การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

โรม บทที่ 14

5. ในการรับผู้เชื่อ
14:1—15:13
(1) ตามการทรงรับของพระเจ้า
14:1-9
รม. 14:1 1ส่วนคนที่ยังกอ่อนในความเชื่ออยู่นั้น จง2ขรับเขาไว้ แต่มิใช่เพื่อจะไปตัดสิน3เรื่องที่โต้เถียงกันอยู่นั้น.
รม. 14:2 คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่คนที่ยังอ่อนแอก็กกินแต่ผักเท่านั้น.
รม. 14:3 1อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่มิได้กิน และ1อย่าให้คนที่มิได้กินพิพากษาคนที่ได้กิน เพราะว่า2พระเจ้าได้ทรงรับเขาไว้แล้ว.
รม. 14:4 ท่านเป็นใครเล่าที่จะไปพิพากษาผู้รับใช้ในเรือนของคนอื่น? บ่าวคนนั้นจะยืนหยัดอยู่ได้หรือล้มลงก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาก็จะยืนหยัดได้แน่นอนเพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถ อาจให้เขายืนหยัดอยู่หรือล้มลงได้.
รม. 14:5 คนหนึ่ง1ตัดสินว่ากวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งตัดสินว่าทุกวัน[เหมือนกัน]. ขอให้ทุกคนขแน่ใจในความคิดของตนเถิด.
รม. 14:6 ผู้ที่ถือวันก็ถือต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่กินก็กกินต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะเขาขขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่มิได้กินก็มิได้กินต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า.
รม. 14:7 ด้วยว่าในพวกเราไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดกมีชีวิตอยู่ต่อตนเอง และไม่มีผู้ใดตายต่อตนเอง
รม. 14:8 ด้วยว่าถ้าเราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ ก็กมีชีวิตอยู่ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า. เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายก็ตาม เราก็เป็นขคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
รม. 14:9 เพราะเหตุนี้เอง พระคริสต์จึงได้ทรงกวายพระชนม์และได้ทรงคืนพระชนม์อีก เพื่อจะได้เป็นของค์พระผู้เป็นเจ้าของทั้งคนตายและคนเป็น.
(2) อยู่ในความสว่างของบัลลังก์แห่งการพิพากษา
14:10-12
รม. 14:10 แต่ตัวท่านเล่าเหตุไฉนจึงพิพากษาพี่น้องของท่าน? หรือเหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน? เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้า1กบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า
รม. 14:11 เพราะมีคำเขียนไว้ว่า "กองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า 'เรามีชีวิตอยู่แน่นอนฉันใด ทุกหัวเข่าจะต้องคุกลงต่อเราและทุกลิ้นจะต้องยอมรับต่อพระเจ้าอย่างเปิดเผย.' "
รม. 14:12 เหตุฉะนั้นเราทุกคนจะต้องกรายงานเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า.
(3) อยู่ในหลักการของความรัก
14:13-15
รม. 14:13 ดังนั้นเราจงอย่ากพิพากษากันและกันอีกเลย แต่จงตัดสินอย่างนี้ดีกว่าคือจะขไม่วางก้อนหินสะดุดหรือสิ่งที่ทำให้ล้มลงต่อพี่น้องของท่าน.
รม. 14:14 ข้าพเจ้ารู้และแน่ใจในองค์พระเยซูเจ้าว่ากไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็น1มลทินในตัวเองเลย เว้นไว้แต่ผู้ใดที่ถือว่าสิ่งใดเป็น1มลทิน สิ่งนั้นก็เป็น1มลทินแก่ผู้นั้น.
รม. 14:15 แต่ถ้าพี่น้องของท่านเป็นทุกข์เพราะอาหารที่ท่านกิน ท่านก็ไม่ได้กดำเนินชีวิตตามความรักเสียแล้ว. จงอย่าขทำลายผู้ที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเขาด้วยอาหารที่ท่านกินเลย.
(4) เพื่อการดำเนินชีวิตของอาณาจักร
14:16-23
รม. 14:16 ฉะนั้นอย่าให้กการดีสำหรับท่านเป็นที่[ให้ผู้อื่น]ใส่ร้ายได้
รม. 14:17 เพราะว่า1กอาณาจักรของพระเจ้าไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็น2ขความชอบธรรม, คสันติสุข, และงความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์.
รม. 14:18 ผู้ที่1กปรนนิบัติพระคริสต์เช่นนี้ ก็เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และเป็นที่เห็นชอบของมนุษย์ด้วย.
รม. 14:19 เหตุฉะนั้นให้เรา1กมุ่งแสวงหาสิ่ง[ซึ่งทำให้เกิด]สันติสุข และสิ่งซึ่งขก่อสร้างกันและกัน.
รม. 14:20 อย่ากทำลาย1การงานของพระเจ้าเพราะเห็นแก่อาหารเลย. ขอาหารทุกอย่างปราศจากมลทินก็จริงอยู่ แต่ผู้ใดที่กินอาหารแล้วทำให้ผู้อื่นคสะดุดก็เป็นความชั่วของเขา.
รม. 14:21 เป็นการดีที่จะกไม่กินเนื้อสัตว์ หรือดื่มเหล้าองุ่น หรือทำสิ่งใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุด.
รม. 14:22 ความเชื่อที่ท่านมีอยู่นั้น ท่านเองก็จงยึดไว้ให้มั่นต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า. บุคคลผู้ใดที่ไม่ได้พิพากษาตัวเองในเรื่องที่ตัวเองเห็นชอบนั้นก็เป็นสุข
รม. 14:23 แต่ผู้ใดที่กสงสัย หากยังกินอีกก็ถูกปรับโทษ เหตุว่ามิได้มาจากความเชื่อ เพราะทุกอย่างที่มิได้มาจากความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น.

คำอธิบาย โรม บทที่ 14

รม. 14:1 1 บทนี้อาจพิจารณาได้ว่าเป็นบทเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักร. ในการที่จะบัญญัติแต่ละมาตรานั้น ผู้เขียนมีจิตใจที่ประนีประนอม, ทัศนคติที่กว้างใหญ่, และวิสัยทัศน์ที่สูงส่ง. การที่จะมีภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ท่านได้ก่อตั้งไว้ในบทที่ 12 นั้น เราต้องปฏิบัติตามบทเพิ่มเติมนี้อย่างเคร่งครัด. มีวิสุทธิชนที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้าและแสวงหาการดำเนินชีวิตคริสตจักรมากมายได้ละเลยและเข้าใจผิดในประเด็นนี้ จึงทำให้เขาเหล่านั้นพ่ายแพ้.
รม. 14:1 ก รม.15:1; 1กธ.8:9; 9:22
รม. 14:1 ข รม.14:3; 15:7
รม. 14:1 2ข การที่จะมีภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตของพระกายที่ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 12 นั้น เราจำต้องฝึกหัดบทเรียนที่แท้จริงของการรับผู้เชื่อเหมือนดังที่ได้เปิดเผยไว้เป็นพิเศษใน 14:1—15:13 เพื่อให้การดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้นสามารถครอบคลุมทุกสิ่ง คือสามารถรับคริสเตียนแท้ได้ทุกประเภท. การที่จะรับได้เช่นนี้จำต้องมีการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 12. หากเรายังคงอยู่ในธรรมชาติ เราย่อมไม่อาจที่จะรับผู้ที่มีวิธีการมองหลักธรรมหรือวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกับเราได้.
รม. 14:1 3 หมายถึง การโต้แย้งกันในด้านหลักธรรม. นอกจากการไหว้รูปเคารพ (1ยฮ.5:21; 1กธ.8:4-7), การผิดประเวณี, การฉ้อโกง, การว่าร้าย, และบาปที่หยาบช้าอื่นๆ (1กธ.5:9-11; 6:9-10), อีกทั้งการแตกแยกกัน (16:17; ตต.3:10), และการปฏิเสธการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์ (2ยฮ.7—9) แล้ว เราจำต้องฝึกหัดที่จะไม่ไปตัดสินการมองในด้านหลักธรรมของผู้อื่น. ขอเพียงบุคคลผู้นั้นเป็นคริสเตียนที่แท้จริง และได้ยึดหลักความเชื่อขั้นพื้นฐานแห่งพันธสัญญาใหม่เท่านั้น แม้ว่าเขาจะมีวิธีการมองในด้านหลักธรรมแตกต่างกับเรา เราก็ไม่ควรมองว่าเขาเป็นคนนอก ตรงกันข้ามเรากลับต้องรับเขาไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวของเรา.
รม. 14:2 ก กซ.2:16
รม. 14:3 1 เปาโลได้กล่าวถึงการต้อนรับผู้เชื่อโดยได้ยกตัวอย่างเรื่องการกิน (ข้อ 2-3), และการถือวัน (ข้อ 5-6). การทรงรับไว้ของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เรากินอะไรหรือถือวันอะไร. สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เล็กน้อยและรองลงไป ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้รับความรอดและหลักความเชื่อพื้นฐานของเรา. ดังนั้นเราอย่าได้ดูหมิ่นหรือพิพากษากล่าวโทษผู้อื่นในเรื่องราวเหล่านี้.
รม. 14:3 2 พื้นฐานในการที่เรารับผู้เชื่อนั้นก็คือการที่พระเจ้าได้ทรงรับเขาไว้แล้ว. พระเจ้าทรงรับผู้คนตามพระบุตรของพระองค์. เมื่อมนุษย์ได้ต้อนรับพระบุตรของพระเจ้า คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราเป็นพระผู้ช่วยของเขา พระเจ้าก็จะทรงรับเขาทันที และจะนำเขาเข้าสู่การรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพและทุกสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมและทรงกระทำสำเร็จในพระคริสต์เพื่อเราอีกด้วย. เราควรจะรับผู้อื่นเช่นนี้ อย่าได้คับแคบกว่าพระเจ้า. ไม่ว่าผู้อื่นจะมีวิธีการมองในด้านหลักธรรมหรือมีวิธีปฏิบัติแห่งศาสนาที่แตกต่างจากเรามากสักเท่าใด เราจำต้องรับเขาไว้ทั้งสิ้น. เมื่อเรารับผู้คนตามพระเจ้าและไม่ใช่ตามหลักธรรมหรือวิธีปฏิบัตินั้น เราก็ได้รักษาและได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งแห่งพระกายของพระคริสต์.
รม. 14:5 1 ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "พิพากษา" ในข้ออื่นๆ. คำว่า "ตัดสิน" ใน ข้อ 13ก็เช่นเดียวกัน.
รม. 14:5 ก ฆต.4:10; กซ.2:16
รม. 14:5 ข รม.14:23
รม. 14:6 ก 1กธ.10:31
รม. 14:6 ข 1กธ.10:30; 1ตธ.4:3-4
รม. 14:7 ก 2กธ.5:15
รม. 14:8 ก 1ธซ.5:10; ลก.20:38
รม. 14:8 ข รม.8:9; 1กธ.3:23
รม. 14:9 ก วว.1:18; 2:8
รม. 14:9 ข ฟป.2:11; กจ.2:36
รม. 14:10 ก 2กธ.5:10
รม. 14:10 1ก การพิพากษาที่อยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้านั้นแตกต่างกับการพิพากษาที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่ได้กล่าวไว้ใน 2:2-3, 5, 16, 3:8. การพิพากษาที่นิรันดร์ของพระเจ้านั้นจะดำเนินการอยู่หน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวเป็นสำคัญ (วว.20:11-15) ซึ่งการพิพากษานี้ (1) อยู่หลังอาณาจักรพันปี, (2) มีไว้พิพากษาคนที่ไม่เชื่อซึ่งได้ตายไปแล้วทั้งหมด, และ (3) มีไว้สำหรับการลงโทษที่นิรันดร์ในบึงไฟ. เนื่องจากการพิพากษานี้จะดำเนินการอยู่บนตัวของคนบาปที่ถูกปรับโทษทั้งหมดดังนั้นจึงได้ถูกกล่าวไว้ในตอนที่พูดถึงการปรับโทษที่อยู่ในหนังสือโรม. ส่วนการพิพากษาต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าหรือหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์นั้น (1) อยู่ก่อนอาณาจักรพันปีต่อจากการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในทันที, (2) พิพากษาผู้เชื่อที่เป็นขึ้นมาและถูกรับขึ้นไปทั้งหมด, และ (3) มีไว้สำหรับการให้บำเหน็จและลงโทษในอาณาจักรพันปี. การพิพากษานี้จะตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการงานของผู้เชื่อหลังจากที่เขาได้รับความรอดแล้ว. เนื่องจากการพิพากษานี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้เชื่อเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงได้ถูกกล่าวไว้ในตอนที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงนี้.
รม. 14:11 ก ยซย.45:23
รม. 14:12 ก เทียบ มธ.12:36; 1ปต.4:5
รม. 14:13 ก รม.14:3
รม. 14:13 ข 1กธ.8:13
รม. 14:14 ก รม.14:20; 1ตธ.4:3-4
รม. 14:14 1 แปลตามตรงคือ ธรรมดา.
รม. 14:15 ก อฟ.5:2
รม. 14:15 ข รม.14:20; 1กธ.8:11
รม. 14:16 ก 1กธ.10:30
รม. 14:17 ก ยฮ.3:5; กจ.1:3; 8:12; 14:22; 20:25; 28:23, 31; 1กธ.4:20; 6:10; ฆต.5:21; อฟ.5:5; กซ.4:11; มธ.16:18-19; วว.1:9
รม. 14:17 1ก ข้อนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักมากว่า ในยุคคริสตจักรนั้น คริสตจักรก็คืออาณาจักรของพระเจ้า เพราะเนื้อความในตอนนี้กล่าวถึงการดำเนินชีวิตคริสตจักรในยุคปัจจุบันนี้. คริสตจักรนั้นเป็นเรื่องของพระคุณและชีวิต ส่วนอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องของการฝึกฝนและการอบรมตีสอน.
รม. 14:17 ข มธ.5:20
รม. 14:17 2ข อาณาจักรของพระเจ้าก็คือขอบเขตแห่งการครองอำนาจของพระเจ้าให้พระองค์สามารถสำแดงสง่าราศี เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. อาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้เน้นเรื่องการกินและการดื่ม แต่เน้นเรื่องความชอบธรรม, สันติสุข, และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์. ความชอบธรรมเล็งถึงสิ่งที่ถูกต้องและเที่ยงตรง. ผู้ที่มีชีวิตเป็นอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องมีความถูกต้องและเที่ยงตรงต่อมนุษย์, เรื่องราว, และต่อพระเจ้าโดยไม่มีจุดที่ผิดพลาด, ไม่ถูกต้อง, คดโกง, บิดเบือน, หรือเอนเอียง มีอคติ. เพื่อสิ่งนี้ เราจะต้องปฏิบัติต่อตัวเองอย่างเข้มงวด. ส่วนสันติสุขนั้นเป็นผลแห่งความชอบธรรม (ฮร.12:11 และคำอธิบาย). สันติสุขเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าควรจะมีต่อมนุษย์และต่อพระเจ้า. ถ้าเราชอบธรรม, ถูกต้อง, และเที่ยงตรงต่อมนุษย์, ต่อเรื่องราว, และต่อพระเจ้าแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมนุษย์และกับพระเจ้าก็จะมีสันติสุขอย่างแน่นอน. เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะมีความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยเฉพาะอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าและเราก็จะถูกเติมเต็มด้วยความชื่นชมยินดีและด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.13:52) และจะดำเนินชีวิตออกซึ่งความชอบธรรม, สันติสุข, และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักรของพระเจ้า.
ถ้าว่าตามเนื้อความในบทนี้ ข้อนี้มีไว้สำหรับการรับผู้เชื่อของเรา. หากเรารับผู้เชื่อตามการชี้แนะของอัครทูตในบทนี้ เราก็จะเกิดความถูกต้องและเที่ยงตรงต่อผู้ที่เราได้รับ และจะมีสันติสุขกับเขาด้วย ดังนั้นเราก็จะมีความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเราได้ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ในความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักรของพระเจ้า และอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า. มิฉะนั้นเราก็จะไม่ถูกต้องและไม่เที่ยงตรงต่อผู้ที่เราไม่ยอมรับและก็จะสูญเสียสันติสุขกับเขาไป เราจึงไม่อาจมีความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้. เช่นนี้ก็ได้พิสูจน์ว่า เราไม่ได้นอบน้อมต่ออำนาจของพระเจ้าที่อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า.
รม. 14:17 ค รม. 15:13, 33
รม. 14:17 ง ฆต.5:22; 1ธซ.1:6
รม. 14:18 ก รม.12:11; กจ.20:19
รม. 14:18 1ก แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ. ดู 1:1 คำอธิบาย 2. การดำเนินชีวิตอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าด้วยความชอบธรรม, สันติสุข, และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ก็คือการเป็นทาสปรนนิบัติพระคริสต์ ซึ่งเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและเป็นที่รับรองของมนุษย์ทั้งหลาย และยังได้รักษาความเป็นหนึ่งของคริสตจักรไว้เพื่อจะมีภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตของพระกาย.
รม. 14:19 ก ฮร.12:14; 2ตธ.2:22; รม.12:18
รม. 14:19 1ก ในการที่จะดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง เราต้องมุ่งแสวงหาสิ่งซึ่งทำให้เกิดสันติสุขซึ่งจะรักษาความเป็นหนึ่งของพระกายไว้ และเรายังต้องแสวงหาสิ่งซึ่งก่อสร้างกันและกันด้วย คือสิ่งที่นำชีวิตมาหล่อเลี้ยงให้แก่ผู้ที่เป็นอวัยวะร่วมกับเราเพื่อก่อสร้างกันและกัน.
รม. 14:19 ข รม.15:2; 1กธ.10:23; 8:1
รม. 14:20 ก รม.14:15
รม. 14:20 1 ในตัวของผู้ที่ได้รับความรอดทุกคนล้วนมีการงานของพระเจ้าอยู่. หากเราทำให้ผู้เชื่อคนใดสะดุดเพราะเหตุทัศนคติในด้านหลักธรรมของเรา เราก็คือผู้ที่รื้อถอนทำลายการงานแห่งพระคุณของพระเจ้าที่อยู่ภายในเขาเหล่านั้น.
รม. 14:20 ข รม.14:14; 1ตธ.4:3-4
รม. 14:20 ค รม.14:13; 1กธ.8:9
รม. 14:21 ก 1กธ.8:13
รม. 14:23 ก รม.14:5
สารบัญ