โรม บทที่ 9
VI. การเลือกสรร
9:1 — 11:36
9:1 — 11:36
1. การเลือกสรรของพระเจ้า, ชะตาชีวิตของเรา
9:1 — 10:21
9:1 — 10:21
(1) ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงเรียก
9:1-13
9:1-13
รม.
9:1 1ข้าพเจ้าพูดคำจริงในพระคริสต์ และหาได้มุสาไม่ 2มโนธรรมของข้าพเจ้าได้ร่วมเป็นพยานกับข้าพเจ้าในพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า
รม.
9:2 ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บปวดในใจเสมอมิได้ขาด
รม.
9:3 จนถ้าเป็นไปได้ ตัวข้าพเจ้าเองก็ยินดี1รับ2การสาปแช่งให้แยกออกจากพระคริสต์ เพราะเห็นแก่พี่น้องของข้าพเจ้า คือญาติของข้าพเจ้าตามเนื้อหนัง.
รม.
9:4 เขาเป็นชาติอิสราเอล ทั้ง1กฐานะแห่งบุตร, ขสง่าราศี, คพันธสัญญาทั้งหลาย,การง ประทานกฎบัญญัติ, 2จการปรนนิบัติ, และ3ฉพระสัญญาก็ล้วนเป็นของพวกเขา
รม.
9:5 บรรพบุรุษก็เป็นของพวกเขา และถ้ากล่าวตามเนื้อหนังแล้ว พระคริสต์ก็ทรงมาจากพวกเขา พระองค์กทรงเป็น1ขพระเจ้าผู้อยู่เหนือสิ่งสารพัด และควรคได้รับการสรรเสริญนิรันดร์. เอเมน.
รม.
9:6 แต่มิใช่ว่าพระคำของพระเจ้าได้เป็นคำว่างเปล่าไป เพราะ1กไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจากอิสราเอลจะเป็นชาวอิสราเอลแท้ไปทั้งหมด
รม.
9:7 และมิใช่ทุกคนที่เป็นเชื้อสายของกอับราฮามจะเป็นบุตรไปทั้งหมด แต่ "1ขผู้ที่เกิดมาจากยิศฮาคจึงจะเรียกว่าเป็นเชื้อสายของเจ้า"
รม.
9:8 คือว่าเขาเหล่านั้นที่เป็นลูกตามเนื้อหนังจะนับเป็นกบุตรของพระเจ้าไม่ได้ แต่ขลูกแห่งคำทรงสัญญานั้นจึงจะนับเป็นเชื้อสายได้.
รม.
9:9 ด้วยว่านี่แหละเป็นคำทรงสัญญา คือว่า "ก[ปีหน้า]เวลาเดียวกันนี้เราจะมา และนางซาราจะมีบุตรชาย."
รม.
9:10 ไม่เพียงเท่านั้น แต่กนางริบะคาก็เช่นกัน เมื่อนางมีครรภ์กับชายผู้หนึ่ง คือยิศฮาคผู้เป็นบรรพบุรุษของเรา
รม.
9:11 แม้บุตร[ฝาแฝด]นั้นจะยังไม่บังเกิดมาและยังไม่ได้กระทำดีหรือชั่ว (เพื่อ1พระประสงค์ในกการทรงเลือกของพระเจ้าจะตั้งมั่นคงอยู่ คือมิใช่โดยการประพฤติ แต่โดยพระองค์ผู้ทรงขเรียกไว้)
รม.
9:12 พระองค์ก็ได้ตรัสแก่นางว่า "กพี่จะ1ปรนนิบัติน้อง"
รม.
9:13 เหมือนมีคำเขียนไว้ว่า "กยาโคบนั้นเป็นผู้ที่เราได้รัก แต่เอซาวนั้นเป็นผู้ที่เราได้ชัง."
(2) ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระเจ้า
9:14-18
9:14-18
รม.
9:14 ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร? พระเจ้ามีความอธรรมหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่!
รม.
9:15 เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่โมเซว่า "1กเราจะ2ขเมตตาผู้ใด ก็จะเมตตาผู้นั้น และเราจะ2คกรุณาผู้ใด ก็จะกรุณาผู้นั้น."
รม.
9:16 ดังนั้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความประสงค์ หรือขึ้นอยู่กับผู้วิ่ง แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตา.
รม.
9:17 เพราะในพระคัมภีร์ได้กล่าวแก่ฟาโรห์ว่า "กที่เราได้ยกเจ้าขึ้นมาก็เพื่อเหตุนี้เองคือเพื่อเราจะได้สำแดงฤทธิ์เดชของเราให้ปรากฏบนตัวเจ้า และเพื่อให้พระนามของเราจะได้ป่าวประกาศไปทั่วโลก."
รม.
9:18 ดังนั้นพระองค์ใคร่จะเมตตาผู้ใด ก็ทรงเมตตาแก่ผู้นั้น และใคร่จะให้ผู้ใดมีใจแข็งกระด้าง ก็ทรงให้ผู้นั้นมีใจแข็งกระด้าง.
(3) ขึ้นอยู่กับอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้า
9:19-29
9:19-29
รม.
9:19 ท่านก็จะกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า "ถ้าเช่นนั้น พระองค์ยังทรงติเตียนทำไม? เพราะใครเล่าจะขัดขืนน้ำพระทัยของพระองค์ได้?"
รม.
9:20 กมนุษย์เอ๋ย ท่านเป็นใครเล่าที่จะไปพูดตอบโต้กับพระเจ้าได้? "ผู้ที่ถูกปั้นนั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า 'ทำไมถึงสร้างข้าอย่างนี้? '"
รม.
9:21 กช่างปั้นหม้อไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาดินจากก้อนเดียวกันมาปั้นเป็น1ขภาชนะที่มีเกียรติอันหนึ่งและภาชนะที่ไร้เกียรติอันหนึ่งหรือ?
รม.
9:22 แล้วถ้าพระเจ้าประสงค์จะสำแดงกความพิโรธของพระองค์และจะให้ฤทธิ์เดชของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ แต่กลับทรงอดกลั้นพระทัยไว้ช้านานต่อบรรดาภาชนะแห่งพระพิโรธซึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับความพินาศ
รม.
9:23 เพื่อให้กความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระองค์จะเป็นที่ประจักษ์แก่ขบรรดาภาชนะแห่งคความเมตตาซึ่งพระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้ได้รับ1ง สง่าราศี
รม.
9:24 คือเราทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงกเรียกมา มิใช่จากพวกยูดายเท่านั้น แต่จากพวกต่างชาติด้วย [เช่นนั้นท่านจะว่าอะไรได้เล่า?]
รม.
9:25 เหมือนที่พระองค์ตรัสไว้ในคัมภีร์โฮเซอาว่า "กเราจะเรียกผู้ที่[เมื่อก่อน]ไม่ใช่พลไพร่ของเราว่าเป็นพลไพร่ของเรา และจะเรียกผู้ที่[เมื่อก่อน]ไม่ได้เป็นที่รักว่าเป็นที่รัก
รม.
9:26 และในที่ซึ่งแต่ก่อนได้กล่าวแก่เขาว่ากเจ้าทั้งหลายไม่ใช่พลไพร่ของเรา ในที่นั้นเองเขาจะถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่."
รม.
9:27 ฝ่ายยะซายาก็ได้ร้องกล่าวถึงพวกอิสราเอลว่า "กแม้ลูกหลานของอิสราเอลจะมีจำนวนมากเหมือนเม็ดทรายที่ทะเล แต่มีเพียงผู้ที่เหลืออยู่เท่านั้นที่รอด
รม.
9:28 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะปฏิบัติตามพระคำของพระองค์บนแผ่นดินโลก คือจะกระทำให้พระคำของพระองค์สำเร็จและจะตัดให้สั้นลง."
รม.
9:29 และเหมือนที่ยะซายาได้กล่าวไว้ก่อนนี้ว่า "กหากองค์พระผู้เป็นเจ้าจอมพลโยธาไม่ทรงโปรดให้เรามีเชื้อสายเหลืออยู่ เราทั้งหลายก็คงกลายเป็นเมืองขซะโดมและเหมือนเมืองอะโมรา."
(4) อาศัยความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อ
9:30 — 10:3
9:30 — 10:3
รม.
9:30 ถ้าอย่างนั้นแล้วเราทั้งหลายจะว่าอย่างไร? ก็จะว่า พวกต่างชาติที่มิได้แสวงหาความชอบธรรมนั้นกลับได้รับความชอบธรรม คือความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อ
รม.
9:31 แต่กพวกอิสราเอลที่แสวงหาความชอบธรรมแห่งกฎบัญญัติกลับไม่ได้บรรลุถึงกฎบัญญัตินั้น.
รม.
9:32 เพราะอะไร? ก็เพราะเขามิได้แสวงหากจากความเชื่อ แต่แสวงหาจากการประพฤติ. เขาได้สะดุด ณข ก้อนหินซึ่งทำให้สะดุดนั้น
รม.
9:33 เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า "กดูเถิด เราได้วางหินก้อนหนึ่งไว้ในเมืองซีโอนเป็นที่ให้สะดุด เป็นศิลาที่ทำให้ผู้คนล้มลง แต่คนทั้งปวงที่เชื่อในพระองค์นั้นจะไม่ได้รับความอับอายเลย."
คำอธิบาย โรม บทที่ 9
รม.
9:1 1 หลังจากที่หนังสือโรมได้กล่าวถึงครึ่งแรกของความรอดของพระเจ้าที่อยู่ในพระคริสต์หมดแล้ว ก่อนที่ไปจะกล่าวถึงครึ่งหลังของการช่วยให้รอด ก็ได้สอดแทรกบทที่ 9—11 เข้ามาเพื่อชี้แจงอย่างละเอียดถึงการเลือกสรรที่มีต่อพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ซึ่งเป็นมาจากพระองค์เอง.
รม.
9:1 2 ใน 8:16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณของเรา ส่วนในข้อนี้ มโนธรรมของเราได้ร่วมเป็นพยานกับเราในพระวิญญาณบริสุทธิ์. กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า มโนธรรมของเราเป็นส่วนที่อยู่ในวิญญาณของเรา.
รม.
9:3 1 แปลตามตรงคือ กลายเป็นที่สาปแช่ง.
รม.
9:3 2 การที่เปาโลปรารถนาให้ชาวอิสราเอลได้รับความรอดนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ แต่การที่ท่านยินดีรับการสาปแช่งให้แยกออกจากพระคริสต์นั้นก็เป็นสิ่งที่เกินไปแล้ว. แต่ที่เปาโลยอมถึงขนาดนี้ก็เนื่องจากเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ชาวอิสราเอลได้รับความรอดจนไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น.
รม.
9:4 ก อซด.4:22
รม.
9:4 1ก ฐานะแห่งบุตรนี้ก็คือสิทธิที่จะได้รับมรดก.
รม.
9:4 ข อซด.40:34; 1พกษ.8:11
รม.
9:4 ค ยนซ.17:2; พบญ.29:14; กจ.3:25; อฟ.2:12
รม.
9:4 ง พบญ.4:13; บพส.147:19
รม.
9:4 จ ฮร.9:1, 6
รม.
9:4 2จ เล็งถึงการปรนนิบัติในพลับพลา หรือในพระวิหาร ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามกฎบัญญัติของโมเซ.
รม.
9:4 ฉ รม.15:8; พบญ.29:13; กจ.13:32; อฟ.2:12
รม.
9:4 3ฉ ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
รม.
9:5 ก ยฮ.1:1; ฮร.1:8; 1ยฮ.5:20
รม.
9:5 ข กซ.1:15-18
รม.
9:5 1ข ในที่นี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ซึ่งได้พิสูจน์ว่าแม้พระคริสต์จะเป็นมนุษย์ (5:15) ที่มีเนื้อหนัง โดยมาจากเผ่ายูดาของพวกอิสราเอล แต่พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือสิ่งสารพัดและควรได้รับการสรรเสริญนิรันดร์. พระองค์ทรงเป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า. พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระบุตรและเป็นพระเจ้าตรีเอกภาพด้วย.
รม.
9:5 ค รม.1:25
รม.
9:6 ก รม.2:28
รม.
9:6 1ก กรณีนี้แสดงถึงแผนการบริหารที่อยู่ในการเลือกสรรของพระองค์. ชาวยูดายทุกคนล้วนเกิดมาจากอิสราเอล แต่พวกเขาไม่ได้ถูกพระเจ้าเลือกสรรหมดทุกคน. มีเพียงยิศฮาคและเชื้อสายส่วนหนึ่งของเขาเท่านั้นที่ถูกเลือกสรรและถูกนับเป็นบุตรของพระเจ้า (ข้อ 7-8). การเลือกสรรนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประพฤติของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเรียกและขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระองค์ (ข้อ 11, 16).
รม.
9:7 ก ยฮ.8:39-40; มธ.3:9
รม.
9:7 ข ยนซ.21:12
รม.
9:7 1ข ผู้ที่เกิดมาจากยิศฮาค แปลตามตรงคือ ในยิศฮาค.
รม.
9:8 ก ยฮ.1:12; 1ยฮ.3:1
รม.
9:8 ข ฆต.3:29; 4:28
รม.
9:9 ก ยนซ.18:10
รม.
9:10 ก ยนซ.25:21
รม.
9:11 1 ดู 8:28 คำอธิบาย 5.
รม.
9:11 ก รม.11:5, 28
รม.
9:11 ข 1กธ.1:9; รม.11:29
รม.
9:12 ก ยนซ.25:23
รม.
9:12 1 แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ.
รม.
9:13 ก มลค.1:2-3
รม.
9:15 ก อซด.33:19
รม.
9:15 1ก นี่คืออำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าที่ให้พระองค์สามารถสำแดงพระเมตตาแก่ผู้ใดก็ได้ตามแต่พระประสงค์.
รม.
9:15 ข มธ.9:13; อฟ.2:4
รม.
9:15 2ข พระเมตตาเน้นที่การกระทำที่แสดงออกเมื่อเกิดความเห็นอกเห็นใจต่อสภาพการณ์ที่น่าสงสารของมนุษย์ ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก. แต่ความกรุณาเน้นที่ความรู้สึกทางภายในที่สำแดงออกมาโดยน้ำตาและการคร่ำครวญ ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงกรุณามนุษย์นั้นจึงเป็นสิ่งที่อยู่ภายใน. ด้วยเหตุนี้ความกรุณาจึงลึกซึ้งกว่าพระเมตตา.
รม.
9:15 ค รม.12:1
รม.
9:17 ก อซด.9:16
รม.
9:20 ก ยซย.29:16; 45:9
รม.
9:21 ก ยซย.64:8; ยรม.18:6
รม.
9:21 ข 2ตธ.2:20
รม.
9:21 1ข กรณีนี้ชี้บ่งว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรเราเพื่อให้เราเป็นภาชนะที่มีเกียรติสำหรับบรรจุพระองค์. พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ไว้เป็นภาชนะสำหรับบรรจุพระองค์ก่อน แล้วจึงทรงเลือกสรรเราออกจากท่ามกลางภาชนะมากมายเพื่อใช้บรรจุพระเจ้าผู้ทรงเกียรติ ซึ่งจะทำให้เราเป็นภาชนะที่มีเกียรติ. ในที่สุดพระองค์จะทรงสำแดงสง่าราศีของพระองค์บนตัวเราผู้เป็นภาชนะเหล่านี้ เพื่อเราจะกลายเป็นภาชนะแห่งสง่าราศีของพระองค์ (ข้อ 23). ทั้งหมดนี้ล้วนแต่มาจากพระเมตตาของพระองค์ และขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระองค์เป็นสิ่งที่เราไม่อาจได้มาด้วยความพยายามของเราเอง. ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องนมัสการพระองค์และนมัสการเพราะพระเมตตาของพระองค์!
รม.
9:22 ก รม.1:18; 2:5, 8
รม.
9:23 ก อฟ.3:16
รม.
9:23 ข 2กธ.4:7; 2ตธ.2:20
รม.
9:23 ค รม.9:15, 16, 18; 11:31, 32 15:9
รม.
9:23 ง รม.8:18; 1กธ.2:7; 1ธซ.2:12; กซ.3:4; 1ปต.5:10; ฮร.2:10
รม.
9:23 1ง นี่คือสง่าราศีในการปรากฏของอาณาจักรที่จะมาถึงนั่นเอง. เราซึ่งเป็นบุตรทั้งหลายก็จะปรากฏออกมา และจะมีส่วนในสง่าราศีนี้ในอาณาจักรนั้นด้วย (8:17-23).
รม.
9:24 ก 1กธ.1:9
รม.
9:25 ก ฮซอ.2:23
รม.
9:26 ก ฮซอ.1:10
รม.
9:27 ก ยซย.10:22-23
รม.
9:29 ก ยซย.1:9
รม.
9:29 ข ยนซ.19:24-25; 2ปต.2:6; ยด.7
รม.
9:31 ก รม.11:7
รม.
9:32 ก รม.1:17
รม.
9:32 ข ยซย.8:14; 1ปต.2:8
รม.
9:33 ก ยซย.28:16; 1ปต.2:6