โรม บทที่ 5
3. ผลลัพธ์
5:1-11
5:1-11
รม.
5:1 เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้รับกการโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีขสันติสุข1ต่อพระเจ้า โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
รม.
5:2 โดยพระองค์นั้น เราจึงได้เข้าสู่ใน1กพระคุณที่เรา2ยืนอยู่นั้นโดย3ความเชื่อและเรา4โอ้อวดเพราะ5ขความหวังใจในคสง่าราศีของพระเจ้า.
รม.
5:3 และมิใช่เท่านั้น แต่เราทั้งหลายยังโอ้อวดใน1ความทุกข์ลำบากด้วย เพราะรู้ว่าความทุกข์ลำบากก่อให้เกิด2ความอดทน,
รม.
5:4 ความอดทนก่อให้เกิด1ความเชี่ยวชาญ, ความเชี่ยวชาญก่อให้เกิดกความหวังใจ
รม.
5:5 และความหวังใจมิได้กระทำให้เกิดความละอาย เพราะ1กความรักของพระเจ้าได้ขเทลงในคใจของเรา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระองค์ได้ทรงประทานให้แก่เราแล้ว.
รม.
5:6 เพราะว่าเมื่อเรายัง1อ่อนกำลังอยู่ พระคริสต์ได้ทรงกวายพระชนม์เพื่อคนที่ไม่อยู่ในธรรมในเวลาที่ได้กำหนดไว้.
รม.
5:7 ด้วยว่าน้อยนักที่จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม แม้อาจจะมีบางคนกล้าตายเพื่อคนดีบ้าง.
รม.
5:8 แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงกความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เราทั้งหลายยังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงขวายพระชนม์เพื่อเรา.
รม.
5:9 บัดนี้เมื่อเราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยกพระโลหิตของพระองค์แล้ว เราก็จะได้รอดพ้นจากขพระพิโรธโดยพระองค์ยิ่งกว่านั้นอีกมาก.
รม.
5:10 เพราะถ้าขณะที่เราเป็นศัตรู เรายังได้กลับ1กคืนดีกันกับพระเจ้าโดยการตายแห่งพระบุตรของพระองค์ ครั้นเมื่อเราได้กลับคืนดีกันแล้ว เราก็จะได้รับ2ความรอด3ใน4ขชีวิตของพระองค์5ยิ่งกว่านั้นอีกมาก
รม.
5:11 และมิใช่เท่านั้น แต่เรายัง1โอ้อวดในพระเจ้าโดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราด้วย เพราะบัดนี้โดยพระองค์นั้น เราจึงได้กกลับคืนดีกัน[กับพระเจ้า].
IV. การแบ่งแยกบริสุทธิ์
5:12 — 8:13
5:12 — 8:13
1. ของประทานที่อยู่ในพระคริสต์เหนือล้ำกว่ามรดกที่ได้รับในอาดาม —
คนสองคน, การประพฤติสองอย่าง, และผลลัพธ์สองชนิด
พร้อมด้วยสี่สิ่งที่เป็นกษัตริย์
5:12-21
คนสองคน, การประพฤติสองอย่าง, และผลลัพธ์สองชนิด
พร้อมด้วยสี่สิ่งที่เป็นกษัตริย์
5:12-21
รม.
5:12 เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่1กความบาปได้เข้ามาใน2โลกโดย3ขคนผู้เดียว และ4ความตายก็[เข้ามา]คโดยความบาปนั้น ดังนั้นง ความตายจึงได้ลามไปสู่คนทั้งปวงเพราะว่าคนทั้งปวงล้วนได้ทำบาปอยู่แล้ว.
รม.
5:13 ด้วยว่าก่อนที่จะมีกฎบัญญัตินั้น ความบาปก็มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว แต่เมื่อยังไม่มีกกฎบัญญัติ ก็ยังไม่1นับลงในบัญชีว่าเป็นความบาป.
รม.
5:14 แต่1กความตายก็เป็นกษัตริย์ครอบครองอยู่แล้วตั้งแต่2อาดามมาจนถึงโมเซแม้แต่คนทั้งปวงที่มิได้ทำบาปตามลักษณะ3การล่วงละเมิดของอาดามก็ยังอยู่ใต้อำนาจ โดยที่ขอาดามเป็น4แบบเล็งถึงพระองค์ผู้จะเสด็จมา.
รม.
5:15 แต่การล่วงละเมิดนั้นก็ไม่อาจเทียบกับของประทานแห่งพระคุณได้ เพราะถ้าคนเป็นอันมากตายเพราะการล่วงละเมิดของกคนผู้เดียวแล้ว พระคุณของพระเจ้าและของประทานที่ให้เปล่าๆ ในพระคุณของ1ขมนุษย์ผู้เดียวคือพระเยซูคริสต์ ย่อมจะ2เปี่ยมล้นไปสู่คนเป็นอันมากยิ่งกว่านั้นอีกมาก.
รม.
5:16 และผลซึ่งเกิดมาจากความบาปของคนผู้เดียวก็ไม่อาจเทียบกับ1ของประทานที่ให้เปล่าๆได้ เพราะการพิพากษานั้นมาจาก[การล่วงละเมิด] เพียงครั้งเดียวและนำไปสู่การปรับโทษ แต่ของประทานแห่งพระคุณนั้นมาจากการล่วงละเมิดหลายครั้งและนำไปสู่กการโปรดให้ชอบธรรม.
รม.
5:17 เพราะว่าถ้าการล่วงละเมิดของคนผู้เดียว เป็นเหตุให้ความตายได้เป็นกษัตริย์ครอบครองอยู่โดยคนผู้เดียวนี้แล้ว คนทั้งหลายที่ได้รับ1พระคุณที่เปี่ยมล้นและ2ของประทานแห่งความชอบธรรมที่เปี่ยมล้นก็จะ3เป็นกษัตริย์4ในชีวิตโดยพระองค์ผู้เดียวคือพระเยซูคริสต์ยิ่งกว่านั้นอีกมาก.
รม.
5:18 เหตุฉะนั้น โดยการล่วงละเมิดครั้งเดียว คนทั้งปวงจึง1ถูกปรับโทษฉันใด โดย2การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว คนทั้งปวงจึง3ได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเพื่อรับ4ชีวิตฉันนั้น.
รม.
5:19 โดยการไม่เชื่อฟังของคนผู้เดียว คนเป็นอันมากจึงได้1ก่อรูปขึ้นเป็นคนบาปฉันใด โดย2การเชื่อฟังของพระองค์ผู้เดียว คนเป็นอันมากก็ได้1ก่อรูปขึ้นเป็นคนชอบธรรมฉันนั้น.
รม.
5:20 และกกฎบัญญัติถูกแทรกเข้ามาเพื่อว่าการล่วงละเมิดจะ1เพิ่มมากขึ้น แต่ที่แห่งใดมีความบาป1เพิ่มมากขึ้น พระคุณก็จะยิ่งเปี่ยมล้นมากขึ้น
รม.
5:21 เพื่อว่า1กความบาปได้เป็นกษัตริย์ครอบครองในความตายฉันใด พระคุณก็จะได้เป็นกษัตริย์ครอบครองโดย2ความชอบธรรม เพื่อจะนำไปสู่ขชีวิตนิรันดร์โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราฉันนั้น.
คำอธิบาย โรม บทที่ 5
รม.
5:1 ก รม.3:28
รม.
5:1 ข รม.1:7; 8:6; 4:17; 15:13; 16:20
รม.
5:1 1 ขั้นตอนที่เราจะบรรลุเข้าสู่พระเจ้าผ่านการได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อนั้นยังไม่สำเร็จครบถ้วน ดังนั้นเปาโลจึงใช้คำว่า "ต่อ" ไม่ใช่ "กับ". พระคุณนั้นมีเพื่อการยืนหยัดของเรา (ข้อ 2) สันติสุขหรือความสงบสุขนั้นมีเพื่อการเดินมุ่งหน้าของเรา.
รม.
5:2 ก รม.1:7; 3:24; 5:15, 17, 20, 21; 6:14; 16:20; ยฮ.1:14, 16; อฟ.1:6, 7; 2:5, 7, 8; 1ตธ.1:14; ฟป.1:7; 1ปต.1:2; 3:7; 4:10; 2ปต.3:18; 2ตธ.2:1; 1กธ.15:10; 2กธ.12:9; 13:14; ฆต.5:4; 6:18
รม.
5:2 1ก พระคุณก็คือตัวของพระเจ้าตรีเอกภาพเองที่ได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้เราได้เข้าสู่พระองค์และรับสุขพระองค์. หากจะกล่าวให้ลึกซึ้งแล้วพระคุณในที่นี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่เป็นการรับสุขของเรา. พระคุณมิได้เป็นเพียงสิ่งดีที่เราไม่สมควรได้รับหรือเป็นเพียงพระพรทางภายนอกเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังเป็นตัวของพระเจ้าตรีเอกภาพเองมาเป็นพระคุณให้เรารับสุขอยู่ภายในเรา. เราไม่เพียงอยู่ภายใต้พระพรของพระเจ้าเท่านั้น แต่เรายังอยู่ในพระคุณของพระองค์ด้วย (ดูข้อ 2 คำอธิบาย 3).
รม.
5:2 2 ความเชื่อนำเราเข้าสู่ในพระคุณก่อน จากนั้นความเชื่อนี้ก็ทำให้เรายืนอยู่ในพระคุณอย่างมั่นคง.
รม.
5:2 3 ความเชื่อที่ทำให้เราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมและได้ตัดเนื้อหนังพร้อมทั้งกำลังและความพยายามตามธรรมชาติของเราทิ้งไปนั้น ยังได้ทำให้เราเข้าสู่ในพระคุณของพระเจ้าอีกด้วย. หากเรายังคงอยู่ในเนื้อหนังและในความพยายามตามธรรมชาติแล้ว เราจะไม่ได้รู้จักหรือรับสุขพระคุณของพระเจ้าเลย แต่ถ้าเรามีชีวิตเป็นอยู่โดยความเชื่อ เราจะได้เข้าสู่การรับสุขที่ครบสมบูรณ์แห่งพระคุณของพระเจ้า.
รม.
5:2 4 คำว่า "โอ้อวด" ยังมีความหมายเป็นนัยถึง "การโลดเต้นยินดี." คำนี้แสดงถึงการรับสุขที่เรามีต่อพระเจ้า. ข้อ 3 ก็เช่นเดียวกัน.
รม.
5:2 ข รม.8:24-25; กซ.1:27; ตต.2:13
รม.
5:2 5ข ความหวังของเราก็คือการถูกนำเข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า ซึ่งก็คือในการสำแดงของพระองค์. สิ่งนี้จะปรากฏอย่างสมบูรณ์ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึง ซึ่งที่นั่นพระคริสต์ก็จะปรากฏเป็นสง่าราศีของเรา. ในวันนี้เราอยู่ในความหวังแห่งสง่าราศีที่จะมาถึงนี้ (ดู ฮร.11:1 คำอธิบาย 3). ข้อ 4 ก็เช่นเดียวกัน.
รม.
5:2 ค รม.8:17-18; 9:23; 1กธ.2:7; กซ.3:4; 1ธซ.2:12; 1ปต.5:10
รม.
5:3 1 ความทุกข์ลำบากเป็นส่วนหนึ่งของ "สรรพสิ่ง" ที่อยู่ใน 8:28 ซึ่งพระเจ้าทรงให้ร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้เราได้รับประโยชน์ คือให้เราได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์, เปลี่ยนแปลง, และถอดแบบตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ที่เข้าสู่สง่าราศีแล้วนั้น. ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถต้อนรับความทุกข์ลำบากประดุจเป็นการดูแลที่หวานชื่นและเป็นพระคุณที่ได้แปรรูปมา เช่นนี้จึงสามารถโอ้อวดในความทุกข์ลำบากได้. โดยอาศัยความยากลำบากเหล่านี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงจะสามารถนำประสิทธิภาพแห่งกางเขนของพระคริสต์ในการประหารมนุษย์ธรรมชาติมาดำเนินการในตัวเราได้ เพื่อให้พระเจ้าแห่งการเป็นขึ้นมีหนทางที่จะเพิ่มพูนตัวของพระองค์เองให้แก่เรา (ดู 2กธ.4:16-18).
รม.
5:3 2 หมายถึง ทนทาน. ความทนทานเป็นผลมาจากความอดกลั้นร่วมกับการทนทุกข์.
รม.
5:4 1 เล็งถึงคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่ได้รับการรับรองแล้วซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการอดทนและประสบการณ์ที่มีต่อความยากลำบากและการทดสอบ.
รม.
5:4 ก รม.15:4, 13
รม.
5:5 ก รม.8:39; 2กธ.13:14
รม.
5:5 1ก ความรักของพระเจ้าคือตัวของพระเจ้าเอง (1ยฮ.4:8, 16). พระเจ้าได้ทรงเทความรักนี้พร้อมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงประทานแก่เราลงไปในใจของเราแล้ว เพื่อเป็นแรงกระตุ้นอยู่ภายในเรา เพื่อเราจะได้มีชัยอย่างเหลือล้นในความยากลำบากทุกอย่างของเรา (ดู 8:39 คำอธิบาย 1). ฉะนั้นไม่ว่าเราต้องอดทนต่อความยากลำบากใดๆก็ล้วนไม่ทำให้เกิดความละอาย.
รม.
5:5 ข ตต.3:6
รม.
5:5 ค ฆต.4:6
รม.
5:6 1 คือ ไร้สมรรถภาพ, ไม่สามารถทำให้พระเจ้าชอบพระทัยได้.
รม.
5:6 ก 1กธ.15:3
รม.
5:8 ก ดู 5ก
รม.
5:8 ข ดู 6ก
รม.
5:9 ก รม.3:25
รม.
5:9 ข รม.1:18
รม.
5:10 ก 2กธ.5:19-20
รม.
5:10 1ก การระงับข้อพิพาทกับการอภัยบาปนั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนบาปได้อย่างเพียงพอแล้ว แต่ยังไม่พอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของศัตรู. ศัตรูจะต้องมีการคืนดีกัน. การคืนดีกันไม่เพียงได้รวมถึงการระงับข้อพิพาทกับการอภัยบาปเท่านั้น แต่ยังก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย. การที่เราได้คืนดีกันกับพระเจ้านั้นมีการไถ่ของพระคริสต์เป็นพื้นฐานและสำเร็จได้โดยการโปรดให้ชอบธรรมของพระคริสต์ (3:24; 2กธ.5:18-19). การกลับคืนดีกันนั้นเป็นผลของการโปรดให้ชอบธรรมที่มาจากความเชื่อ.
รม.
5:10 2 การคืนดีกันกับพระเจ้าโดยอาศัยการตายของพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องที่ได้สำเร็จไปแล้ว แต่การได้รับความรอดในชีวิตของพระองค์หลุดพ้นจากสิ่งของด้านลบมากมายจนบรรลุถึงการได้รับสง่าราศีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องทุกวัน.
รม.
5:10 3 การได้รับความรอดในชีวิตของพระองค์ก็คือการได้รับความรอดในพระคริสต์ผู้เป็นชีวิต. พระองค์ทรงอาศัยอยู่ภายในเรา และเราก็เป็นหนึ่งกับพระองค์อย่างอินทรียภาพ. โดยการที่ชีวิตของพระองค์ได้เติบโตอยู่ภายในเรา เราก็จะได้รับสุขความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์อย่างเต็มที่. การช่วยไถ่, การโปรดให้ชอบธรรม, และการคืนดีกันล้วนมีเพื่อนำเราไปสู่การเข้าสนิทกับพระคริสต์ เพื่อพระองค์จะได้ช่วยเราให้รอดในชีวิตของพระองค์จนบรรลุถึงการได้รับสง่าราศี (8:30).
รม.
5:10 ข รม.5:17, 18, 21; 6:4; 8:2, 6, 10; ยฮ.10:10
รม.
5:10 4ข ชีวิตนี้มีความหมายเป็นนัยถึงการเป็นขึ้น. วรรคแรกในข้อนี้ได้กล่าวถึงความตายก่อน จากนั้นจึงได้พูดถึงชีวิต. พระคริสต์ทรงตายเพื่อจะมาเป็นชีวิตของเราในการเป็นขึ้น. แม้เราได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากการพิพากษาและการลงโทษที่นิรันดร์ของพระเจ้าโดยการตายของพระองค์แล้ว แต่เรายังคงรับการช่วยให้รอดโดยชีวิตของพระคริสต์ในการเป็นขึ้นของพระองค์อยู่อย่างต่อเนื่อง. ชีวิตในข้อนี้, ฤทธิ์เดชใน 1:16, และพระวิญญาณนั้นในบทที่ 8 ล้วนเล็งถึงพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนในแง่มุมที่ต่างกัน.
รม.
5:10 5 ใน 5:10 ชี้ให้เห็นว่า ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยสองส่วน: ส่วนแรกคือการไถ่ที่ได้สำเร็จเพื่อเราโดยการตายของพระคริสต์ และอีกส่วนหนึ่งคือการช่วยให้รอดที่ชีวิตของพระคริสต์ได้ประทานให้แก่เรา. ในสี่บทแรกของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการไถ่ที่ได้สำเร็จโดยการตายของพระคริสต์อย่างชัดเจน. ในสิบสองบทหลังได้กล่าวอย่างละเอียดถึงการช่วยให้รอดที่ชีวิตของพระคริสต์ได้ประทานให้แก่เรา. ก่อนข้อ 11 เปาโลได้ให้เราเห็นว่าเราได้รับความรอดแล้วเพราะเราได้รับการไถ่, การโปรดให้ชอบธรรม, และได้คืนดีกันกับพระเจ้าแล้ว. แต่ทว่าเรายังไม่ได้รับความรอดจนถึงขั้นที่ได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์, เปลี่ยนแปลง, และถอดแบบตามพระฉายาพระบุตรของพระเจ้าเลย. การไถ่, การโปรดให้ชอบธรรม, และการคืนดีกันซึ่งได้สำเร็จโดยการตายของพระคริสต์ที่อยู่ทางภายนอกของเรานั้นได้ช่วยไถ่เราทางด้านทัศนะภายนอก. การแบ่งแยกให้บริสุทธิ์, การเปลี่ยนแปลง, และการถอดแบบซึ่งได้สำเร็จโดยการงานแห่งชีวิตของพระคริสต์ที่อยู่ทางภายในของเรานั้นได้ช่วยเราให้รอดทางด้านทัศนะภายใน. การช่วยไถ่ในด้านทัศนะภายนอกได้ไถ่เราในด้านฐานะให้พ้นจากการปรับโทษและการลงโทษที่นิรันดร์ ส่วนการช่วยให้รอดในด้านทัศนะภายในนั้นได้ช่วยเราให้รอดในด้านนิสัย ให้พ้นจากคนเก่า, ตัวตน, และชีวิตธรรมชาติของเรา.
รม.
5:11 1 การโอ้อวดในพระเจ้าหมายถึงการมีพระเจ้าเป็นการโอ้อวดและการโลดเต้นยินดีของเรา. ดูข้อ 2 คำอธิบาย 4. เรากำลังได้รับความรอดในชีวิต โดยอยู่ในการโอ้อวด, การโลดเต้นยินดี, และการรับสุขเช่นนี้เอง.
รม.
5:11 ก ดู 10ก
รม.
5:12 ก รม.5:13, 20; 6:1, 2, 7, 10, 11, 12, 13, 14, 17, 20, 22, 23; 7:7, 8, 9, 11, 13, 14, 17, 20, 23; 8:2, 3, 10
รม.
5:12 1ก ภาษากรีกเป็นเอกพจน์. ความบาปที่เป็นพหูพจน์นั้นถูกจัดการไปแล้วก่อนที่จะถึงข้อ 11. ตั้งแต่ข้อ 12 เป็นต้นไปจะมาจัดการกับความบาปที่เป็นเอกพจน์. ในบทที่ 5—8 นี้ดูเหมือนว่าความบาปจะถูกแปรสภาพเป็นตัวตน. ความบาปมิได้เป็นเพียงการกระทำเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนคนๆ หนึ่งที่สามารถเข้าสู่ภายใน (ข้อ 12), เป็นกษัตริย์ (ข้อ 21), เป็นนายของมนุษย์ (6:14), ล่อลวงและฆ่ามนุษย์ให้ตาย (7:11), และอาศัยอยู่ในมนุษย์เพื่อให้มนุษย์กระทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ปรารถนาทำ (7:17, 20). ความบาปนี้มีชีวิตเป็นอยู่ (7:9) และมีชีวิตชีวามาก ดังนั้นความบาปจึงต้องเป็นนิสัยอันชั่วร้ายของซาตานผู้ชั่วร้ายนั้นอย่างแน่นอน. บัดนี้ซาตานที่ได้ฉีดตัวของมันเองเข้าสู่ภายในมนุษย์โดยการตกต่ำของอาดามนั้นได้กลายเป็นนิสัยแห่งความบาปที่มาอาศัย, กระทำการ, และเคลื่อนไหวอยู่ภายในของมนุษย์ที่ตกต่ำ. นิสัยแห่งความบาป (เอกพจน์) ที่ได้แปรสภาพเป็นตัวตนและอาศัยอยู่ภายในนี้เป็นรากเหง้าของการกระทำบาป (พหูพจน์) ทางภายนอกทุกอย่าง.
รม.
5:12 2 หรือ มนุษย์โลก ซึ่งชี้ถึงมนุษยชาติ (เทียบ ยฮ.1:29; 3:16).
รม.
5:12 ข 1กธ.15:21
รม.
5:12 3ข ก็คืออาดามซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกและเป็นบรรพบุรุษของมวลมนุษยชาติที่ได้นำความตายเข้ามาโดยความบาป. ผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับอาดามก็คือพระคริสต์ซึ่งเป็นมนุษย์คนที่สอง (1กธ.15:47) ที่ทรงนำชีวิตเข้ามาโดยความชอบธรรม (ข้อ 17-18).
รม.
5:12 4 ความตายเป็นผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายแห่งการตกต่ำของมนุษย์. วิญญาณของมนุษย์ได้ตายไปก่อน และในที่สุดร่างกายของมนุษย์ก็จะตายด้วย. ความตายกับความบาปนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้. ที่ใดมีความบาป ที่นั่นก็ต้องมีความตายและที่ใดมีความตาย ที่นั่นก็ต้องมีความบาป. ยิ่งกว่านั้น ความตายไม่ได้เป็นเพียงความทุกข์ฝ่ายร่างกายที่อยู่ในอนาคตเท่านั้น ความตายยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพัวพันอยู่ทุกวันในปัจจุบันนี้ด้วย.
รม.
5:12 ค ยก.1:15; 1กธ.15:55, 56; ฮร.2:14; รม.5:14, 17, 21; 6:9, 16, 21, 23; 7:5, 10, 13, 24; 8:2, 6; ฮร.2:9, 15; 1กธ.15:54 26; วว.20:14
รม.
5:12 ง 1กธ.15:22
รม.
5:13 ก รม.5:17; 6:9
รม.
5:13 1 ก่อนที่จะทรงประทานกฎบัญญัตินั้น ก็มีความบาปอยู่แล้ว. แต่ในเวลานั้นความบาปยังไม่ได้ปรากฏต่อมนุษย์ และพระเจ้าก็ไม่ได้นับลงในบัญชีว่าเป็นบาป.
รม.
5:14 ก รม.5:17; 6:9
รม.
5:14 1ก บทที่ 5—8 ได้เอ่ยถึงความตายอยู่หลายครั้ง (ข้อ 12, 14, 17, 21; 6:9, 16, 21, 23; 7:5, 10, 13, 24; 8:2, 6, 38) และได้เอ่ยถึงชีวิตอยู่หลายครั้งด้วยเช่นกัน (ข้อ 10, 17-18, 21; 6:4, 22-23; 7:10; 8:2, 6, 10-11, 38). ศัพท์สองคำนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นเส้นทางสองสายที่เปรียบเทียบกันไปตลอดในบทที่ 5—8 คือเส้นทางแห่งชีวิตกับเส้นทางแห่งความตาย โดยได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์นั้นอยู่ในศูนย์กลางของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างพระเจ้ากับซาตานชีวิตกับความตาย. ด้วยเหตุนี้บทที่ 5—8 ของหนังสือโรม อาจเรียกได้ว่าเป็นแก่นของพระคัมภีร์โดยได้ครอบคลุมถึงหัวข้อหลักทั้งหมดของพระคัมภีร์ไว้อย่างเป็นรูปธรรมและละเอียดลออ.
รม.
5:14 2 ตั้งแต่อาดามจนถึงโมเซนับเป็นยุคก่อนกฎบัญญัติ (ไม่มีกฎบัญญัติ); ตั้งแต่โมเซจนถึงพระคริสต์ (ยฮ.1:17) เป็นยุคกฎบัญญัติ; ตั้งแต่ที่พระคริสต์เสด็จมาครั้งแรกจนถึงเวลาที่สิ่งสารพัดจะได้รับการฟื้นฟู (กจ.3:20-21) เป็นยุคพระคุณ; ตั้งแต่ที่พระคริสต์เสด็จกลับมาจนถึงเวลาสิ้นสุดอาณาจักรพันปี (วว.11:15; 20:4, 6) เป็นยุคอาณาจักร. พระเจ้าทรงใช้ยุคต่างๆ เหล่านี้มาทำให้การงานแห่งสิ่งทรงสร้างใหม่ที่มาจากสิ่งทรงเก่าของพระองค์ได้ถึงที่สำเร็จ.
รม.
5:14 3 คำว่า "การล่วงละเมิด" และ "การไม่เชื่อฟัง" ที่อยู่ในบทนี้ล้วนชี้ถึงการตกต่ำของอาดามทั้งสิ้นคือการละทิ้งชีวิตแล้วไปเลือกความตาย. อาดามได้ปฎิเสธต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งเล็งถึงพระเจ้าเป็นชีวิตแล้วไปแสวงหาต้นไม้แห่งความรู้ที่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงซาตานผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งความตาย (ยนซ.2:8-9, 17; 3:1-7).
รม.
5:14 ข 1กธ.15:45
รม.
5:14 4 อาดามเป็นศีรษะของคนเก่าที่เป็นกลุ่มชน (มนุษยชาติ). ทุกสิ่งที่เขาทำและทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขานั้น มวลมนุษยชาติล้วนได้มีส่วนทั้งสิ้น. ในด้านนี้อาดามยังเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ด้วย. พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคนใหม่ที่เป็นกลุ่มชน (คริสตจักร—อฟ.2:15-16). ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำและทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นกับตัวของพระองค์นั้น อวัยวะทั้งหลายแห่งพระกายของพระองค์ (คริสตจักร—อฟ.1:22-23) ล้วนได้มีส่วนทั้งสิ้น.
รม.
5:15 ก 1กธ.15:22
รม.
5:15 ข 1กธ.15:47
รม.
5:15 1ข พระคริสต์พระผู้ช่วยไถ่ของเราทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และเป็นพระเจ้าที่สมบูรณ์ด้วย (ดู 9:5). พระคุณพร้อมทั้งของประทานทั้งสิ้นแห่งพระคุณนี้ได้เปี่ยมล้นอยู่ในสภาพมนุษย์ของพระคริสต์.
รม.
5:15 2 พระคุณไม่เพียงเปี่ยมล้น (ข้อ 17) และเพิ่มพูนเท่านั้น (เปี่ยมล้นยิ่งขึ้น — ข้อ 20) แต่ยังเป็นกษัตริย์ครอบครองอีกด้วย (ข้อ 21). มีเพียงตัวตนที่มีชีวิตเป็นอยู่เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นกษัตริย์ครอบครองได้.
รม.
5:16 1 เล็งถึงของประทานแห่งความชอบธรรมที่เราได้รับ (ข้อ 17). สิ่งนี้ชี้บ่งว่าความชอบธรรมที่พระเจ้าประทานให้แก่เรานั้นก็เป็นของประทานอย่างหนึ่ง.
รม.
5:16 ก รม.4:25
รม.
5:17 1 บรรดาผู้ที่ได้รับพระคุณที่เปี่ยมล้นเหล่านี้สามารถเป็นกษัตริย์ในชีวิตได้ เพราะชีวิตก่อกำเนิดมาจากพระคุณที่เปี่ยมล้น.
รม.
5:17 2 ของประทานแห่งความชอบธรรมย่อมลบล้างการพิพากษาไป. การพิพากษามาจากความบาป แต่ความชอบธรรมมาจากพระคุณ. ความชอบธรรมย่อมมากับพระคุณเสมอ และเป็นผลลัพธ์ของพระคุณ. ความชอบธรรมด้านทัศนะภายใน (4:25ข) มาจากพระคุณ (ข้อ 17, 19) และพระคุณนั้นมาจากความชอบธรรมแห่งทัศนะภายนอก (ข้อ 1-2).
รม.
5:17 3 ชีวิตที่เราได้รับมานั้นไม่เพียงช่วยเราให้พ้นจากบางสิ่งเท่านั้น แต่ยังให้เราได้เป็นกษัตริย์ปกครองทุกสิ่ง. สิ่งนี้สูงส่งยิ่งกว่าการได้รับความรอดในชีวิตมากนัก. พวกเราได้ต้อนรับความชอบธรรมทางทัศนะภายนอกแล้ว แต่บัดนี้เรายังคงต้องรับพระคุณที่เปี่ยมล้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเราจะได้เป็นกษัตริย์ในชีวิตทางทัศนะภายใน. ในบทที่ 6-16 นั้นได้ชี้ถึงความหมายของการเป็นกษัตริย์ในชีวิต. ทุกสิ่งที่ได้บรรยายไว้ในที่นั้นล้วนไม่ได้เกิดมาจากความพยายามของเรา แต่เกิดจากการที่เราได้ต้อนรับพระคุณที่เปี่ยมล้น.
รม.
5:17 4 ชีวิต ในข้อนี้ และในข้อ 10, 18, 21; 6:4; 8:2, 6, 10 ล้วนเล็งถึงชีวิตที่นิรันดร์, ศักดิ์สิทธิ์, และไม่ได้ถูกเนรมิตสร้างของพระเจ้า (zoe: โซอี้) ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เองที่เป็นชีวิตของเรา (ยฮ.11:25; 14:6; กซ.3:4). ชีวิตที่ว่านี้ต่างกับชีวิตในร่างกายของเรา (bios: ไบออส — ลก.8:14) และชีวิตฝ่ายจิตของเรา (psuche: ซุเค่ — มธ.16:25-26; ยฮ.12:25). ชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้านี้ก็คือองค์ประกอบสำคัญของพระคุณอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา. ในชีวิตนิรันดร์นี้ เราจึงสามารถเป็นกษัตริย์ครอบครองได้.
รม.
5:18 1 ถูกปรับโทษ แปลตามตรงคือ ไปสู่การปรับโทษ.
รม.
5:18 2 ผลลัพธ์แห่งการกระทำอันชอบธรรมของพระคริสต์ในการตายบนกางเขน ก็คือการโปรดให้ชอบธรรมแห่งชีวิต. ข้อ 21 กล่าวว่า พระคุณจะได้เป็นกษัตริย์ครอบครองโดยความชอบธรรมเพื่อจะนำไปสู่ชีวิต. พระคำทั้งสองข้อนี้ (ข้อ 18, 21) แสดงว่าการมาถึงของชีวิตเป็นผลลัพธ์ของความชอบธรรม (ดู 8:10).
รม.
5:18 3 แปลตามตรงคือ ไปสู่การโปรดให้ชอบธรรมแห่งชีวิต.
รม.
5:18 4 ชีวิตคือเป้าหมายแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า ดังนั้นการโปรดให้ชอบธรรมจึงเป็นการโปรดให้ชอบธรรมแห่งชีวิต. การโปรดให้ชอบธรรมนั้นไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นสิ่งที่มีเพื่อชีวิต. โดยการโปรดให้ชอบธรรมนี้ เราจึงได้บรรลุถึงและสอดคล้องกับมาตรฐานแห่งความชอบธรรมของพระเจ้า ดังนั้นบัดนี้พระเจ้าจึงสามารถแจกจ่ายชีวิตให้แก่เราได้. การโปรดให้ชอบธรรมได้เปลี่ยนแปลงฐานะทางภายนอกของเรา ส่วนชีวิตนั้นได้เปลี่ยนแปลงนิสัยทางภายในของเรา. วลีที่ว่า "ได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเพื่อรับชีวิต" แสดงว่าชีวิตเป็นศูนย์กลางของบทนี้ และยังแสดงว่าการเข้าสนิททางอินทรียภาพแห่งชีวิตนั้นเป็นผลลัพธ์ของการโปรดให้ชอบธรรม.
รม.
5:19 1 การที่เราจะเป็นคนบาปหรือเป็นคนชอบธรรมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประพฤติของเรา แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ก่อรูปอยู่ภายในเรา. การตกต่ำของอาดามทำให้เขาได้รับองค์ประกอบชนิดหนึ่งที่พระเจ้าไม่ได้ทรงเนรมิตสร้างขึ้น. องค์ประกอบนี้ก็คือนิสัยของซาตาน ซึ่งได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ได้ก่อรูปมนุษย์ที่ตกต่ำขึ้นและเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเขา. องค์ประกอบในการก่อรูปและส่วนประกอบนี้เองที่ได้ก่อรูปมนุษย์ให้เป็นคนบาป. ในวันนี้ไม่ใช่เพราะเราทำบาป เราจึงเป็นคนบาป แต่เป็นเพราะเราเป็นคนบาปเราจึงได้ทำบาป. ไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำชั่วเราก็ได้ก่อรูปขึ้นเป็นคนบาปในอาดามอยู่แล้ว. เรื่องนี้เป็นเพราะองค์ประกอบทางภายในของเรา ไม่ได้เป็นเพราะการประพฤติทางภายนอกของเรา.
ในทางตรงข้าม พระคริสต์ได้ก่อรูปเราให้เป็นผู้ชอบธรรม. เมื่อพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ผู้นี้ได้เสด็จเข้าสู่ตัวเราเป็นพระคุณเราก็ถูกก่อรูปขึ้นเป็นผู้ชอบธรรม. พระองค์ได้กลายเป็นองค์ประกอบในการก่อรูปและส่วนประกอบที่อยู่ในตัวเรา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเราจากคนบาปให้เป็นบุตรของพระเจ้า. มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถสำเร็จการงานแห่งการก่อรูปใหม่นี้ได้.
ในทางตรงข้าม พระคริสต์ได้ก่อรูปเราให้เป็นผู้ชอบธรรม. เมื่อพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ผู้นี้ได้เสด็จเข้าสู่ตัวเราเป็นพระคุณเราก็ถูกก่อรูปขึ้นเป็นผู้ชอบธรรม. พระองค์ได้กลายเป็นองค์ประกอบในการก่อรูปและส่วนประกอบที่อยู่ในตัวเรา ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเราจากคนบาปให้เป็นบุตรของพระเจ้า. มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถสำเร็จการงานแห่งการก่อรูปใหม่นี้ได้.
รม.
5:19 2 การที่พระคริสต์ทรงตายบนกางเขนเป็นการแสดงถึงการเชื่อฟังที่สูงสุดของพระองค์ และพระเจ้าทรงถือเป็นการกระทำอันชอบธรรม (ข้อ 18; ดู ฟป.2:8).
รม.
5:20 ก รม.3:20; 4:15; 7:7
รม.
5:20 1 กฎบัญญัติทำให้ความบาปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็คือทำให้ความบาปปรากฏชัดเจนขึ้นเพื่อมนุษย์จะรู้จักได้. ด้วยเหตุนี้ความบาปของมนุษย์จึงถูกเปิดโปงอย่างสิ้นเชิง.
รม.
5:21 ก รม.6:14
รม.
5:21 1ก ความบาปได้เป็นกษัตริย์ครอบครองโดยอำนาจของความตาย และยังได้นำความตายเข้ามาโดยการเป็นกษัตริย์นี้. ดังนั้นคนที่ทำบาปจึงต้องตาย.
รม.
5:21 2 ความชอบธรรมคือฐานราก พื้นฐาน และสื่อกลางให้พระเจ้าได้แจกจ่ายตัวของพระองค์เองให้แก่เราเป็นพระคุณ. ความชอบธรรมนี้ให้เรามีฐานะที่จะเรียกร้องให้พระคริสต์เป็นพระคุณของเรา. โดยการที่พระเจ้าได้ประทานพระคุณให้แก่มนุษย์ พระองค์จึงได้สำแดงความชอบธรรมของพระองค์ให้เป็นที่ปรากฏ (ดู 1:17). ยิ่งกว่านั้นฤทธิ์เดชของพระคุณนี้ยังได้ดำเนินการอยู่ภายในเรา และได้ก่อกำเนิดความชอบธรรมทางด้านทัศนะภายในทำให้เราเกิดความถูกต้องทั้งต่อพระเจ้า ต่อมนุษย์ แม้กระทั่งต่อตัวเราเอง ฤทธิ์เดชนี้ไม่เพียงสยบความบาปเท่านั้น แต่ยังชัยชนะต่อซาตานและความตายที่อยู่ในตัวเราอีกด้วย. เหตุนี้พระคุณจึงเป็นกษัตริย์ครอบครองโดยความชอบธรรม ซึ่งผลลัพธ์ก็คือชีวิตนิรันดร์.
รม.
5:21 ข รม.6:22, 23; ยฮ.3:16; 17:2, 3; 1ยฮ.5:11, 20