การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

โรม บทที่ 7

3. การผูกมัดโดยความบาปที่อาศัยอยู่ในเนื้อหนัง
7:1-25
(1) สามีสองคน
ข้อ 1-6
รม. 7:1 พี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือว่า (ด้วยเราพูดกับคนที่รู้จักกฎบัญญัติแล้ว) 1กฎบัญญัตินั้นอาจเป็นนายควบคุมมนุษย์ได้เฉพาะในเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่?
รม. 7:2 เพราะว่าหญิงที่มีสามีแล้วและ1สามียังมีชีวิตอยู่นั้น ย่อมมีข้อผูกมัดกับสามีของนางโดย2กฎบัญญัติ แต่ถ้าสามีตายแล้ว นางย่อมพ้นจาก2กฎบัญญัติที่เกี่ยวกับสามี.
รม. 7:3 เหตุฉะนั้นถ้านางไปอยู่กับ1ชายอื่นเมื่อสามียังมีชีวิตอยู่ นางก็จะได้ชื่อว่าเป็นหญิงมีชู้ แต่ถ้าสามีตายแล้วนางก็พ้นจากกฎบัญญัติ แม้เธอเข้าสนิทผูกพันกับ1ชายอื่น เธอก็มิได้เป็นหญิงมีชู้.
รม. 7:4 พี่น้องทั้งหลาย เช่นนั้น1ท่านก็ได้กตายต่อกฎบัญญัติแล้วโดยพระวรกายของพระคริสต์ เพื่อ1ท่านจะได้2เข้าสนิทกับขผู้อื่น คือพระองค์ที่ได้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย เพื่อเราทั้งหลายจะได้3เกิดผลถวายแด่พระเจ้า.
รม. 7:5 เพราะว่าเมื่อเราทั้งหลายยังอยู่ในเนื้อหนัง1ตัณหาแห่งบาปซึ่ง[ถูกกระตุ้น]โดยกฎบัญญัตินั้นได้ดำเนินการอยู่ในอวัยวะของเรา จนได้เกิดผลให้แก่ความตาย.
รม. 7:6 แต่บัดนี้เราได้1พ้นจากกฎบัญญัติ คือได้ตายต่อกฎบัญญัติที่เคยผูกมัดเราแล้วเพื่อเราจะได้2ปรนนิบัติใน3สภาพใหม่แห่ง4วิญญาณ มิใช่ในสภาพเก่าแห่งตัวอักษร.
(2) กฎสามกฎ
ข้อ 7-25
รม. 7:7 ถ้าอย่างนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร? กฎบัญญัติคือความบาปหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! แต่ถ้าไม่มี1กฎบัญญัติ 2ข้าพเจ้าย่อมไม่กรู้ว่า[อะไรคือ]บาป เพราะถ้ากฎบัญญัติมิได้กล่าวว่า "3ขอย่าโลภ" ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า[อะไรคือ]ความโลภ.
รม. 7:8 แต่1ความบาปได้โอกาสที่จะกระทำให้ความโลภทั้งหลายเกิดขึ้นในตัวข้าพเจ้าโดยพระบัญญัตินั้น เพราะว่าถ้าไม่มีกฎบัญญัติ ความบาปก็ตายเสียแล้ว.
รม. 7:9 แต่ก่อนเมื่อไม่มีกฎบัญญัตินั้นข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพระบัญญัติมาถึงความบาปก็กลับมีชีวิตขึ้นและข้าพเจ้าก็ตาย.
รม. 7:10 และพระบัญญัติซึ่งเดิมมีไว้เพื่อให้[มนุษย์]มีชีวิตนั้น กลับเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าถึง1ความตาย.
รม. 7:11 เพราะความบาปได้โอกาสที่จะกหลอกลวงข้าพเจ้า1โดยพระบัญญัตินั้น และยังได้ขประหารข้าพเจ้าให้ตายโดยพระบัญญัตินั้น.
รม. 7:12 เช่นนี้แล้วกฎบัญญัติก็บริสุทธิ์ และพระบัญญัติก็บริสุทธิ์, ชอบธรรม, และดีงาม.
รม. 7:13 แล้วสิ่งที่ดีงามนั้นกลับ1ทำให้ข้าพเจ้าตายหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! แต่เป็น2ความบาปต่างหาก เพื่อจะให้ปรากฏว่าเป็น2ความบาป[จริง] โดยได้อาศัยสิ่งที่ดีงามมา3ทำให้ข้าพเจ้าตาย เพื่อ2ความบาปจะได้ปรากฏว่าเป็นบาปชั่วยิ่งนักโดยพระบัญญัตินั้น.
รม. 7:14 เพราะเราทั้งหลาย1รู้แล้วว่า กฎบัญญัตินั้น2เป็นของฝ่ายวิญญาณ แต่ข้าพเจ้าเป็น3ของฝ่ายเลือดเนื้อและถูกขายให้4ความบาปแล้ว.
รม. 7:15 เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำออกมานั้น ข้าพเจ้า1ไม่ยินยอม ด้วยว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาทำนั้นข้าพเจ้าไม่ได้2ทำ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้นข้าพเจ้ากลับทำอยู่.
รม. 7:16 ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ข้าพเจ้าก็เห็นชอบแล้วว่า กฎบัญญัตินั้นเป็นสิ่งที่ดี.
รม. 7:17 แท้จริงแล้วกมิใช่ข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำออกมา แต่ความบาปซึ่ง1อาศัยอยู่ในตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำออกมา.
รม. 7:18 ด้วยข้าพเจ้า1รู้ว่าสิ่งที่อาศัยอยู่ในตัวข้าพเจ้า คือใน2เนื้อหนังของข้าพเจ้านั้น3ไม่มีความดีประการใดเลย เพราะ4ความตั้งใจที่จะกระทำดีนั้น ข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำ[การดีออกมา]นั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่.
รม. 7:19 ด้วยว่าการดีซึ่งข้าพเจ้าปรารถนากระทำนั้น ข้าพเจ้ากลับไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนากระทำนั้น ข้าพเจ้ากลับ1กระทำอยู่.
รม. 7:20 ถ้าข้าพเจ้ากระทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากระทำ ก็กมิใช่ข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำออกมา แต่ความบาปซึ่งอาศัยอยู่ในตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ.
รม. 7:21 ข้าพเจ้าจึงพบว่ามี1กฎนั้นอยู่กับข้าพเจ้าผู้ซึ่งปรารถนากระทำการดี นั่นก็คือ2ความชั่วนั้นซึ่งอยู่กับข้าพเจ้า.
รม. 7:22 เพราะถ้าว่าตามมนุษย์ภายในแล้ว ข้าพเจ้าก็ชื่นชอบใน1กฎของพระเจ้า
รม. 7:23 แต่ข้าพเจ้าเห็น1กฎอีกกฎหนึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า คอย2สู้รบกับกฎแห่งความคิดของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าถูกจับเป็น3เชลยของกกฎแห่งความบาปซึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า.
รม. 7:24 ข้าพเจ้าช่างเป็น1คนเข็ญใจจริง! ใครหนอจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจาก2กายที่อยู่ฝ่าย3ความตายนี้?
รม. 7:25 กขอบพระคุณพระเจ้า โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา! เช่นนี้แล้วตัวข้าพเจ้าเองจึง1ปรนนิบัติกฎของพระเจ้า1ด้วยความคิด แต่2ปรนนิบัติ3กฎของความบาปด้วยเนื้อหนัง.

คำอธิบาย โรม บทที่ 7

รม. 7:1 1 ข้อ 1-6 อธิบายต่อจาก 6:14 ว่าเหตุใดเราจึงไม่ได้อยู่ใต้กฎบัญญัติ. ในด้านหนึ่งกฎบัญญัติก็ยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะพระเจ้ายังไม่ได้เพิกถอนยกเลิก หรือล้มล้างกฎบัญญัติไป. แต่ในอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากคนเก่าของเรา (6:6) หรือสามีคนแรกที่ได้กล่าวไว้ในข้อเหล่านี้ได้ถูกตรึงตายเสียแล้ว เราจึงไม่อยู่ใต้กฎบัญญัติและไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับกฎบัญญัติอีก. แต่เราได้กลายมาเป็นภรรยาของพระคริสต์ เป็นผู้ที่พึ่งพิงพระคริสต์ไปเสียแล้ว.
รม. 7:2 1 สามีในที่นี้ (สามีคนแรก) ไม่ได้เล็งถึงเนื้อหนังหรือกฎบัญญัติ แต่เล็งถึงคนเก่าที่ได้กล่าวไว้ใน 6:6 ซึ่งถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว. ดังนั้นข้อ 1-6 จึงสอดคล้องกับ 6:6.
รม. 7:2 2 เพราะว่ามนุษย์ที่ตกต่ำได้ละทิ้งฐานะที่ถูกต้องในการเป็นภรรยาของพระเจ้า แล้วคิดจะเป็นสามีเสียเอง (ดูข้อ 4 คำอธิบาย 1) พระเจ้าจึงทรงประทานกฎบัญญัติที่มนุษย์ไม่อาจปฏิบัติตามได้ให้แก่เขา. ดังนั้นพระประสงค์ดั้งเดิมที่ทรงประทานกฎบัญญัตินั้นไม่ได้มีไว้สำหรับภรรยา แต่มีไว้สำหรับสามี และพระเจ้าไม่ได้ประทานกฎบัญญัติไว้ให้มนุษย์ไปถือปฏิบัติ แต่เพื่อคนเก่าจะถูกเปิดโปง (ข้อ 5; 3:20; 5:20). ดังนั้นในข้อนี้จึงได้กล่าวถึงกฎบัญญัติว่าเป็น "กฎบัญญัติของสามี."
รม. 7:3 1 เล็งถึงสามีคนที่สองซึ่งได้กล่าวไว้ในที่นี้ ก็คือพระคริสต์.
รม. 7:4 1 เพราะคนเก่าของเรา ซึ่งเป็นสามีเก่านั้นถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว (6:6) เราจึงพ้นจากกฎบัญญัติของสามีเก่าและได้ตกเป็นของสามีใหม่ ก็คือพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์. ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อนั้น เรามีสองฐานะ. คำว่า "ท่าน" คำแรกในข้อนี้เล็งถึงตัวเราที่อยู่ในฐานะเก่า คือเป็นคนเก่าที่ตกต่ำซึ่งได้ละทิ้งฐานะดั้งเดิมในการเป็นภรรยาที่ต้องพึ่งพิงพระเจ้า และได้ตั้งตัวขึ้นเป็นสามีและศีรษะโดยพลการและเป็นเอกเทศต่อพระเจ้า. คำว่า "ท่าน" คำที่สองในข้อนี้เล็งถึงตัวเราที่อยู่ในฐานะใหม่ คือเป็นคนใหม่ที่บังเกิดใหม่ที่ได้รับการฟื้นฟูไปสู่ฐานะดั้งเดิมซึ่งเป็นฐานะที่ถูกต้องคือเป็นภรรยาที่แท้จริงของพระเจ้า (ยซย.54:5; 1กธ.11:3) พึ่งพิงพระเจ้าและให้พระเจ้าเป็นศีรษะของเรา. เราไม่มีฐานะเก่าในการเป็นสามีอีก ก็เพราะว่าเราได้ถูกตรึงไว้แล้ว. บัดนี้เรามีเพียงฐานะใหม่ในการเป็นภรรยาที่ถูกต้อง ให้พระคริสต์เป็นสามีของเรา และไม่ควรที่จะมีชีวิตเป็นอยู่ตามคนเก่าคือไม่ให้คนเก่าเป็นสามีของเราอีกต่อไป.
รม. 7:4 ก รม.6:6; กซ.2:20
รม. 7:4 2 คำว่า "เข้าสนิท" ชี้แจงว่า เมื่อเรามีฐานะใหม่ในการเป็นภรรยา เราก็มีการเข้าสนิททางอินทรียภาพในตัวตน, ในนาม, ในชีวิต, และในการดำรงอยู่กับพระคริสต์ในการเป็นขึ้นของพระองค์.
รม. 7:4 ข 2กธ.11:2
รม. 7:4 3 ในฐานะที่เราเป็นคนใหม่ที่ได้บังเกิดใหม่และเป็นภรรยาของพระคริสต์ บัดนี้ทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรากระทำล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้า และพระเจ้าก็กลายเป็นผลที่เกิดจากเราและเป็นความเปี่ยมล้นแห่งชีวิตของเรา. กรณีนี้ตรงข้ามกับการเกิดผลให้กับความตาย (ข้อ 5) ซึ่งเป็นผลที่ได้เกิดจากเราในอดีต เมื่อเรายังเป็นคนเก่าเป็นสามีเก่าอยู่นั้น.
รม. 7:5 1 ในภาษากรีก ทั้งคำว่า "ตัณหา" และ "บาป" ล้วนเป็นพหูพจน์.
รม. 7:6 1 เมื่อคนเก่าถูกตรึงไว้แล้ว บัดนี้คนใหม่ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วจึงพ้นจากกฎบัญญัติของคนเก่า (ข้อ 2-3; ฆต.2:19). เนื่องจากกฎบัญญัติเป็นสิ่งที่ได้ประทานแก่สามีเก่า คือคนเก่า (ไม่ใช่ภรรยา) และเนื่องจากสามีเก่า คือคนเก่านี้ได้ตายบนกางเขนแล้ว ดังนั้นคนใหม่ (ภรรยาใหม่) จึงพ้นจากกฎบัญญัติของสามีเก่าแล้ว.
รม. 7:6 2 แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ.
รม. 7:6 3 ใน 6:4 นั้นสภาพใหม่ของชีวิตเป็นผลลัพธ์มาจากการเข้าสนิทกับการเป็นขึ้นของพระคริสต์และมีเพื่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา. ในที่นี้สภาพใหม่แห่งวิญญาณเป็นผลของการที่เราพ้นจากกฎบัญญัติและเข้าสนิทกับพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น และมีเพื่อการปรนนิบัติที่เรามีต่อพระเจ้า. ดังนั้นทั้งสภาพใหม่แห่งวิญญาณและสภาพใหม่ของชีวิตล้วนเป็นผลจากการที่คนเก่าถูกตรึงตาย.
รม. 7:6 4 เล็งถึงวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของมนุษย์อันเป็นที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณนั้นได้อาศัยอยู่ภายใน (2ตธ.4:22). ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเราก็ล้วนเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น และทุกสิ่งที่มาจากวิญญาณนี้ก็ล้วนเป็นสิ่งใหม่ด้วย. วิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเราเป็นต้นกำเนิดของสภาพใหม่ เพราะทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้า ชีวิตของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ล้วนอยู่ในวิญญาณนี้ (ดู 1:9 คำอธิบาย 2).
รม. 7:7 1 ในข้อ 7-25 เปาโลใช้ประสบการณ์ก่อนที่เขาเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้ามาบรรยายถึงความเข็ญใจในการที่มนุษย์ซึ่งอยู่ใต้กฎบัญญัติพยายามทำดีเพื่อให้พระเจ้าชอบพระทัย. ในช่วงนี้ไม่ได้กล่าวถึงวิญญาณของมนุษย์หรือพระวิญญาณของพระเจ้าเลย มีเพียงกล่าวถึงความตั้งใจและความคิดที่อยู่ในจิตของมนุษย์ (ข้อ 19, 23) ที่พยามยามจะทำให้พระเจ้าชอบพระทัยด้วยความดีที่อยู่ในชีวิตธรรมชาติ (ข้อ 18-19, 21). แม้จะเป็นสถานการณ์ของคนที่ยังไม่ได้รับความรอด แต่คริสเตียนเกือบทุกคนล้วนมีประสบการณ์แบบนี้ หลังจากที่เขาได้รับความรอดแล้ว.
รม. 7:7 2 กฎบัญญัติบรรยายและชี้แจงถึงพระเจ้า (ลวต.19:2). ดังนั้นกฎบัญญัติจึงมีข้อเรียกร้องและข้อกำหนดมากมายต่อมนุษย์ที่ตกต่ำ เพื่อจะชี้ขาดว่าสิ่งที่บาปนั้นเป็นความบาปและเพื่อให้มนุษย์รู้จักความบาป (3:20; 4:15; 5:20). เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จึงถูกเปิดโปงและถูกสยบโดยกฎบัญญัติ (3:19).
รม. 7:7 ก รม.7:13; 3:20; 5:13, 20
รม. 7:7 ข อซด.20:17; พบญ.5:21
รม. 7:7 3ข พระบัญญัติข้อที่สิบซึ่งกล่าวว่า "อย่าโลภ" ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการประพฤติทางภายนอกแต่เกี่ยวกับความบาปที่อยู่ภายใน (อยู่ในความคิดเป็นสำคัญ). นี่แสดงว่ามนุษย์ยังมีปัญหากับความบาปที่อาศัยอยู่ภายในเขาด้วย ไม่เพียงแต่ความบาปแห่งการประพฤติทางภายนอกเท่านั้น.
รม. 7:8 1 ในบทนี้ (โดยเฉพาะในข้อนี้, ข้อ 11, 17, 20) แสดงให้เห็นว่า ความบาปที่อยู่ในเรานั้นเป็นตัวตนคนหนึ่ง คือเป็นการแปรสภาพของซาตานและมีชีวิตเป็นอยู่และเคลื่อนไหวอยู่ภายในเรา.
รม. 7:10 1 เล็งถึงการที่เราถึงแก่ความตายโดยการสาปแช่งและการปรับโทษที่ความบาปนำมาให้กับเราโดยอาศัยกฎบัญญัติ (4:15; 5:13, 20) ทั้งในมโนธรรมของเราเองและต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า.
รม. 7:11 ก รม.7:8
รม. 7:11 1 กฎบัญญัติเป็นเครื่องมือที่ความบาปได้ใช้ในการหลอกลวงและประหารมนุษย์ให้ตาย. ฤทธิ์เดชของความบาปก็คือกฎบัญญัติ (1กธ.15:56). ข้อเท็จจริงประการนี้ควรจะได้เตือนสติให้เราไม่หันไปสู่กฎบัญญัติและพยายามที่จะถือรักษากฎบัญญัติอีก เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ความบาปมีโอกาสที่จะหลอกลวงและประหารเราให้ตาย.
รม. 7:11 ข 1กธ.15:56
รม. 7:13 1 แปลตามตรงคือ กลายเป็นความตายต่อข้าพเจ้าหรือ?
รม. 7:13 2 ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
รม. 7:13 3 แปลตามตรงคือ ทำให้ความตายสำเร็จบนตัวข้าพเจ้า.
รม. 7:14 1 เล็งถึงความรู้สึกทางทัศนะภายใน. ดู 6:6 คำอธิบาย 1.
รม. 7:14 2 นั่นคือ มีธาตุแท้, นิสัย, และเนื้อแท้เหมือนกับพระเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณ (ยฮ.4:24).
รม. 7:14 3 เปาโลเห็นว่าทุกสิ่งที่ได้บรรยายไว้ในกฎบัญญัติล้วนตรงข้ามกับตัวเขา. กฎบัญญัตินั้นอยู่ฝ่ายวิญญาณ แยกบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม และดีงามส่วนเขาอยู่ฝ่ายเลือดเนื้อ ธรรมดา มลทิน ไม่เที่ยงธรรม และชั่วร้าย. ดู 1กธ.3:1 คำอธิบาย 2.
รม. 7:14 4 ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
รม. 7:15 1 แปลตามตรงคือ ไม่รู้ ซึ่งก็คือไม่ยอมรับ, ไม่เห็นชอบ. เปาโลไม่อนุญาต, ไม่เห็นชอบ, ไม่ยอมรับการประพฤติผิดของเขา เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากเนื้อหนังที่ไปปรนนิบัติกฎแห่งความบาปของเขาทั้งที่ขัดแย้งกับความคิดและความตั้งใจของเขา.
รม. 7:15 2 ทำ แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ.
รม. 7:17 ก เทียบ ฆต.2:20; 1กธ.15:10
รม. 7:17 1 แปลตามตรงคือ ครองเรือน. ความบาปนั้นไม่เพียงได้อาศัยหรือคงอยู่ภายในเราชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังได้ทำให้ตัวเราเป็นบ้านเพื่อจะครองเรือนอยู่ภายในอีกด้วย.
รม. 7:18 1 เล็งถึงความรู้สึกทางทัศนะภายใน. ดู 6:6 คำอธิบาย 1.
รม. 7:18 2 เนื้อหนังในที่นี้ก็คือร่างกายที่ตกต่ำและเสื่อมเสียของมนุษย์ รวมทั้งราคะตัณหาทุกอย่างแห่งกายนี้ด้วย. เนื้อหนังนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง แต่เป็นการปะปนของสิ่งที่พระเจ้าสร้างกับความบาป (ชีวิตของซาตานผู้ชั่วร้าย). พระเจ้าได้เนรมิตสร้างร่างกายมนุษย์ไว้เป็นภาชนะที่บริสุทธิ์หมดจด แต่เมื่อมนุษย์ตกต่ำ ซาตานก็ได้ฉีดตัวของมันเองเข้ามาทำให้ภาชนะนี้เสื่อมเสียและเปลี่ยนสภาพไปเป็นเนื้อหนัง. บัดนี้ความบาปซึ่งก็คือการแปรสภาพเป็นตัวตนของซาตานนั้นได้อยู่ในเนื้อหนังของเราแล้วครองเรือนอยู่ภายใน เป็นเจ้านายที่ควบคุมปกครองเราอย่างผิดกฎหมาย กดขี่บังคับให้มนุษย์ทำในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา. ความบาปที่อาศัยอยู่ภายในซึ่งเป็นนิสัยชั่วร้ายที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อรูปให้คนทั้งหลายกลายเป็นคนบาป (5:19).
รม. 7:18 3 ในที่นี้เปาโลได้พูดด้วยความระมัดระวังว่าในเนื้อหนังของเรานั้น (ไม่ใช่ทั่วทั้งตัวเรา) ไม่มีความดีประการใดอาศัยอยู่เลย. ในส่วนอื่นของเรานั้นมีความดีอยู่จริง. ความตั้งใจนั้นปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าชอบพระทัย (ข้อ 18-21) ตามกฎแห่งความดีที่อยู่ในความคิด (ข้อ 22-23) แต่การใช้ร่างกายนี้มาทำดีย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายได้กลายเป็นเนื้อหนังอันเป็นที่อาศัยของความบาปเสียแล้ว.
รม. 7:18 4 การตั้งใจที่จะกระทำดีก็คือการหันสู่กฎบัญญัติ. กฎแห่งความดีในความคิดของเรา (ข้อ 22-23) สอดคล้องกับกฎของพระเจ้าและสนองต่อข้อเรียกร้องนั้นโดยพยายามไปถือรักษาไว้.
รม. 7:19 1 ทำ แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ.
รม. 7:20 ก ดู 17ก
รม. 7:21 1 ตามข้อเท็จจริงที่กล่าวไว้ในข้อ 20 เปาโลจึงค้นพบว่ากฎแห่งการทำบาปก็คือความบาปที่อาศัยอยู่ในตัวเขา และก็คือความชั่วที่อยู่กับตัวเขานั่นเอง. เมื่อถึงข้อ 23 เปาโลก็ตระหนักว่ากฎนี้ก็คือกฎแห่งความบาปซึ่งอยู่ในอวัยวะของเรา.
รม. 7:21 2 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง “สิ่งที่มีลักษณะพิเศษที่ชั่วร้าย”. สิ่งนี้จะต้องเป็นชีวิตนิสัยและลักษณะพิเศษอันชั่วร้ายของซาตานผู้เป็นความบาปที่อาศัยอยู่ในเราอย่างแน่นอน. ขณะที่ความบาปนี้สงบนิ่งอยู่ในเราก็เป็นเพียงความบาปเท่านั้น แต่เมื่อถูกเร้าให้ตื่นขึ้นโดยความตั้งใจที่จะทำดีของเราก็จะกลายเป็น “ความชั่วนั้น”.
รม. 7:22 1 เล็งถึงกฎบัญญัติที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของพระเจ้า.
รม. 7:23 1 หรือกฏที่แตกต่างออกไป ซึ่งหมายถึงกฎอีกประเภทหนึ่ง. ในวิญญาณ, จิต, และกายซึ่งเป็นสามส่วนที่ต่างกันในผู้เชื่อนั้นมีกฎที่ต่างกันอยู่สามกฎ. สิ่งที่เปิดเผยไว้ในบทที่ 7 และบทที่ 8 ชี้ให้เห็นว่าสามกฎนี้มีต้นกำเนิดมาจากสามฝ่ายที่อยู่ในจักรวาล. กฎของความบาปและความตายซึ่งอยู่ในอวัยวะของผู้เชื่อนั้น (ข้อ 23) มีต้นกำเนิดมาจากซาตาน ซึ่งเป็นความบาปที่อาศัยอยู่ในเนื้อหนังของผู้เชื่อ. กฎแห่งการทำดีที่อยู่ในความคิด (ข้อ 23) ซึ่งก็คืออยู่ในจิตของผู้เชื่อนั้นมีต้นกำเนิดมาจากชีวิตธรรมชาติของมนุษย์ คือตัวของมนุษย์เอง. กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อยู่ในวิญญาณของผู้เชื่อมีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณนั้นที่อาศัยอยู่ในวิญญาณของผู้เชื่อ (8:2, 16). ขณะนี้ทั้งสามฝ่ายพร้อมทั้งสามกฎนี้ล้วนมีอยู่ในตัวของผู้เชื่อ เหมือนกับสภาพการณ์ที่ทั้งสามฝ่ายนี้อยู่ในสวนเอเดน (ยนซ.3). นอกจากสามกฎที่อยู่ภายในผู้เชื่อแล้วยังมีกฎของพระเจ้าที่อยู่ทางภายนอกมนุษย์อีกด้วย (ข้อ 22, 25).
รม. 7:23 2 การสู้รบในที่นี้เป็นการสู้รบระหว่างกฎของความบาปที่อยู่ในอวัยวะของร่างกายกับกฎแห่งการทำดีที่อยู่ในความคิดแห่งจิตของเรา. นี่เป็นการสู้รบของความบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของเรากับความดีที่อยู่ในมนุษย์ธรรมชาติของเราอย่างสิ้นเชิง โดยไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณของเราหรือพระวิญญาณของพระเจ้าแต่อย่างใด. ดังนั้นจึงต่างกับการสู้รบใน ฆต.5:16-25 ในที่นั่นเป็นวิญญาณของเราที่ได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้าได้สู้รบกับเนื้อหนัง.
รม. 7:23 3 ผู้ที่เป็นเอกเทศต่อพระเจ้าย่อมไม่สามารถจัดการกับกฎแห่งความบาปที่มีอยู่ในอวัยวะได้เพราะว่ากฎนี้ก็คือตัวของซาตานผู้มีอำนาจนั่นเอง.
รม. 7:23 ก รม.7:25; 8:2
รม. 7:24 1 ผลลัพธ์ของการพยายามถือรักษากฎบัญญัติโดยเนื้อหนังก็คือความตายและความเข็ญใจ. มนุษย์ได้กลายเป็นฝ่ายเนื้อหนังและถูกขายให้แก่ความบาปแล้ว (ข้อ 14). ไม่มีความดีประการใดอาศัยอยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ (ข้อ 18) และมนุษย์ไม่สามารถสยบความบาปได้ (ข้อ 15-20). ถ้ามนุษย์ซึ่งเป็นเช่นนี้พยายามที่จะปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระเจ้า เขาย่อมต้องพ่ายแพ้แน่นอน.
รม. 7:24 2 ใน 6:6 นั้นร่างกายที่ตกต่ำของเราถูกเรียกว่า “กายแห่งความบาป”. ในที่นี้เรียกว่า “กายที่อยู่ฝ่ายความตายนี้”. กายแห่งความบาปนี้เข้มแข็งมากในเรื่องการทำผิดต่อพระเจ้า แต่กายที่อยู่ฝ่ายความตายนี้อ่อนแอในเรื่องการประพฤติให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า. ความบาปได้เพิ่มกำลังให้แก่ร่างกายที่ตกต่ำไปทำบาป ในขณะที่ความตายทำให้ร่างกายที่เสื่อมเสียกลับอ่อนแอไร้สมรรถภาพไปอย่างสิ้นเชิง จนไม่สามารถถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้.
รม. 7:24 3 เล็งถึงความตายที่ความบาปทำให้เกิดขึ้นโดยอาวุธแห่งกฎบัญญัติ คือความตายที่เกิดจากการพ่ายแพ้ ความตายที่เกิดจากการพยายามถือรักษากฎบัญญัติเพื่อให้พระเจ้าชอบพระทัย แต่กลับถูกกฎแห่งความบาปในอวัยวะของเราจับไปเป็นเชลย. นี่ก็คือความตายที่ดำเนินการอยู่ในเนื้อหนังของเราในปัจจุบันนั่นเอง.
รม. 7:25 ก 1กธ.15:57
รม. 7:25 1 วลีที่ว่า “ตัวข้าพเจ้า...ด้วยความคิด” แสดงว่าความคิดซึ่งเป็นตัวแทนของตัวเองนั้นพยายามที่จะกระทำดีอย่างเป็นเอกเทศ. แม้กฎแห่งการทำดีที่อยู่ในความคิด (ข้อ 23) จะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะกระทำดี ถึงกระนั้นความคิดนี้ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะกฎของความบาปที่อยู่ในอวัยวะของเรานั้นเข้มแข็งกว่าความคิดที่เป็นเอกเทศนี้.
รม. 7:25 2 แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ.
รม. 7:25 3 คำว่า “กฎของความบาป ความบาป และความชั่ว” (ข้อ 20, 21) เป็นคำที่มีความหมายเดียวกันทั้งสามคำ โดยชี้ถึงซาตานที่อาศัยอยู่ในร่างกายที่ตกต่ำของมนุษย์นั่นเอง.
สารบัญ