โรม บทที่ 3
รม.
3:1 ถ้าอย่างนั้นพวกยูดายได้เปรียบกว่าคนทั้งปวงประการใด? และพิธีสุหนัตนั้น[มี]ประโยชน์อะไรเล่า?
รม.
3:2 มีอยู่มากในทุกด้าน. ประการแรกสุด เขาได้เป็นผู้รับมอบหมายพระดำรัสของพระเจ้า.
รม.
3:3 แล้วถ้ามีบางคนไม่เชื่อเล่าจะเป็นอย่างไร? ความไม่เชื่อของเขานั้นจะล้มล้างความสัตย์ซื่อของพระเจ้าไปหรือ?
รม.
3:4 ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! แม้ทุกคนจะเป็นคนพูดมุสา แต่พระเจ้ายังทรงจริงแท้เหมือน[มีคำ]เขียนไว้แล้วว่า "กท่านจะได้ 1ปรากฏว่าเป็นผู้ชอบธรรมในคำตรัสทั้งหลายของท่าน และท่านจะได้มีชัยชนะขณะเมื่อเขาจะพิพากษาท่าน."
รม.
3:5 แต่ถ้าความอธรรมของเราเป็นเหตุให้ความชอบธรรมของพระเจ้าปรากฏ เราจะว่าอย่างไร? พระเจ้าผู้ทรงพระพิโรธลงมาเหนือเราจะทรงอธรรมหรือ? ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์.
รม.
3:6 ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! หากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร?
รม.
3:7 แต่หากคำมุสาของข้าพเจ้าทำให้1กความสัตย์จริงของพระเจ้าปรากฏเปี่ยมล้นออกซึ่งสง่าราศีของพระองค์แล้ว เขายังพิพากษาข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาปทำไม?
รม.
3:8 และทำไมไม่กล่าวว่า “ให้เราทำชั่วเพื่อความดีจะได้เกิดขึ้น?” ตามที่เราได้ถูกใส่ร้ายและบางคนยังยืนยันว่าเราได้กล่าวอย่างนั้น. 1การพิพากษาซึ่งคนเหล่านั้นจะได้รับก็ยุติธรรมอยู่แล้ว.
4. โดยรวม — ต่อคนทั้งโลก
3:9-20
3:9-20
รม.
3:9 เช่นนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร? พวกเราดีกว่า[พวกเขา]หรือ? ก็หามิได้! ด้วยว่าเราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า ทั้งพวกยูดายและพวกกรีกก็ล้วนอยู่ใต้1ความบาปด้วยกันทุกคน
รม.
3:10 เหมือน[มีคำ]เขียนไว้แล้วว่า “กไม่มีคนชอบธรรมสักคนหนึ่ง ไม่มีเลย
รม.
3:11 ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า.
รม.
3:12 ทุกคนล้วนได้หันเหไป กลายเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดที่ประพฤติ1ดี ไม่มีเลยแม้สักคนเดียว.
รม.
3:13 กลำคอของเขาเป็นหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวงขพิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา
รม.
3:14 กปากของเขาเต็มด้วยคำแช่งด่าและคำขมขื่น.
รม.
3:15 เท้าของเขากว่องไวในการทำให้นองเลือด
รม.
3:16 เขาก่อการทำลายและความทุกข์เข็ญไว้ตามรายทางที่เขา[ผ่าน]
รม.
3:17 เขาไม่รู้จัก1ทางแห่งสันติสุข.
รม.
3:18 กในแววตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้า.”
รม.
3:19 ฝ่ายเราทั้งหลายรู้อยู่ว่า สิ่งสารพัดซึ่งกฎบัญญัติได้กล่าวไว้ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้กฎบัญญัติ 1เพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อคนทั้งโลกจะได้ตกอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า.
รม.
3:20 เหตุว่าไม่มี[มนุษย์ฝ่าย]เนื้อหนังคนใด จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ได้ กเนื่องจากการประพฤติตามกฎบัญญัติ เพราะว่าจะรู้จักความบาปได้ก็โดยขกฎบัญญัตินั้น.
III. การโปรดให้ชอบธรรม
3:21 — 5:11
3:21 — 5:11
1. คำนิยาม
3:21-31
3:21-31
รม.
3:21 แต่เดี๋ยวนี้1ความชอบธรรมของพระเจ้าที่2อยู่นอกเหนือจากกฎบัญญัติก็ได้3ปรากฏแล้ว โดยมีกฎบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่
รม.
3:22 คือความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งประทานแก่ทุกคนที่เชื่อโดย1ความเชื่อของพระเยซูคริสต์ ซึ่งไม่มีข้อแตกต่างกัน
รม.
3:23 เหตุว่ากทุกคนได้กระทำบาป และบกพร่องต่อ1สง่าราศีของพระเจ้า
รม.
3:24 แต่เพราะพระคุณของพระเจ้าจึงได้รับ1การโปรดให้ชอบธรรมอย่าง2ไม่คิดมูลค่าโดย3การไถ่ในพระคริสต์เยซู
รม.
3:25 พระเจ้าได้ทรง1ตั้งพระคริสต์เยซูไว้ให้ปรากฏเป็น2กที่ระงับ[ข้อพิพาท]ด้วยพระโลหิตของพระองค์โดยความเชื่อ เพื่อจะได้สำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ และได้ทรง3ละเว้นความบาปที่มนุษย์ได้กระทำไว้ในกาลก่อนนั้น
รม.
3:26 เพื่อจะได้สำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ เพื่อพระองค์จะได้ชอบธรรมและยังสามารถให้ทุกคนที่1เชื่อพระเยซูได้รับ2การโปรดให้ชอบธรรมด้วย.
รม.
3:27 เช่นนั้นแล้ว เรามีอะไรที่จะอวดได้? 1ไม่มีเลย โดยกฎอะไรหรือ? โดยกฎแห่งการประพฤติหรือ? มิใช่ แต่โดยกฎแห่งความเชื่อต่างหาก.
รม.
3:28 เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายนับว่า กมนุษย์จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อ ไม่เกี่ยวข้องกับการประพฤติตามกฎบัญญัติ.
รม.
3:29 พระเจ้าเป็นพระเจ้าของชาวยูดายพวกเดียวหรือ? พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของพวกต่างชาติด้วยหรือ? ใช่แล้ว ทรงเป็นพระเจ้าของพวกต่างชาติด้วย
รม.
3:30 เหตุว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว พระองค์จะให้คนที่รับพิธีสุหนัตได้รับการโปรดให้ชอบธรรม1จากความเชื่อ และจะให้คนที่กไม่ได้รับพิธีสุหนัตได้รับการโปรดให้ชอบธรรม1โดยความเชื่อด้วย.
รม.
3:31 ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะทำให้กฎบัญญัติไร้ประสิทธิภาพโดยความเชื่อหรือ? ไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! แต่เรากลับกระทำให้กฎบัญญัติมั่นคงยิ่งขึ้น.
คำอธิบาย โรม บทที่ 3
รม.
3:4 ก บพส.51:4
รม.
3:4 1 พระเจ้าจำต้องทำให้เราเชื่อในความชอบธรรมของพระองค์ก่อน เราจึงจะสามารถกลับใจและเชื่อเข้าสู่พระองค์ได้. ดังนั้นพระองค์จะต้องถูกเรายอมรับว่าชอบธรรมก่อน แล้วเราจึงจะรับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระองค์ได้.
รม.
3:7 ก รม.15:8
รม.
3:7 1ก ศัพท์ภาษากรีกคือคำเดียวกับคำว่า "หลักความจริง" (ความเที่ยงแท้). ในที่นี้และใน 15:8 คำนี้ได้ชี้ถึงความจริงแท้ ความจริงใจ การมีสัจจะ ความสัตย์ซื่อ และการเชื่อพึ่งได้อันเป็นคุณธรรมประการหนึ่งของพระเจ้า (เทียบ 1ยฮ.1:6 คำอธิบาย 6 ประเด็นที่ 7).
รม.
3:8 1 การพิพากษานิรันดร์. ดู 2:2 คำอธิบาย 1.
รม.
3:9 1 ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
รม.
3:10 ก บพส.14:1-3; 53:1-3
รม.
3:12 1 หรือ ความเอ็นดู.
รม.
3:13 ก บพส.5:9
รม.
3:13 ข บพส.140:3
รม.
3:14 ก บพส.10:7
รม.
3:15 ก ยซย.59:7-8
รม.
3:17 1 เมื่อก่อนเราเป็นคนบาปที่ไม่รู้หนทางแห่งสันติสุข. บัดนี้เราเป็นไมตรีกันกับพระเจ้า (5:1) ซึ่งก็คือมีสันติสุขนั่นเอง.
รม.
3:18 ก บพส.36:1
รม.
3:19 1 พระประสงค์ของพระเจ้าในการประทานกฎบัญญัตินั้นก็เพื่อเปิดโปง, สยบมนุษย์, และปกป้องหรือดูแลรักษาผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรไว้สำหรับพระคริสต์ เพื่อเขาจะถูกนำมาสู่พระคริสต์ (ดู ฆต.3:23-24 และคำอธิบาย).
รม.
3:20 ก ฆต.2:16
รม.
3:20 ข รม.7:7; 5:13, 20
รม.
3:21 1 ดู 1:17 คำอธิบาย 1. ข้อ 22 ก็เช่นเดียวกัน.
รม.
3:21 2 ความชอบธรรมของพระเจ้าที่ได้ปรากฏแจ้งในกิตติคุณนั้น (1:17) เป็นพื้นฐานและเป็นฐานรากในการแจกจ่ายพระองค์เองเข้าสู่ภายในมนุษย์ตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ความชอบธรรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกฎบัญญัติในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาเดิมเลย (ดู ฟป.3:9 และคำอธิบาย).
รม.
3:21 3 ชาวยูดายนั้นแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าโดยการประพฤติตามกฎบัญญัติ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับ เพราะไม่มีมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังคนใดจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้โดยการประพฤติตามกฎบัญญัติ (ข้อ 20). แต่เดี๋ยวนี้ความชอบธรรมของพระเจ้าได้มาปรากฏแก่เราโดยการเชื่อในพระคริสต์ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากกฎบัญญัติ (1:17).
รม.
3:22 1 หรือ ความเชื่อที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ชี้ถึงความเชื่อของพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเรา ได้กลายเป็นความเชื่อที่เราใช้สำหรับเชื่อพระองค์ เหมือนในข้อ 26; ฆต.2:16, 20; 3:22; อฟ.3:12; ฟป.3:9.
ความเชื่อเป็นสิ่งที่มีเป้าหมายและยังเป็นสิ่งที่ออกมาจากเป้าหมายนี้ด้วย. เป้าหมายนี้ก็คือพระเยซูผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง. เมื่อมนุษย์ได้ยินพระองค์, ได้รู้จักพระองค์, ได้ชื่นชมพระองค์, และมีความล้ำค่าในพระองค์ พระองค์ก็ได้ก่อให้เกิดความเชื่อขึ้นภายในมนุษย์ ทำให้เขาเชื่อพระองค์. ด้วยเหตุนี้ พระองค์ก็ได้กลายเป็นความเชื่ออยู่ในมนุษย์ ให้มนุษย์ใช้สำหรับเชื่อในพระองค์. ดังนั้นความเชื่อก็ได้กลายเป็นความเชื่อที่อยู่ในพระองค์ และเป็นของพระองค์ด้วย.
ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เชื่อพระเยซูผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง. หากมนุษย์ไม่เชื่อพระองค์ เขาก็ได้กระทำบาปหนึ่งเดียวต่อพระพักตร์พระเจ้า (ยฮ.16:9). อย่างไรก็ดีหากมนุษย์เชื่อพระองค์ เขาก็มีความชอบธรรมที่สูงสุดต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าทรงถือว่าความเชื่อนี้เป็นความชอบธรรมของเขา. ในเวลาเดียวกันความเชื่อนี้ก็นำเอาเป้าหมาย คือพระเจ้าที่กลายเป็นมนุษย์ผู้นี้ เข้าสู่ภายในของผู้ที่เชื่อพระองค์. พระองค์ก็คือความชอบธรรมของพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงประทานพระองค์ให้เป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่มีพระองค์อาศัยอยู่ภายใน (ยรม.23:6). ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากและขึ้นอยู่กับความเชื่อที่อยู่ในพระองค์และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น (เทียบ ฮร.12:2).
ความเชื่อเป็นสิ่งที่มีเป้าหมายและยังเป็นสิ่งที่ออกมาจากเป้าหมายนี้ด้วย. เป้าหมายนี้ก็คือพระเยซูผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง. เมื่อมนุษย์ได้ยินพระองค์, ได้รู้จักพระองค์, ได้ชื่นชมพระองค์, และมีความล้ำค่าในพระองค์ พระองค์ก็ได้ก่อให้เกิดความเชื่อขึ้นภายในมนุษย์ ทำให้เขาเชื่อพระองค์. ด้วยเหตุนี้ พระองค์ก็ได้กลายเป็นความเชื่ออยู่ในมนุษย์ ให้มนุษย์ใช้สำหรับเชื่อในพระองค์. ดังนั้นความเชื่อก็ได้กลายเป็นความเชื่อที่อยู่ในพระองค์ และเป็นของพระองค์ด้วย.
ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เชื่อพระเยซูผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง. หากมนุษย์ไม่เชื่อพระองค์ เขาก็ได้กระทำบาปหนึ่งเดียวต่อพระพักตร์พระเจ้า (ยฮ.16:9). อย่างไรก็ดีหากมนุษย์เชื่อพระองค์ เขาก็มีความชอบธรรมที่สูงสุดต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าทรงถือว่าความเชื่อนี้เป็นความชอบธรรมของเขา. ในเวลาเดียวกันความเชื่อนี้ก็นำเอาเป้าหมาย คือพระเจ้าที่กลายเป็นมนุษย์ผู้นี้ เข้าสู่ภายในของผู้ที่เชื่อพระองค์. พระองค์ก็คือความชอบธรรมของพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงประทานพระองค์ให้เป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่มีพระองค์อาศัยอยู่ภายใน (ยรม.23:6). ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากและขึ้นอยู่กับความเชื่อที่อยู่ในพระองค์และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น (เทียบ ฮร.12:2).
รม.
3:23 ก 1พกษ.8:46
รม.
3:23 1 สง่าราศีของพระเจ้าก็คือพระเจ้าที่สำแดงออกมา. เมื่อพระเจ้าได้สำแดงออกก็จะเห็นถึงสง่าราศีของพระองค์. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้สำแดงพระองค์เพื่อสง่าราศีของพระองค์. แต่มนุษย์ได้ทำบาปและขัดกับความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้า. แทนที่มนุษย์จะสำแดงพระเจ้า เขากลับไปสำแดงความบาปและตัวตนที่มีบาปของเขา. ดังนั้นมนุษย์จึงได้บกพร่องต่อสง่าราศีของพระเจ้า. การบกพร่องต่อสง่าราศีและการสำแดงของพระเจ้านี้ก็คือบาป. คนบาปเช่นเราไม่เพียงอยู่ภายใต้ข้อเรียกร้องที่แยกบริสุทธิ์และชอบธรรมของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ภายใต้ข้อเรียกร้องแห่งสง่าราศีของพระเจ้าอีกด้วย. เราทุกคนได้ละเมิดต่อสิ่งทรงเป็นที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าและได้ละเมิดต่อกฎบัญญัติที่ชอบธรรมของพระองค์ และยังได้บกพร่องต่อสง่าราศีของพระเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นเราทุกคนล้วนอยู่ภายใต้การปรับโทษของพระเจ้า.
รม.
3:24 1 การโปรดให้ชอบธรรมคือการกระทำของพระเจ้าในการยอมรับมนุษย์ตามมาตรฐานแห่งความชอบธรรมของพระองค์. พระเจ้าสามารถกระทำเช่นนี้ได้โดยมีการไถ่ของพระคริสต์เป็นพื้นฐาน.
รม.
3:24 2 ในเมื่อพระคริสต์ได้จ่ายราคาเพื่อความบาปของเราและได้ตอบสนองข้อเรียกร้องทั้งสิ้นที่พระเจ้ามีต่อเราในการไถ่ของพระองค์แล้ว พระเจ้าจึงจำต้องโปรดให้เราชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่าเพราะพระเจ้าทรงชอบธรรม. การโปรดให้ชอบธรรมนี้เป็นไปโดยพระคุณของพระเจ้าไม่ใช่โดยการประพฤติของเรา.
รม.
3:24 3 การไถ่คือการจ่ายราคาซื้อคืนมา. แต่เดิมนั้นมนุษย์เป็นของพระเจ้า แต่ได้สูญหายไปโดยความบาป. ข้อเรียกร้องแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ความชอบธรรม และสง่าราศีของพระเจ้ามีต่อมนุษย์ ก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถตอบสนองได้. แต่พระเจ้าก็ได้จ่ายราคาสูงสุดเพื่อเราโดยพระคริสต์ เพื่อจะได้เรากลับคืนมา. พระคริสต์ทรงตายบนกางเขนเพื่อไถ่เรา (ฆต.3:13; ตต.2:14; 1ปต.2:24; 3:18). พระโลหิตของพระองค์ได้สำเร็จการไถ่ที่นิรันดร์เพื่อเราแล้ว (1ปต.1:18-19).
รม.
3:25 1 ในพันธสัญญาเดิมนั้น สถานที่ระงับข้อพิพาท ซึ่งมีฝาปิดหีบพันธสัญญาเป็นแบบเล็งนั้นถูกซ่อนเร้นอยู่ในที่บริสุทธิ์สุด. แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระคริสต์ผู้เป็นความเที่ยงแท้ของที่ระงับข้อพิพาทนั้นทรงถูกตั้งไว้ให้ปรากฏต่อหน้ามวลมนุษย์ทั้งหลาย.
รม.
3:25 ก อซด.25:16-22; ลวต.16:12-16; ฮร.9:4-5
รม.
3:25 2ก สถานที่ระงับข้อพิพาทมีแบบเล็งอยู่ในอซด.25:17 โดยฝาปิดหีบพันธสัญญาที่ใช้ปกปิดความบาป. หีบพันธสัญญาเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะพบกับมนุษย์. หีบพันธสัญญานี้ใส่พระบัญญัติสิบประการอันเป็นกฎบัญญัติไว้ภายใน ซึ่งคอยเปิดโปงและปรับโทษความบาปของมนุษย์ที่มาติดต่อกับพระเจ้าโดยข้อเรียกร้องที่แยกบริสุทธิ์และชอบธรรมแห่งพระบัญญัตินี้. แต่โดยฝาของหีบพันธสัญญาพร้อมด้วยโลหิตแห่งการปกปิดความบาปที่ได้ประพรมไว้บนฝานั้น ในวันปกปิดบาปนั้น สถานการณ์ทั้งหมดของคนบาปก็ได้รับการปกปิดอย่างสิ้นเชิง. ดังนั้นพระเจ้าจึงสามารถพบกับพลไพร่ที่ละเมิดกฎบัญญัติอันชอบธรรมของพระองค์ได้บนฝาที่ใช้ปกปิดบาปนี้ และพระองค์สามารถทำเช่นนี้ได้โดยไม่ขัดกับความชอบธรรมในด้านการปกครองของพระองค์เลยถึงแม้จะอยู่ภายใต้การเพ่งมองของคะรูบีมที่มีสง่าราศีของพระองค์และได้ปกคลุมฝาปิดหีบพันธสัญญานั้นไว้ก็ตาม. ด้วยเหตุนี้ปัญหาระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจึงได้รับการระงับข้อพิพาทแล้ว ทำให้พระเจ้าสามารถอภัยและเมตตาต่อมนุษย์ และยังสามารถประทานพระคุณให้แก่มนุษย์ได้. นี่เป็นแบบเล็งของพระคริสต์ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าที่ทรงแบกรับความบาปที่ทำให้เกิดปัญหาระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าไป (ยฮ.1:29) และได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์, ความชอบธรรม, และสง่าราศีของพระเจ้า และระงับข้อพิพาทในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า. เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงสามารถละเว้นความบาปที่มนุษย์กระทำไว้ในกาลก่อนได้. พระเจ้าจำต้องกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความชอบธรรมของพระองค์. นี่คือสิ่งที่ได้กล่าวถึงในข้อนี้.
วลีที่ว่า "ฝาปิดหีบพันธสัญญา" ภาษาเฮ็บรายก็คือ kapporeth (คัพโพเรท). รากศัพท์ของคำนี้แปลว่าปกปิด. ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint) แปลเป็น hilasterion (ฮิลาสเทอเรียน) ซึ่งหมายถึง สถานที่ซึ่งใช้ในการระงับข้อพิพาท (มีความหมายเป็นนัยถึงการอภัยและความเมตตา" ในภาษากรีก คำว่า "อภัย" ใน ฮร.8:12 และคำว่า "ระงับข้อพิพาท" ใน ลก.18:13 คำอธิบาย 1 ล้วนมาจากรากศัพท์เดียวกัน). ในภาษาอังกฤษฉบับคิงเจมส์: KJV แปลเป็นพระที่นั่งแห่งความเมตตา (mercy seat) ภาษาจีนฉบับเหอเหอเปิ่น (Union Version) แปลเป็นพระที่นั่งสำหรับประทานพระคุณ ซึ่งชี้ถึงสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเมตตาและประทานพระคุณแก่มนุษย์. ใน ฮร.9:5 เปาโลได้กล่าวถึงฝาปิดหีบพันธสัญญาโดยใช้คำว่า "hilasterion (ฮิลาสเทอเรียน)" เช่นกัน. ใน รม.3:25 ได้ใช้คำนี้มาอธิบายว่าฝาปิดหีบพันธสัญญานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นสถานที่ระงับข้อพิพาทซึ่งพระเจ้าทรงตั้งไว้ให้เป็นที่ปรากฏ.
นอกจากคำว่า "ฮิลาสเทอเรียน" แล้วพันธสัญญาใหม่ยังใช้ศัพท์อีกสองคำที่มีรากศัพท์เดียวกันกับคำนี้มากล่าวถึงการที่พระคริสต์ทรงแบกรับความบาปของมนุษย์เพื่อระงับข้อพิพาทในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า. คำหนึ่งคือ hilaskomai (ฮิลาสโคไม ฮร.2:17) ชี้ถึงเรื่องของการระงับข้อพิพาท ซึ่งก็คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสันติโดยตอบสนองข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อสำเร็จการระงับข้อพิพาท. อีกคำหนึ่งคือ hilasmos (ฮิลาสมอส 1ยฮ.2:2; 4:10) เล็งถึงสิ่งที่ใช้ระงับข้อพิพาทก็คือเครื่องบูชาที่ใช้ในการระงับข้อพิพาท. พระคริสต์ทรงทำการระงับข้อพิพาทเพื่อความผิดบาปของเราจนสำเร็จแล้ว (ฮร.2:17) ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงกลายเป็นสิ่งที่ใช้ระงับข้อพิพาท ก็คือเครื่องบูชาสำหรับระงับข้อพิพาท (1ยฮ.2:2; 4:10) และยังได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีฝาปิดหีบพันธสัญญาเป็นแบบเล็ง (ฮร.9:5) อันเป็นที่ที่ให้เราได้รับสุขการระงับข้อพิพาทต่อพระพักตร์พระเจ้า และเป็นที่ซึ่งให้พระเจ้าประทานพระคุณแก่เราด้วย.
วลีที่ว่า "ฝาปิดหีบพันธสัญญา" ภาษาเฮ็บรายก็คือ kapporeth (คัพโพเรท). รากศัพท์ของคำนี้แปลว่าปกปิด. ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint) แปลเป็น hilasterion (ฮิลาสเทอเรียน) ซึ่งหมายถึง สถานที่ซึ่งใช้ในการระงับข้อพิพาท (มีความหมายเป็นนัยถึงการอภัยและความเมตตา" ในภาษากรีก คำว่า "อภัย" ใน ฮร.8:12 และคำว่า "ระงับข้อพิพาท" ใน ลก.18:13 คำอธิบาย 1 ล้วนมาจากรากศัพท์เดียวกัน). ในภาษาอังกฤษฉบับคิงเจมส์: KJV แปลเป็นพระที่นั่งแห่งความเมตตา (mercy seat) ภาษาจีนฉบับเหอเหอเปิ่น (Union Version) แปลเป็นพระที่นั่งสำหรับประทานพระคุณ ซึ่งชี้ถึงสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเมตตาและประทานพระคุณแก่มนุษย์. ใน ฮร.9:5 เปาโลได้กล่าวถึงฝาปิดหีบพันธสัญญาโดยใช้คำว่า "hilasterion (ฮิลาสเทอเรียน)" เช่นกัน. ใน รม.3:25 ได้ใช้คำนี้มาอธิบายว่าฝาปิดหีบพันธสัญญานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นสถานที่ระงับข้อพิพาทซึ่งพระเจ้าทรงตั้งไว้ให้เป็นที่ปรากฏ.
นอกจากคำว่า "ฮิลาสเทอเรียน" แล้วพันธสัญญาใหม่ยังใช้ศัพท์อีกสองคำที่มีรากศัพท์เดียวกันกับคำนี้มากล่าวถึงการที่พระคริสต์ทรงแบกรับความบาปของมนุษย์เพื่อระงับข้อพิพาทในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า. คำหนึ่งคือ hilaskomai (ฮิลาสโคไม ฮร.2:17) ชี้ถึงเรื่องของการระงับข้อพิพาท ซึ่งก็คือการทำให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสันติโดยตอบสนองข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อสำเร็จการระงับข้อพิพาท. อีกคำหนึ่งคือ hilasmos (ฮิลาสมอส 1ยฮ.2:2; 4:10) เล็งถึงสิ่งที่ใช้ระงับข้อพิพาทก็คือเครื่องบูชาที่ใช้ในการระงับข้อพิพาท. พระคริสต์ทรงทำการระงับข้อพิพาทเพื่อความผิดบาปของเราจนสำเร็จแล้ว (ฮร.2:17) ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงกลายเป็นสิ่งที่ใช้ระงับข้อพิพาท ก็คือเครื่องบูชาสำหรับระงับข้อพิพาท (1ยฮ.2:2; 4:10) และยังได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งมีฝาปิดหีบพันธสัญญาเป็นแบบเล็ง (ฮร.9:5) อันเป็นที่ที่ให้เราได้รับสุขการระงับข้อพิพาทต่อพระพักตร์พระเจ้า และเป็นที่ซึ่งให้พระเจ้าประทานพระคุณแก่เราด้วย.
รม.
3:25 3 แปลตามตรงคือ ข้ามผ่าน. ในสมัยพันธสัญญาเดิม ความบาปของมนุษย์ไม่ได้ถูกขจัดไปเพียงแต่ได้ถูกปกปิดด้วยเลือดของสัตว์บูชา ซึ่งเป็นแบบเล็งของพระคริสต์เท่านั้น. พระเจ้าทรงละเว้นความบาปเหล่านี้ของมนุษย์ซึ่งถูกปกปิดไว้จนกระทั่งพระคริสต์ได้เสด็จมา. พระองค์ทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงขจัดบาปของมนุษย์โลกไป (ยฮ.1:29). โดยการที่พระคริสต์ได้ทรงตายบนกางเขนและทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อการไถ่นั้น พระองค์ทรงขจัดบาปทั้งหมดที่ได้รับการปกปิดและละเว้นในกาลก่อน. ในเรื่องของการละเว้นบาปของพวกเขานั้น พระเจ้าได้สำแดงความชอบธรรมของพระองค์ต่อวิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิมแล้ว.
รม.
3:26 1 แปลตามตรงคือ ความเชื่อของพระเยซู หรือความเชื่อที่อยู่ในพระเยซู. ดูข้อ 22 คำอธิบาย 1.
รม.
3:26 2 พระเจ้าทรงโปรดให้ผู้เชื่อเป็นผู้ชอบธรรมเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์แก่ผู้ที่เชื่อพระเยซูในยุคพันธสัญญาใหม่นั่นเอง.
รม.
3:27 1 แปลตามตรงคือ สิ่งนี้ถูกปิดกั้นไว้อย่างสิ้นเชิงแล้ว!
รม.
3:28 ก ฆต.2:16
รม.
3:30 1 ความเชื่อเป็นแหล่งกำเนิดซึ่งผู้ที่ได้รับพิธีสุหนัตซึ่งมีฐานะเป็นพลไพร่อยู่แล้วจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้า ดังนั้นการที่พวกเขาได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจึงมาจากความเชื่อ. แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัตซึ่งมีฐานะที่ห่างเหินจากพระเจ้าและไม่ได้เป็นพลไพร่ของพระเจ้านั้น ความเชื่อเป็นหนทางที่จะทำให้พวกเขาได้บรรลุถึงฐานะที่จะทำให้ได้รับการโปรดให้ชอบธรรม ดังนั้นการที่พวกเขาได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจึงเป็นไปโดยความเชื่อ.
รม.
3:30 ก ฆต.3:8