โรม บทที่ 16
3. ความห่วงใยระหว่างคริสตจักรทั้งหลาย
16:1-24
16:1-24
รม.
16:1 ข้าพเจ้า1ขอแนะนำพี่น้องหญิงของเราไว้กับท่านทั้งหลาย คือฟอยเบซึ่งเป็นกผู้ปรนนิบัติใน2คริสตจักรที่อยู่ในเมืองขเก็งเครอาย
รม.
16:2 ขอให้ท่านกรับนางไว้ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า 1ตามที่สมควรแก่วิสุทธิชน และให้ช่วยเหลือนางในทุกสิ่งที่นางต้องการ เพราะนางนั้นได้2ช่วยอุปการะคนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย.
รม.
16:3 ขอทักทายมายังกปริศกีลาและกอะกูลา ขผู้ร่วมงานของข้าพเจ้าในพระคริสต์เยซู
รม.
16:4 ผู้ได้1เสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อป้องกัน2ชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณเขาทั้งสอง และมิใช่ข้าพเจ้าคนเดียว แต่3กคริสตจักรทั้งหลายแห่งชาวต่างชาติก็ขอบคุณเขาด้วย.
รม.
16:5 และขอทักทายมายัง1กคริสตจักรที่อยู่ใน2บ้านเขาด้วย. ขอทักทายมายังเอปายเนโตที่รักของข้าพเจ้า ผู้เป็นผลแรกในมณฑลอาเซียที่ถูกมอบให้กับพระคริสต์.
รม.
16:6 ขอทักทายมายังมาเรียผู้ได้ตรากตรำมากมายเพื่อท่านทั้งหลาย.
รม.
16:7 ขอทักทายมายังอันตะโรนิโกและยูเนีย ผู้เป็นกญาติของข้าพเจ้าและได้ขถูกจองจำร่วมกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนมีชื่อเสียงดีในท่ามกลางพวกอัครทูต และได้อยู่ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย.
รม.
16:8 ขอทักทายมายังอัมปลีอาโตที่รักของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
รม.
16:9 ขอทักทายมายังอุระบาโนกผู้ร่วมงานของเราในพระคริสต์ และซะตาคูศที่รักของข้าพเจ้า.
รม.
16:10 ขอทักทายมายังอะเปเลซผู้ที่ถูกทดสอบและได้รับ1การรับรองแล้วในพระคริสต์. ขอทักทายมายัง 2คนเหล่านั้นที่อยู่ในบ้านของอะริศโตบูโล.
รม.
16:11 ขอทักทายมายังเฮโรดิโอนกญาติของข้าพเจ้า. ขอทักทายมายัง1คนเหล่านั้นผู้อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งอยู่ในครอบครัวของนาระกีโซ.
รม.
16:12 ขอทักทายมายังตรุฟายนาและตรุโฟซาผู้ตรากตรำในองค์พระผู้เป็นเจ้า. ขอทักทายมายังเประชีซผู้เป็นที่รัก ผู้ได้ตรากตรำมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
รม.
16:13 ขอทักทายมายังกรูโฟผู้ขถูกเลือกสรรไว้แล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า และมารดาของเขาซึ่งเป็น1มารดาข้าพเจ้าด้วย.
รม.
16:14 ขอทักทายมายังอะซุนกริโต, ฟะเลโฆน, เฮระเม, ปาโตรบา, เฮระมา, และพี่น้องทั้งหลายที่อยู่ด้วยกันกับเขา.
รม.
16:15 ขอทักทายมายังฟิโลโลโฆ, ยูเลีย, และเนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลุมปากับบรรดาวิสุทธิชนที่อยู่ด้วยกันกับคนเหล่านั้น.
รม.
16:16 จงทักทายซึ่งกันและกันด้วยการจูบอันบริสุทธิ์. 1กคริสตจักรทั้งหลายของพระคริสต์ขอทักทายมายังท่านทั้งหลายด้วย.
รม.
16:17 พี่น้องทั้งหลายบัดนี้ข้าพเจ้าขอกวิงวอนท่านให้ขคอยจับตาดูคนเหล่านั้นที่ก่อคการแตกแยกและ1ทำให้ผู้อื่นสะดุด ซึ่งเป็นการผิดจากงคำสอนซึ่งท่านได้เรียนไว้แล้วนั้น และให้2จหลีกห่างจากคนเหล่านั้น.
รม.
16:18 เพราะว่าคนอย่างนั้นไม่ได้1กปรนนิบัติองค์พระคริสต์เจ้าของเราแต่ได้ปรนนิบัติ2ขท้องของตัวเอง และได้ล่อลวง3คนซื่อให้หลงด้วยคคำอันรื่นหูและวาจาสอพลอของตน.
รม.
16:19 การซึ่งท่านทั้งหลายได้กเชื่อฟังก็ได้เลื่องลือไปถึงคนทั้งปวงแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่านทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านมีสติปัญญาในการดีและไร้เดียงสาในทางที่ชั่ว.
รม.
16:20 และไม่ช้ากพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรง1ขเหยียบซาตานให้ยับเยินลงคใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย. ขอให้2งพระคุณขององค์พระเยซูเจ้าของเราสถิตอยู่กับท่านทั้งหลาย.
รม.
16:21 กติโมเธียวขผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า และลูกิโอ และยาโซน และโซซิปาโตรคญาติของข้าพเจ้า ฝากทักทายมายังท่านทั้งหลายด้วย.
รม.
16:22 ข้าพเจ้าเตระเตียวผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำบอก ขอทักทายมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
รม.
16:23 กคาโยเจ้าของบ้านผู้ต้อนรับข้าพเจ้าและต้อนรับทั้งคริสตจักร ฝากทักทายมายังท่านทั้งหลาย. ขเอรัศโตสมุหบัญชีของเมือง และกูอาระโตผู้เป็นพี่น้อง ฝากทักทายมายังท่านทั้งหลาย.
รม.
16:24 [ดูข้อ 24 คำอธิบาย 1.]
4. การสรรเสริญในการสรุป
16:25-27
16:25-27
รม.
16:25 1กพระเจ้าผู้ทรงสามารถ2ขเสริมกำลังให้ท่านทั้งหลายมั่นคงตาม3คกิตติคุณของข้าพเจ้า คือตามงการประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ ตามการเปิดเผย4จข้อลับลึกซึ่งได้ถูกปิดเงียบไว้เป็นเวลา5หลายยุคสมัยมาแล้ว
รม.
16:26 แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว และทรงชี้แจงให้ชนชาติทั้งปวงเห็นประจักษ์โดยกคำเขียนของพวกผู้เผยพระวจนะตามซึ่ง1ขพระเจ้าองค์นิรันดร์ได้ทรงบัญชาไว้ เพื่อเขาจะได้คเชื่อฟังหลักความเชื่อ
รม.
16:27 ขอให้กสง่าราศีจงมีแด่1พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่ขผู้เดียว โดยพระเยซูคริสต์สืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
คำอธิบาย โรม บทที่ 16
รม.
16:1 1 บทนี้เป็นบทสรุปของหนังสือโรม. เนื้อหาในบทนี้ล้วนเป็นการแนะนำกับการทักทาย โดยไม่เพียงพูดถึงความห่วงใยกันในระหว่างวิสุทธิชนเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการสามัคคีธรรมในระหว่างคริสตจักรทั้งหลายอีกด้วย (ข้อ 1, 4-5, 16, 23) ทำให้เรามองเห็นสภาพการณ์บางอย่างที่คริสตจักรท้องถิ่นควรจะมี ซึ่งเป็นด่านที่สี่ที่ถูกเปิดเผยไว้ในหนังสือโรม (ดูข้อ 1 คำอธิบาย 2 ในย่อหน้าที่สอง) และก็เป็นบทสรุปของการเปิดเผยที่อยู่ในหนังสือโรมด้วย. สิ่งนี้ทำให้เนื้อหาสาระในบทนี้ยิ่งมีน้ำหนักและยิ่งมีความหมาย ไม่ได้เป็นเพียงการแนะนำและการไต่ถามทุกข์สุขเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงคริสตจักรท้องถิ่นอีกด้วย.
รม.
16:1 ก ฟป.1:1; 1ตธ.3:8, 11
รม.
16:1 2 หนังสือโรมไม่ได้ใช้คำว่า "คริสตจักร" เลยจนมาถึง 16:1. ในบทนี้ก็ได้กล่าวถึงคริสตจักรและคริสตจักรทั้งหลายถึงห้าครั้งด้วยกัน (ข้อ 1, 4-5, 16, 23). สิ่งนี้ได้บ่งบอกอย่างหนักแน่นว่าเรื่องต่างๆ ที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1 — 15 เกี่ยวกับความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้านั้นล้วนมีเพื่อก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักร. เรื่องต่างๆ เหล่านี้ครอบคลุมถึงตัวพระเจ้าตรีเอกภาพเอง (8:31) ผู้เป็นพระบิดา (1:7; 8:15), เป็นพระบุตร (1:4; 8:3) (พระบุตรนั่นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้า — 1:4, 7; 10:12, 14:9; คือพระเยซู — 3:26; 4:24; คือพระคริสต์ — 5:6; 6:4; 8:34; 6:3; 8:10; 13:14; คือมนุษย์ — 5:15 และก็คือรากของยิซัย — 5:12) และเป็นพระวิญญาณ (5:5; 8:16, 26) (พระวิญญาณนี้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรก — 8:23) พระเมตตาของพระองค์ (9:23; 11:32) ความกรุณาของพระองค์ (9:15; 12:1) ความรักของพระองค์ (5:5; 8:35, 39) ความเอ็นดูของพระองค์ (2:4; 11:22) พระคุณของพระองค์ (5:2, 15) ของประทานที่ไม่คิดค่าของพระองค์ (5:15-16; 11:29) ของประทานของพระองค์ (12:6) ความชอบธรรมของพระองค์ — (1:17; 3:21) พระวิญญาณที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์ (1:4) ความสัตย์ซื่อของพระองค์ (3:3) สันติสุขของพระองค์ (15:33; 16:20) ความหวังของพระองค์ (15:13), ความยินดีของพระองค์ (15:13) ความอดทนของพระองค์ (15:5) ความชูใจของพระองค์ (15:5) ความบริบูรณ์ของพระองค์ (10:12; 11:33) พระปัญญาของพระองค์ (11:33) ความรอบรู้ของพระองค์ (11:33) ฤทธิ์เดชของพระองค์ (1:16) อำนาจของพระองค์ (9:21) ชีวิตของพระองค์ (5:21) กฎแห่งชีวิตของพระองค์ (8:2) ฐานะแห่งบุตรของพระองค์ (8:15) สง่าราศีของพระองค์ (5:2; 9:23) อาณาจักรของพระองค์ (14:17) การล่วงรู้ของพระองค์ (8:29) การเลือกสรรของพระองค์ (9:11; 11:5) การกำหนดล่วงหน้าของพระองค์ (8:29) การจัดเตรียมของพระองค์ (9:23) การสงวนรักษาของพระองค์ (11:4-5), การทรงเรียกของพระองค์ (8:30; 11:29) การต่อกิ่งของพระองค์ (11:17) การไถ่ของพระองค์ (3:24) การระงับข้อพิพาทของพระองค์ (3:25) การช่วยให้รอดของพระองค์ (1:16) การโปรดให้ชอบธรรมของพระองค์ (3:26, 30) การคืนดีของพระองค์ (5:10-11) การปลดปล่อยของพระองค์ (8:2) การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์ (6:19, 22) การเปลี่ยนแปลงของพระองค์ (12:2) การเปลี่ยนใหม่ของพระองค์ (12:2) การถอดแบบของพระองค์ (8:29) การที่พระองค์ให้ร่างกายของเราได้รับการไถ่ (8:23) และการที่พระองค์ให้เราได้รับสง่าราศี (8:30) การต้อนรับของพระองค์ (14:3; 15:7) การอาศัยอยู่ภายในของพระองค์ (8:11) การประทานชีวิตของพระองค์ (8:11) การนำพาของพระองค์ (8:14) การเป็นพยานร่วมกันของพระองค์ (8:16) การช่วยเหลือของพระองค์ (8:26) การทูลขอแทนที่อยู่ภายในเราของพระองค์ (8:26) การทูลขอแทนบนสวรรค์ของพระองค์ (8:34) การที่พระองค์ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้แก่เรา (8:32) และการที่พระองค์ให้สรรพสิ่งร่วมมือกันเพื่อเรา (8:28) รวมทั้งการกลายเป็นเนื้อหนังของพระองค์ (1:3; 10:6) การถูกตรึงของพระองค์ (5:8; 6:6) พระโลหิตของพระองค์ (3:25) จุดจบแห่งกฎบัญญัติของพระองค์ (10:4) การเป็นขึ้นของพระองค์ (4:25; 10:7) และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ (8:34). ทั้งหมดนี้ล้วนได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และส่วนใหญ่ก็ถูกปรับใช้ไปในการก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักรแล้ว เพื่อจะสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ (12:2).
การเปิดเผยในหนังสือโรมนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีอยู่สี่ด่านด้วยกัน: สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1—4 นำเราไปถึงด่านที่หนึ่งซึ่งอยู่ในบทที่ 4 นั่นคือการโปรดให้ชอบธรรม บทที่ 5—8 นำเราไปถึงด่านที่สองซึ่งอยู่ในบทที่ 8 นั่นคือ การแบ่งแยกบริสุทธิ์ บทที่ 9—12 นำเราไปถึงด่านที่สามซึ่งอยู่ในบทที่ 12 นั่นคือ พระกายของพระคริสต์ บทที่ 13—16 นำเราไปถึงด่านที่สี่ซึ่งอยู่ในบทที่ 16 นั่นคือคริสตจักรที่ได้ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งก็คือด่านของการดำเนินชีวิตที่เที่ยงแท้แห่งพระกายของพระคริสต์ในท้องถิ่นต่างๆ นั่นเอง. ดังนั้นคริสตจักรก็คือการสำเร็จสุดยอดแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์แห่งกิตติคุณของพระเจ้าซึ่งได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ได้เขียนขึ้นตามหลักธรรม แต่ตามความเที่ยงแท้. ในด่านที่หนึ่งเราได้รับการบังเกิดใหม่และได้รับความรอด, ในด่านที่สองเราถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์จนถูกแปรสภาพให้บริสุทธิ์ ในด่านที่สามเราได้เปลี่ยนใหม่และเปลี่ยนแปลง และในด่านที่สี่ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติจริงของการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น ซาตานก็ถูกเหยียบจนยับเยินอยู่ใต้เท้าของเราและเราสามารถมารับสุขพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าและสันติสุขของพระเจ้า (ข้อ 20) อย่างเต็มที่.
การเปิดเผยในหนังสือโรมนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีอยู่สี่ด่านด้วยกัน: สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1—4 นำเราไปถึงด่านที่หนึ่งซึ่งอยู่ในบทที่ 4 นั่นคือการโปรดให้ชอบธรรม บทที่ 5—8 นำเราไปถึงด่านที่สองซึ่งอยู่ในบทที่ 8 นั่นคือ การแบ่งแยกบริสุทธิ์ บทที่ 9—12 นำเราไปถึงด่านที่สามซึ่งอยู่ในบทที่ 12 นั่นคือ พระกายของพระคริสต์ บทที่ 13—16 นำเราไปถึงด่านที่สี่ซึ่งอยู่ในบทที่ 16 นั่นคือคริสตจักรที่ได้ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งก็คือด่านของการดำเนินชีวิตที่เที่ยงแท้แห่งพระกายของพระคริสต์ในท้องถิ่นต่างๆ นั่นเอง. ดังนั้นคริสตจักรก็คือการสำเร็จสุดยอดแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์แห่งกิตติคุณของพระเจ้าซึ่งได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่ได้เขียนขึ้นตามหลักธรรม แต่ตามความเที่ยงแท้. ในด่านที่หนึ่งเราได้รับการบังเกิดใหม่และได้รับความรอด, ในด่านที่สองเราถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์จนถูกแปรสภาพให้บริสุทธิ์ ในด่านที่สามเราได้เปลี่ยนใหม่และเปลี่ยนแปลง และในด่านที่สี่ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติจริงของการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น ซาตานก็ถูกเหยียบจนยับเยินอยู่ใต้เท้าของเราและเราสามารถมารับสุขพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าและสันติสุขของพระเจ้า (ข้อ 20) อย่างเต็มที่.
รม.
16:1 ข กจ.18:18
รม.
16:2 ก รม.15:7
รม.
16:2 1 คือต้อนรับให้คู่ควรกับฐานะวิสุทธิชนของนาง. ใน 1:7 ได้ชี้แจงว่า วิสุทธิชนก็คือผู้ที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้แบ่งแยกออกมาจากสิ่งของทั้งหมดที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้าเพื่อเป็นบุคคลพิเศษที่ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ไว้ถวายให้แก่พระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นบุคคลที่มีเกียรติ ไม่ใช่บุคคลธรรมดา. ด้วยเหตุนี้อัครทูตจึงต้องการให้วิสุทธิชนในกรุงโรมต้อนรับและปฏิบัติต่อนางฟอยเบตามฐานะแห่งวิสุทธิชนอันมีเกียรติของนาง คือต้อนรับให้คู่ควรกับฐานะวิสุทธิชนของนางนั่นเอง.
รม.
16:2 2 หรือ เป็นผู้ปกป้องคนหลายคน. ศัพท์คำว่า "ผู้ปกป้อง" ในภาษากรีกเป็นคำศัพท์แห่งเกียรติยศ แสดงถึงผู้ช่วยเหลือ ค้ำจุน และหล่อเลี้ยงผู้อื่น. ศัพท์คำนี้ได้ระบุว่า นางฟอยเบเป็นคนที่ได้รับการนับถือจากผู้อื่นอย่างสูง ซึ่งเนื่องมาจากการปรนนิบัติของนางในชีวิตคริสตจักรที่เมืองเก็งเครอายนั่นเอง.
รม.
16:3 ก กจ.18:2, 18, 26
รม.
16:3 ก กจ.18:2, 18, 26
รม.
16:3 ข รม.16:9, 21; กซ.4:11; ฟป.2:25
รม.
16:4 1 ปริศกีลาและอะกูลานั้นเป็นอยู่เพื่อคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง. สิ่งที่พวกเขาห่วงใยมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นก็คือคริสตจักร และพวกเขายังยินดีที่จะพลีชีวิตของตนเพื่อเหล่าอัครทูตด้วย.
รม.
16:4 2 แปลตามตรงคือ จิต.
รม.
16:4 ก รม.16:16
รม.
16:4 3ก พระกายของพระคริสต์ซึ่งก็คือคริสตจักรแห่งจักรวาลนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น (อฟ.1:23; 4:3). เมื่อคริสตจักรแห่งจักรวาลนี้ได้ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นมากมายบนแผ่นดินโลกนี้ ก็ได้กลายเป็นคริสตจักรมากมาย. ดังนั้นในข้อนี้จึงได้กลายเป็นคริสตจักรทั้งหลาย. คริสตจักรทั้งหลายมีอยู่ในท้องถิ่นมากมายก็เพื่อให้วิสุทธิชนทั้งหลายได้มีการดำเนินชีวิตคริสตจักรและมีภาคปฏิบัติของคริสตจักรในท้องถิ่นที่เขาได้อาศัยอยู่.
รม.
16:5 ก 1กธ.16:19; กซ.4:15; ฟม.2
รม.
16:5 1ก คริสตจักรที่อยู่ในบ้านของปริศกีลาและอะกูลาคงเป็นคริสตจักรที่อยู่ในกรุงโรมอย่างแน่นอน. ขณะที่พวกเขาอาศัยอยู่ที่เมืองเอเฟโซนั้น (กจ.18:18-19) คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซก็ตั้งอยู่ในบ้านของเขา (1กธ.16:19). ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ล้วนยินดีที่จะเปิดบ้านออกเพื่อแบกรับภาระในการมีภาคปฏิบัติของคริสตจักรไว้.
รม.
16:5 2 กรณีนี้แสดงให้เราเห็นว่า สถานที่หลักซึ่งใช้ในการประชุมกันของวิสุทธิชนในยุคเริ่มแรกนั้นก็คือ บ้านของพวกเขานั่นเอง. ภาคปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ กจ.2:46 (ดูคำอธิบาย 3 ในข้อนั้น) และ กจ.5:42 ด้วย.
รม.
16:7 ก รม.16:11, 21; 9:3
รม.
16:7 ข กซ.4:10; ฟม.23
รม.
16:9 ก รม.16:3
รม.
16:10 1 แปลตามตรงคือ ยอมรับโดยการทดสอบ.
รม.
16:10 2 ตามโครงสร้างและสำนวนในรูปประโยคแล้ว คนเหล่านั้นที่อยู่ในบ้านของอะริศโตบูโลและนาระกีโซต้องไม่ใช่คนในครอบครัวของคนทั้งสอง แต่น่าจะเป็นทาสในบ้านของเขาทั้งสอง. ตามธรรมเนียมในยุคนั้นถือว่าทาสเป็นสมบัติของผู้ซื้อ. ทั้งอะริศโตบูโลและนาระกีโซผู้เป็นนายนั้นไม่น่าจะเป็นผู้เชื่อ เพราะในที่นี้ไม่ได้ทักทายพวกเขา. ในเวลานั้นมีคนที่ถูกขายเป็นทาสและสูญเสียอิสรภาพของตนเป็นจำนวนมากที่ได้เชื่อในพระคริสต์แล้วกลายเป็นวิสุทธิชน แต่เจ้านายที่ซื้อเขาไปกลับยังไม่เชื่อ.
รม.
16:11 ก รม.16:7, 21
รม.
16:11 1 ดูข้อ 10 คำอธิบาย 2.
รม.
16:13 ก มก.15:21
รม.
16:13 ข รม.8:33
รม.
16:13 1 รูโฟเป็นพี่น้องคนหนึ่งที่อยู่ในกรุงโรมและมารดาของเขาก็อยู่ที่กรุงโรมด้วย. การที่เปาโลเรียกนางเป็นมารดาของท่านเองนั้นมีความหมายเป็นการแสดงความเคารพและความสนิทสนม.
รม.
16:16 ก รม.16:4
รม.
16:16 1ก คริสตจักรทั้งหลายมิใช่ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การครอบครองของส่วนบุคคล หรือเป็นการงานส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใด แต่เป็นของพระคริสต์.
รม.
16:17 ก รม.12:1; 15:30
รม.
16:17 ข กจ.20:31
รม.
16:17 ค ตต.3:10-11; 1กธ.1:10-11; กจ.20:30
รม.
16:17 1 หมายถึงทำให้ผู้อื่นสะดุดจนออกไปจากการดำเนินชีวิตคริสตจักร. สิ่งนี้ต้องเป็นผลจากความคิดเห็นและคำสอนที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน.
รม.
16:17 ง 1ตธ.1:3; 6:3-4
รม.
16:17 จ เทียบ 2ยฮ.9-10; ตต.3:10; 2ธซ.3:6, 14
รม.
16:17 2จ ในบทที่ 14 เปาโลมีจิตใจโอบอ้อมอารีและกว้างขวางมากเกี่ยวกับการต้อนรับผู้เชื่อที่แตกต่างไปในด้านหลักธรรมหรือวิธีปฏิบัติ. แต่ในที่นี้ท่านกลับยืนกรานแน่วแน่ว่าให้หลีกห่างจากคนเหล่านั้นที่มีข้อขัดแย้ง, ก่อการแตกแยก, และทำให้ผู้อื่นสะดุด. เป้าหมายของทั้งสองด้านที่กล่าวมานี้ ก็ล้วนมีเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งแห่งพระกายของพระคริสต์ เพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตคริสตจักรอย่างปกติ.
รม.
16:18 ก รม.12:11; 14:18
รม.
16:18 1ก แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ.
รม.
16:18 ข ฟป.3:19
รม.
16:18 2ข ในภาษากรีก เป็นคำศัพท์ที่แผลงมาจากคำว่า "กลวง" โดยหมายถึงท้อง หรือช่องท้องทั้งหมด ซึ่งก็คือส่วนที่ทำให้มนุษย์เกิดความตะกละ.
รม.
16:18 3 หรือ คนที่ไม่สงสัย, คนที่ไร้เดียงสา.
รม.
16:18 ค กซ.2:4
รม.
16:19 ก รม.15:18; 1:5; 16:26
รม.
16:20 ก รม.15:33; ฟป.4:9; 1ธซ.5:23; ฮร.13:20;
รม.
16:20 ข เทียบ ยนซ.3:15; ฮร.2:14; 1ยฮ.3:8
รม.
16:20 1ข ในที่นี้พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงเหยียบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของผู้ที่ดำเนินชีวิตคริสตจักร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเหยียบซาตานให้ยับเยินลงมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตคริสตจักร. การจัดการกับซาตานมิได้เป็นเรื่องของส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของพระกาย. มีเพียงเมื่อเรามีคริสตจักรท้องถิ่นที่ถูกต้องซึ่งเป็นการปรากฏออกที่เที่ยงแท้ของพระกายเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้ซาตานถูกเหยียบลงให้ยับเยินอยู่ใต้เท้าของเรา.
รม.
16:20 ค ลก.10:19
รม.
16:20 ง 1กธ.16:23; ฆต.6:18; 2ตธ.4:22
รม.
16:20 2ง การดำเนินชีวิตคริสตจักรไม่เพียงทำให้ซาตานถูกเหยียบลงให้ยับเยินอยู่ใต้เท้าของเราและเราได้ประสบการณ์กับพระเจ้าแห่งสันติสุขเท่านั้น แต่ยังทำให้เราได้รับสุขพระคุณที่อุดมสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย.
รม.
16:21 ก กจ.16:1; 18:5; 19:22; 20:4
รม.
16:21 ข รม.16:3, 9
รม.
16:21 ค รม.16:7, 11
รม.
16:23 ก 1กธ.1:14
รม.
16:23 ข กจ.19:22; 2ตธ.4:20
รม.
16:24 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเพิ่มข้อ 24 ไว้ดังต่อไปนี้ "ขอให้พระคุณแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด. อาเมน."
รม.
16:25 ก อฟ.3:20
รม.
16:25 1ก ข้อ 25-27 แปลตามตรงคือ "ขอให้สง่าราศีจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถเสริมกำลังให้ท่านทั้งหลายมั่นคงตามกิตติคุณของข้าพเจ้า (คือตามการประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ ตามการเปิดเผยข้อลับลึกซึ่งได้ปิดเงียบไว้ตั้งแต่อดีตกาล แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว และทรงให้ชนชาติทั้งปวงเห็นประจักษ์โดยคำเขียนของพวกผู้เผยพระวจนะตามซึ่งพระเจ้าองค์นิรันดร์ได้ทรงบัญชาไว้ เพื่อเขาจะได้เชื่อฟังหลักความเชื่อ), จงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่ผู้เดียวโดยทางพระเยซูคริสต์, จงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์. อาเมน"
รม.
16:25 ข รม.1:11; 1ธซ.3:13; 2ธซ.3:3; 1ปต.5:10
รม.
16:25 2ข ดู 1ปต.5:10 คำอธิบาย 7. ในโรมบทที่ 16 นี้ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การได้รับความรอดหรือการแบ่งแยกบริสุทธิ์อีก แต่เป็นการถูกเสริมกำลังให้มั่นคง. เนื่องจากเรื่องราวทุกอย่างล้วนได้สำเร็จแล้ว เราจึงต้องการเพียงการถูกเสริมกำลังให้มั่นคงเท่านั้น. การเสริมกำลังให้มั่นคงนี้เป็นไปตามกิตติคุณที่บริสุทธิ์หมดจดและครบสมบูรณ์ของพระเจ้า ซึ่งก็คือการนำพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งไปป่าวประกาศและหล่อเลี้ยงให้แก่ผู้อื่น และเป็นไปตามการเปิดเผยแห่งข้อลับลึกที่ได้ปิดเงียบไว้ตั้งแต่อดีตกาล. มีเพียงกิตติคุณที่บริสุทธิ์หมดจด, พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่, และข้อลับลึกที่พระเจ้าได้เปิดเผยเท่านั้น จึงจะสามารถเสริมกำลังให้เราตั้งมั่นคงและสามารถรักษาเราไว้ให้อยู่ในความเป็นหนึ่งเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรได้.
รม.
16:25 ค รม.2:16; 2ตธ.2:8
รม.
16:25 3ค หมายถึงกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมถึงคำสอนเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรและสรุปลงที่คริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลาย ดังที่ได้เปิดเผยไว้อย่างสมบูรณ์ในหนังสือโรมเล่มนี้. ดู 1:1 คำอธิบาย 9.
รม.
16:25 ง ฟป.1:18
รม.
16:25 จ 1กธ.2:1, 7; 4:1; อฟ.1:9; 3:3, 9; 6:19; กซ.1:26-27; 2:2; 4:3
รม.
16:25 4จ ข้อลับลึกของพระเจ้าซึ่งได้ถูกปิดเงียบไว้ตั้งแต่อดีตกาลนั้น ที่สำคัญมีอยู่สองด้าน ในด้านแรกคือข้อลับลึกของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระคริสต์ (กซ.2:2) ผู้สถิตอยู่ในวิสุทธิชน (กซ.1:26-27) เพื่อเป็นชีวิตและเป็นทุกสิ่งของเขา เพื่อให้พวกเขากลายเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือ ข้อลับลึกของพระคริสต์ ซึ่งก็คือคริสตจักรอันเป็นพระกายของพระองค์ (อฟ.3:4-6) มาสำแดงความบริบูรณ์ของพระองค์ (อฟ.1:22-23). เพราะฉะนั้นพระคริสต์และคริสตจักรจึงเป็นข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่ (อฟ.5:32).
รม.
16:25 5 หมายถึงเวลาตั้งแต่ที่โลกเริ่มต้นมา.
รม.
16:26 ก รม.1:2
รม.
16:26 ข บพส.90:2
รม.
16:26 1ข ในโรมบทที่ 15—16 ได้เรียกพระเจ้าว่า "พระเจ้าแห่งความอดทนและการหนุนใจ" (15:5), "พระเจ้าแห่งความหวัง" (15:13), "พระเจ้าแห่งสันติสุข" (ข้อ 20), "พระเจ้าองค์นิรันดร์" (ข้อ 26), และ "พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่ผู้เดียว" (ข้อ 27). พระเจ้าของเราทรงอุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านและกิตติคุณในหนังสือโรมนี้ก็เป็นกิตติคุณของพระเจ้าผู้ทรงอุดมสมบูรณ์พระองค์นี้. กิตติคุณนี้ได้สรุปลงที่ภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
รม.
16:26 ค รม.1:5
รม.
16:27 ก อฟ.3:21; ฟป.4:20; 2ตธ.4:18; 1ปต.5:11; 2ปต.3:18; วว.1:6; 5:13; 7:12
รม.
16:27 1 ดู 11:33 คำอธิบาย 2. หนังสือโรมกล่าวถึงการดำเนินชีวิตของคริสเตียนและการดำเนินชีวิตคริสตจักรโดยทั่วไป. ในบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ได้ถวาย "สง่าราศี" แด่พระเจ้าผู้ทรง "พระปัญญา" สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเรา ทรงช่วยเราออกมาจากความบาปและความตาย ทรงช่วยไถ่และโปรดให้เราชอบธรรม ทรงกระทำให้เราผู้เป็นคนบาปที่ได้ตายโดยสิ้นเชิงแล้วกลายเป็นเหล่าบุตรอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ทรงโยกย้ายเราออกจากอาดามเข้าสู่พระคริสต์ ทรงแบ่งแยกบริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงเราในพระคริสต์ ทรงทำให้เรากลายเป็นอวัยวะของพระคริสต์เพื่อก่อรูปเป็นพระกายของพระคริสต์ และทรงทำให้เรากลายเป็นคริสตจักรท้องถิ่นที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหนเพื่อเป็นการสำแดงแห่งพระกายของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกในยุคนี้ — สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนถูกวางโครงการจัดการบริหาร และสำเร็จโดยพระปัญญาของพระองค์ เพื่อให้พระเจ้าตรีเอกภาพผู้ทรงอุดมสมบูรณ์ไร้ขอบเขตได้รับสง่าราศี นั่นก็คือให้สง่าราศีที่มิอาจเปรียบปานนี้ได้รับการสำแดงออกอย่างครบถ้วนบริบูรณ์บนตัวของเรา ผู้ได้รับการสำเร็จชั่วนิรันดร์โดยพระองค์ และกลายเป็นพระกายของพระองค์ และเข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์. จุดศูนย์รวมแห่งพระปัญญานี้ก็คือ การนำตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์กระทำเข้าสู่ภายในสามส่วนที่ได้รับการไถ่ของเรา คือวิญญาณ จิตและกาย เพื่อให้เราได้มีการเข้าสนิทแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์กับพระองค์อย่างสมบูรณ์ ทั้งในการไถ่การแบ่งแยกบริสุทธิ์ และการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ เพื่อพระทัยปรารถนาของพระองค์ที่ต้องการให้สภาพพระเจ้าผสมกลมกลืนกับสภาพมนุษย์และสภาพมนุษย์เข้าสนิทกับสภาพพระเจ้าจะได้รับการสำเร็จชั่วนิรันดร์. สิ่งนี้ควรค่าแก่การชื่นชอบและนมัสการของเราอย่างที่สุด! การที่เราทั้งหลายมีส่วนในท่ามกลางนี้ก็ช่างเป็นพระพรและช่างสง่าราศีอย่างแท้จริง! สิ่งนี้ควรค่าแก่การที่เราจะร้องเพลงและสรรเสริญตลอดไปไม่หยุดตราบชั่วนิรันดร์. ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเราหรือการดำเนินชีวิตคริสตจักรของเรา ก็ล้วนต้องยึดสิ่งนี้เป็นศูนย์กลางและเป็นเป้าหมาย. ขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรเช่นนี้แก่ทุกคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรและทรงกระทำให้สำเร็จ.
โดยอาศัยการแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ในเราและการเข้าสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์กับเรา ก็ทำให้เราได้ประสบการณ์และรับสุขความรอดที่ครบสมบูรณ์ (ดู 5:10 คำอธิบาย 5) ในชีวิตของพระคริสต์ ดังที่ได้ถ่ายทอดให้กับเราไว้ในหนังสือโรมในด้านต่างๆ ต่อไปนี้:
(1) เราได้อาศัยพระคุณ (พระเจ้าพระองค์เอง) ที่เปี่ยมล้นและของประทานแห่งความชอบธรรมที่เปี่ยมล้น (พระคริสต์พระองค์เอง) เพื่อให้เราสามารถเป็นกษัตริย์ในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ (5:17) มาปกครองความบาป ความตายคนเก่า เนื้อหนัง ซาตาน โลก มนุษย์ เรื่องราวอีกทั้งสิ่งของทุกอย่างที่ไม่ยอมนอบน้อมต่อพระเจ้า.
(2) พระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้แบ่ง แยกลักษณะนิสัยที่ถูกกลืนด้วยฝ่ายโลกของเราให้บริสุทธิ์ (6:19, 22; 15:16). พระเจ้าทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ในด้านนิสัย โดยกระทำออกจากชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์และก็สรุปลงที่ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อให้เราได้รับสุขในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มากยิ่งขึ้น.
(3) กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นชีวิตที่ได้ทำงานอยู่ในเราอย่างอัตโนมัติ ได้ปลดปล่อยเราทำให้เราหลุดพ้นจากกฎของความบาปกับกฎของความตาย คือให้พ้นจากการเป็นทาสและการถูกครอบงำของความบาป (8:2, 11). การดำเนินการของกฎนี้มาจากชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและทำให้ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นภายในเรา.
(4) การแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีต่อวิญญาณ, จิต, และร่างกายของเราซึ่งทำให้ทั้งสามส่วนของเรานี้ซาบซ่านไปด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ผ่านขั้นตอน (8:5-11) ทำให้ทั่วทั้งตัวของเราได้เข้าสนิทและผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งกับพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนแล้วโดยสมบูรณ์.
(5) การเปลี่ยนใหม่ของความคิดโดยพระวิญญาณนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตของเรา ซึ่งทำให้เราได้พ้นจากการถอดแบบตามสมัยนิยมของโลกนี้ (12:2) ก่อกำเนิดคุณธรรมและมีชัยชนะในทุกประการตามที่ได้กล่าวไว้ในโรมบทที่ 12—16 ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีมาตรฐานสูงสุด และเป็นการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่มีชัยชนะต่อทุกอย่างของเรา.
(6) การเปลี่ยนใหม่ของความคิดและการเปลี่ยนแปลงของจิต ทำให้เราได้กลายเป็นอวัยวะแก่กันและกันกับผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ และได้ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยกันเป็นพระกายของพระคริสต์และมีการปรนนิบัติแห่งพระกาย (12:1, 3-8). นี่ก็คือการสรุปรวบยอดแห่งประสบการณ์ของเราที่มีต่อการช่วยให้รอดในชีวิตของพระคริสต์.
(7) ตามการเปิดเผยและคำสอนในบทที่ 14—16 ของหนังสือเล่มนี้ เรามีการดำเนินชีวิตคริสตจักรท้องถิ่นในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นการปรากฏแห่งพระกายของพระคริสต์ (คริสตจักรแห่งจักรวาล) ในท้องถิ่นต่างๆ และได้กลายเป็นคันประทีปของพระคริสต์ในแต่ละท้องถิ่นเพื่อส่องแสงสว่างรุ่งโรจน์.
(8) โดยการที่เราได้กลายเป็นคริสตจักรที่ถูกก่อสร้างขึ้นในท้องถิ่นแต่ละแห่ง คือเป็นคริสตจักรซึ่งประตูแห่งแดนมรณาไม่อาจมีชัยชนะได้ทำให้พระเจ้ามีโอกาสกระทำให้ซาตานถูกเหยียบให้ยับเยินลงใต้เท้าของเรา ทำให้เราได้รับสุขพระคริสต์เป็นพระคุณที่อุดมสมบูรณ์ของเราและก็ได้รับสุขพระเจ้าแห่งสันติสุข เป็นสันติสุขที่สูงส่งของเรา (16:20).
(9) ในขณะที่เรากำลังประสบการณ์ความรอดในทุกด้านของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้กล่าวมาข้างต้น เราก็ถูกถอดแบบตามพระฉายาพระบุตรหัวปีของพระเจ้าอย่างช้าๆ (8:28-29) โดยอาศัย "สรรพสิ่ง" ที่พระเจ้าได้ทรงจัดแจงด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดของพระองค์ เพื่อให้เรามีคุณลักษณะแห่งสภาพพระเจ้าและคุณธรรมแห่งสภาพมนุษย์ของพระองค์ เพื่อมาสำแดงความงดงามและสง่าราศีของพระองค์ผู้เป็นมนุษย์พระเจ้าองค์นี้.
(10) ในขณะที่เราอยู่ในขั้นตอนที่กำลังประสบการณ์กับความรอดในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ความรุ่งโรจน์ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆ ซาบซ่านเข้ามาในเรา จนกระทั่งซาบซ่านทั่วร่างกายของเราเพื่อให้ร่างกายของเราได้รับการไถ่ (8:23) เพื่อให้ทั้งวิญญาณ, จิต, และกายของเราล้วนเข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า (8:30, 17). การได้รับสง่าราศีนี้ก็คือการบรรลุถึงจุดสูงสุดโดยการช่วยของชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา และก็คือจุดสุดยอดแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
โดยอาศัยการแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ในเราและการเข้าสนิทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์กับเรา ก็ทำให้เราได้ประสบการณ์และรับสุขความรอดที่ครบสมบูรณ์ (ดู 5:10 คำอธิบาย 5) ในชีวิตของพระคริสต์ ดังที่ได้ถ่ายทอดให้กับเราไว้ในหนังสือโรมในด้านต่างๆ ต่อไปนี้:
(1) เราได้อาศัยพระคุณ (พระเจ้าพระองค์เอง) ที่เปี่ยมล้นและของประทานแห่งความชอบธรรมที่เปี่ยมล้น (พระคริสต์พระองค์เอง) เพื่อให้เราสามารถเป็นกษัตริย์ในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ (5:17) มาปกครองความบาป ความตายคนเก่า เนื้อหนัง ซาตาน โลก มนุษย์ เรื่องราวอีกทั้งสิ่งของทุกอย่างที่ไม่ยอมนอบน้อมต่อพระเจ้า.
(2) พระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้แบ่ง แยกลักษณะนิสัยที่ถูกกลืนด้วยฝ่ายโลกของเราให้บริสุทธิ์ (6:19, 22; 15:16). พระเจ้าทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ในด้านนิสัย โดยกระทำออกจากชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์และก็สรุปลงที่ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อให้เราได้รับสุขในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มากยิ่งขึ้น.
(3) กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นชีวิตที่ได้ทำงานอยู่ในเราอย่างอัตโนมัติ ได้ปลดปล่อยเราทำให้เราหลุดพ้นจากกฎของความบาปกับกฎของความตาย คือให้พ้นจากการเป็นทาสและการถูกครอบงำของความบาป (8:2, 11). การดำเนินการของกฎนี้มาจากชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและทำให้ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นภายในเรา.
(4) การแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีต่อวิญญาณ, จิต, และร่างกายของเราซึ่งทำให้ทั้งสามส่วนของเรานี้ซาบซ่านไปด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ผ่านขั้นตอน (8:5-11) ทำให้ทั่วทั้งตัวของเราได้เข้าสนิทและผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งกับพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนแล้วโดยสมบูรณ์.
(5) การเปลี่ยนใหม่ของความคิดโดยพระวิญญาณนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตของเรา ซึ่งทำให้เราได้พ้นจากการถอดแบบตามสมัยนิยมของโลกนี้ (12:2) ก่อกำเนิดคุณธรรมและมีชัยชนะในทุกประการตามที่ได้กล่าวไว้ในโรมบทที่ 12—16 ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีมาตรฐานสูงสุด และเป็นการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่มีชัยชนะต่อทุกอย่างของเรา.
(6) การเปลี่ยนใหม่ของความคิดและการเปลี่ยนแปลงของจิต ทำให้เราได้กลายเป็นอวัยวะแก่กันและกันกับผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในพระกายของพระคริสต์ และได้ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยกันเป็นพระกายของพระคริสต์และมีการปรนนิบัติแห่งพระกาย (12:1, 3-8). นี่ก็คือการสรุปรวบยอดแห่งประสบการณ์ของเราที่มีต่อการช่วยให้รอดในชีวิตของพระคริสต์.
(7) ตามการเปิดเผยและคำสอนในบทที่ 14—16 ของหนังสือเล่มนี้ เรามีการดำเนินชีวิตคริสตจักรท้องถิ่นในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นการปรากฏแห่งพระกายของพระคริสต์ (คริสตจักรแห่งจักรวาล) ในท้องถิ่นต่างๆ และได้กลายเป็นคันประทีปของพระคริสต์ในแต่ละท้องถิ่นเพื่อส่องแสงสว่างรุ่งโรจน์.
(8) โดยการที่เราได้กลายเป็นคริสตจักรที่ถูกก่อสร้างขึ้นในท้องถิ่นแต่ละแห่ง คือเป็นคริสตจักรซึ่งประตูแห่งแดนมรณาไม่อาจมีชัยชนะได้ทำให้พระเจ้ามีโอกาสกระทำให้ซาตานถูกเหยียบให้ยับเยินลงใต้เท้าของเรา ทำให้เราได้รับสุขพระคริสต์เป็นพระคุณที่อุดมสมบูรณ์ของเราและก็ได้รับสุขพระเจ้าแห่งสันติสุข เป็นสันติสุขที่สูงส่งของเรา (16:20).
(9) ในขณะที่เรากำลังประสบการณ์ความรอดในทุกด้านของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้กล่าวมาข้างต้น เราก็ถูกถอดแบบตามพระฉายาพระบุตรหัวปีของพระเจ้าอย่างช้าๆ (8:28-29) โดยอาศัย "สรรพสิ่ง" ที่พระเจ้าได้ทรงจัดแจงด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดของพระองค์ เพื่อให้เรามีคุณลักษณะแห่งสภาพพระเจ้าและคุณธรรมแห่งสภาพมนุษย์ของพระองค์ เพื่อมาสำแดงความงดงามและสง่าราศีของพระองค์ผู้เป็นมนุษย์พระเจ้าองค์นี้.
(10) ในขณะที่เราอยู่ในขั้นตอนที่กำลังประสบการณ์กับความรอดในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ความรุ่งโรจน์ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆ ซาบซ่านเข้ามาในเรา จนกระทั่งซาบซ่านทั่วร่างกายของเราเพื่อให้ร่างกายของเราได้รับการไถ่ (8:23) เพื่อให้ทั้งวิญญาณ, จิต, และกายของเราล้วนเข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า (8:30, 17). การได้รับสง่าราศีนี้ก็คือการบรรลุถึงจุดสูงสุดโดยการช่วยของชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา และก็คือจุดสุดยอดแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
รม.
16:27 ข 1ตธ.1:17; 6:15; ยด.25