การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

1 โกรินโธ บทที่ 1

หัวข้อหลัก: พระคริสต์และกางเขนของพระองค์ เป็นคำตอบของปัญหาทุกอย่างในคริสตจักร

ผู้เขียน: อัครทูตเปาโล (1:1; 9:1-2) ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อปีที่ยี่สิบห้า หลังจากที่ท่านถูกพระเจ้าเรียก (กจ.9:3-6, 15-16) และสิบสี่ปี หลัง จากที่ท่านถูกใช้ไปเป็นอัครทูตของชาวต่างชาติ (กจ.13:1-4, 8).

เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ. 59 ซึ่งใกล้จะสิ้นสุดระยะเวลาสามปีที่ท่านเปาโลได้พำนักอยู่ในเมืองเอเฟโซ (กจ.20:31; 1กธ.16:8).

สถานที่เขียน: เมืองเอเฟโซ (กจ.19:21-22; 1กธ.16:3-8, 19).

ผู้รับ: วิสุทธิชน—คริสตจักรที่อยู่ในเมืองโกรินโธ และคนทั้งปวงที่ร้องออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราในทุกแห่งหน (1:2).

I. คำนำ — ของประทานในชั้นต้นและการมีส่วนในพระคริสต์
1:1-9
1กธ. 1:1 เปาโล [ผู้เป็น]อัครทูตที่ถูก1กเรียกของพระคริสต์เยซู ตาม2ขน้ำพระทัยของพระเจ้ากับ3โซษะเธเน[ผู้เป็น]พี่น้อง
1กธ. 1:2 [เขียนจดหมาย]มายัง1กคริสตจักรของพระเจ้าที่อยู่2ในขโกรินโธ คือ3มายังผู้ที่4คได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์5ในพระคริสต์เยซู คือ6ง เหล่าวิสุทธิชนที่ถูกเรียก 7ด้วยกันกับคนทั้งปวงที่8จร้องออกพระนามองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราในทุกแห่งหน 9[พระองค์ทรงเป็น]ฉของพวกเขาและของพวกเราด้วย
1กธ. 1:3 ขอให้กพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของเราทั้งหลาย และจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด.
1กธ. 1:4 ข้าพเจ้ากขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าเนื่องด้วยท่านทั้งหลายเสมอ 1เพราะขพระคุณของพระเจ้า ซึ่งประทานแก่ท่านทั้งหลายในพระคริสต์เยซู
1กธ. 1:5 เพราะท่านทั้งหลายนั้นมีความกสมบูรณ์ไปด้วยทุกสิ่งในพระคริสต์ คือด้วย1คำพูดและขความรู้ทุกอย่าง
1กธ. 1:6 ดังที่1กพยานของพระคริสต์นั้นได้ตั้งมั่นคงอยู่2ในท่านทั้งหลายแล้ว
1กธ. 1:7 ท่านทั้งหลายจึงมิได้ขาด1กของประทานสักอย่างเดียว ในขณะที่ท่านคอยท่าอย่างจดจ่อใน2ขการปรากฏขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
1กธ. 1:8 1พระองค์จะเสริมกำลังให้ท่านทั้งหลาย2กตั้งมั่นคงจนถึงที่สุด เพื่อท่านทั้งหลายจะขปราศจากติเตียนใน3ควันขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
1กธ. 1:9 1พระเจ้าทรงกสัตย์ซื่อ ท่านทั้งหลายจึงถูกขเรียกโดยพระองค์นั้น ให้2เข้าสู่คการสามัคคีธรรมแห่งพระบุตรของพระองค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
II. การจัดการต่อการแตกแยก
1:10 — 4:21
1. พระคริสต์และกางเขนของพระองค์
เป็นคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับทุกปัญหาในคริสตจักร
1:10-31
(1) พระคริสต์มิได้แยกออกจากกัน
ข้อ 10-17
1กธ. 1:10 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าวิงวอนท่านทั้งหลายโดย1กพระนามองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ให้ท่านทั้งหลาย2ขพูดอย่างเดียวกันและอย่ามี3คการแตกแยกกันในท่ามกลางพวกท่าน แต่จง4ปรองดองซึ่งกันและกัน ในง ความคิดอย่างเดียวกันและใน5จความเห็นอย่างเดียวกัน.
1กธ. 1:11 เพราะว่าพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า คนของ1นางโคลเอได้เล่าเรื่องของท่านทั้งหลายให้ข้าพเจ้าฟังว่า เกิดการกแก่งแย่งชิงดีกันในท่ามกลางพวกท่าน.
1กธ. 1:12 ข้าพเจ้าหมายความว่า พวกท่านต่างคนต่างก็กล่าวว่า “1กข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายขเปาโล”, “ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายคอะโปโล”, “ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายง เกฟา”, "ข้าพเจ้าอยู่ฝ่าย2พระคริสต์."
1กธ. 1:13 1พระคริสต์กแยกออกจากกันแล้วหรือ? เปาโลได้ถูก2ตรึงบนกางเขนเพื่อท่านทั้งหลายหรือ? ท่านได้รับขบัพติศมาเข้าสู่ในนามของเปาโลหรือ?
1กธ. 1:14 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้ามิได้ให้บัพติศมาแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน เว้นแต่กกริศโปและขคาโย
1กธ. 1:15 เกรงว่าจะมีผู้ใดกล่าวได้ว่า ท่านทั้งหลายได้รับบัพติศมาเข้าสู่ในนามของข้าพเจ้า.
1กธ. 1:16 ข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของกซะเตฟานาด้วย นอกจากคนเหล่านั้นแล้ว ข้าพเจ้า1จำไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าได้ให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง.
1กธ. 1:17 เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรง1ใช้ข้าพเจ้าไปเพื่อให้คนรับบัพติศมา แต่เพื่อให้ประกาศกิตติคุณ และมิใช่ใช้2กคำพูดแห่งสติปัญญา เกรงว่า3ขกางเขนของพระคริสต์จะกลับเปล่าประโยชน์ไป.
(2) พระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขน
ทรงเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าและพระปัญญาของพระเจ้า
ข้อ 18-25
1กธ. 1:18 ด้วยว่าคนทั้งหลายที่กำลังจะกพินาศนั้นก็เห็นว่า 1ขถ้อยคำเกี่ยวกับกางเขนเป็นคเรื่องโง่ แต่พวกเราทั้งหลายที่กำลังจะง รอดนั้นกลับเห็นว่าเป็นจฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
1กธ. 1:19 ด้วยมีคำเขียนไว้แล้วว่า "กเราจะทำลายสติปัญญาของ1ขคนมีปัญญา และจะทำให้ความฉลาดของคนฉลาดเสื่อมสูญไป."
1กธ. 1:20 กคนมีสติปัญญาอยู่ที่ไหน? 1ขพวกธรรมาจารย์อยู่ที่ไหน? นักโต้แย้งแห่งคยุคนี้อยู่ที่ไหน? พระเจ้าได้ทรงกระทำให้สติปัญญาของโลกกลับง โง่เขลาไปแล้วมิใช่หรือ?
1กธ. 1:21 เพราะตามพระปัญญาของพระเจ้านั้น มนุษย์โลกไม่อาจรู้จักพระเจ้าได้โดยสติปัญญาของตน พระเจ้าจึงทรง1พอพระทัยที่จะกช่วยคนที่เชื่อให้รอดโดยขความโง่เขลาแห่ง2เรื่องที่ได้ประกาศ.
1กธ. 1:22 พวกยูดายขอ1กการอัศจรรย์ ส่วนพวกกรีกก็เสาะหาสติปัญญา
1กธ. 1:23 แต่พวกเรากประกาศ1พระคริสต์ผู้ถูกขตรึงไว้ที่กางเขน ผู้เป็นคศิลาที่ให้พวกยูดายสะดุด และเป็นสิ่งที่พวกต่างชาติถือว่าง โง่เขลา.
1กธ. 1:24 แต่สำหรับ1ผู้ที่ถูกกเรียกนั้น ทั้งขพวกยูดายและพวกกรีก พระคริสต์ทรงเป็น2คฤทธิ์เดชของพระเจ้าและง พระปัญญาของพระเจ้า.
1กธ. 1:25 เพราะกความเขลาของพระเจ้าก็ยังมีสติปัญญายิ่งกว่ามนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังมีกำลังยิ่งกว่ามนุษย์.
(3) พระคริสต์ทรงเป็นสติปัญญาของเรา
คือความชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, และการไถ่
ข้อ 26-31
1กธ. 1:26 พี่น้องทั้งหลาย จงพิจารณาดูคนทั้งหลายในพวกท่านที่ถูกเรียกมานั้น ตามเนื้อหนังแล้ว มีน้อยคนที่กมีสติปัญญา, มีน้อยคนที่มีกำลัง, มีน้อยคนที่1เกิดในตระกูลสูง.
1กธ. 1:27 แต่พระเจ้าได้ทรง1กเลือกคนที่โง่เขลาในขโลกเพื่อจะให้[คนที่มี]สติปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่อ่อนแอในขโลก เพื่อจะให้คนที่มีกำลังต้องอับอาย
1กธ. 1:28 พระเจ้ายังได้ทรงเลือกคนที่1เกิดมาในโลกอย่างต่ำต้อยและ2ถูกผู้คนดูหมิ่นคือผู้ที่3กไม่มีอยู่ เพื่อทำให้4ผู้ที่มีอยู่นั้นถูกขล้มล้างไป.
1กธ. 1:29 1เพื่อมิให้[มนุษย์ฝ่าย]เนื้อหนังสักคนหนึ่งอาจกโอ้อวดได้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า.
1กธ. 1:30 แต่ที่ท่านอยู่กในพระคริสต์เยซูนั้นก็1ขเป็นมาโดยพระเจ้า พระคริสต์ผู้นี้ได้กลายเป็นคสติปัญญาที่มีต่อเราซึ่งมาจากพระเจ้าคือ2ง ความชอบธรรม, จการแบ่งแยกบริสุทธิ์, และฉการไถ่.
1กธ. 1:31 เพื่อให้เป็นไปตามคำที่เขียนไว้แล้วว่า "กให้ผู้ที่โอ้อวดนั้น ขจงอวดในองค์พระผู้เป็นเจ้า."

คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 1

1กธ. 1:1 ก รม.1:1
1กธ. 1:1 1ก อัครทูตคือผู้ที่ถูกใช้ไป. ท่านเปาโลก็คือบุคคลเช่นนี้. ท่านมิได้แต่งตั้งตัวเอง แต่ได้ถูกเรียกโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า. ฉะนั้นส่วนแห่งการปฏิบัติในการเป็นอัครทูตของท่านจึงเป็นสิ่งที่จริงแท้และน่าเชื่อถือ (9:1-5; 2กธ.12:11-12; เทียบ 2กธ.11:13; วว.2:2) คือมีอำนาจแห่งการปกครองในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า (2กธ.10:8; 13:10). ท่านอัครทูตเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นโดยมีฐานะและอำนาจเช่นนี้เป็นพื้นฐาน ไม่เพียงเพื่อการป้อนเลี้ยงและก่อสร้างวิสุทธิชนในเมืองโกรินโธเท่านั้น แต่เพื่อการปรับปรุงแก้ไขคริสตจักรในที่นั้นด้วย.
1กธ. 1:1 ข 2กธ.1:1; อฟ.1:1; 2ตธ.1:1
1กธ. 1:1 2ข น้ำพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. ท่านเปาโลถูกเรียกให้เป็นอัครทูตของพระคริสต์โดยน้ำพระทัยเช่นนี้เอง. คำชี้ขาดอย่างหนักแน่นในที่นี้ได้เสริมให้ฐานะและอำนาจแห่งอัครทูตของท่านเข้มแข็งขึ้น.
1กธ. 1:1 3 โซษะเธเนในที่นี้คงไม่ใช่โซษะเธเนใน กจ.18:17 เพราะจดหมายฉบับนี้เขียนในขณะที่ท่านอัครทูตอยู่ที่เมืองเอเฟโซ (1กธ.16:8) หลังจากที่ท่านจากเมืองโกรินโธไปได้ไม่นาน. ส่วนโซษะเธเนใน กจ.18:17 นั้นเป็นนายธรรมศาลาในขณะที่เปาโลถูกข่มเหงอยู่ที่นั่น. ในฐานะที่โซษะเธเนในข้อนี้เป็นพี่น้องในพระคริสต์ เขาจะต้องเป็นผู้ที่ร่วมเดินทางไปทำการปฏิบัติกับท่านอัครทูตเป็นแน่. การกล่าวถึงเขาในที่นี้ได้เพิ่มน้ำหนักให้กับส่วนแห่งการปฏิบัติในการเป็นอัครทูตของท่านเปาโลและยังได้ชี้ให้เห็นถึงหลักการของพระกายอีกด้วย.
1กธ. 1:2 ก 1กธ.4:17; 6:4; 7:17; 10:32; 11:16, 18, 22; 12:28; 14:4, 5, 12, 19, 23, 28, 33, 34, 35; 15:9; 16:1, 19; 2กธ.1:1; กจ.8:1; 13:1; วว.1:11
1กธ. 1:2 1ก คริสตจักรของพระเจ้า! ไม่ใช่คริสตจักรของเกฟา, ไม่ใช่คริสตจักรของอะโปโล, ไม่ใช่คริสตจักรของเปาโล, และก็ไม่ใช่คริสตจักรของแนวทางปฏิบัติหรือหลักธรรมใดๆ แต่เป็นคริสตจักรของพระเจ้า. ถึงแม้ว่าคริสตจักรที่อยู่ในเมืองโกรินโธจะมีการแตกแยก, การทำบาป, ความวุ่นวาย, การใช้ของประทานในทางที่ผิด, และคำสอนแห่งมิจฉาลัทธิ ท่านอัครทูตก็ยังคงเรียกคริสตจักรนี้ว่า "คริสตจักรของพระเจ้า" เนื่องจากธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นฝ่ายวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อมารวมตัวกันกลายเป็นคริสตจักรของพระเจ้ายังคงมีอยู่ที่นั่นจริงๆ. การที่อัครทูตใช้ชื่อเรียกที่อยู่ฝ่ายวิญญาณเช่นนี้มีพื้นฐานอยู่บนการที่ท่านใช้สายตาฝ่ายวิญญาณมามองดูคริสตจักรที่อยู่ในพระคริสต์. การเรียกชื่ออย่างเรียบง่ายเพียงเท่านี้ก็ควรจะได้ขจัดปัญหาการแตกแยกและความวุ่นวายทั้งในด้านหลักธรรมและแนวทางปฏิบัติต่างๆ ออกไปจนหมดแล้ว.
1กธ. 1:2 2 คริสตจักรก่อรูปขึ้นโดยพระเจ้าแห่งจักรวาล แต่ดำรงอยู่บนโลกในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเมืองโกรินโธก็เป็นหนึ่งในท้องถิ่นเหล่านี้. ถ้ากล่าวในด้านแก่นแท้แล้ว คริสตจักรมีลักษณะเป็นฝ่ายจักรวาลในพระเจ้า. แต่หากกล่าวในด้านภาคปฏิบัติแล้ว คริสตจักรมีลักษณะเป็นฝ่ายท้องถิ่นในสถานที่ซึ่งกำหนดไว้แน่นอน. ดังนั้นคริสตจักรจึงมีสองด้านคือด้านที่เป็นฝ่ายจักรวาลและด้านที่เป็นฝ่ายท้องถิ่น. หากขาดไปซึ่งด้านที่เป็นฝ่ายจักรวาลแล้ว คริสตจักรก็จะขาดสาระไป แต่หากขาดไปซึ่งด้านที่เป็นฝ่ายท้องถิ่นแล้ว คริสตจักรก็จะไม่มีการปรากฏออกและภาคปฏิบัติ. ดังนั้นพันธสัญญาใหม่จึงได้เน้นหนักในด้านที่เป็นฝ่ายท้องถิ่นของคริสตจักรด้วย (เช่น กจ.8:1; 13:1; วว.1:11).
1กธ. 1:2 ข กจ.18:1; 19:1
1กธ. 1:2 3 วลีที่ว่า "มายังคริสตจักรของพระเจ้า" ก็คือ มายังผู้ที่ได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในพระคริสต์เยซู. กรณีนี้บ่งชี้อย่างหนักแน่นว่า คริสตจักรเป็นการประกอบขึ้นของวิสุทธิชนทั้งหลาย และวิสุทธิชนทั้งหลายก็คือส่วนที่ก่อรูปขึ้นเป็นคริสตจักร. เราอย่าได้เข้าใจว่าสองสิ่งนี้แยกจากกัน. หากกล่าวในด้านส่วนบุคคลแล้วเราเป็นวิสุทธิชนแต่หากกล่าวในด้านส่วนรวมแล้วเราเป็นคริสตจักร.
1กธ. 1:2 ค 1กธ.1:30; 6:11; 1ปต.1:2
1กธ. 1:2 4ค คือ ทำให้แบ่งแยกบริสุทธิ์, แบ่งแยกออกมาเพื่อถวายแด่พระเจ้า เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. ดู รม.1:2 คำอธิบาย 3.
1กธ. 1:2 5 วลีที่ว่า "ในพระคริสต์" หมายถึงอยู่ในองค์ประกอบและขอบเขตของพระคริสต์. ในขณะที่เราเชื่อเข้าสู่พระคริสต์ ซึ่งก็คือขณะที่เราถูกนำเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์โดยการเชื่อในพระองค์นั้น พระคริสต์ทรงเป็นองค์ประกอบและขอบเขตที่ได้แบ่งแยกเราออกมา ทำให้เราแบ่งแยกบริสุทธิ์ถวายแด่พระเจ้า.
1กธ. 1:2 ง 1กธ.1:9, 24; รม.1:7; 2ตธ.1:9
1กธ. 1:2 6ง ผู้เชื่อในพระคริสต์ก็คือเหล่าวิสุทธิชนที่ถูกเรียก แต่ไม่ใช่ถูกเรียกให้มาเป็นวิสุทธิชน. กรณีนี้เป็นเรื่องของฐานะ คือเป็นการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในด้านฐานะ เพื่อบรรลุถึงการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในด้านนิสัย. ดู รม.6:19 คำอธิบาย 2.
1กธ. 1:2 7 ไม่ใช่คำว่า "และ" แต่เป็นวลีที่ว่า "ด้วยกันกับ" คนทั้งปวงที่ร้องออกพระนามองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราในทุกแห่งหน. กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า (1) คริสตจักรท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เช่นคริสตจักรในเมืองโกรินโธนั้นประกอบขึ้นด้วยผู้เชื่อในท้องถิ่นแห่งนั้นเท่านั้น ไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยผู้เชื่อทุกคนในทุกแห่งหน; (2) จดหมายฉบับนี้ไม่เพียงเขียนให้กับคริสตจักรในเมืองโกรินโธเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ยังให้กับผู้เชื่อทุกคนในทุกแห่งหนด้วย. จดหมายฉบับนี้มีเพื่อผู้เชื่อทุกคนในทุกกาลเวลาและทุกสถานที่.
1กธ. 1:2 จ กจ.2:21; 9:14, 21; รม. 10:12-13; 2ตธ.2:22
1กธ. 1:2 8จ การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีความหมายเป็นนัยถึงการเชื่อเข้าสู่พระองค์ (รม.10:14). ผู้เชื่อทุกคนที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนสมควรเป็นผู้ที่ร้องออกพระนามของพระองค์ (กจ.9:14, 21; 22:16). เราทั้งหลายได้ถูกเรียกมาเพื่อร้องเรียก นั่นคือถูกพระเจ้าเรียกมาเพื่อร้องออกพระนามขององค์พระเยซูเจ้า.
1กธ. 1:2 9 พระคริสต์ซึ่งเป็นผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งนี้เป็นของผู้เชื่อทุกคน. พระองค์เป็นส่วนที่แบ่งให้กับเราซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้ (กซ.1:12). อัครทูตได้เพิ่มวลีที่พิเศษในตอนท้ายของข้อนี้เพื่อเน้นความจริงที่สำคัญประการหนึ่งคือ พระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของผู้เชื่อทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดหรือสถานการณ์เช่นใด. จุดมุ่งหมายของอัครทูตในหนังสือเล่มนี้ก็คือต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อชาวโกรินโธ. พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งทรงเป็นคำตอบเพียงหนึ่งเดียวของปัญหาทุกอย่าง โดยเฉพาะปัญหาการแตกแยกกัน. เราทั้งหลายล้วนได้ถูกเรียกเข้าสู่การสามัคคีธรรมและได้มีส่วนในพระองค์แล้ว (ข้อ 9). ผู้เชื่อทั้งหลายจึงควรยึดเอาพระองค์เป็นศูนย์กลางแต่เพียงผู้เดียว ไม่ควรถูกทำให้เบี่ยงเบนออกไปโดยผู้ที่มีของประทาน, หลักธรรมที่ถูกเน้นจนเกินไป, หรือแนวทางปฏิบัติที่พิเศษใดๆ.
1กธ. 1:2 ฉ กซ.1:12; พพร.2:16; 6:3; เทียบ ฆต.3:28
1กธ. 1:3 ก อฟ.1:2
1กธ. 1:4 ก รม.1:8
1กธ. 1:4 1 การที่อัครทูตขอบคุณพระเจ้าเนื่องด้วยผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้น ไม่ได้เป็นไปตามสภาพการณ์ในตัวของพวกเขาเอง แต่เป็นไปตามพระคุณที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่พวกเขาในพระคริสต์.
1กธ. 1:4 ข 1กธ.15:10; 2กธ.12:9; รม.5:2, 15, 17, 20, 21; ตต.2:11-12
1กธ. 1:5 ก เทียบ 2กธ.9:11
1กธ. 1:5 1 ศัพท์ภาษากรีกคือ logos (โลกอส) แปลว่าถ้อยคำ ซึ่งก็คือถ้อยคำที่ใช้แสดงแนวคิดซึ่งก่อรูปขึ้นมาภายในความคิดของเรา. ถ้อยคำที่อัครทูตใช้ประกาศกิตติคุณได้ถ่ายทอดแนวคิดของพระเจ้าเข้ามาสู่ความเข้าใจของเรา. ฉะนั้นถ้อยคำจึงเป็นการแสดงแนวคิดอันศักดิ์สิทธิ์ (วาทศิลป์). ความรู้คือความเข้าใจหรือการตระหนักถึงเรื่องราวที่ถ้อยคำได้ถ่ายทอดและแสดงออกมา. เพราะเหตุพระคุณของพระเจ้า ผู้เชื่อชาวโกรินโธจึงมีความสมบูรณ์ไปด้วยคำพูดทุกประการแห่งแนวคิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระคริสต์ และด้วยความเข้าใจและการตระหนักที่มีต่อการรู้จักพระคริสต์.
1กธ. 1:5 ข 2กธ.8:7; รม.15:14
1กธ. 1:6 ก 1ตธ.2:6; 2ตธ.1:8; 2ธซ.1:10; วว.1:2, 9
1กธ. 1:6 1ก นี่คือการประกาศถึงพระคริสต์ของอัครทูตซึ่งไม่ได้มีเพียงหลักธรรมทางทัศนะภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีประสบการณ์ทางทัศนะภายในอีกด้วย. อัครทูตก็คือพยานบุคคล ซึ่งเป็นพยานอันมีชีวิตอยู่ของพระคริสต์. พยานที่อัครทูตได้เป็นเพื่อพระคริสต์นี้ได้ตั้งมั่นคงอยู่ภายในและอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อชาวโกรินโธ เนื่องจากการที่เขามีความสมบูรณ์ในพระคริสต์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 4-5.
1กธ. 1:6 2 หรือ ท่ามกลาง.
1กธ. 1:7 ก กจ.2:38; 10:45; 11:17; รม.1:11; 5:15, 17; 6:23; 11:29; เทียบ 1กธ.12:4, 9, 28; รม.12:6; 2กธ.9:15
1กธ. 1:7 1ก คำว่า "ของประทาน" ในที่นี้เล็งถึงของประทานที่อยู่ภายในซึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาจากพระคุณดังเช่นของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ที่ให้เปล่าๆ (รม.6:23) และของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.2:38) ที่เป็นของประทานฝ่ายสวรรค์ (ฮร.6:4) แต่มิได้หมายถึงของประทานแห่งการอัศจรรย์ที่อยู่ภายนอก เช่น การรักษาโรค, การพูดภาษาต่างๆ ฯลฯ ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่ 12 และ 14. บรรดาของประทานที่อยู่ภายในนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพระคุณ. ของประทานเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของในชั้นต้นแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับมาจากพระคุณ. สิ่งของในชั้นต้นเหล่านี้ล้วนต้องเติบโตขึ้น (1กธ.3:6-7) จนบรรลุถึงการวัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่จนสุกงอม. ผู้เชื่อชาวโกรินโธเหล่านี้ไม่ขาดของประทานแห่งชีวิตในชั้นต้นเลย แต่ขาดการเจริญเติบโตแห่งชีวิตเป็นอย่างยิ่ง. ดังนั้นไม่ว่าเขาจะได้รับพระคุณในชั้นต้นอย่างอุดมสมบูรณ์มากเท่าไร เขาก็คงยังเป็นทารกในพระคริสต์, อยู่ฝ่ายจิต, อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง, และยังอยู่ฝ่ายเลือดเนื้อด้วย (2:14; 3:1, 3).
1กธ. 1:7 ข ลก.17:30; ฮร.9:28; 2ตธ.4:1; ตต.2:13
1กธ. 1:7 2ข ชี้ถึงการเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า. การคอยท่าการปรากฏของพระคริสต์นี้เป็นเครื่องหมายที่ปกติของผู้เชื่อแท้.
1กธ. 1:8 1 ชี้ถึงพระเจ้าในข้อ 4. พระเจ้าผู้ได้ประทานพระคุณให้แก่เราในชั้นต้น จะทรงเสริมกำลังให้เราตั้งมั่นคงจนถึงที่สุดอีกด้วย.
1กธ. 1:8 ก รม.16:25; 1ปต.5:10
1กธ. 1:8 2ก กรณีนี้บ่งชี้ว่า หลังจากที่พวกเราซึ่งเป็นผู้เชื่อได้รับพระคุณในชั้นต้นแล้ว เรายังต้องเติบโตในชีวิตอีกด้วย.
1กธ. 1:8 ข 1ธซ.3:13; กซ.1:22
1กธ. 1:8 ค 1กธ.3:13; 5:5; 2กธ.1:14; ฟป.1:6
1กธ. 1:8 3ค ดู ฟป.2:16 คำอธิบาย 4.
1กธ. 1:9 1 ประโยคนี้ต่อเนื่องมาจากข้อ 8 โดยใช้ความมั่นใจในความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาเสริมแนวคิดในข้อ 8 ให้แข็งแรงขึ้น. เพราะความสัตย์ซื่อของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงเสริมกำลังให้วิสุทธิชนตั้งมั่นคงจนถึงที่สุด เพื่อเขาจะไม่มีที่ติได้ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา.
1กธ. 1:9 ก 1กธ.10:13; 1ธซ.5:24; 2ธซ.3:3; ฮร.10:23; พบญ.7:9; ยซย.49:7
1กธ. 1:9 ข รม.8:28; ฮร.3:1; อฟ.1:18; 4:4; 1ปต.5:10
1กธ. 1:9 2 ข้อความที่ว่า "เข้าสู่การสามัคคีธรรมแห่งพระบุตรของพระองค์คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา" ก็คือรับส่วนในการสามัคคีธรรมแห่งการเข้าสนิทกับพระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ และมีส่วนในการสามัคคีธรรมแห่งการร่วมแบ่งปันรับสุขพระองค์. พระเจ้าได้ทรงเรียกเราเข้าสู่การสามัคคีธรรมเช่นนี้เพื่อให้เราได้รับสุขพระคริสต์เป็นส่วนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 ว่า "พระองค์ทรงเป็นของพวกเขาและ ของพวกเราด้วย." ดังนั้นจุดนี้จึงเป็นการเน้นถึงความจริงที่สำคัญที่ว่า พระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของผู้เชื่อทุกคน เพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ท่ามกลางพวกเขา โดยเฉพาะปัญหาการแตกแยกกัน.
หนังสือเล่มนี้เปิดเผยแก่เราว่า พระคริสต์ที่เราถูกเรียกให้เข้าสู่นั้นทรงเป็นผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง. พระองค์ทรงเป็นส่วนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา (ข้อ 2). พระองค์ทรงเป็นฤทธิ์เดชและพระปัญญาของพระเจ้าที่ได้กลายเป็นความชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, และการไถ่ของเรา (ข้อ 24, 30). พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสง่าราศี (2:8) เพื่อการได้รับสง่าราศีของเรา (2:7; รม.8:30). พระองค์ทรงเป็นความล้ำลึก (สิ่งที่ล้ำลึก)ของพระเจ้า (2:10). พระองค์ทรงเป็นฐานรากเพียงหนึ่งเดียวแห่งการก่อสร้างของพระเจ้า (3:11). พระองค์ทรงเป็นเทศกาลปัศคา (5:7), ขนมปังไร้เชื้อ (5:8), อาหารฝ่ายวิญญาณ, น้ำฝ่ายวิญญาณ,และศิลาฝ่ายวิญญาณของเรา (10:3-4). พระองค์ทรงเป็นศีรษะ (11:3) และพระกาย (12:12). พระองค์ทรงเป็นผลสุกงอมรุ่นแรก (15:20, 23), มนุษย์คนที่สอง (15:47), และอาดามคนสุดท้าย (15:45) ในฐานะเช่นนี้พระองค์ก็ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (15:45) เพื่อเราจะได้ต้อนรับพระองค์เข้าสู่ภายในเราเป็นทุกสิ่งของเรา. พระองค์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งที่ประกอบไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างน้อยยี่สิบประการนี้ ทรงเป็นส่วนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพื่อเราจะได้รับสุข. เราควรสนใจในตัวของพระองค์เท่านั้น มิใช่สนใจในมนุษย์, เรื่องราว, หรือสิ่งของใดๆ ที่อยู่นอกเหนือไปจากพระองค์. เราควรจะต้องเพ่งพินิจที่ตัวพระองค์ ให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ เพื่อให้ปัญหาทุกอย่างในท่ามกลางผู้เชื่อจะได้รับการแก้ไข. เราได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเพื่อเข้าสู่การสามัคคีธรรมของพระองค์. การสามัคคีธรรมแห่งพระบุตรของพระเจ้านี้ได้กลายเป็นการสามัคคีธรรมที่พวกอัครทูตได้แบ่งปันรับสุขร่วมกับผู้เชื่อทั้งหลาย (กจ.2:42; 1ยฮ.1:3) ในพระกายของพระองค์ซึ่งก็คือคริสตจักร. การสามัคคีธรรมนี้ควรจะต้องเป็นการสามัคคีธรรมที่เราได้รับสุขในขณะที่เรามีส่วนในพระโลหิตและพระกายของพระองค์ในงานเลี้ยงของพระองค์ (10:16, 21). การสามัคคีธรรมที่ได้ดำเนินการโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ (2กธ.13:14) จะต้องเป็นหนึ่งเดียว เพราะพระองค์เป็นหนึ่งเดียว. การสามัคคีธรรมนี้จะระงับการแตกแยกทุกประการในท่ามกลางอวัยวะแห่งพระกายหนึ่งเดียวของพระองค์.
1กธ. 1:9 ค 1ยฮ.1:3, 7; 2กธ.13:14; กจ.2:42; เทียบ 1กธ.10:16
1กธ. 1:10 ก กจ.2:38; 8:16; 19:5; เทียบ 1กธ.1:13, 15
1กธ. 1:10 1ก ตั้งแต่ข้อนี้ไป อัครทูตก็ได้เริ่มจัดการกับปัญหาการแตกแยกกันในท่ามกลางชาวโกรินโธ. ก่อนอื่นท่านได้วิงวอนพวกเขาโดยพระนามแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ซึ่งเป็นพระนามที่เหนือกว่านามชื่อทั้งปวง (ฟป.2:9) และควรจะเป็นพระนามหนึ่งเดียวในท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหลาย. อย่างไรก็ดี ชาวโกรินโธที่แตกแยกเหล่านี้ได้ยกเอาชื่อของเปาโล, อะโปโล, และเกฟา ขึ้นมาไว้ในระดับเดียวกันกับพระนามของพระคริสต์ เหมือนกับที่เปโตรได้เคยยกโมเซและเอลียาขึ้นมาไว้ในระดับเดียวกันกับพระคริสต์ ขณะที่ท่านอยู่บนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปลักษณะ (มธ.17:1-8). ในการที่จะรักษาความเป็นหนึ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้าและหลีกเลี่ยงการแตกแยกนั้น เราควรที่จะยกชูและเทิดทูนพระนามหนึ่งเดียวแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยการละทิ้งนามชื่ออื่นที่นอกเหนือจากพระนามสูงสุดนี้ไปให้หมดสิ้น.
1กธ. 1:10 ข รม.15:6
1กธ. 1:10 2ข เนื่องจากในขณะที่พวกเขาชิงดีชิงเด่นกันอยู่นั้น พวกเขาพูดแตกต่างกัน ตามที่อัครทูตได้ปรับโทษในข้อ 11-12.
1กธ. 1:10 ค 1กธ.11:18-19; ฆต.5:20; ตต.3:10; 1กธ.1:11; 3:3
1กธ. 1:10 3ค ในหนังสือจดหมายฉบับนี้ อัครทูตได้จัดการกับปัญหาสิบเอ็ดประการในท่ามกลางผู้เชื่อชาวโกรินโธ. ปัญหาแรกก็คือการแตกแยก. การแตกแยกมักจะเป็นปัญหาที่นำหน้าเสมอ คือนำมาซึ่งปัญหาทั้งปวงในท่ามกลางผู้เชื่อ. เราอาจกล่าวได้ว่า ปัญหานี้เป็นรากเหง้าแห่งปัญหาทั้งหมดที่อยู่ท่ามกลางผู้เชื่อ. ดังนั้นในการจัดการกับปัญหาทั้งปวงของคริสตจักรที่อยู่ในโกรินโธนั้น อัครทูตจึงใช้ขวานตัดราก ซึ่งก็คือปัญหาการแตกแยกเสียก่อน. คุณธรรมประการแรกแห่งการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อที่คู่ควรกับการทรงเรียกของพระเจ้าก็คือ การถือรักษาความเป็นหนึ่งแห่งพระวิญญาณนั้นในพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:1-6).
1กธ. 1:10 4 ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า “ชุน” ใน มธ.4:21. ศัพท์คำนี้หมายถึง ซ่อมแซม,ฟื้นสภาพ, ปรับแต่ง, ปะชุน เพื่อทำให้สิ่งที่แตกไปแล้วกลับเรียบร้อย และกลับเชื่อมสนิทเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์. ผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นเป็นกลุ่มชนที่ครบสมบูรณ์ แต่ได้แยกออกและแตกหักไปแล้ว. เขาจึงต้องรับการปะชุนให้เชื่อมสนิทเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์เพื่อเขาจะได้ปรองดองกันคือมีความคิดอย่างเดียวกัน และความเห็นอย่างเดียวกัน เพื่อจะพูดอย่างเดียวกัน นั่นคือพระคริสต์และกางเขนของพระองค์ (ข้อ 17-18, 22-24; 2:2).
1กธ. 1:10 ง รม.15:5; ฟป.2:2; 4:2
1กธ. 1:10 จ 1กธ.7:25, 40
1กธ. 1:10 5จ หรือ การตัดสิน.
1กธ. 1:11 1 เป็นชื่อของผู้หญิง ดังนั้นจึงเป็นพี่น้องหญิงในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1กธ. 1:11 ก 1กธ.3:3; ฟป.1:15; ฆต.5:20; 1กธ.1:10
1กธ. 1:12 ก 1กธ.3:4
1กธ. 1:12 1ก กรณีนี้ก็เหมือนกับที่พูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นพวกคณะลูเทอแรนท์", "ข้าพเจ้าเป็นพวกคณะเวสเลย์", “ข้าพเจ้าเป็นพวกคณะเพรสไบทีเรียน”, “ข้าพเจ้าเป็นพวกคณะอิพิสโคปาเลียน”, “ข้าพเจ้าเป็นพวกคณะแบพติสท์" ฯลฯ. การมีชื่อเรียกเช่นนี้ล้วนต้องถูกปรับโทษและถูกปฏิเสธ. มีเพียงการต้อนรับพระคริสต์เป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของผู้เชื่อทั้งหลายเท่านั้นจึงจะสามารถขจัดชื่อเรียกเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้.
1กธ. 1:12 ข 1กธ.3:5
1กธ. 1:12 ค 1กธ.3:5, 6; กจ.18:24; 19:1; ตต.3:13
1กธ. 1:12 ง 1กธ.3:22; 9:5; 15:5; ยฮ.1:42; ฆต.2:8-9, 11, 14
1กธ. 1:12 2 การพูดว่า "ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายพระคริสต์" โดยปฏิเสธพวกอัครทูตและคำสอนของพวกอัครทูตหรือกีดกันผู้เชื่อคนอื่นๆ นั้นก็เป็นการแตกแยกเหมือนกันกับการพูดว่า "ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายนั้นหรืออยู่ฝ่ายนี้."
1กธ. 1:13 1 พระคริสต์ทรงเป็นหนึ่งเดียวและมิได้แยกออกจากกัน. หากผู้เชื่อทุกคนต่างก็ต้อนรับพระคริสต์ผู้เป็นหนึ่งเดียวและไม่แยกออกจากกันนี้มาเป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวแล้ว บรรดาการแตกแยกทั้งปวงก็จะถูกขจัดไป.
1กธ. 1:13 ก เทียบ อฟ.4:4-6; ฆต.3:28
1กธ. 1:13 2 พระองค์ผู้ถูกตรึงตายแทนเราทั้งหลายนั้นควรจะเป็นเจ้าของของผู้เชื่อทั้งหลาย. พระองค์ผู้นี้ก็คือ พระคริสต์นั่นเอง มิใช่ใครผู้ใดอีก.ผู้เชื่อทั้งหลาย ต่างก็รับบัพติศมาเข้าสู่ในพระนามของพระคริสต์ ผู้ถูกตรึงตายและเป็นขึ้น ซึ่งก็คือรับบัพติศมาเข้า สู่ในตัวบุคคลของพระองค์นั่นเอง.สิ่งนี้ก่อให้เกิด การเข้าสนิททางอินทรียภาพระหว่างเรากับพระองค์. พระนามหนึ่งเดียวและตัวบุคคลหนึ่งเดียวของพระองค์นี้ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยนามชื่อหรือ ตัวบุคคลของผู้รับใช้คนใดคนหนึ่งของพระองค์ได้เลย.
1กธ. 1:13 ข เทียบ มธ.28:19; กจ.2:38; 8:16; 19:5
1กธ. 1:14 ก กจ.18:8
1กธ. 1:14 ข รม.16:23; เทียบ กจ.19:29; 20:4; 3ยฮ.1
1กธ. 1:16 ก 1กธ.16:15, 17
1กธ. 1:16 1 แปลตามตรงคือ ไม่ทราบว่า.
1กธ. 1:17 1 อัครทูตเปาโลมิได้ถูกใช้ไปเพื่อให้บัพติศมาแก่ผู้คนในทางพิธีการ แต่ไปประกาศกิตติคุณคือนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงให้แก่ผู้อื่น เพื่อก่อกำเนิดคริสตจักรซึ่งเป็นการสำแดงของพระคริสต์และจะกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า (อฟ.1:23; 3:19).
1กธ. 1:17 ก 1กธ.2:1, 4, 13
1กธ. 1:17 2ก ชี้ถึงการคาดคะเนเชิงปรัชญา.
1กธ. 1:17 ข 1กธ.2:2; ฆต.3:1; 5:11; 6:12, 14
1กธ. 1:17 3ข กางเขนของพระคริสต์นั้นเป็นศูนย์กลางในการสำเร็จแผนการบริหารในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ซึ่งก็คือการก่อกำเนิด คริสตจักรขึ้นโดยอาศัยการไถ่ของพระคริสต์. เปาโลประกาศถึงพระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขน (ข้อ 23; 2:2; ฆต.3:1) และโอ้อวดกางเขนของพระคริสต์ (ฆต.6:14). ท่านมิได้ประกาศถึงกฎบัญญัติและพิธีสุหนัตเหมือนอย่างที่พวกยูดายกับผู้เชื่อบางคนที่เป็นชาวยูดายได้ต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านั้น (ฆต.3:11; 5:11; 6:12-13) และท่านก็มิได้ประกาศถึงปรัชญาที่ชาวกรีกและผู้เชื่อที่เป็นชาวต่างชาติส่งเสริมด้วย (กซ.2:8-20). กางเขนของพระคริสต์ได้ขจัดไปซึ่งกฎเกณฑ์แห่งกฎบัญญัติแล้ว (อฟ.2:15; กซ.2:14) และเราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อก็ได้ตายต่อปรัชญาอันเป็นคำสอนเบื้องต้นของโลกแล้ว (กซ.2:20). แต่ซาตานได้ยุยงพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายและนักปรัชญาชาวกรีกให้ไปประกาศลัทธิต่างๆ แห่งสติปัญญาฝ่ายโลกของพวกเขา เพื่อทำให้กางเขนของพระคริสต์ไร้ประโยชน์ไป. อัครทูตเปาโลมีความระมัดระวังในเรื่องนี้มาก. การแตกแยกของผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นเป็นผลมาจากเบื้องหลังของศาสนายูดายและปรัชญากรีกเป็นสำคัญ. ดังนั้นเมื่ออัครทูตจัดการกับเรื่องนี้ ท่านจึงได้เน้นถึงพระคริสต์และกางเขนของพระองค์เป็นพิเศษ. หากมนุษย์ได้ยึดเอาพระคริสต์มาแทนที่ความเห็นแห่งศาสนาและสติปัญญาแห่งปรัชญา และยอมให้กางเขนของพระคริสต์มาทำการจัดการเนื้อหนังซึ่งติดสนิทอยู่กับเบื้องหลังเหล่านี้แล้ว การแตกแยกก็จะถูกจัดการ. ความรักชอบตามธรรมชาติและสติปัญญาฝ่ายมนุษย์ที่พวกเขาได้ยกชูนั้น ล้วนไม่อาจยืนหยัดอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระคริสต์และกางเขนของพระองค์ได้.
1กธ. 1:18 ก 2กธ.2:15; 4:3
1กธ. 1:18 ข 1กธ.1:23
1กธ. 1:18 1ข ในภาษากรีกเป็นคำศัพท์เดียวกันกับคำว่า "วาทศิลป์" ในข้อ 5 (ดูคำอธิบายในข้อนั้น). ถ้อยคำเกี่ยวกับกางเขนก็คือการแสดง, การพูด, และการประกาศเกี่ยวกับกางเขน. คนที่กำลังจะพินาศนั้นได้ดูถูกการประกาศนี้โดยเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราผู้ที่กำลังจะรอดนั้นได้นับถือและต้อนรับไว้โดยถือเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า. ในการปฏิบัติของท่านเปาโลนั้น ท่านได้เน้นถึงกางเขนเป็นศูนย์กลางแห่งความรอดของพระเจ้า (ฆต.2:20; 3:1; 5:11, 24; 6:14; อฟ.2:16; ฟป.2:8; 3:18; กซ.2:14).
1กธ. 1:18 ค 1กธ.1:21, 23, 25; 2:14; 4:10
1กธ. 1:18 ง 1กธ.15:2; กจ.2:47
1กธ. 1:18 จ 1กธ.1:24; 2:5; รม.1:16
1กธ. 1:19 ก ยซย.29:14
1กธ. 1:19 ข โยบ 5:12-13; ยรม.8:9; 49:7; มธ.11:25
1กธ. 1:19 1ข ชี้ถึงชาวกรีกที่เลื่อมใสปรัชญาที่อยู่ในเมืองโกรินโธเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นพวกที่ถือว่าตนเองเป็นคนมีสติปัญญาและฉลาดในเรื่องการยึดถือปัญญาแห่งปรัชญาของตน. อัครทูตปรารถนาให้เขาละทิ้งปรัชญาของตน และให้พระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขนมาแทนที่.
1กธ. 1:20 ก ยซย.19:12; 1กธ.1:26
1กธ. 1:20 ข มธ.23:2, 13
1กธ. 1:20 1ข ท่านเปาโลถือว่า สติปัญญาของพวกธรรมาจารย์ที่เป็นชาวยูดายที่ปฏิเสธถ้อยคำเกี่ยวกับกางเขนนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหมือนสติปัญญาของพวกอาลักษณ์ (เป็นศัพท์คำเดียวกับพวกธรรมาจารย์ หมายถึงผู้มีปัญญา) ใน ยซย.33:18.
1กธ. 1:20 ค 1กธ.2:6, 8; 3:18-19
1กธ. 1:20 ง ยซย.44:25; รม.1:22; 1กธ.3:18-19
1กธ. 1:21 1 หรือ เห็นว่าเป็นการดี.
1กธ. 1:21 ก กจ.16:31
1กธ. 1:21 ข 1กธ.1:18
1กธ. 1:21 2 เรื่องที่ได้ประกาศ แปลตามตรงคือ การประกาศ.
1กธ. 1:22 ก มธ.12:38; 16:1
1กธ. 1:22 1ก การอัศจรรย์ก็คือเครื่องหมายที่อัศจรรย์ (มธ.12:38-39) ซึ่งมีไว้เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าเรื่องที่ประกาศนั้นเป็นจริง. ศาสนานั้นต้องการการอัศจรรย์อันเป็นสิ่งที่ชาวยูดายได้ขออยู่ตลอดเวลา ส่วนสติปัญญานั้นเกี่ยวข้องกับหลักปรัชญาอันเป็นสิ่งที่ชาวกรีกได้เสาะหาอยู่เสมอ.
1กธ. 1:23 ก 1กธ.1:18
1กธ. 1:23 1 พระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนนั้นอ่อนแอ, เป็นที่ดูหมิ่นและถูกปฏิเสธ ดังนั้นจึงเป็นศิลาที่ทำให้พวกยูดายที่ขอการอัศจรรย์และร้อนรนในศาสนานั้นสะดุด และเป็นสิ่งที่โง่เขลาต่อชาวกรีกผู้เสาะหาสติปัญญาและเลื่อมใสในปรัชญานั้น แต่พระคริสต์องค์นี้เองเป็นผู้ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการพอดี เพื่อมาแก้ปัญหาทุกอย่างของพวกเขาที่ถูกจัดการตามในหนังสือเล่มนี้.
1กธ. 1:23 ข 1กธ.2:2; ฆต.3:1
1กธ. 1:23 ค ยซย.8:14; รม.9:32-33; 1ปต.2:8; ลก.2:34
1กธ. 1:23 ง 1กธ.1:18
1กธ. 1:24 1 ชี้ถึงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ในนิรันดร์กาล (อฟ.1:4) และได้เชื่อพระคริสต์ในกาลเวลา (กจ.13:48).
1กธ. 1:24 ก 1กธ.1:2; รม.8:28
1กธ. 1:24 ข รม.1:16
1กธ. 1:24 ค 1กธ.1:18
1กธ. 1:24 2ค พระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนซึ่งอัครทูตได้ประกาศนั้นทรงเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า และพระปัญญาของพระเจ้า. พระปัญญานั้นมีไว้เพื่อการวางโครงการและการกำหนดการ. ส่วนฤทธิ์เดชนั้นมีไว้เพื่อทำให้สิ่งที่ได้วางโครงการ และกำหนดไว้นั้นสำเร็จเป็นจริงอย่างสมบูรณ์. ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระคริสต์ทรงเป็นทั้งพระปัญญาของพระเจ้าและฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
1กธ. 1:24 ง 1กธ.1:30; กซ.2:3; มธ.11:19
1กธ. 1:25 ก 1กธ.1:18, 21, 23; 2:14
1กธ. 1:26 ก มธ.11:25
1กธ. 1:26 1 หรือ เกิดมาอย่างสูงส่ง, มีเกียรติยศ คือเกิดในตระกูลอันมีเกียรติหรือในราชวงศ์. คริสตจักรของพระเจ้าไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยชนชั้นสูงเป็นสำคัญ แต่ประกอบขึ้นด้วยคนที่เกิดมาในโลกอย่างต่ำต้อยและถูกผู้คนดูหมิ่น. การให้ความสำคัญกับชนชั้นสูงเป็นการขัดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าและเป็นความอัปยศของคริสตจักร.
1กธ. 1:27 ก อฟ.1:4; รม.9:11; ยก.2:5
1กธ. 1:27 1ก การทรงเรียกของพระเจ้า (ข้อ 24-26) ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของพระเจ้าและการคัดเลือกของพระเจ้า. ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ (รม.9:11; 2ตธ.1:9). การเลือกสรรของพระเจ้านั้นได้ทรงกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก (อฟ.1:4) ส่วนการทรงเรียกของพระเจ้านั้นถูกกระทำสำเร็จในกาลเวลาเพื่อสำเร็จการเลือกสรรของพระองค์. การทรงเรียกและการเลือกสรรของพระเจ้านั้นเป็นการเริ่มต้นแห่งความรอดของผู้ที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้. เราไม่ได้เลือกสรรพระองค์ แต่พระองค์ได้ทรงเลือกสรรเราไว้. เรายังไม่ได้ร้องเรียกพระองค์จนกระทั่งพระองค์มาเรียกเราก่อน. พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่ม. สง่าราศีทุกอย่างจึงควรต้องถวายแด่พระองค์!
1กธ. 1:27 ข 1กธ.1:20
1กธ. 1:28 1 คือ เกิดเป็นราษฎรธรรมดา ซึ่งตรงข้ามกับ เกิดในตระกูลสูง ข้อ 26.
1กธ. 1:28 2 หรือ ถูกผู้คนเหยียดหยาม. ศัพท์ในภาษากรีกมีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "ไม่นับเป็นอะไร" ใน มก.9:12.
1กธ. 1:28 ก รม.4:17
1กธ. 1:28 3ก คือ เหมือนกับไม่ได้ดำรงอยู่. มนุษย์โลกถือว่าผู้ที่เกิดมาอย่างต่ำต้อยและถูกผู้คนดูหมิ่นนั้นล้วนไม่นับค่าอะไร.
1กธ. 1:28 4 การกล่าวว่า "พระเจ้าได้ทรงเลือก" ถึงสามครั้งในข้อ 27-28 ได้เปิดเผยให้เราทั้งหลายรู้ว่าการจัดการแห่งอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนสามประเภทในโลกที่กล่าวไว้ในข้อ 26 คือคนที่มีสติปัญญา, คนที่มีกำลัง (ผู้มีกำลังฤทธิ์), และคนที่เกิดในตระกูลสูง. คนที่เกิดในตระกูลสูงซึ่งก็คือผู้ที่ถูกนับว่ามีอะไรนั้น แม้จะถูกเห็นความสำคัญโดยชาวโลก แต่พระองค์ทรงล้มล้างเขาเสียในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงล้มล้างเขาเสีย.
1กธ. 1:28 ข 1กธ.2:6
1กธ. 1:29 1 นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่พระเจ้าทรงกรุณาเราเป็นพิเศษในการเลือกสรรเรา นั่นคือบรรดามนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังไม่อาจที่จะโอ้อวดหรืออวดดีเฉพาะพระพักตร์พระองค์.
1กธ. 1:29 ก ยรม.9:23; รม.3:27; อฟ.2:9
1กธ. 1:30 ก 1กธ.4:15; 2กธ.5:17; รม.8:1
1กธ. 1:30 ข รม.11:36; 1กธ.8:6; 11:12
1กธ. 1:30 1ข บรรดาผู้เชื่อเช่นเรานั้นเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่. ทุกสิ่งที่เราเป็นและเรามีอยู่ในพระคริสต์นั้นล้วนเป็นมาโดยพระเจ้า มิได้เป็นมาโดยตัวเราเอง. พระเจ้าเป็นผู้ทรงวางเราไว้ในพระคริสต์ คือโยกย้ายเราออกจากอาดามเข้าสู่พระคริสต์. พระเจ้าเป็นผู้ทรงทำให้พระคริสต์กลายมาเป็นสติปัญญาของเรา.
1กธ. 1:30 ค 1กธ.1:24; 2:7; กซ.2:3
1กธ. 1:30 ง ยรม.23:5-6; 33:15-16; ฟป.3:9; รม.3:22; 2กธ.5:21
1กธ. 1:30 2ง พระคริสต์ได้กลายเป็นสติปัญญาของเราที่มาจากพระเจ้า โดยเป็นสิ่งที่สำคัญสามประการที่อยู่ในความรอดของพระเจ้าคือ (1) ความชอบธรรม (เพื่ออดีตของเรา) โดยสิ่งนี้ เราจึงได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้า ทำให้เราได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ และได้รับชีวิตของพระเจ้า (รม.5:18); (2) การแบ่งแยกบริสุทธิ์ (เพื่อปัจจุบันของเรา) โดยสิ่งนี้เรากำลังได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในจิตทีละน้อยๆ นั่นคือกำลังถูกเปลี่ยนแปลงในความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของเราด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (รม.6:19, 22) (3) การไถ่ (เพื่ออนาคตของเรา) ซึ่งก็คือการที่ร่างกายของเราได้รับการไถ่ (รม.8:23) โดยสิ่งนี้ร่างกายของเราก็จะเปลี่ยนรูปลักษณะด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จนมีรูปลักษณะอันสง่าราศีของพระองค์ (ฟป.3:21). การที่เราได้มีส่วนในความรอดที่ครบถ้วน และสมบูรณ์ซึ่งทำให้ทั่วทั้งตัวของเรา (วิญญาณ, จิต, กาย) จะได้เป็นหนึ่งกับพระคริสต์ในทางอินทรียภาพและทำให้พระคริสต์เป็นทุกสิ่งของเรานั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมาโดยพระเจ้า มิได้เป็นมาโดยตัวเราเองเพื่อเราจะได้โอ้อวดและได้รับราศีในพระคริสต์ มิใช่ในตัวเราเอง.
1กธ. 1:30 จ ยฮ.17:17, 19; ฮร.2:11
1กธ. 1:30 ฉ รม.8:23; อฟ.4:30
1กธ. 1:31 ก ยรม.9:23-24
1กธ. 1:31 ข 2กธ.10:17
สารบัญ