การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

โรม บทที่ 4

2. ตัวอย่าง
4:1-25
รม. 4:1 1ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราจะว่าอับราฮามผู้เป็น2บรรพบุรุษของเราได้รับอะไรตามเนื้อหนังเล่า?
รม. 4:2 ด้วยว่าถ้าอับราฮามได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดย1การประพฤติ ท่านก็มีที่จะอวดได้ แต่ไม่อาจอวดได้ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า.
รม. 4:3 ด้วยว่าพระคัมภีร์นั้นว่าอย่างไร? “กอับราฮามได้1เชื่อพระเจ้า และความเชื่อนี้ก็นับเป็นความชอบธรรมของท่าน.”
รม. 4:4 1คนที่ทำกงานนั้น2ค่าจ้างของเขาย่อมไม่คิดตามพระคุณ แต่คิดตามที่ควรจะได้รับ.
รม. 4:5 ส่วนคนที่มิได้ทำงานแต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้คนที่ไม่อยู่ในธรรมได้รับการโปรดให้ชอบธรรมนั้น ความเชื่อของเขาย่อมนับเป็นความชอบธรรมของเขา.
รม. 4:6 เหมือนกับที่ดาวิดได้เรียกผู้ที่พระเจ้าได้ทรงนับว่าเขาชอบธรรมโดยมิได้อาศัยการประพฤติว่าเป็นผู้เป็นสุข
รม. 4:7 “กบรรดาผู้ที่การล่วงกฎบัญญัติของเขาได้รับการอภัย และ1ความบาปของเขาได้ถูกปิดบังไว้แล้วก็เป็นสุข.
รม. 4:8 กผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงนับว่าเขามีบาปก็เป็นสุข.”
รม. 4:9 ถ้าอย่างนั้น พระพรที่เป็นสุขเช่นนี้ได้ประทานแก่ผู้ที่ได้รับพิธีสุหนัต[พวกเดียว] หรือได้ประทานแก่พวกที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัตด้วยเหมือนกัน? เพราะเราได้กล่าวแล้วว่าความเชื่อของอับราฮามนี้ก็นับเป็นความชอบธรรมของท่าน.
รม. 4:10 แต่นับกันอย่างไร? เมื่อท่านรับพิธีสุหนัตแล้ว หรือเมื่อยังไม่ได้รับพิธีสุหนัต? มิใช่เมื่อรับพิธีสุหนัตแล้ว แต่เมื่อยังไม่ได้รับพิธีสุหนัต.
รม. 4:11 และท่านกได้รับ1เครื่องหมายแห่งพิธีสุหนัตนั้นเป็นตราแห่ง2ความชอบธรรมที่ท่านได้มาโดยความเชื่อในขณะที่ท่านยังไม่ได้รับพิธีสุหนัต เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของคนทั้งปวงที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัตแต่ได้เชื่อ เพื่อเขาจะถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย.
รม. 4:12 และจะได้เป็นบิดาของคนทั้งปวงที่ได้รับพิธีสุหนัต คือผู้ที่ไม่เพียงแต่ได้รับพิธีสุหนัตเท่านั้น แต่ยังได้1กดำเนินตามรอยเท้าแห่งความเชื่อที่อับราฮามบรรพบุรุษของเราทั้งหลายมีอยู่ในขณะที่ท่านยังไม่ได้รับพิธีสุหนัต.
รม. 4:13 เพราะว่ากพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮามหรือเชื้อสายของท่านว่าขจะ1ได้โลกนี้เป็นมรดกนั้น ไม่ใช่ได้มาโดยกฎบัญญัติ แต่โดย2ความชอบธรรมแห่งความเชื่อ.
รม. 4:14 ด้วยว่ากถ้าบรรดาผู้ที่ยึดกฎบัญญัติได้เป็นทายาทแล้ว ความเชื่อก็จะกลายเป็นสิ่งว่างเปล่า และพระสัญญาก็จะสูญเสียประสิทธิภาพ
รม. 4:15 เหตุว่ากกฎบัญญัตินั้นย่อมนำมาซึ่งพระพิโรธ แต่ถ้าขที่ใดไม่มีกฎบัญญัติที่นั่นก็ไม่มีการล่วงละเมิด.
รม. 4:16 เหตุฉะนั้น[การเป็นทายาท]มาจากความเชื่อ เพื่อจะได้เป็นไปตาม กพระคุณเพื่อพระสัญญานั้นจะตกแก่ทุกคนที่เป็นเชื้อสายอย่างแน่นอน และมิใช่แก่ผู้ที่เป็น[เชื้อสาย]โดยยึดกฎบัญญัติเพียงพวกเดียว แต่แก่ผู้ที่เป็น[เชื้อสาย]โดยความเชื่อของอับราฮามผู้เป็น1บิดาของเราทุกคนด้วย
รม. 4:17 เหมือน[มีคำ]เขียนไว้แล้วว่า “กเราได้ตั้งเจ้าไว้ให้เป็นบิดาของชนหลายชาติ” ในสายพระเนตรของพระเจ้าที่ท่าน1เชื่อ คือ[พระเจ้า]ขผู้ทรง2ทำให้คนที่ตายแล้วมีชีวิตเป็นขึ้น และทรง3เรียกสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น.
รม. 4:18 แม้ในขณะที่ไม่มีความหวัง[ อับราฮาม]ก็ยังได้เชื่อ1ในความหวังนั้น เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของชนหลายชาติ ตามคำที่ตรัสไว้แล้วว่า "กเชื้อสายของเจ้าจะเป็นเช่นนั้นแหละ."
รม. 4:19 ความเชื่อของท่านมิได้ถดถอยลงเลย [ถึงแม้] กเมื่อท่านมีอายุประมาณร้อยปีท่านได้คิดว่าร่างกายของท่าน[เป็นเสมือน]1ขตายเสียแล้ว และคครรภ์ของนางซาราก็ไม่อาจให้กำเนิดได้แล้ว
รม. 4:20 ท่านก็ยังคงปราศจากความสงสัยและปราศจากความไม่เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า แต่กลับได้รับการเพิ่มกำลังโดยความเชื่อและถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า
รม. 4:21 และยังเชื่อมั่นเต็มที่ว่ากสิ่งใดที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แล้ว พระองค์ย่อมต้องสามารถกระทำให้สำเร็จได้.
รม. 4:22 เหตุฉะนั้นสิ่งนี้จึงนับเป็นความชอบธรรมของท่าน.
รม. 4:23 ถ้อยคำที่ว่า "นับเป็นความชอบธรรมของท่าน" ก็มิได้เขียนไว้สำหรับท่านแต่ผู้เดียว
รม. 4:24 แต่สำหรับเราทั้งหลายซึ่งจะถูกนับ[ว่าชอบธรรม]ด้วย คือเราทั้งหลายที่เชื่อใน1พระองค์ผู้ทรงทำให้องค์พระเยซูเจ้าของเราเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
รม. 4:25 พระเยซูทรงถูกมอบไว้เพราะเหตุการล่วงละเมิดของเรา และ1ทรงเป็นขึ้นมากเพื่อการโปรดให้ชอบธรรมของเรา.

คำอธิบาย โรม บทที่ 4

รม. 4:1 1 หลังจากที่เปาโลกล่าวถึงการโปรดให้ชอบธรรมทางด้านฐานะซึ่งเป็นทัศนะภายนอก และได้สำเร็จโดยการตายของพระคริสต์ในบทที่ 3 แล้วในบทนี้ท่านได้ให้เราเห็นถึงการโปรดให้ชอบธรรมทางด้านธาตุแท้ซึ่งเป็นทัศนะภายใน ซึ่งกระทำสำเร็จโดยการเป็นขึ้นของพระคริสต์. เปาโลยกอับราฮามมาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงว่าการโปรดให้ชอบธรรมที่พอเพียงและมีชีวิต คือการงานที่ลึกกว่าของพระเจ้าในการเรียกมนุษย์ ที่ตกต่ำให้หลุดพ้นจากทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้าและนำเขากลับคืนสู่พระเจ้า เพื่อเขาจะเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสิ้นเชิง และไม่เชื่อวางใจในตัวเอง. ในเยเนซิศบทที่ 15 การที่อับราฮามได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาป แต่เพื่อจะได้มาซึ่งพงศ์พันธุ์ที่จะก่อกำเนิดอาณาจักรซึ่งจะมารับแผ่นดินโลกเป็นมรดก (ข้อ 13). ทำนองเดียวกันในบทนี้ได้ชี้แจงว่า การโปรดให้ชอบธรรมนั้นไม่เพียงมีเพื่อช่วยให้มนุษย์พ้นจากการปรับโทษของพระเจ้าเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังมีเพื่อให้พระเจ้าได้รับบุตรเป็นอันมากด้วย (8:29-30) เพื่อก่อรูปขึ้นเป็นพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์ (บทที่ 12) เป็นอาณาจักรของพระเจ้า (14:17) เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. การโปรดให้ชอบธรรมทางด้านฐานะที่เป็นทัศนะภายนอกซึ่งกล่าวไว้ในบทที่ 3 เกี่ยวข้องกับการไถ่เพื่อให้เราได้คืนดีกันกับพระเจ้า. ส่วนการโปรดให้ชอบธรรมทางด้านธาตุแท้ที่เป็นทัศนะภายในที่กล่าวไว้ในบทนี้เกี่ยวข้องกับชีวิต เพื่อให้เราได้กลายเป็นทายาทที่จะมาสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า. สิ่งนี้มีข้อเรียกร้องให้เนื้อหนังและกำลังตามธรรมชาติของเราถูกตัดทิ้งไป คือต้องรับพิธีสุหนัตนั่นเอง.
รม. 4:1 2 อับราฮามเป็นบรรพบุรุษของผู้เชื่อทั้งหมดคือทั้งผู้ที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัตแต่มีความเชื่ออย่างเดียวกัน และผู้ที่ได้รับพิธีสุหนัตซึ่งได้ดำเนินตามรอยเท้าแห่งความเชื่ออย่างเดียวกันนี้ด้วย.
รม. 4:2 1 คำนี้ชี้ถึงการที่อับราฮามได้กระทำบางสิ่งเพื่อพระเจ้าโดยตัวของเขาเอง เช่นที่เขาคิดจะให้พระเจ้ายอมรับผลแห่งความพยายามของเขาไว้ (คนแรกคือโลต, ต่อมาคืออะลีอาเซ็ร, และต่อมาก็คือยิศมาเอลที่เกิดจากนางฮาฆาร) เป็นพงศ์พันธุ์ที่พระเจ้าทรงสัญญา. ในที่สุดผลลัพธ์ของการที่อับราฮามได้รับการโปรดให้ชอบธรรมคือเขาได้หยุดการทำงานเพื่อพระเจ้าของตัวเองลง. สิ่งนี้มีพิธีสุหนัตเป็นแบบเล็ง (ข้อ 11) ซึ่งพิธีนี้ก็คือการตัดเนื้อหนังทิ้งไปนั่นเอง. ดังนั้นพิธีสุหนัตจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้เตือนสติอับราฮามอยู่เสมอให้เขาหยุดการกระทำของตัวเองลง และเป็นอยู่โดยความเชื่อในพระเจ้า. การได้รับการโปรดให้ชอบธรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประพฤติและสิ่งที่เนื้อหนังได้กระทำสำเร็จเลยแม้แต่น้อย.
รม. 4:3 ก ยนซ.15:6; รม.4:9, 22; ฆต.3:6; ยก.2:23
รม. 4:3 1 การเชื่อพระเจ้าเป็นผลสะท้อนที่อับราฮามมีขึ้นอย่างอัตโนมัติต่อการที่พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาครั้งแล้วครั้งเล่า. พระเจ้าได้มาปรากฏแก่อับราฮามอยู่หลายครั้งด้วยกัน (ยนซ.12:1-3, 7; 13:14-17; 15:1-7; บทที่ 18; กจ.7:2) และแต่ละครั้งพระองค์ก็ทรงถ่ายเทส่วนประกอบบางอย่างแห่งสง่าราศีของพระองค์และตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในอับราฮาม. ดังนั้นแท้จริงแล้วการที่อับราฮามเชื่อก็คือการที่องค์ประกอบซึ่งพระเจ้าได้ถ่ายเทเข้าสู่ภายในเขานั้นได้หลั่งไหลออกจากภายในเขานั่นเอง. ผลสะท้อนที่พระเจ้ามีต่อการที่อับราฮามได้เชื่อก็คือการโปรดให้เขาชอบธรรมซึ่งก็คือการนับว่าเขาเป็นคนชอบธรรมนั่นเอง. สิ่งนี้ไม่ได้มาจากการประพฤติ แต่มีพื้นฐานโดยการเชื่อพระเจ้าของเขา.
รม. 4:4 1 มนุษย์ธรรมชาติคอยกระทำการเพื่อพระเจ้าอยู่เสมอเพราะต้องการจะได้รับค่าตอบแทน (ค่าจ้าง). สำหรับมนุษย์ธรรมชาติเหล่านี้แล้ว ไม่มีพระคุณ, ไม่มีความเชื่อ, และไม่มีการรับสุข (ดู อซด.12:45).
รม. 4:4 ก รม.11:6
รม. 4:4 2 การที่พระเจ้าทรงโปรดให้เราชอบธรรมไม่ได้เป็นค่าตอบแทน (ค่าจ้าง) การประพฤติดี (การงานที่ดี) ของเรา แต่เป็นพระคุณที่ประทานแก่เราโดยไม่คิดมูลค่าโดยการไถ่ของพระคริสต์. ถ้าการที่พระเจ้าจะทรงโปรดให้เราชอบธรรมนั้นมีการประพฤติดีของเราเป็นพื้นฐาน หรือเรียกร้องให้เราประพฤติดีก่อนการโปรดให้ชอบธรรมนั้นก็จะกลายเป็นค่าจ้างที่เราได้มาจากการประพฤติดีของเรา คือเป็นสิ่งที่เราสมควรจะได้ ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เราโดยไม่คิดมูลค่า. ในเมื่อการที่พระเจ้าทรงโปรดให้ชอบธรรมนั้นได้นับตามพระคุณของพระเจ้า จึงไม่ได้มาจากการประพฤติอีกไม่เช่นนั้นพระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป (11:6). การประพฤติของเราย่อมไม่อาจแทนที่พระคุณของพระเจ้าได้ พระคุณของพระเจ้าก็จำต้องเป็นสิ่งที่เด็ดขาดด้วย.
รม. 4:7 ก บพส.32:1
รม. 4:7 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
รม. 4:8 ก บพส.32:2
รม. 4:11 ก ยนซ.17:10, 23
รม. 4:11 1 พิธีสุหนัตไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อับราฮามได้รับการโปรดให้ชอบธรรมแต่เป็นเครื่องหมายและหลักฐานทางภายนอกว่า พระเจ้าได้โปรดให้เขาชอบธรรมแล้ว. พิธีสุหนัตเล็งถึงการตัดกำลังตามธรรมชาติของมนุษย์ทิ้งไป อันเป็นสิ่งที่อับราฮามเคยพยายามใช้ในการทำให้พระเจ้าพอพระทัยโดยการให้กำเนิดยิศมาเอล. ก่อนที่อับราฮามจะรับพิธีสุหนัต เขาก็ได้รับการโปรดให้ชอบธรรมแล้ว. ในเยเนซิศบทที่ 15 พระเจ้าก็ได้ทรงยืนยันพันธสัญญาที่ทรงตั้งไว้กับเขาแล้ว. ในด้านอับราฮามนั้น พิธีสุหนัตนี้มีเพื่อยืนยันพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงตั้งไว้กับเขา เพื่อคอยเตือนสติอับราฮามอยู่เสมอว่าเขาไม่ควรใช้กำลังตามธรรมชาติมาทำให้พระเจ้าพอพระทัยอีกต่อไป.
รม. 4:11 2 ดูข้อ 13 คำอธิบาย 2.
รม. 4:12 ก ฆต.6:16; ฟป.3:16
รม. 4:12 1ก ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ดำเนินไปตามวิธีที่มีกฎเกณฑ์และแน่นอน (ดู ฆต.5:25 คำอธิบาย 2; ฟป.3:16 คำอธิบาย 4). ในที่นี้เล็งถึงการดำเนินตามรอยเท้าโดยการถือรักษาหลักการพื้นฐานแห่งความเชื่อ. หากผู้ใดดำเนินตามรอยเท้าแห่งความเชื่อของอับราฮาม อับราฮามก็จะกลายเป็นบรรพบุรุษของคนที่ได้รับพิธีสุหนัตสำหรับผู้นั้น และผู้นั้นก็จะเข้าสู่การดำเนินชีวิตที่ไม่เชื่อวางใจในตัวเองแต่เชื่อวางใจในพระเจ้า ซึ่งจะทำให้เขาได้รับการโปรดให้ชอบธรรมทางด้านทัศนะภายในและกลายเป็นพงศ์พันธุ์ที่แท้จริงของอับราฮาม.
รม. 4:13 ก รม.9:8; ฆต.3:16
รม. 4:13 ข ยนซ.17:4-7; 22:17
รม. 4:13 1 การโปรดให้ชอบธรรมมีเพื่อทำให้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับโลกนี้เป็นมรดก เพื่อเขาจะสามารถครองอำนาจเพื่อพระเจ้าบนแผ่นดินโลก (ยนซ.1:26).
รม. 4:13 2 กฎบัญญัติเป็นแผนการบริหาร (การจัดแจง) ชั่วคราวของพระเจ้าสำหรับผู้ที่อยู่ในพันธสัญญาเดิม เพราะกฎบัญญัติเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาเพียงชั่วคราวเนื่องจากการล่วงละเมิดของมนุษย์ (ฆต.3:19). ส่วนหลักความเชื่อเป็นแผนการบริหาร (การจัดแจง) ที่นิรันดร์ของพระเจ้าสำหรับผู้ที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ เพราะหลักความเชื่อนี้มีโครงการที่นิรันดร์ของพระเจ้าเป็นพื้นฐาน (เทียบ 1ตธ.1:4 คำอธิบาย 3). ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ตามกฎบัญญัติ. ถ้าผู้ใดประพฤติตามสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ในกฎบัญญัติ ผู้นั้นก็จะได้รับความชอบธรรมอันเป็นความชอบธรรมแห่งกฎบัญญัติ (9:31) หรือความชอบธรรมที่มาจากกฎบัญญัติ (10:5; ฟป.3:9). ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ตามหลักความเชื่อ. ถ้าผู้ใดเชื่อพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เชื่อ (1ยฮ.3:23) ตามการจัดแจงของพระเจ้า ผู้นั้นก็จะได้รับความชอบธรรมอันเป็นความชอบธรรมแห่งความเชื่อ (ข้อ 11) หรือความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อ (9:30; 10:6). หลักความเชื่อที่พระเจ้าทรงจัดแจงไว้ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่และได้มาแทนที่กฎบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิมนั้นเพิ่งได้มาถึงในช่วงเวลาของพันธสัญญาใหม่ (ฆต.3:23, 25). หลักความเชื่อที่ได้มาแทนกฎบัญญัตินี้ยังเป็นทัศนะภายนอกต่อเรา. เมื่อเราเชื่อพระคริสต์ที่พระเจ้าประสงค์ให้เราเชื่ออย่างเป็นทัศนะภายในตามหลักความเชื่อที่เป็นทัศนะภายนอก เราก็จะได้รับความชอบธรรมแห่งความเชื่อ. ความชอบธรรมนี้ก็คือพระคริสต์ที่เราได้รับโดยการเชื่ออย่างเป็นทัศนะภายในของเรา ตามหลักความเชื่ออันเป็นทัศนะภายนอกซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดแจงไว้. พระองค์ทรงเป็นความชอบธรรมของพระเจ้าที่เราได้รับ (1กธ.1:30).
รม. 4:14 ก ฆต.3:18
รม. 4:15 ก 1กธ.15:56
รม. 4:15 ข รม.3:20; 5:20; 7:7
รม. 4:16 ก รม.3:24
รม. 4:16 1 ในฐานะที่อับราฮามเป็นบิดาของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก ท่านจึงเป็นคนแรกของเผ่าพันธุ์ใหม่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร. แต่เดิมเราได้เกิดมาในเผ่าพันธุ์ของอาดามที่ตกต่ำ บัดนี้เราได้บังเกิดใหม่เข้าสู่เผ่าพันธุ์ของอับราฮามที่ถูกเรียก. ทุกคนที่ประกอบด้วยความเชื่อเหมือนอับราฮามล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในเผ่าพันธุ์ใหม่และเป็นบุตรของอับราฮาม (ฆต.3:7).
รม. 4:17 ก ยนซ.17:5
รม. 4:17 1 อับราฮามเชื่อพระเจ้าในสองสิ่งด้วยกันคือ (1) การถือกำเนิดของยิศฮาค ซึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า "ผู้ทรงเรียกสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น" (2) การถวายยิศฮาคเป็นเครื่องบูชาและได้กลับคืนมาอีก ซึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า "ผู้ทรงทำให้คนที่ตายแล้วมีชีวิตเป็นขึ้น." อับราฮามได้เชื่อพระเจ้าผู้นี้และได้ปรับใช้พระองค์ในสถานการณ์ของเขา. โดยเหตุที่อับราฮามมีความเชื่อเช่นนี้ เขาจึงเชื่อในพระคำที่พระเจ้าตรัสถึงการกำเนิดของยิศฮาค ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ และเขายังเชื่อฟังคำบัญชาของพระเจ้าทันทีในการมอบถวายยิศฮาคเป็นเครื่องบูชาโดยเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ยิศฮาคนั้นเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายได้ (ฮร.11:17-19).
รม. 4:17 ข ฮร.11:19
รม. 4:17 2 นี่คือฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่แห่งการเป็นขึ้นของพระเจ้า. ฤทธิ์เดชนี้ทำให้เราสามารถกำจัดความตายและมีชัยชนะต่อทุกสิ่งที่อยู่ฝ่ายความตายได้. อับราฮามได้ประสบการณ์ถึงฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่แห่งการเป็นขึ้นนี้ในขณะที่ท่านได้ถวายยิศฮาคเป็นเครื่องบูชาตามพระบัญชาของพระเจ้า.
รม. 4:17 3 นี่คือฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่แห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า. ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการเนรมิตสร้าง พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุในการเนรมิตสร้าง พระองค์เพียงแค่ตรัสเท่านั้นก็สามารถเนรมิตสร้างสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นได้. พระองค์ "ตรัสแล้วก็เป็นไปตามคำตรัสนั้น" (บพส.33:9).
รม. 4:18 1 แปลตามตรงคือ โดยพึ่งใน. อับราฮามเป็นตัวอย่างของผู้ที่ได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ คือมีชีวิตเป็นอยู่โดยพึ่งในสิ่งที่เขาเฝ้าหวังนั้น (ดู ฮร.11:1 คำอธิบาย 3).
รม. 4:18 ก ยนซ.15:5
รม. 4:19 ก ยนซ.17:17
รม. 4:19 ข ฮร.11:12
รม. 4:19 1ข คำนี้แสดงถึงการสิ้นสุดแห่งกำลังธรรมชาติของอับราฮาม. การสิ้นสุดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่พระเจ้าทรงโปรดให้เขาชอบธรรมในด้านทัศนะภายใน.
รม. 4:19 ค ยนซ.18:11; ฮร.11:11
รม. 4:21 ก ยนซ.18:14
รม. 4:24 1 ความเชื่อที่ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมของเรานั้น ก็คือเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาพระคริสต์เพื่อความบาปของเราตามความชอบธรรม, ให้พระองค์ตายแทนเราตามความชอบธรรม, และให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายตามความชอบธรรม.
รม. 4:25 1 การตายของพระคริสต์ได้ปฏิบัติและตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเราจึงได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้าโดยการตายของพระคริสต์ (3:24). ส่วนการเป็นขึ้นของพระองค์ได้พิสูจน์ว่าการที่พระองค์ทรงตายเพื่อเราได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของพระเจ้าแล้ว, เนื่องจากการตายนี้เราจึงได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้า, และในพระองค์ผู้เป็นขึ้นองค์นี้ เราได้รับการยอมรับต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าแล้ว. ไม่เพียงเท่านี้พระองค์ผู้เป็นขึ้นผู้นี้ก็ยังอยู่ในเรา ทรงดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตที่จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าเพื่อเรา.
รม. 4:25 ก ยฮ.16:10
สารบัญ