การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

โรม บทที่ 8

4. การปลดปล่อยโดยพระคริสต์ที่อาศัยอยู่ในวิญญาณ
8:1-13
(1) กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต
ข้อ 1-6
รม. 8:1 เหตุฉะนั้น1บัดนี้จึงไม่มี2การปรับโทษแก่คนทั้งหลายที่อยู่3ในพระคริสต์เยซู.
รม. 8:2 เพราะ1กฎของ2พระวิญญาณแห่ง3ชีวิตได้4ปลดปล่อย5ข้าพเจ้าแล้วในพระคริสต์เยซู ให้ข้าพเจ้าพ้นจาก6กกฎของความบาปและของความตาย.
รม. 8:3 ด้วยสิ่งซึ่ง1กฎบัญญัติ2ทำไม่ได้ก็เพราะเนื้อหนังทำให้กอ่อนกำลัง พระเจ้าจึงทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาใน3ลักษณะของเนื้อหนังแห่งความบาป และเพื่อความบาปนั้นพระองค์ก็ได้ปรับโทษความบาปในเนื้อหนังแล้ว
รม. 8:4 เพื่อข้อเรียกร้องแห่งความชอบธรรมของกฎบัญญัติจะได้1สำเร็จในตัวเรา ผู้ไม่2กดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง แต่[ดำเนิน]ตาม3วิญญาณ.
รม. 8:5 เพราะว่าคนที่[ดำเนิน]ตามเนื้อหนังก็คิดแต่1สิ่งที่เป็นของเนื้อหนัง แต่คน2ที่[ดำเนิน]ตามวิญญาณก็คิดแต่3สิ่งที่เป็นของพระวิญญาณนั้น.
รม. 8:6 เพราะว่า1ความคิดที่ตั้งอยู่ในเนื้อหนังก็คือ2ความตาย และ3ความคิดที่ตั้งอยู่ในวิญญาณก็คือ2กชีวิตและขสันติสุข.
(2) พระคริสต์ที่อาศัยอยู่ภายใน
ข้อ 7-13
รม. 8:7 เหตุว่าความคิดที่ตั้งอยู่ในเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะไม่ได้อยู่ใต้บังคับแห่งกฎบัญญัติของพระเจ้า และไม่สามารถอยู่ใต้บังคับได้ด้วย.
รม. 8:8 และ1คนที่อยู่2ในเนื้อหนังย่อมไม่อาจเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้.
รม. 8:9 แต่ถ้า1พระวิญญาณของพระเจ้า2อาศัยอยู่ในท่าน ท่านก็มิได้อยู่ในเนื้อหนังแต่อยู่ในวิญญาณ และ3ถ้าผู้ใดไม่มี4กพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็มิได้อยู่5ฝ่ายพระคริสต์.
รม. 8:10 แต่ถ้า1กพระคริสต์อยู่ใน2ท่าน แม้3กายของท่านได้4ตายเพราะเหตุความบาป แต่5วิญญาณก็เป็น6ชีวิตเพราะเหตุ7ความชอบธรรม.
รม. 8:11 แต่ถ้า1พระวิญญาณของ2พระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย3กอาศัยอยู่ในท่าน พระองค์ผู้ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายนั้น จะทรง4ขประทานชีวิตให้กายที่ต้องตายของท่านด้วย โดยพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรง5อาศัยอยู่ในท่าน.
รม. 8:12 พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจึงมิได้เป็นหนี้ของเนื้อหนังที่จะ1มีชีวิตเป็นอยู่ตามเนื้อหนังนั้น
รม. 8:13 เพราะถ้าท่านมีชีวิตเป็นอยู่ตามเนื้อหนัง ท่านต้อง1ตาย แต่ถ้าท่าน2กประหาร3การประพฤติของกายโดยพึ่งพระวิญญาณนั้น ท่านจะมีชีวิตเป็นอยู่.
V. ได้รับสง่าราศี
8:14-39
1. ทายาทแห่งสง่าราศี
ข้อ 14-27
รม. 8:14 เพราะทุกคนที่ได้รับ1การนำพาจาก2พระวิญญาณของพระเจ้า คนเหล่านั้นก็ล้วนเป็น3กบุตรของพระเจ้า.
รม. 8:15 ด้วยว่าท่านไม่ได้รับวิญญาณแห่งทาส[ที่จะนำ]ไปสู่ความกลัวอีก แต่ท่านได้รับ1กวิญญาณของฐานะแห่งบุตร และในวิญญาณนี้เราจึงขร้องเรียกว่า “2อับบาพระบิดา!”
รม. 8:16 พระวิญญาณนั้นเองทรงกเป็นพยาน1ร่วมกับ2ขวิญญาณของเราว่า3เราเป็นคบุตรน้อยของพระเจ้า.
รม. 8:17 ในเมื่อเราเป็นบุตรน้อยแล้ว เราก็ได้เป็นกทายาทด้วย คือเป็นทายาทของพระเจ้าและเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ 1หากเราร่วมขทนทุกข์ด้วยกันกับพระองค์ เราก็จะร่วมครับสง่าราศีด้วยกันกับพระองค์.
รม. 8:18 เพราะข้าพเจ้า1เห็นว่าความทุกข์ลำบากในปัจจุบันนี้ ไม่คู่ควรที่จะมาเปรียบกับกสง่าราศีซึ่งจะปรากฏแก่เราในอนาคต.
รม. 8:19 ด้วยสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างนั้น1กำลังจดจ่อคอยท่า เฝ้าหวังให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้า2ปรากฏ.
รม. 8:20 เพราะว่าสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างนั้นล้วนตกอยู่ภายใต้กความอนิจจัง โดยไม่ได้เป็นไปตามอำเภอใจของตัวเอง แต่เป็นไปตามพระองค์ผู้ให้สรรพสิ่งเหล่านั้นอยู่ใต้อำนาจ
รม. 8:21 ด้วยมีความหวังใจว่าสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างนั้นจะได้รับ1การปลดปล่อยพ้นจากการเป็นทาสของความเสื่อมเสีย และได้รับอิสรภาพของสง่ากราศีแห่งบุตรน้อยของพระเจ้า.
รม. 8:22 ด้วยเรารู้อยู่ว่าสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างนั้นกำลังร่วมกันคร่ำครวญและร่วมทนทุกข์แห่งการให้กำเนิดมาจนถึงทุกวันนี้.
รม. 8:23 และมิใช่เท่านั้น แม้แต่เราทั้งหลายเองผู้มี1พระวิญญาณนั้นเป็นผลสุกงอมรุ่นแรก ภายในเราเองก็ยัง2คร่ำครวญ เฝ้าจดจ่อคอยท่า3กฐานะแห่งบุตร คือให้ร่างกายของเราได้รับขการไถ่.
รม. 8:24 เพราะเราได้รับความรอดในกความหวัง แต่ความหวังที่มองเห็นได้นั้นไม่ใช่ความหวัง ด้วยว่าใครเล่าจะยังเฝ้าหวังในสิ่งที่ตนมองเห็นแล้วอยู่อีก?
รม. 8:25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่เคยเห็น เราก็จะเฝ้าจดจ่อคอยท่าสิ่งนั้นด้วยความอดทน.
รม. 8:26 ยิ่งไปกว่านั้น พระวิญญาณนั้นก็ทรงมีส่วนร่วม1ในลักษณะเดียวกันเพื่อช่วยเหลือในส่วนที่เรา2อ่อนกำลังด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะอธิษฐานอย่างไร แต่พระวิญญาณนั้นเองทรงกทูลขอแทนเราด้วยการคร่ำครวญ ซึ่งไม่อาจบรรยายด้วยถ้อยคำได้.
รม. 8:27 แต่พระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจ[มนุษย์]ก็ทรงทราบ1ความคิดของพระวิญญาณนั้นเพราะว่าพระองค์ทรงทูลขอแทนเพื่อวิสุทธิชน2ตามพระเจ้า.
2. ทายาทที่ได้รับการถอดแบบ
ข้อ 28-30
รม. 8:28 และเราทั้งหลายรู้ว่า 1สรรพสิ่ง2ร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อให้ผู้ที่3รักพระเจ้าได้รับ4ประโยชน์ คือผู้ที่ถูกกเรียกมาตาม5พระประสงค์ของพระองค์.
รม. 8:29 ด้วยว่าผู้ใดที่พระองค์ได้ทรง1ล่วงรู้อยู่แล้ว พระองค์ก็ทรง2กกำหนดผู้นั้นไว้ล่วงหน้า ให้3ถอดแบบตามขพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็น4คบุตรหัวปีท่ามกลางพวกงพี่น้อง5เป็นอันมาก
รม. 8:30 และผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า พระองค์ก็ทรงเรียกผู้นั้นมาด้วยและผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงเรียกมา พระองค์ก็ทรง1กโปรดให้ผู้นั้นชอบธรรมด้วยและผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงโปรดให้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้ผู้นั้น2ขได้รับสง่าราศีด้วย.
3. ทายาทที่ไม่สามารถตัดขาดจากความรักของพระเจ้า
ข้อ 31-39
รม. 8:31 ด้วยเหตุเหล่านี้ เราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา ใครผู้ใดจะต่อต้านเราได้?
รม. 8:32 ในเมื่อพระองค์มิได้ทรงเสียดายพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงกสละพระบุตรนั้นเพื่อเราทั้งปวงแล้ว พระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานขสิ่งสารพัดให้แก่เราอย่างไม่คิดมูลค่าด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ?
รม. 8:33 ใครผู้ใดอาจกฟ้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้? 1พระเจ้าได้ทรงขโปรดให้[เรา]ชอบธรรมแล้ว.
รม. 8:34 ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษ[เรา]อีก? 1พระคริสต์เยซูทรงกสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้น ยังทรงขคืนพระชนม์ บัดนี้ทรงสถิต2คอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และยังทรง3งทูลขอแทนเพื่อเราด้วย.
รม. 8:35 ใครผู้ใดสามารถทำให้เราตัดขาดจากกความรักของพระคริสต์? จะเป็นความทุกข์ลำบากหรือ? ความทุกข์ใจหรือ? การข่มเหงหรือ? การอดอยากหรือ? การเปลือยกายหรือ? การถูกโพยภัยหรือ? การถูกคมดาบหรือ?
รม. 8:36 เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า “กเพราะเหตุพระองค์ เราจึงขถูกฆ่าอยู่แล้ววันยังค่ำ เขาถือว่าเราเหมือนแกะสำหรับเอาไว้ฆ่า.”
รม. 8:37 แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านั้น เราทั้งหลาย1มีชัยชนะอย่างเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเรา.
รม. 8:38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตายหรือชีวิต หรือทูตสวรรค์หรือผู้มีอำนาจ หรือสิ่งซึ่งมีอยู่เดี๋ยวนี้หรือสิ่งซึ่งจะเป็นมาภายหน้า หรือผู้มีฤทธิ์เดช
รม. 8:39 หรือความสูงหรือความลึก หรือสิ่งอื่นใดที่ทรงเนรมิตสร้างไว้ ก็ล้วนไม่อาจกระทำให้เรากตัดขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่ง1ความรักนี้มีอยู่ในองค์พระคริสต์เยซูเจ้าของเรา.

คำอธิบาย โรม บทที่ 8

รม. 8:1 1 วลีนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักว่า สิ่งที่ได้บรรยายไว้ในบทที่ 7 เป็นประสบการณ์ของคนที่ยังไม่มีพระคริสต์.
รม. 8:1 2 การปรับโทษที่ได้เปิดเผยเป็นนัยใน 1:8—3:20 และที่ได้กล่าวไว้ใน 5:16, 18 นั้นเป็นการปรับโทษทางทัศนะภายนอก ภายใต้กฎบัญญัติที่ชอบธรรมของพระเจ้า และเป็นผลจากการกระทำบาปทางภายนอกของเรา. ส่วนการปรับโทษที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้เป็นการปรับโทษทางทัศนะภายในที่อยู่ในมโนธรรมของเรา และเป็นผลจากการที่ภายในเราพ่ายแพ้ต่อกฎที่ชั่วร้ายแห่งความบาปที่อาศัยอยู่ภายใน ดังที่กล่าวไว้ใน 7:17-18, 20-24. พระโลหิตของพระคริสต์ผู้ถูกตรึงได้แก้ไขการปรับโทษทางทัศนะภายนอก (3:25). พระวิญญาณแห่งชีวิต ซึ่งก็คือพระคริสต์ที่ได้ผ่านขั้นตอนมากลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตและอยู่ในวิญญาณของเรานั้นได้แก้ไขการปรับโทษทางทัศนะภายใน.
รม. 8:1 3 วลี "ในพระคริสต์" ในบทนี้ไม่เพียงเล็งถึงจุดยืนหรือฐานะของเราที่อยู่ในพระคริสต์ ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 6 เท่านั้น แต่ยังเล็งถึงความเที่ยงแท้ในการดำเนินชีวิตในวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเราอีกด้วย. ดังนั้นในบทนี้จึงพูดถึงการอยู่ในพระคริสต์ในลักษณะที่เป็นข้อแม้หรือเงื่อนไข. กรณีนี้สอดคล้องกับการได้รับความรอดในชีวิตของพระองค์ที่อยู่ใน 5:10.
รม. 8:2 1 กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตเป็นหัวข้อหลักของบทนี้. ในข้อนี้กล่าวถึงพระวิญญาณนั้นและชีวิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกฎนี้เท่านั้น. ชีวิตเป็นเนื้อหาและเป็นการไหลออกของพระวิญญาณนั้น ส่วนพระวิญญาณนั้นเป็นการสำแดงออกที่ครบสมบูรณ์และสำเร็จสุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพ หลังจากที่พระองค์ได้ผ่านขั้นตอนในการกลายเป็นเนื้อหนัง ตรึงตายเป็นขึ้น และกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในเพื่อเป็นชีวิตของผู้เชื่อทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์. กฎของความบาปนั้นเป็นมาจากซาตานผู้อาศัยอยู่ในอวัยวะของร่างกายที่ตกต่ำของเรา (7:23, 17). กฎที่สามารถปลดปล่อยเราให้พ้นจากกฎแห่งความบาปนี้ก็คือกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต. ในที่นี้ไม่ใช่เป็นพระเจ้าหรือพระวิญญาณนั้น แต่เป็นกฎที่ได้ดำเนินการอยู่ภายในเราเพื่อจะปลดปล่อยเราให้พ้นจากการดำเนินการของกฎแห่งความบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของเราและทำให้เราได้รู้จักพระเจ้าและได้รับพระเจ้าเพื่อจะได้ดำเนินชีวิตพระองค์. กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตนี้เป็นฤทธิ์เดชตามธรรมชาติของพระวิญญาณแห่งชีวิต. หากมีสภาพการณ์ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของกฎนี้ (ดูข้อ 4 คำอธิบาย 2) กฎที่เป็นไปโดยปกติวิสัยนี้ก็จะดำเนินการอย่างอัตโนมัติ.
ไม่ว่าจะเป็นซาตานหรือพระเจ้า เมื่อได้เข้าสู่ภายในตัวเราและอาศัยอยู่ในเราแล้ว ก็จะทำงานอยู่ภายในเรา ทั้งนี้ก็ไม่ใช่การทำงานทางภายนอกโดยอาศัยกิจกรรมที่เป็นทัศนะภายนอก แต่เป็นการทำงานทางภายในโดยอาศัยกฎที่เป็นทัศนะภายใน. การดำเนินการของกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตนี้ก็คือการดำเนินการของพระเจ้าตรีเอกภาพที่อยู่ในวิญญาณของเรา และก็คือการงานที่อยู่ภายในเราของพระเจ้าตรีเอกภาพในชีวิตของพระองค์.
รม. 8:2 2 ในที่นี้ กฎ, พระวิญญาณนั้น, และชีวิต เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ กฎ, ความบาป, และความตาย. สองกฎนี้ตรงข้ามกัน, พระวิญญาณนั้นตรงข้ามกับความบาป, ชีวิตตรงข้ามกับความตาย. ในบทที่ 5 พระคุณ (พระเจ้าที่แปรสภาพอยู่ภายในเรา) ตรงข้ามกับความบาป (ซาตานที่แปรสภาพอยู่ภายในเรา — 5:21). ส่วนในบทนี้ พระวิญญาณนั้น (พระเจ้าผู้มีชีวิตเป็นอยู่ในเรา) ตรงข้ามกับความบาป. ดังนั้นพระคุณในบทที่ 5 ก็คือพระวิญญาณนั้นในบทที่ 8 ซึ่งก็คือพระเจ้าได้แปรสภาพเป็นพระคุณมาดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ในเรา.
ในบทต้นๆ ของหนังสือโรมได้กล่าวถึงชีวิตอยู่หลายครั้ง (1:17; 2:7; 5:10, 17-18, 21; 6:4, 22-23). เมื่อถึงบทนี้ก็ได้เชื่อมต่อชีวิตกับพระวิญญาณนั้นเข้าด้วยกันในวลีที่ว่า "พระวิญญาณแห่งชีวิต" ซึ่งแสดงว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตในบทต้นๆ ล้วนได้ครอบคลุมอยู่ในพระวิญญาณนั้นที่อยู่ในบทนี้. ชีวิตเป็นของพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณนั้นก็เป็นฝ่ายชีวิต. แท้จริงแล้วทั้งสองนี้ก็คือหนึ่งเดียวกัน (ยฮ.6:63). หนทางที่จะประสบการณ์และรับสุขต่อชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์, เป็นนิรันดร์, และไม่ได้ถูเนรมิตกสร้างนี้ก็คือต้องอาศัยพระวิญญาณแห่งชีวิตนี้นั่นเอง.
รม. 8:2 3 ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ได้เปิดเผยไว้ในบทนี้มีอยู่ด้วยกันสี่ชั้น. ชั้นแรก ชีวิตนี้เป็นชีวิตของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระวิญญาณนั้น (ข้อ 2). ชั้นที่สองชีวิตนี้ได้กลายเป็นชีวิตในวิญญาณของเราโดยการบังเกิดใหม่ (ข้อ 10). จากนั้น ชีวิตนี้ซาบซ่านออกจากวิญญาณเข้าสู่ความคิดของเราเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตของเรา (ความคิดเป็นส่วนหนึ่งของจิต) และกลายเป็นชีวิตในจิตของเรา (ข้อ 6). สุดท้ายชีวิตนี้จะแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเราและกลายเป็นชีวิตในร่างกายของเรา (ข้อ 11) และผลลัพธ์ที่สุดยอดคือร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนรูปลักษณะ (ฟป.3:21) นั่นก็คือร่างกายของเราได้รับการไถ่ (ข้อ 23).
รม. 8:2 4 การใช้งานหลักของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนในการอาศัยอยู่ในวิญญาณของเราเป็นกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตก็คือการปลดปล่อยเราให้พ้นจากซาตานในทุกด้าน. ซาตานผู้นี้ได้อาศัยอยู่ในนิสัยที่ตกต่ำของเราในฐานะที่เป็นกฎของความบาปและความตาย (7:23-25). การปลดปล่อยนี้ไม่เพียงเพื่อการโปรดให้ชอบธรรมในด้านทัศนะภายในของเราเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นยังมีเพื่อการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในด้านนิสัยของเราอีกด้วย.
รม. 8:2 5 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเป็น ท่านให้ท่าน....
รม. 8:2 ก รม.7:23, 25
รม. 8:2 6ก กฎของความบาป ก็คือฤทธิ์เดชในการทำบาปที่เกิดขึ้นในมนุษย์ตามธรรมชาติทำให้มนุษย์กลายเป็นทาสของความบาป (ยฮ.8:34). ดังนั้นมนุษย์จึงไม่อาจช่วยตนเอง แต่ถูกความบาปมาควบคุม, จัดการ และต้องทำในหลายสิ่งที่ตัวเองไม่ปรารถนาจะทำ. ส่วนกฎของความตายก็คือฤทธิ์เดชตามธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์อ่อนแอ, เหี่ยวแห้ง, แก่ลง, และตายไป. ฤทธิ์เดชนี้อาศัยอยู่ในมนุษย์ ทำให้ทุกส่วนของมนุษย์จมอยู่ในความเสื่อมโทรมและความตาย. ในด้านหนึ่งความตายทำให้มนุษย์เสียกำลัง อีกด้านหนึ่งความตายก็ทำให้มนุษย์สูญเสียความรู้สึก. ความตายจะทำให้มนุษย์ไม่มีกำลังในขณะที่เขาพยายามจะทำดีและไม่มีความรู้สึกในขณะที่ทำบาป.
รม. 8:3 1 ในเนื้อหนังนั้นไม่มีความดีประการใดเลย (7:18) มีแต่ความบาปอาศัยอยู่ในเนื้อหนัง (7:17) และเนื้อหนังนี้เป็นเนื้อหนังแห่งความตาย (7:24). ดังนั้นมนุษย์จึงไม่อาจที่จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ด้วยการใช้เนื้อหนังมาประพฤติตามกฎบัญญัติได้ (3:20). เนื่องจากเนื้อหนังอ่อนแอและไร้กำลังเช่นนี้จึงมีบางสิ่งที่กฎบัญญัติทำไม่ได้.
รม. 8:3 2 ด้านหนึ่งกฎบัญญัติของพระเจ้าที่อยู่ภายนอกมนุษย์เป็นตัวอักษรที่ตายแล้ว จึงไม่มีฤทธิ์เดชแห่งชีวิตที่จะหล่อเลี้ยงมนุษย์ให้สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติได้. อีกด้านหนึ่งร่างกายของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำลายจนกลายเป็นเนื้อหนังแห่งความตาย ไม่สามารถที่จะถือรักษากฎบัญญัติได้. เนื่องจากปัจจัยสองประการนี้จึงมี "สิ่งซึ่งกฎบัญญัติทำไม่ได้" ซึ่งก็คือมนุษย์ไม่สามารถอาศัยการประพฤติตามกฎบัญญัติเพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย.
รม. 8:3 ก ฮร.7:18; รม.7:18
รม. 8:3 3 เนื้อหนังนี้เป็นเนื้อหนังแห่งความบาป แต่พระบุตรของพระเจ้ายังได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง (ยฮ.1:14; ฮร.2:14; 1ตธ.3:16). อย่างไรก็ดีพระองค์ก็มีเพียงลักษณะของเนื้อหนังเท่านั้น แต่ไม่มีความบาปแห่งเนื้อหนัง (2กธ.5:21; ฮร.4:15) กรณีนี้มีงูทองเหลืองที่โมเซได้ยกชูขึ้นเพื่อชาวอิสราเอลที่มีความบาปเป็นแบบเล็ง (อฤธ.21:9; ยฮ.3:14). งูทองเหลืองมีรูปร่างลักษณะของงูจริง แต่ก็ไม่มีพิษงู. งูทองเหลืองนี้ได้แบกรับการพิพากษาของพระเจ้าแทนชาวอิสราเอลที่ถูกงูพิษกัดและยังได้จัดการกับงูพิษที่ได้ทำร้ายพวกเขาด้วยพิษร้ายนั้น.
แม้พระคริสต์จะไม่มีความบาปในเนื้อหนังพระองค์ก็ทรงถูกตรึงตายในเนื้อหนัง (กซ.1:22; 1ปต.3:18). ที่กางเขนนั้นพระองค์จึงได้พิพากษาซาตานผู้มีส่วนเกี่ยวพันกับเนื้อหนัง และพิพากษาฝ่ายโลกที่แขวนอยู่บนตัวมันอีกด้วย (ยฮ.12:31; 16:11) ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ทำลายซาตานไปแล้ว (ฮร.2:14). ในขณะเดียวกัน โดยการที่พระคริสต์ได้ทรงตรึงตายบนกางเขนในเนื้อหนังของพระองค์เช่นนี้ พระเจ้าจึงได้ปรับโทษความบาปซึ่งซาตานได้นำเข้าสู่เนื้อหนังของมนุษย์. ผลลัพธ์จึงทำให้เราสามารถที่จะไม่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง แต่ตามวิญญาณ เพื่อข้อเรียกร้องแห่งความชอบธรรมของกฎบัญญัติจะได้สำเร็จในตัวเรา (ข้อ 4).
รม. 8:4 1 ไม่ได้เป็นการตั้งใจถือรักษากฎบัญญัตินี้ไว้โดยความพยายามทางภายนอก แต่กฎบัญญัตินี้ได้สำเร็จในตัวเราอย่างปกติวิสัยและอย่างไม่รู้สึกตัว โดยการดำเนินการทางภายในของพระวิญญาณแห่งชีวิต. พระวิญญาณแห่งชีวิตก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์ และพระคริสต์นั้นสอดคล้องกับกฎบัญญัติของพระเจ้า. เมื่อเราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณนี้ พระวิญญาณนี้ที่อยู่ภายในเราก็ได้สำเร็จข้อเรียกร้องอันชอบธรรมทั้งสิ้นของกฎบัญญัติโดยตัวเรา.
รม. 8:4 ก ฆต.5:16, 25
รม. 8:4 2ก ศัพท์ในภาษากรีกเล็งถึงการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปในการเป็นอยู่ของเรา. ดู ฆต.5:16 คำอธิบาย 1. กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตได้ถูกบรรจุอยู่ภายในเราแล้ว ถ้าจะให้กฎนี้ดำเนินการเราก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้: (1) ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณนั้น (ข้อ 4); (2) คิดแต่สิ่งที่เป็นของพระวิญญาณนั้น — มีความคิดที่ตั้งอยู่ในวิญญาณ (ข้อ 5-6); (3) ประหารการประพฤติของกายโดยพึ่งพระวิญญาณนั้น (ข้อ 13); (4) รับการนำพาจากพระวิญญาณของพระเจ้าในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า (ข้อ 14); (5) ร้องเรียกพระบิดาในวิญญาณของฐานะแห่งบุตร (ข้อ 15); (6) เป็นพยานว่าเราเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า (ข้อ 16); (7) คร่ำครวญเพื่อฐานะแห่งบุตรที่ครบสมบูรณ์คือที่ร่างกายของเราจะได้รับการไถ่ (ข้อ 23).
รม. 8:4 3 คำว่า "วิญญาณ" ที่ใช้ในบทนี้, ในหนังสือฆะลาเตียบทที่ 5, และที่อื่นๆ ในพันธสัญญาใหม่ยากที่จะแยกแยะได้ว่าเล็งถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าหรือวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของมนุษย์ หากไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นในข้อ 9, 16 ในบทนี้. ตามการใช้ศัพท์คำนี้ในพันธสัญญาใหม่ คำว่า "วิญญาณ" ที่อยู่ในข้อนี้เล็งถึงวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของมนุษย์เรา ซึ่งมีพระวิญญาณนั้นผู้เป็นการสำเร็จสุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพอาศัยอยู่ภายใน (ข้อ 9) และผสมกลมกลืนกัน (เทียบข้อ 16). กรณีนี้สอดคล้องกับ 1กธ.6:17 ที่กล่าวว่า "แต่คนใดที่เข้าสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งเป็นพระวิญญาณนั้น — 2กธ.3:17; 1กธ.15:45) ก็กลายเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์" คือเป็นวิญญาณแห่งการผสมกลมกลืนที่มีหนึ่งเดียวนั่นเอง.
รม. 8:5 1 สิ่งที่เป็นของเนื้อหนังยังรวมถึงทุกสิ่งที่อยู่ในขอบเขตแห่งเนื้อหนัง ไม่ว่าจะชั่วร้ายหรือจะดีงามก็ตาม.
รม. 8:5 2 ไม่เพียงดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวตามวิญญาณ แต่ให้ทั่วทั้งตัวเราเป็นไปตามวิญญาณ. เมื่อตัวเราเป็นไปตามวิญญาณแล้ว เราจะดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวตามวิญญาณด้วย. เมื่ออยู่ในวิญญาณนี้ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนนั้น ก็จะดำเนินการอยู่ภายในเราเป็นไปอย่างปกติวิสัย และทำให้เราพ้นจากกฎของความบาปและของความตาย.
รม. 8:5 3 สิ่งที่เป็นของพระวิญญาณนั้น ก็คือสิ่งที่เกี่ยวกับพระคริสต์ที่พระวิญญาณนั้นได้ทรงรับไว้และได้เปิดเผยให้กับเรา (ยฮ.16:14-15). เมื่อเราฝึกฝนตัวเองให้คิดแต่สิ่งเหล่านี้ ในที่สุดทั่วทั้งตัวของเราก็จะดำเนินตามวิญญาณ.
รม. 8:6 1 แปลตามตรงคือ ความคิดแห่งเนื้อหนัง. สิ่งสำคัญที่อยู่ในข้อ 6-8 ก็คือความคิด. ความคิดเป็นส่วนที่สำคัญของจิต; จิตนั้นเป็นตัวบุคคลและตัวตนของมนุษย์. ดังนั้นความคิดจึงเป็นตัวแทนของจิต ซึ่งก็คือเป็นตัวแทนแห่งตัวตนของคนผู้นั้น. ในบทนี้ความคิดนั้นเป็นส่วนที่ตั้งอยู่ตรงกลาง คือตั้งอยู่ระหว่างวิญญาณที่บังเกิดใหม่ซึ่งผสมกลมกลืนนั้นกับร่างกายที่ตกต่ำซึ่งก็คือเนื้อหนัง. บทที่ 7—8 แสดงให้เห็นว่าความคิดอาจมีการกระทำที่ต่างกันอยู่สองอย่างซึ่งจะกระทำให้เราอยู่ในวิญญาณหรือให้เราอยู่ในเนื้อหนังก็ได้. ถ้าหากความคิดได้พึ่งพิงและประสานกับวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่และผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้า ความคิดก็จะนำเราเข้าสู่วิญญาณและเข้าสู่การรับสุขพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต (ข้อ 2). แต่ถ้าความคิดไปประสานกับเนื้อหนังแล้วประพฤติอย่างเอกเทศก็จะนำเราเข้าสู่เนื้อหนัง ทำให้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าชอบพระทัย (ข้อ 7-8).
รม. 8:6 2 ชีวิตและสันติสุขเป็นผลลัพธ์ของการนำความคิดตั้งอยู่ในวิญญาณ. ถ้าความคิดของเราตั้งอยู่ในวิญญาณ การประพฤติทางภายนอกของเราก็จะสอดคล้องกับมนุษย์ภายในของเรา และจะไม่มีสิ่งใดที่ขัดแย้งกันระหว่างเรากับพระเจ้า. เรากับพระเจ้าก็จะมีสันติภาพและไม่เป็นศัตรูกัน (ข้อ 7). ผลก็จะทำให้เรารู้สึกมีสันติสุขอยู่ภายใน.
เมื่อความคิดของเราตั้งอยู่ในเนื้อหนังและสิ่งที่เป็นของของเนื้อหนัง ผลลัพธ์ก็คือความตายซึ่งจะทำให้เรารู้สึกว่าห่างไกลจากการรับสุขที่มีต่อพระเจ้า. เราจะรู้สึกว่าไม่มีสันติสุขและไม่มีชีวิตแต่มีความรู้สึกถึงความทุกข์และความตาย. ขณะที่เราคิดแต่เรื่องฝ่ายเนื้อหนังและมีความคิดที่ตั้งอยู่กับสิ่งของที่เป็นของเนื้อหนัง ความรู้สึกแห่งความตายนี้ก็ควรจะกระตุ้นเตือนเรา เพื่อให้เราได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจากเนื้อหนังและให้มีชีวิตเป็นอยู่ในวิญญาณ.
รม. 8:6 3 แปลตามตรงคือ ความคิดแห่งวิญญาณ. การที่มีความคิดตั้งอยู่ในวิญญาณก็คือการคิดแต่สิ่งที่เป็นของพระวิญญาณนั้นในข้อ 5 นั่นเอง. ข้อ 6 และข้อ 7-13 ได้แสดงให้เห็นว่า ในวันนี้พระคริสต์ก็คือชีวิตของพระเจ้าที่อยู่ในพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (ข้อ 2) และก็คือชีวิตของพระเจ้าที่อาศัยอยู่ในพลไพร่ของพระองค์ เพราะพระวิญญาณแห่งชีวิตของพระเจ้าได้กลายเป็นพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในเราแล้ว. ทั้งสองด้านนี้ล้วนเป็นพระคริสต์ทั้งสิ้น.
รม. 8:6 ก รม.5:10, 17, 18, 21
รม. 8:6 ข รม.1:7; 5:1; 14:17; 16:20
รม. 8:8 1 ถ้าเราคิดแต่สิ่งที่เป็นของเนื้อหนัง หรือให้ความคิดตั้งอยู่ในเนื้อหนัง เราก็จะกลายเป็นคนที่อยู่ในเนื้อหนัง.
รม. 8:8 2 ข้อ 8-9 เน้นคำว่า "อยู่ใน" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในที่นี้มีจุดเน้นอยู่ที่สภาพการณ์และประสบการณ์มากกว่าต้นกำเนิดและฐานะ.
รม. 8:9 1 บทนี้ได้เปิดเผยแก่เราว่าพระเจ้าตรีเอกภาพคือพระบิดา (ข้อ 15), พระบุตร (ข้อ 3, 29, 32), และพระวิญญาณ (ข้อ 9, 11, 13-14, 16, 23, 26) ทรงแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเป็นชีวิตเข้าสู่ภายในเราซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีสามส่วน (วิญญาณ, จิต, กาย) ของเราอย่างไร (ข้อ 2, 6, 10, 11) เพื่อทำให้เรากลายเป็นบุตรทั้งหลาย (ข้อ 14-15, 19, 23, 29, 17) สำหรับที่จะก่อรูปเป็นพระกายของพระคริสต์ (12:4-5).
รม. 8:9 2 คือ ประทับครองเรือน, พำนัก (เทียบ อฟ.3:17). หากเรายอมให้พระวิญญาณของพระเจ้าตรีเอกภาพได้ประทับครองเรือนอยู่ในเรา คือมีสถานที่พักอาศัยอยู่ในเราอย่างเพียงพอแล้ว ในประสบการณ์ของเราก็จะอยู่ในวิญญาณ ไม่อยู่ในเนื้อหนังอีกต่อไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น พระวิญญาณของพระองค์ก็สามารถแผ่ขยายจากวิญญาณของเรา (ข้อ 10) ไปสู่จิตซึ่งมีความคิดของเราเป็นตัวแทน (ข้อ 6) และในที่สุดพระองค์ก็จะประทานชีวิตให้แก่กายที่ต้องตายของเราอีกด้วย (ข้อ 11).
รม. 8:9 3 กรณีนี้ก็แสดงให้เห็นว่า การที่เราอยู่ฝ่ายพระคริสต์นั้นขึ้นอยู่กับพระวิญญาณของพระองค์. ถ้าไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ หรือหากพระคริสต์ไม่ได้เป็นพระวิญญาณ เราก็ไม่มีทางที่จะได้เข้าสนิทและเป็นของพระองค์ได้. แต่พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณ (2กธ.3:17) และพระองค์อยู่ในวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22) และยังเป็นวิญญาณเดียวกันกับเราอีกด้วย (1กธ.6:17).
รม. 8:9 ก 1ปต.1:11; เทียบ กจ.16:7, 6; ฟป.1:19
รม. 8:9 4ก พระวิญญาณของพระเจ้ากับพระวิญญาณของพระคริสต์ไม่ได้เป็นพระวิญญาณสององค์ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียว. การที่เปาโลสามารถใช้ชื่อเรียกสองชื่อนี้สลับกันได้ก็เป็นการชี้บ่งว่าพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในนี้ (ข้อ 2) ก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตและครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพทั้งพระองค์. ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระเจ้า, พระวิญญาณนั้น, และพระคริสต์ ทั้งสามพระภาคแห่งฐานันดรของพระเจ้า. ทว่าที่อยู่ภายในเรานั้นไม่ใช่สามพระองค์ แต่เป็นองค์เดียวเท่านั้น คือพระวิญญาณตรีเอกภาพของพระเจ้าตรีเอกภาพ (ยฮ.4:24; 2กธ.3:17; รม.8:11). คำว่า "พระวิญญาณของพระเจ้า" เปิดเผยเป็นนัยว่า พระวิญญาณนี้เป็นของพระองค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน เป็นผู้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาล และเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง. คำว่า "พระวิญญาณของพระคริสต์" เปิดเผยเป็นนัยว่าพระวิญญาณนี้เป็นการแปรสภาพและเป็นความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ผู้ได้กลายเป็นเนื้อหนัง. พระคริสต์ผู้นี้ได้กระทำสำเร็จซึ่งทุกสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้โครงการของพระเจ้าปรากฏเป็นจริง. พระองค์ไม่เพียงครอบคลุมถึงสภาพพระเจ้าที่ทรงมีอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสภาพมนุษย์ที่พระองค์ได้มาโดยการกลายเป็นเนื้อหนัง. และพระองค์ยังได้ครอบคลุมถึงการดำเนินชีวิตมนุษย์, การตรึงตายบนกางเขน, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์. นี่ก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์ที่อยู่ในการเป็นขึ้น ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เองที่อาศัยอยู่ในวิญญาณของเรา (ข้อ 10) เพื่อแจกจ่ายตัวของพระองค์เองซึ่งเป็นการแปรสภาพที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนนั้นเข้าสู่ภายในเรามาเป็นชีวิตและฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นที่จะจัดการกับความตายที่อยู่ภายในนิสัยธรรมชาติของเรา (ข้อ 2). ดังนั้นในวันนี้เราจึงสามารถมีชีวิตอยู่ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์ซึ่งก็คือในตัวของพระคริสต์เอง โดยการมีชีวิตเป็นอยู่ในวิญญาณที่ผสมกลมกลืนนี้.
รม. 8:9 5 คำนี้เล็งถึงต้นกำเนิดและฐานะที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สภาพการณ์และประสบการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้. เรามีพระวิญญาณของพระคริสต์ตามต้นกำเนิดแห่งการเกิดใหม่ ดังนั้นเราจึงเป็นฝ่ายพระคริสต์และเป็นของพระองค์. แต่ในประสบการณ์และสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของเราในปัจจุบันนี้ เราไม่เพียงต้องอยู่ฝ่ายพระองค์ แต่ยังต้องอยู่ในพระองค์อีกด้วย.
รม. 8:10 ก 2กธ.13:5; กซ.1:27
รม. 8:10 1ก ข้อนี้ไม่ได้กล่าวถึงพระวิญญาณนั้น เพราะจุดเน้นในที่นี้มีอยู่ว่า ในวันนี้พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณของพระคริสต์ก็คือตัวของพระคริสต์ที่อยู่ภายในเรานั่นเอง. ถ้าว่าตามข้อเท็จจริงแล้วเป็นพระคริสต์ แต่ถ้าตามประสบการณ์แล้วก็เป็นพระวิญญาณนั้น. ในประสบการณ์ที่เรามีต่อพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น ทว่าเมื่อเรานมัสการพระองค์, ร้องเรียกพระองค์, และกล่าวถึงพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์. เราได้ต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยและพระผู้ไถ่ของเรา แต่พระองค์ได้เข้าสู่ภายในเราโดยเป็นพระวิญญาณนั้น. ในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้ไถ่ พระองค์ทรงมีชื่อเรียกว่า พระคริสต์. ในฐานะที่ทรงเป็นผู้อาศัยอยู่ภายใน พระองค์ทรงมีชื่อเรียกว่าพระวิญญาณนั้น. ผู้ที่อาศัยอยู่ในเรานั้นไม่ได้เป็นสองพระองค์ แต่เป็นองค์ผู้อาศัยเพียงองค์เดียวซึ่งมีสองแง่มุม.
รม. 8:10 2 วลีที่ว่า "พระคริสต์อยู่ในท่าน" เป็นประเด็นสำคัญของหนังสือโรม. ในบทที่ 3 พระองค์ทรงอยู่บนกางเขนหลั่งโลหิตช่วยไถ่เรา ในบทที่ 4 พระองค์ทรงอยู่ในการเป็นขึ้น; ในบทที่ 6 เราทั้งหลายอยู่ในพระองค์; บัดนี้ ในบทที่ 8 พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นที่อยู่ในเรา.
รม. 8:10 3 เมื่อเรายังไม่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นวิญญาณภายในนั้นตายแล้ว ส่วนกายภายนอกยังมีชีวิตอยู่. บัดนี้เมื่อพระคริสต์อยู่ในเรา แม้กายภายนอกจะตายเพราะเหตุความบาป แต่วิญญาณภายในนั้นกลับมีชีวิตเพราะเหตุความชอบธรรม. เมื่อพระคริสต์ได้เข้าสู่ภายในเราเป็นชีวิต สถานการณ์แห่งความตายที่อยู่ในร่างกายของเราก็ถูกเปิดโปงออกมา. ในวิญญาณของเรามีพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณนี้เป็นความชอบธรรม ผลลัพธ์ก็คือชีวิต แต่ในเนื้อหนังของเรากลับมีซาตานซึ่งเป็นความบาป ผลลัพธ์ก็คือความตาย.
รม. 8:10 4 เพราะเหตุการตกต่ำของมนุษย์ ความบาปที่นำมาซึ่งความตายจึงได้เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทำให้ร่างกายนี้ตายและไร้สมรรถภาพในเรื่องราวของพระเจ้า. แม้พระเจ้าได้ปรับโทษความบาปในเนื้อหนังไปแล้ว (ข้อ 3) แต่ความบาปนี้ก็ยังไม่ถูกถอนรากถอนโคนออกไปจากกายที่ตกต่ำของมนุษย์ ดังนั้นร่างกายของเราจึงยังคงตายอยู่.
รม. 8:10 5 เล็งถึงวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของมนุษย์ ซึ่งตรงข้ามกับร่างกายที่ตกต่ำของมนุษย์. วิญญาณนี้ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า เพราะวิญญาณที่กล่าวไว้ในที่นี้จะเป็นชีวิตได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขของการที่พระคริสต์อยู่ในเราเท่านั้น. แต่พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นชีวิตได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ. ดังนั้นวิญญาณที่เป็นชีวิตเพราะเหตุความชอบธรรมนี้ต้องเล็งถึงวิญญาณของมนุษย์อย่างแน่นอน ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า.
รม. 8:10 6 วิญญาณของเราไม่เพียงได้บังเกิดใหม่และถูกทำให้มีชีวิตเท่านั้น แต่วิญญาณนี้ยังกลายเป็นชีวิตอีกด้วย. เมื่อเราเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ผู้เป็นพระวิญญาณแห่งชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ได้เสด็จเข้าสู่ในวิญญาณของเราและได้ผสมกลมกลืนกับวิญญาณของเรา. สองวิญญาณนี้จึงได้กลายเป็นวิญญาณเดียวกัน (1กธ.6:17). ดังนั้นวิญญาณของเราจึงไม่เพียงมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นชีวิตอีกด้วย.
รม. 8:10 7 ในการโปรดให้ชอบธรรมของพระเจ้านั้น เราได้รับความชอบธรรมที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เราแล้ว. ความชอบธรรมนี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้เข้าสู่ตัวเรา เข้าสู่วิญญาณของเรา. ผลลัพธ์แห่งความชอบธรรมนี้ก็คือชีวิต (5:18, 21) ดังนั้นบัดนี้วิญญาณของเราจึงได้กลายเป็นชีวิต.
รม. 8:11 1 ข้อเท็จจริงแห่งทัศนะภายนอกที่ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 6 เกี่ยวกับการตายกับการเป็นขึ้นในพระคริสต์นั้นจะกลายเป็นประสบการณ์ทางทัศนะภายในของเราได้ ก็ต่อเมื่อเราได้อยู่ในพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งได้เปิดเผยไว้ในบทนี้เท่านั้น.
รม. 8:11 2 ในข้อนี้มีทั้ง (1) พระเจ้าตรีเอกภาพที่ครบถ้วนทั้งพระองค์ — "พระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย," "พระคริสต์," และ "พระวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงอาศัยอยู่ในท่านทั้งหลาย" (2) ขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อการแจกจ่ายของพระองค์ ดังที่ได้เปิดเผยเป็นนัยไว้ในคำศัพท์เหล่านี้คือ "พระเยซู" (เน้นที่การกลายเป็นเนื้อหนัง), "พระคริสต์" (เน้นที่การตรึงตายกับการเป็นขึ้น), และ "เป็นขึ้น" (3) การที่พระองค์ได้แจกจ่ายตัวของพระองค์เข้าสู่ภายในผู้เชื่อทั้งหลาย ซึ่งจะเห็นได้จากวลีที่ว่า "ประทานชีวิตให้กายที่ต้องตายของท่าน" ซึ่งแสดงว่า การแจกจ่ายนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางของตัวเราเท่านั้น แต่ยังบรรลุถึงรอบนอกด้วย คือได้บรรลุถึงทั่วทั้งตัวของเรา.
รม. 8:11 ก 1กธ.3:16; 6:19; ยฮ.14:17
รม. 8:11 3ก ดูข้อ 9 คำอธิบาย 2.
รม. 8:11 ข ยฮ.6:63; 1กธ.15:45; 2กธ.3:6
รม. 8:11 4ข หรือ กระทำให้กายที่ต้องตายของท่านมีชีวิตเป็นขึ้น. กรณีนี้ไม่ได้เล็งถึงการบำบัดรักษาของพระเจ้า แต่เล็งถึงผลลัพธ์ของการที่เรายอมให้พระวิญญาณของพระเจ้าได้ประทับครองเรือนอยู่ในเราและให้ทั่วทั้งตัวของเราซาบซ่านไปด้วยชีวิตของพระเจ้า. เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงได้ประทานชีวิตให้แก่ร่างกายที่ต้องตายและกำลังตายอยู่นั้นไม่เพียงเพื่อบำบัดรักษาร่างกายนี้เท่านั้น แต่ยังทำให้ร่างกายนี้กลับมีชีวิตเป็นขึ้นเพื่อไปสำเร็จน้ำพระทัยของพระเจ้าอีกด้วย.
รม. 8:11 5 แปลตามตรงคือ อาศัยอยู่ทางภายใน.
รม. 8:12 1 หลังจากที่เราได้รับความรอดแล้ว ก็ยังคงเป็นไปได้ที่เราจะมีชีวิตเป็นอยู่ตามเนื้อหนัง โดยการให้ความคิดตั้งอยู่ในเนื้อหนัง. แต่เมื่อเราอยู่ในวิญญาณและดำเนินชีวิตตามวิญญาณ เราก็ได้รับการปลดปล่อยจากเนื้อหนัง ไม่เป็นหนี้แก่เนื้อหนังอีก.
รม. 8:13 1 คำว่า "ตาย", "ประหาร", และ "มีชีวิตเป็นอยู่" ในข้อนี้ล้วนเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ.
รม. 8:13 ก กซ.3:5
รม. 8:13 2ก เราต้องประหารการประพฤติของกาย แต่จะต้องทำเช่นนี้โดยพึ่งพระวิญญาณนั้น. ด้านหนึ่งเราจะต้องเป็นผู้ริเริ่มลงมือประหารการประพฤติของกาย พระวิญญาณนั้นย่อมไม่ริเริ่มกระทำแทนเรา. แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ไม่ควรคิดที่จะจัดการกับร่างกายของเราโดยพึ่งความพยายามของเราเอง ซึ่งปราศจากฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์.
แท้จริงแล้วการประหารให้ตายในที่นี้ก็คือการที่เราให้ความร่วมมือกับพระวิญญาณนั้นที่อาศัยอยู่ในเรา. ทางภายในนั้น เราจำต้องยอมให้พระวิญญาณนั้นประทับครองเรือน เพื่อให้พระองค์สามารถประทานชีวิตให้แก่ร่างกายที่ต้องตายของเรา (ข้อ 11). ส่วนทางภายนอกนั้น เราก็จำต้องประหารการประพฤติของร่างกาย เพื่อเราจะได้มีชีวิตเป็นอยู่. เมื่อเราเริ่มลงมือประหารการประพฤติของร่างกาย พระวิญญาณนั้นก็จะปรับใช้ประสิทธิภาพแห่งการตายของพระคริสต์กับการประพฤติเหล่านั้น เช่นนี้จึงได้ประหารการประพฤติเหล่านั้นให้ตาย.
รม. 8:13 3 สิ่งที่เราต้องประหารนั้นไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นการประพฤติของร่างกาย. ร่างกายนี้จะต้องได้รับการไถ่ (ข้อ 23) แต่การประพฤติของกายนี้จะต้องถูกประหาร. การประพฤติเหล่านี้ไม่เพียงได้ครอบคลุมถึงสิ่งที่เป็นบาปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกสิ่งที่ร่างกายของเราประพฤติโดยอยู่นอกเหนือจากพระวิญญาณนั้นอีกด้วย.
รม. 8:14 1 การนำพาของพระวิญญาณนั้นไม่ได้เป็นการนำพาทางภายนอก แต่เป็นการนำพาทางภายใน และประกอบไปด้วยกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต (ข้อ 2), พระวิญญาณนั้น (ข้อ 9-13), และชีวิต (ข้อ 6-11). ในข้อนี้กล่าวว่า เราได้รับการนำพาจากพระวิญญาณนั้น ไม่ได้กล่าวถึงการที่พระวิญญาณนั้นทรงนำพาเรา ซึ่งเป็นการชี้บ่งว่า แม้พระวิญญาณนั้นทรงพร้อมที่จะนำพาเราอยู่แล้วแต่เรายังต้องเป็นผู้ริเริ่มที่จะมารับการนำพาจากพระองค์. กรณีนี้หมายความว่า เราต้องยึดพระองค์เป็นชีวิตและเป็นทุกสิ่งของเรา และเราต้องประหารทุกสิ่งที่เป็นสิ่งทรงสร้างเก่าซึ่งอยู่บนตัวเรา. เราไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาการนำพานี้อีกเพราะการนำพานี้ก็อยู่ในเราแล้ว โดยอยู่ในวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา. หากเรามีชีวิตเป็นอยู่ภายใต้การนำพานี้ การดำเนินชีวิตและการประพฤติตนของเราก็จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้า.
รม. 8:14 2 การนำพาในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการกระทำของพระวิญญาณนั้น แต่เป็นตัวของพระเจ้าตรีเอกภาพเองที่ได้กลายมาเป็นการนำพาซึ่งอยู่ในวิญญาณของเรา. หากเราคำนึงถึงพระองค์ผู้เป็นตัวตนที่อาศัยอยู่ภายในเราแล้ว เราก็จะได้รับการนำพาจากพระองค์ไปเองโดยปกติวิสัย.
รม. 8:14 ก ฆต.3:26; 4:7
รม. 8:14 3ก แนวคิดศูนย์กลางของหนังสือโรมมีอยู่ว่าการช่วยให้รอดของพระเจ้าได้กระทำให้คนบาปกลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระองค์ มีชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้าที่จะมาสำแดงพระองค์ เพื่อพวกเขาจะกลายเป็นอวัยวะของพระคริสต์ซึ่งจะก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระคริสต์ เพื่อเป็นการสำแดงของพระองค์. ดังนั้นในบทนี้จึงเน้นถึงฐานะแห่งบุตร (ข้อ 15, 23). คำว่า "บุตร" ในที่นี้บ่งบอกถึงการเติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ก้าวหน้ากว่า บุตรน้อย ในข้อ 16 แต่ยังไม่ก้าวหน้าเท่ากับทายาท ในข้อ 17. บุตรน้อยเป็นระยะเบื้องต้นแห่งฐานะของบุตร เป็นระยะที่พวกเขาได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ. ส่วนบุตรก็คือบรรดาบุตรน้อยของพระเจ้าที่อยู่ในระยะที่กำลังถูกเปลี่ยนแปลงในจิตของเขา. พวกเขาไม่เพียงได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณและได้เติบโตในชีวิตของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังเป็นอยู่และดำเนินชีวิตด้วยการนำพาของพระวิญญาณนั้น. ทายาทก็คือบุตรของพระเจ้าที่จะสุกงอมเต็มที่ในทุกส่วนทั่วทั้งตัวเขา โดยการที่ร่างกายของเขาได้เปลี่ยนรูปลักษณะในช่วงเวลาของการได้รับสง่าราศี. ดังนั้นเขาจึงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นทายาทตามกฏหมายในการรับมรดกที่ศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 17, 23).
รม. 8:15 ก เทียบ ฆต.4:6
รม. 8:15 1ก คำนี้เล็งถึงวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของมนุษย์ซึ่งผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระเจ้า (ดู ฆต.4:6 คำอธิบาย 1). ฐานะของบุตรที่อยู่ในวิญญาณนี้ครอบคลุมถึง ชีวิต, สถานะ, การดำเนินชีวิต, การรับสุข, ส่วนของบุตรหัวปี, มรดก, และการสำแดงของบุตรด้วย. บัดนี้ฐานะของบุตรที่ครอบคลุมสรรพสิ่งนี้มีอยู่ในวิญญาณของเรา.
รม. 8:15 ข ฆต.4:6
รม. 8:15 2 เป็นภาษาอาราเมอิคที่หมายถึง บิดา. หลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราก็ไม่เพียงเป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นบุตรของพระเจ้าอีกด้วย. เนื่องจากบัดนี้เราได้เกิดจากพระเจ้าแล้วยังมีความสัมพันธ์ทางชีวิตกับพระองค์อีกด้วยดังนั้นเมื่อเราเรียกพระองค์ว่า "พระบิดา" จึงเป็นเรื่องที่ปกติและหวานชื่นมาก (ดู ฆต.4:6 คำอธิบาย 4).
รม. 8:16 ก รม.9:1
รม. 8:16 1 ไม่ใช่เป็นเพียงพระวิญญาณนั้นเป็นพยานและวิญญาณของเราก็เป็นพยานด้วย แต่เป็นพระวิญญาณนั้นได้เป็นพยานร่วมกับวิญญาณของเรา. กรณีนี้ชี้บ่งว่าวิญญาณของเราจำต้องริเริ่มเป็นพยานก่อน แล้วพระวิญญาณนั้นจะเป็นพยานร่วมกับวิญญาณของเรา.
รม. 8:16 ข ซคย.12:1; โยบ32:8; สภษ.20:27; ยฮ.4:24; 1ธซ.5:23; ฮร.4:12;  รม.1:9; 1กธ.5:4; 16:18; 2ตธ.4:22; ฆต.6:18  
รม. 8:16 2ข นี่ได้เปิดเผยว่า ในวันนี้พระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพนั้น ได้อาศัยอยู่ในวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา และทรงดำเนินการอยู่ในวิญญาณนี้. สองวิญญาณนี้ได้กลายเป็นวิญญาณเดียว คือได้ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และดำรงอยู่ร่วมกัน เป็นวิญญาณที่ได้ผสมกลมกลืนกันจนเป็นวิญญาณเดียว (1กธ.6:17). ดู ยฮ.3:6; 4:24 และคำอธิบาย.
รม. 8:16 3 นี่เป็นสิ่งที่พระวิญญาณนั้นได้เป็นพยานเมื่อเราร้องว่า "อับบา พระบิดา" (ข้อ 15) ซึ่งสิ่งนี้ได้เป็นพยานและเป็นหลักประกันต่อพวกเราว่า เราเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า เป็นผู้มีชีวิตของพระองค์. ยิ่งกว่านั้นการเป็นพยานเช่นนี้ยังได้จำกัดและควบคุมเราให้เป็นอยู่และดำเนินชีวิตตามชีวิตนี้เพื่อให้สมกับที่เราเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า. พระวิญญาณนั้นเป็นพยานถึงความสัมพันธ์ในขั้นเบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานระหว่างเรากับพระเจ้าว่า เราเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นพยานว่าเราเป็นบุตรของพระองค์หรือเป็นทายาทของพระองค์. ดังนั้นการเป็นพยานของพระวิญญาณนั้นได้เริ่มขึ้นในเวลาที่เรามีการกำเนิดฝ่ายวิญญาณซึ่งก็คือในเวลาที่เราบังเกิดใหม่นั่นเอง.
รม. 8:16 ค รม.8:21; ยฮ.1:12; 1ยฮ.3:1; รม.9:8
รม. 8:17 ก ฆต.4:7; ตต.3:7
รม. 8:17 1 นี่แสดงว่าการที่เราจะเป็นทายาทได้นั้นเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข. การที่เราได้เป็นทายาทนั้นไม่ได้เป็นเพราะเราเป็นบุตรน้อยของพระเจ้า. แต่หลังจากที่เราได้ถือกำเนิดมาเป็นบุตรน้อยของพระเจ้าแล้ว เราต้องเติบโตในชีวิตเพื่อเป็นบุตรและเรายังต้องผ่านการทนทุกข์จึงจะได้รับสง่าราศีเพื่อกลายเป็นทายาทตามกฎหมาย.
รม. 8:17 ข ฟป.3:10; วว.1:9
รม. 8:17 ค รม.8:30
รม. 8:18 1 คือการลงความเห็นหลังจากที่ได้คำนวณนับดูแล้ว.
รม. 8:18 ก รม.5:2; 8:21; 9:23; 1กธ.2:7; 2กธ.4:17; อฟ.1:18; กซ.1:27; 3:4; 1ธซ.2:12; 2ตธ.2:10; ฮร.2:10; 1ปต.1:7; 5:10
รม. 8:19 1 แปลตามตรงคือ กำลังชะโงกศีรษะรอคอยด้วยอาการจดจ่อ.
รม. 8:19 2 หมายถึงการเปิดเผยหรือปรากฏออกซึ่งสิ่งที่ถูกปิดบังหรือซ่อนเร้นไว้ก่อนหน้านี้. แม้ว่าพวกเราจะเป็นบุตรของพระเจ้า แต่ก็ถูกปิดบังไว้ยังไม่ได้ปรากฏออกมา. แต่ในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งซึ่งเราจะได้รับสง่าราศีและร่างกายของเราจะได้รับการไถ่นั้นอย่างสมบูรณ์ ในเวลานั้นผ้าคลุมนั้นก็จะถูกเปิดออก. สรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างกำลังคอยท่าเรื่องนี้อย่างร้อนรน. การปรากฏเช่นนี้จะเป็นการสำเร็จสุดยอดของขั้นตอนแห่งการชี้หมายที่เรากำลังประสบการณ์อยู่ในขณะนี้ (ดู 1:4 คำอธิบาย 3).
รม. 8:20 ก ผปก.1:2
รม. 8:21 1 ในขณะนี้บรรดาสิ่งถูกเนรมิตสร้างล้วนเป็นทาสอยู่ภายใต้กฎแห่งความเสื่อมโทรมและเสื่อมเสีย. ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของสิ่งเหล่านี้ก็คือ การปลดปล่อยจากการเป็นทาสของความเสื่อมเสียและเข้าสู่อิสรภาพแห่งสง่าราศีของบุตรทั้งหลายของพระเจ้า เมื่อบุตรของพระเจ้าจะปรากฏ.
รม. 8:21 ก รม.8:18
รม. 8:23 1 "พระวิญญาณนั้นเป็นผลสุกงอมรุ่นแรก" แปลตามตรงคือ ผลสุกงอมรุ่นแรกแห่งพระวิญญาณนั้น. ผลสุกงอมรุ่นแรกแห่งพระวิญญาณนั้นก็คือพระวิญญาณนั้นซึ่งเป็นผลสุกงอมรุ่นแรก. พระเจ้าตรีเอกภาพเป็นการรับสุขของเรา พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งของเรา. ในอนาคตเมื่อร่างกายของเราได้รับการไถ่ ก็จะมีการเก็บเกี่ยวพระพรนี้ ซึ่งจะเป็นการรับสุขที่ครบสมบูรณ์. ในวันนี้พระวิญญาณนั้นเป็นผลสุกงอมรุ่นแรกของการเก็บเกี่ยวนี้ คือเป็นการลิ้มรสล่วงหน้าถึงการรับสุขพระเจ้าอย่างครบสมบูรณ์นั่นเอง.
รม. 8:23 2 แม้เราจะมีพระวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกอยู่ในวิญญาณของเราแล้วก็ตามร่างกายของเราก็ยังไม่ได้ซาบซ่านไปด้วยชีวิตของพระเจ้า. ร่างกายของเรายังคงเป็นเนื้อหนังที่ติดสนิทกับสิ่งทรงสร้างเก่า ยังคงเป็นร่างกายแห่งความบาปและความตายซึ่งไร้สมรรถภาพในเรื่องราวของพระเจ้า. ดังนั้นเราจึงได้ร่วมคร่ำครวญด้วยกันกับสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างอื่นๆ (ข้อ 19, 22) และร้อนรนคอยท่าวันแห่งสง่าราศีที่เราจะได้รับฐานะแห่งบุตรอย่างสมบูรณ์ คือที่ร่างกายของเราจะได้รับการไถ่และเปลี่ยนรูปลักษณะ และจะได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากการเป็นทาสของความเสื่อมเสีย.
รม. 8:23 ก ฆต.4:5; อฟ.1:5
รม. 8:23 3ก ฐานะแห่งบุตรนี้เริ่มจากการที่วิญญาณของเราได้บังเกิดใหม่, ดำเนินสืบต่อไปด้วยการที่จิต ของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง, และจะสำเร็จสุดยอดเมื่อกายของเราได้รับการไถ่.
รม. 8:23 ข ลก.21:28; อฟ.1:14; 4:30; 1กธ.1:30
รม. 8:24 ก รม.5:2; อฟ.1:12; กซ.1:5, 27; 1ธซ.5:8; 2ธซ.2:16; ตต.2:13; 3:7; 1ปต.1:3
รม. 8:26 1 คำว่า "ในลักษณะเดียวกัน" บ่งบอกว่าก่อนการช่วยเหลือของพระวิญญาณนั้นซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อนี้ พระวิญญาณนั้นก็ได้ช่วยเหลือเราในอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว ซึ่งจะต้องเป็นการช่วยเหลือที่ประทานแก่เราโดยพระวิญญาณนั้นผู้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 23 อย่างแน่นอน. ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งในข้อ 23 และในข้อนี้ล้วนได้กล่าวถึงการคร่ำครวญด้วยกันทั้งสองข้อ.
รม. 8:26 2 ส่วนที่เราอ่อนกำลังในที่นี้ก็คือการที่เราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานอย่างไร. เราไม่รู้ว่าการอธิษฐานที่พระเจ้าปรารถนานั้นเป็นเช่นไร และไม่ชัดเจนว่าควรจะทูลขออย่างไรตามที่เรารู้สึกมีภาระในการที่จะถูกถอดแบบตามพระฉายาพระบุตรของพระเจ้า ดังนั้นเราจึงคร่ำครวญ (ข้อ 23). ในการคร่ำครวญของเรานั้น พระวิญญาณนั้นก็ได้คร่ำครวญด้วย โดยทรงทูลขอแทนเรา. ประเด็นสำคัญของสิ่งที่พระองค์ทรงทูลขอแทนเรานั้น ก็เพื่อให้เราได้เปลี่ยนแปลงในชีวิต เพื่อจะเติบโตจนบรรลุถึงความสุกงอมของฐานะแห่งบุตร เพื่อเราจะได้ถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์.
รม. 8:26 ก รม.8:34
รม. 8:27 1 นี่ไม่ใช่ความคิดของพระวิญญาณนั้นซึ่งเป็นเอกเทศจากความคิดของเรา แต่เป็นความคิดของพระวิญญาณนั้นที่ได้ผสมกลมกลืนกับความคิดของเรา (ข้อ 6) และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งแห่งใจของเรา. พระวิญญาณนั้นไม่เพียงผสมกลมกลืนตัวของพระองค์เองกับวิญญาณของเราเท่านั้น แต่ยังได้ผสมกลมกลืนความคิดของพระองค์กับความคิดของเราอีกด้วย.
รม. 8:27 2 พระวิญญาณนั้นที่ทรงทูลขอแทนมิได้ทูลขอแทนเราตามสิ่งอื่นใดของพระเจ้า แต่ทรงทูลขอแทนเราตามตัวของพระเจ้าเอง เพื่อเราจะถูกถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระเจ้า.
รม. 8:28 1 รวมถึงทุกคน, ทุกเรื่อง, และทุกสิ่ง.
รม. 8:28 2 เมื่อพระวิญญาณนั้นทูลขอแทนเรา พระเจ้าพระบิดาก็ทรงตอบรับและทรงจัดแจงสภาพการณ์ให้กับเรา คือทำให้สรรพสิ่งร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อให้เราได้รับประโยชน์.
รม. 8:28 3 การรักพระเจ้าทำให้เราคำนึงถึงพระทัยปรารถนาของพระองค์และยินดีที่จะร่วมมือกับพระองค์. การงานของพระเจ้าต้องได้รับความร่วมมือจากเรา และการที่เราร่วมมือกับพระเจ้าก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเราถูกพระเจ้าเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์.
รม. 8:28 4 ถ้าพิจารณาดูตามเนื้อความแล้วคำว่า "ประโยชน์" ในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงมนุษย์, เรื่องราว, หรือสิ่งของฝ่ายวัตถุ แต่เล็งถึงการที่เราได้รับพระคริสต์เพิ่มมากขึ้น คือให้พระองค์กระทำเข้าสู่ภายในเราเพื่อให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า และในที่สุดจะได้ถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ (ข้อ 29) คือเพื่อให้เราถูกนำเข้าสู่ฐานะแห่งบุตรที่ครบบริบูรณ์.
รม. 8:28 ก รม.1:6, 7; 8:30; 1กธ.1:2, 24
รม. 8:28 5 มีความหมายเป็นนัยถึง เป้าหมาย เล็งถึงการกำหนดที่มีเป้าหมายในโครงการของพระเจ้า. พระประสงค์นี้ก็คือการก่อกำเนิดพี่น้องมากมายให้กับพระบุตรหัวปีของพระองค์.
รม. 8:29 1 ข้อ 29-30 ได้บรรยายถึงการงานของพระเจ้าในแต่ละขั้นตอน โดยใช้คำกริยา (ภาษากรีก) ในรูปอดีตกาลทั้งสิ้น ซึ่งบ่งบอกว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น การงานทั้งหมดของพระองค์ล้วนได้กระทำสำเร็จแล้ว. เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่นิรันดร์ ดังนั้นสำหรับพระองค์แล้วจึงไม่มีปัจจัยในเรื่องของกาลเวลา.
รม. 8:29 ก อฟ.1:5
รม. 8:29 2ก การที่พระเจ้าทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าไม่เพียงเพื่อให้เราถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์, อยู่ฝ่ายวิญญาณ, และมีชัยชนะเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังประสงค์ให้เราถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์อีกด้วย. นี่เป็นชะตาชีวิตของเราที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน.
รม. 8:29 3 การถอดแบบเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการเปลี่ยนแปลง. การถอดแบบครอบคลุมถึงการเปลี่ยนธาตุแท้และนิสัยทางภายในของเรา และการเปลี่ยนลักษณะทางภายนอกของเรา เพื่อให้เราคู่ควรกับพระฉายาที่มีสง่าราศีของพระคริสต์ผู้เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์. พระองค์ทรงเป็นแม่แบบ เราเป็นผลิตภัณฑ์จำนวนมาก. การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกตัวเราซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นั้นล้วนเป็นผลลัพธ์แห่งการดำเนินการของกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต (ข้อ 2) ที่อยู่ในเราทั้งสิ้น.
รม. 8:29 ข 2กธ.3:18; 1กธ.15:49; ฟป.3:21; 1ยฮ.3:2
รม. 8:29 ค ฮร.1:6; กซ.1:18; วว.1:5
รม. 8:29 4ค พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้ามาตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน (ยฮ.1:18). เมื่อพระองค์ถูกพระเจ้าใช้มายังโลกนี้ พระองค์ก็ยังคงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า (1ยฮ.4:9; ยฮ.1:14; 3:16). หลังจากที่พระองค์ได้ผ่านการตายเข้าสู่การเป็นขึ้นแล้ว สภาพมนุษย์ของพระองค์ก็ถูกยกชูเข้าสู่สภาพพระเจ้าของพระองค์. ดังนั้นในสภาพพระเจ้าพร้อมด้วยสภาพมนุษย์ที่ผ่านการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์นี้ พระองค์ก็ได้ถือกำเนิดเป็นพระบุตรหัวปีของพระเจ้าในการเป็นขึ้น (กจ.13:33). ขณะเดียวกันบรรดาผู้เชื่อของพระองค์ก็ได้ร่วมเป็นขึ้นกับพระองค์ในเวลาที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นนั้น (1ปต.1:3) และได้ถือกำเนิดมาด้วยกันกับพระองค์เป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า. ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงได้กลายเป็นพี่น้องมากมายของพระองค์ที่จะมาก่อรูปเป็นพระกายของพระองค์ และเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระเจ้าที่อยู่ในพระองค์.
ในฐานะที่พระคริสต์เป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระองค์มีเพียงสภาพพระเจ้าแต่ไม่มีสภาพมนุษย์ ทั้งยังทรงดำรงอยู่เองและดำรงอยู่นิรันดร์เหมือนกับพระเจ้า. การที่พระองค์กลายเป็นบุตรหัวปีของพระเจ้าผู้มีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์นั้นเริ่มจากการเป็นขึ้นของพระองค์. พระองค์ผู้เป็นบุตรหัวปีนี้ทรงเป็นพื้นฐาน, ต้นแบบ, องค์ประกอบ, และสื่อกลางที่พระเจ้าใช้ในการก่อกำเนิดบุตรทั้งหลายของพระเจ้า. บุตรทั้งหลายนี้ก็คือผู้ที่เชื่อเข้าสู่ในพระบุตรหัวปีของพระเจ้าและได้เข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์. พวกเขาเป็นเหมือนกับพระองค์อย่างสิ้นเชิงในด้านชีวิตและนิสัย และยังมีทั้งสภาพมนุษย์และสภาพพระเจ้าเหมือนกับพระองค์อีกด้วย. พวกเขาเป็นการเพิ่มพูนและการสำแดงของพระองค์ เพื่อมาสำแดงพระเจ้าตรีเอกภาพที่นิรันดร์นั้นสืบๆ ไปเป็นนิตย์. คริสตจักรในวันนี้ก็คือรูปย่อของการสำแดงนี้ (อฟ.1:23) ส่วนกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในนิรันดร์นั้นก็จะเป็นการปรากฏที่สุดยอดของการสำแดงนี้ (วว.21:11). หนังสือโรมเปิดเผยว่า การที่พระเจ้าทรงกระทำให้คนบาปเป็นบุตรของพระองค์นั้นก็เพื่อการสำแดงนี้ (12:5) และยังได้ชี้ถึงการปรากฏที่สุดยอดของการสำแดงนี้ด้วย (อฟ.3:19).
รม. 8:29 ง ยฮ.20:17; มธ.28:10; ฮร.2:11-12; เทียบ ฮร.2:10
รม. 8:29 5 การล่วงรู้, การกำหนดล่วงหน้า, และการทรงเรียกของพระเจ้า ล้วนมีเพื่อตระเตรียมและก่อกำเนิดพี่น้องมากมายให้กับพระบุตรหัวปีของพระองค์ (ดู ยฮ.20:17 คำอธิบาย 2). ด้านหนึ่งก็เพื่อให้พวกเขาได้เป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้าด้วยกันกับพระบุตรหัวปีของพระองค์ มีชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้าเพื่อการสำแดงพระเจ้า. ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้พวกเขาได้เป็นบรรดาอวัยวะที่จะมาก่อรูปขึ้นเป็นพระกายแห่งพระบุตรหัวปีของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระเจ้าในพระบุตรหัวปีของพระองค์ คือเป็นความบริบูรณ์แห่งพระบุตรหัวปีของพระเจ้า ซึ่งก็คือความบริบูรณ์ของพระเจ้าในพระบุตรหัวปีของพระองค์นั่นเอง (อฟ.1:23; 3:19).
รม. 8:30 ก รม.3:24
รม. 8:30 1ก การโปรดให้ชอบธรรมเป็นสะพานที่จะนำคนบาปซึ่งได้รับการไถ่จากพระคริสต์ให้ออกจากการปรับโทษของกฎบัญญัติ (3:19) ไปสู่การเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า (5:1-2). ในการเป็นที่โปรดปรานนี้ พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ จนได้นำเขาเข้าสู่สง่าราศีของพระองค์ (ฮร.2:10).
รม. 8:30 ข รม.8:17; 2ธซ.1:10
รม. 8:30 2ข การได้รับสง่าราศีเป็นขั้นตอนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. ในขั้นตอนนี้พระเจ้าจะทรงทำให้ร่างกายแห่งบาปซึ่งเป็นกายแห่งความตายและต้องตายนี้ (7:24; 8:11; 6:6) ได้ซาบซ่านไปด้วยสง่าราศีแห่งชีวิตและพระนิสัยของพระองค์ ตามหลักการที่พระองค์ทรงให้วิญญาณของเราได้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณนั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ก็จะได้เปลี่ยนรูปลักษณะร่างกายของเรา คือทำให้ร่างกายของเราถูกถอดแบบเป็นเหมือนกับร่างกายที่ได้เป็นขึ้นและมีสง่าราศีของพระบุตรของพระองค์ (ฟป.3:21). นี่เป็นขั้นตอนที่สุดยอดแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่พระเจ้าจะได้รับการสำแดงที่ครบบริบูรณ์ และจะบรรลุถึงการปรากฏที่สุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในยุคหน้า.
รม. 8:32 ก รม.4:25
รม. 8:32 ข 1กธ.3:21-22
รม. 8:33 ก วว.12:10
รม. 8:33 1 หรือ คือพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้ (เรา) ชอบธรรมหรือ?
รม. 8:33 ข รม.3:26, 30
รม. 8:34 1 หรือ คือพระคริสต์เยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้น ... เพื่อเราด้วยหรือ?
รม. 8:34 ก รม.5:8
รม. 8:34 ข รม.4:25
รม. 8:34 ค 1ยฮ.2:1
รม. 8:34 2ค ในข้อนี้กล่าวว่าบัดนี้พระคริสต์ทรงสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า คืออยู่ในสวรรค์ทั้งหลายนั่นเอง. แต่ในข้อ 10 กล่าวว่าบัดนี้พระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา คืออยู่ในวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22). ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น (2กธ.3:17) พระองค์ทรงอยู่ทั่วทุกแห่งหน คืออยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและในเวลาเดียวกันก็อยู่ในวิญญาณของเราด้วย ทรงอยู่บนสวรรค์และในเวลาเดียวกันก็ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกด้วย.
รม. 8:34 ง รม.8:26
รม. 8:34 3ง ในข้อนี้พระคริสต์ทรงทูลขอแทนเรา แต่ในข้อ 26 พระวิญญาณนั้นทรงทูลขอแทนเรา. ผู้ที่ทูลขอแทนเรานั้นไม่ได้มีสององค์ แต่เป็นองค์เดียว นั่นคือพระวิญญาณองค์พระผู้เป็นเจ้า (2กธ.3:18). พระองค์ทรงทูลขอแทนเราจากสองปลาย. ที่ปลายข้างหนึ่ง พระวิญญาณนั้นที่อยู่ภายในเราอาจเริ่มต้นทูลขอแทนเรา. ส่วนที่ปลายอีกข้างหนึ่งพระคริสต์ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอาจทำการสำเร็จการทูลขอแทนเรา ซึ่งก็เพื่อให้เราจะถอดแบบตามพระฉายาของพระองค์และจะถูกนำเข้าสู่สง่าราศีของพระองค์นั่นเอง.
รม. 8:35 ก 2กธ.5:14
รม. 8:36 ก บพส.44:22
รม. 8:36 ข 2กธ.4:10
รม. 8:37 1 เพราะเหตุความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้าที่มีต่อเราและข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ได้ทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อเราจนสำเร็จหมดแล้ว การยากลำบากและการข่มเหงจึงไม่อาจบีบคั้นเราหรือมีชัยชนะต่อเราได้ แต่เรากลับจะมีชัยชนะและจะพิชิตสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเรา.
รม. 8:39 ก รม.5:5, 8; 2กธ.13:14
รม. 8:39 1 ความรักของพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดแห่งความรอดที่นิรันดร์ของพระองค์. ความรักนี้มีอยู่ในพระคริสต์และชโลมลงในใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (5:5). ไม่มีสิ่งใดอาจกระทำให้เราขาดจากความรักนี้ได้ (ข้อ 38-39). ในการช่วยให้รอดของพระเจ้านั้น ความรักที่มีต่อเรานี้ได้กลายเป็นความรักของพระคริสต์ (ข้อ 35) ซึ่งได้กระทำเรื่องราวที่อัศจรรย์เพื่อเราไว้มากมายโดยพระคุณของพระคริสต์ จนกว่าความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าจะสำเร็จในตัวเรา. แต่สิ่งที่มหัศจรรย์เหล่านี้กลับยั่วให้ศัตรูของพระเจ้ามาโจมตีเราด้วยการทนทุกข์และภัยอันตรายนานาประการ (ข้อ 35-36). แต่เนื่องจากผลสะท้อนที่เรามีต่อความรักของพระเจ้าในพระคริสต์ การโจมตีเหล่านี้ก็กลับเป็นประโยชน์ต่อเรา (ข้อ 28). ดังนั้นเราจึงมีชัยชนะอย่างเหลือล้นในการทนทุกข์และภัยอันตรายต่างๆ (ข้อ 37).
เมื่อถึงตอนท้ายของบทที่ 8 หนังสือโรมก็ได้ครอบคลุมครึ่งแรกของความรอดของพระเจ้าในพระคริสต์ไปหมดแล้ว. ความรอดนี้ได้ช่วยเราจนถึงขั้นที่ว่า ในด้านหนึ่งเราได้อยู่ในความโปรดปรานของพระเจ้า รับสุขแหล่งกำเนิดแห่งการช่วยให้รอดนี้ ซึ่งก็คือความรักของพระเจ้าที่อยู่ในพระคริสต์ และไม่มีมนุษย์, เรื่องราว, หรือสิ่งของใดๆ จะทำให้เราแยกจากความรักนี้ได้ อีกด้านหนึ่งเราก็ได้อยู่ในชีวิตของพระเจ้า รับการถอดแบบโดยพระวิญญาณองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายสุดยอดแห่งความรอดนี้ คือได้เข้าสู่สง่าราศีอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่มีสิ่งใดเปรียบปานได้และจะร่วมรับสง่าราศีด้วยกันกับพระเจ้า (ข้อ 18, 30).
สารบัญ