระคริสต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าและมีผู้ชายเป็นตัวแทนนั้น เราต้องถือรักษาลำดับการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้โดยปราศจากความยุ่งเหยิง. ส่วนในเรื่องพระกายของพระคริสต์นั้น เราต้องถูกควบคุมด้วยคำสอนของอัครทูตอย่างเหมาะสม โดยไม่มีความสับสนและการแตกแยกใดๆ. ศีรษะนั้นคือพระคริสต์ ส่วนพระกายก็คือคริสตจักร. พระคริสต์และคริสตจักร สองสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่ควบคุมและชี้แนะที่อัครทูตใช้จัดการต่อคริสตจักรที่สับสนและยุ่งเหยิง. ในบทที่ 1-10 ก่อนอื่นนั้นท่านได้จัดการกับปัญหาของคริสตจักรโดยการเน้นถึงพระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางของพระเจ้าและเป็นส่วนของเราก่อน. หลังจากนี้ในบทที่ 11-16 ท่านได้เน้นถึงคริสตจักรซึ่งเป็นเป้าหมายของพระเจ้าและเป็นสิ่งที่เราห่วงใย. ในบทที่ 1-10 ท่านได้ยึดเอาพระคริสต์เป็นยาปฏิชีวนะรักษาความเจ็บป่วยของคริสตจักรก่อน. จากนั้นตั้งแต่บทที่ 11 เป็นต้นมา ท่านก็ได้กล่าวต่อไปถึงคริสตจักรโดยได้ใช้คริสตจักรหรือพระกายมาเป็นวัคซีนป้องกันความยุ่งเหยิงของคริสตจักร. ทั้งพระคริสต์และคริสตจักรนั้นก็ล้วนจำเป็นต่อการดำเนินการปกครองของพระเจ้าในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ทั้งสิ้น.
การที่อัครทูตจัดการกับการคลุมศีรษะนั้น เกี่ยวข้องกับศีรษะ (ข้อ 3) ส่วนการที่ท่านจัดการกับอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น (โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า) เกี่ยวข้องกับพระกาย. ในเรื่องความเป็นศีรษะของพระคริสต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าและมีผู้ชายเป็นตัวแทนนั้น เราต้องถือรักษาลำดับการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้โดยปราศจากความยุ่งเหยิง. ส่วนในเรื่องพระกายของพระคริสต์นั้น เราต้องถูกควบคุมด้วยคำสอนของอัครทูตอย่างเหมาะสม โดยไม่มีความสับสนและการแตกแยกใดๆ. ศีรษะนั้นคือพระคริสต์ ส่วนพระกายก็คือคริสตจักร. พระคริสต์และคริสตจักร สองสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่ควบคุมและชี้แนะที่อัครทูตใช้จัดการต่อคริสตจักรที่สับสนและยุ่งเหยิง. ในบทที่ 1-10 ก่อนอื่นนั้นท่านได้จัดการกับปัญหาของคริสตจักรโดยการเน้นถึงพระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางของพระเจ้าและเป็นส่วนของเราก่อน. หลังจากนี้ในบทที่ 11-16 ท่านได้เน้นถึงคริสตจักรซึ่งเป็นเป้าหมายของพระเจ้าและเป็นสิ่งที่เราห่วงใย. ในบทที่ 1-10 ท่านได้ยึดเอาพระคริสต์เป็นยาปฏิชีวนะรักษาความเจ็บป่วยของคริสตจักรก่อน. จากนั้นตั้งแต่บทที่ 11 เป็นต้นมา ท่านก็ได้กล่าวต่อไปถึงคริสตจักรโดยได้ใช้คริสตจักรหรือพระกายมาเป็นวัคซีนป้องกันความยุ่งเหยิงของคริสตจักร. ทั้งพระคริสต์และคริสตจักรนั้นก็ล้วนจำเป็นต่อการดำเนินการปกครองของพระเจ้าในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ทั้งสิ้น.
1กธ.
11:29 3 การกินขนมปังหรือดื่มจากจอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควรนั้นจะนำการพิพากษามาสู่ตัวเรา. การพิพากษานี้มิได้เป็นการปรับโทษ แต่เป็นการตีสอนชั่วคราวขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 32).
1กธ.
11:30 1 คือ ไม่แยกแยะพระกาย.
1กธ.
11:30 2 กรณีนี้เป็นการตีสอน เป็นการพิพากษาลงโทษชั่วคราวขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อบรรดาคนเหล่านั้นที่ร่วมมีส่วนในพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่เหมาะสม. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนเขาก่อนจึงทำให้เขาอ่อนกำลังไป. จากนั้นเนื่องจากเขายังไม่กลับใจต่อการล่วงละเมิดของตน เขาจึงถูกตีสอนต่อไปจนป่วยไข้. ด้วยเหตุที่พวกเขายังไม่ยอมกลับใจอีก องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงพิพากษาเขาถึงตาย. การตายเช่นนี้ก็มีค่าเท่ากับการล้มตายในป่ากันดารใน 10:5.
1กธ.
11:30 ก 1กธ.15:51; มธ.27:52; ยฮ.11:11-13
1กธ.
11:30 3ก คือ ได้ตายจากไป (1ธซ.4:13-16).
1กธ.
11:31 1 คือ แยกแยะตนเอง, วินิจฉัยตัวเองอย่างถูกต้อง.
1กธ.
11:32 1 เป็นการชั่วคราว.
1กธ.
11:32 ก ฮร.12:5-7, 11
1กธ.
11:32 ข รม.5:16
1กธ.
11:32 2ข เป็นสิ่งที่นิรันดร์.
1กธ.
11:33 1 คำกำชับนี้เป็นเพราะสภาพการณ์ที่ได้บรรยายไว้ในข้อ 21.
1กธ.
11:34 ก 1กธ.11:22
1กธ.
11:34 1 กรณีนี้บ่งชี้ว่า อัครทูตมิได้ให้คำแนะนำในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของคริสตจักร. ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเราต้องแสวงหาการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการที่พันธสัญญาใหม่ได้ตั้งไว้ และรับการควบคุมจากหลักการเหล่านี้.
1กธ.
11:34 ข 1กธ.4:19; 16:5