โรม บทที่ 12
VII. การเปลี่ยนแปลง
12:1 — 15:13
12:1 — 15:13
1. ในภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตของพระกาย
12:1-21
12:1-21
(1) ด้วยการถวายร่างกาย
ข้อ 1
ข้อ 1
รม.
12:1 1พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่2กความกรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึง3ขวอนขอท่านทั้งหลายให้4คถวายร่างกายของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็น5งเครื่องบูชาที่มีชีวิต, อันบริสุทธิ์, และเป็นที่จชอบพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็น6ฉการปรนนิบัติที่7สมเหตุสมผลของท่านทั้งหลาย.
(2) อาศัยการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่
ข้อ 2-3
ข้อ 2-3
รม.
12:2 1อย่ากได้ตามอย่าง2ขยุคสมัยนี้ แต่จง3คเปลี่ยนแปลงโดย4งการเปลี่ยนจใหม่ของความคิด เพื่อท่านทั้งหลายจะได้5ฉพิสูจน์จนรู้ถึง6ชน้ำพระทัยของพระเจ้าว่าอะไรดี, ซอะไรเป็นที่ชอบ, และอะไรครบสมบูรณ์.
รม.
12:3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ทุกคนที่อยู่ท่ามกลางพวกท่านโดยกพระคุณซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าว่า อย่า1คิดประเมินตัวเองให้ขสูงเกินกว่าที่ควร แต่จงคิดประเมินตนอย่างมีคสติสัมปชัญญะ ให้สมกับง ขนาดแห่งความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงจัดแบ่งให้กับแต่ละคน.
(3) อาศัยการใช้ของประทาน
ข้อ 4-8
ข้อ 4-8
รม.
12:4 เหมือนกับในกร่างกายเดียวนั้น เรามีขอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะเหล่านั้นล้วนมี1การใช้งานที่ไม่คเหมือนกันฉันใด
รม.
12:5 พวกเราผู้เป็นหลายคนก็เป็นกายเดียว1ในพระคริสต์ และต่างก็เป็น2กอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น.
รม.
12:6 และเราทุกคนมี1กของประทานที่ต่างกันตามขพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา ถ้าเป็นการ2คเผยพระวจนะก็จงเผยพระวจนะตามงระดับแห่งความเชื่อ
รม.
12:7 หรือเป็นการ1ปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ[อย่างสัตย์ซื่อ] หรือผู้ที่กสอนนั้นก็จงสอน[อย่างสัตย์ซื่อ]
รม.
12:8 หรือผู้ที่กเตือนสติก็จงเตือนสติ[อย่างสัตย์ซื่อ] ผู้ที่1ขให้ทานก็จงให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผู้ที่2ขนำพาก็จงนำพาด้วยความขยัน ผู้ที่3แสดงงความเมตตาก็จงทำด้วยใจยินดี.
(4) อาศัยการดำเนินชีวิตที่สำแดงออกซึ่งคุณธรรมที่สูงสุด
ข้อ 9-21
ข้อ 9-21
รม.
12:9 1จงให้กความรักปราศจากความหน้าซื่อใจคด. จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว จงขยึดมั่นสิ่งที่ดีไว้.
รม.
12:10 กการรักกันฉันพี่น้องนั้น จงรักอย่างอบอุ่น การให้เกียรติผู้อื่นนั้น จงเป็นผู้เริ่มก่อน.
รม.
12:11 จงขยัน อย่าเกียจคร้าน จง1กร้อนรนในวิญญาณ จง2ขปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ.
รม.
12:12 จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงกอดทนในความยากลำบาก จงอธิษฐานอย่างขพากเพียรมั่นคง.
รม.
12:13 จงมีส่วน1กช่วยเหลือในความขัดสนของวิสุทธิชน จงเสาะหา[โอกาสใน]ขการต้อนรับแขกผู้มาเยือน.
รม.
12:14 จง1อวยพรแก่คนที่กข่มเหงท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย.
รม.
12:15 จง1ชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้.
รม.
12:16 จงคิดในกสิ่งที่เหมือนกันต่อกันและกัน อย่าขคิดในสิ่งที่ใฝ่สูง แต่จงเข้าถึง1คนที่ต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวคฉลาด.
รม.
12:17 กอย่าได้ทำชั่วตอบแทนการชั่ว 1ขจงเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดีงามในสายตาของคนทั้งปวง.
รม.
12:18 1ถ้าเป็นไปได้จงเพียรพยายามกอยู่ด้วยกันกับคนทั้งปวงอย่างสันติสุข.
รม.
12:19 ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่า1แก้แค้นเพื่อตัวเอง แต่จงให้พระพิโรธ[ของพระเจ้า]ได้มีฐานะ ด้วยมีคำเขียนไว้แล้วว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า กการแก้แค้นนั้นขึ้นอยู่กับเรา เราเองจะตอบสนอง."
รม.
12:20 กแต่ "ถ้าศัตรูของท่านหิวก็จงให้เขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้เขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้นเป็นการสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา."
รม.
12:21 อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี.
คำอธิบาย โรม บทที่ 12
รม.
12:1 1 หลังจากที่ได้สอดแทรกคำอธิบายถึงการเลือกสรรของพระเจ้าไว้อย่างละเอียดแล้ว บทนี้ก็ได้กล่าวต่อจากบทที่ 8 โดยพูดถึงอีกครึ่งหนึ่งของความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าในพระคริสต์ต่อไป. ในช่วงครึ่งหลังนี้บรรดาคนที่ได้รับสุขความรอดที่ครบสมบูรณ์ในช่วงครึ่งแรกนั้นได้เป็นอวัยวะซึ่งกันและกันโดยกลายเป็นพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 5). ยิ่งไปกว่านั้นเขาเหล่านั้นยังได้มีการดำเนินชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์อยู่ในแต่ละท้องถิ่นบนแผ่นดินโลกเพื่อมาสำแดงพระคริสต์ (ดังที่ได้ระบุไว้ในบทที่ 16) ทำให้พระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนได้รับการสำแดงอยู่ท่ามกลางการดำเนินชีวิตเช่นนั้น ตามพระคำอันบริสุทธิ์ที่อยู่ในห้าบทต่อไปนี้ซึ่งจะแนะนำการดำเนินชีวิตชนิดนี้ในด้านต่างๆ. ครึ่งแรกของความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 1—8 นั้นเป็นกระบวนการที่พระเจ้าใช้เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของพระองค์. ส่วนครึ่งหลังแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 12-16 นั้นเป็นเป้าหมายแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
รม.
12:1 ก รม.9:15; พรท.3:22-23
รม.
12:1 2ก ดู 9:15 คำอธิบาย 2. ในภาษากรีก คำว่า "ความกรุณา" ในที่นี้เป็นพหูพจน์. พระเจ้าทรงกรุณาเราในหลายประการโดยปรากฏอยู่ในการเลือกสรรเรา, การเรียกเรา, การช่วยเราให้รอด, รวมทั้งการนำเราเข้าสู่ในชีวิตของพระองค์เพื่อรับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ และกลายเป็นการสำแดงของพระองค์. อัครทูตได้ใช้ความกรุณาในหลายประการนี้มาเป็นสื่อกลางและแรงกระตุ้นในการวอนขอเราให้ถวายร่างกายแด่พระเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์.
รม.
12:1 ข รม.15:30; 16:17
รม.
12:1 3ข หรือ ขอร้อง.
รม.
12:1 ค รม.6:13, 19
รม.
12:1 4ค ในการที่จะทำให้การดำเนินชีวิตคริสตจักรซึ่งก็คือการดำเนินชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์จะได้ปรากฏเป็นจริงนั้น จำเป็นต้องใช้ทั่วทั้งตัวของเรา. ดังนั้นในบทนี้จึงได้กล่าวถึงร่างกายของเรา (ข้อ 1), จิตของเรา (ข้อ 2), และวิญญาณของเรา (ข้อ 11). ร่างกายของเราจะต้องถูกถวายแด่พระเจ้าเพื่อพระกายของพระคริสต์.
รม.
12:1 ง 1ปต.2:5; ฮร.13:15-16
รม.
12:1 5ง ในบทที่ 6 เป็นการถวายอวัยวะของเราเป็นอาวุธแห่งความชอบธรรมเพื่อการสู้รบและการปรนนิบัติ (6:13). แต่ในบทนี้ให้เราถวายร่างกายเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักร. เครื่องบูชานี้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตเพราะได้ชีวิตมาจากการเป็นขึ้น ไม่เหมือนกับเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิมซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องบูชาที่ถูกฆ่าตายแล้ว. นอกจากนี้เครื่องบูชานี้ยังบริสุทธิ์อีกด้วย เพราะเครื่องบูชานี้ได้ถูกแบ่งแยกออกมาในด้านฐานะเพื่อถวายแด่พระเจ้าโดยพระโลหิตของพระคริสต์ ซึ่งได้แยกออกจากโลก, บุคคล, เรื่องราว, และสิ่งของที่ธรรมดาทุกอย่างส่วนในด้านนิสัยนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังได้ใช้ชีวิตและพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้ามาแบ่งแยกบริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงชีวิตธรรมชาติและสิ่งทรงสร้างเก่าเพื่อให้พระเจ้าได้อิ่มหนำ. ดังนั้นเครื่องบูชานี้จึงได้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า.
ในภาษากรีกนั้น คำว่า "ร่างกาย" เป็นพหูพจน์ส่วนคำว่า "เครื่องบูชา" เป็นเอกพจน์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีร่างกายเป็นอันมากถูกถวาย แต่ร่างกายมากมายเหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องบูชาเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งได้เปิดเผยเป็นนัยว่าแม้จะมีคนมากมาย แต่การปรนนิบัติของเราในพระกายของพระคริสต์นั้น ไม่ควรเป็นการปรนนิบัติมากมายที่แยกออกจากกัน หรือไม่เกี่ยวข้องต่อกัน หรือเป็นของแต่ละบุคคล แต่การปรนนิบัติทุกอย่างของเราควรจะประกอบกันขึ้นเป็นการปรนนิบัติหนึ่งเดียวของทั้งพระกาย และเป็นการปรนนิบัติเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง เพราะเป็นการปรนนิบัติแห่งพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์.
ในภาษากรีกนั้น คำว่า "ร่างกาย" เป็นพหูพจน์ส่วนคำว่า "เครื่องบูชา" เป็นเอกพจน์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีร่างกายเป็นอันมากถูกถวาย แต่ร่างกายมากมายเหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องบูชาเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งได้เปิดเผยเป็นนัยว่าแม้จะมีคนมากมาย แต่การปรนนิบัติของเราในพระกายของพระคริสต์นั้น ไม่ควรเป็นการปรนนิบัติมากมายที่แยกออกจากกัน หรือไม่เกี่ยวข้องต่อกัน หรือเป็นของแต่ละบุคคล แต่การปรนนิบัติทุกอย่างของเราควรจะประกอบกันขึ้นเป็นการปรนนิบัติหนึ่งเดียวของทั้งพระกาย และเป็นการปรนนิบัติเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง เพราะเป็นการปรนนิบัติแห่งพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์.
รม.
12:1 จ รม.12:2; 14:18
รม.
12:1 ฉ รม.9:4
รม.
12:1 6ฉ คือการปรนนิบัติพระเจ้าในการนมัสการ. ดู 1:9 คำอธิบาย 1. ก่อนบทนี้ไม่มีการกล่าวไว้เลยว่า นอกจากอัครทูตแล้ว ผู้เชื่อทั้งหลายก็มีส่วนในการปรนนิบัติเช่นนี้ด้วย. กรณีนี้แสดงว่าการปรนนิบัติของผู้เชื่อนั้นเป็นผลลัพธ์ของการเจริญเติบโตของชีวิตที่ได้บรรยายไว้ในบทต้นๆ. ยิ่งกว่านั้นยังแสดงว่า การปรนนิบัตินี้จะต้องอยู่ในพระกายซึ่งก็คือคริสตจักร. เรื่องนี้ก็เหมือนกับแบบเล็งที่อยู่ในเอ็กโซโดกับเลวีติโกซึ่งบรรยายว่าการปรนนิบัติแห่งระบบปุโรหิตที่มีต่อพระเจ้านั้นถูกก่อตั้งขึ้นหลังจากที่พลับพลาได้ก่อสร้างขึ้นแล้ว.
รม.
12:1 7 หรือ ฉลาดหลักแหลม, สมกับหลักเหตุผล, สมกับความรู้สึกในเหตุผล, สมกับเหตุผลที่สูงสุด.
รม.
12:2 1 กรณีนี้หมายความว่าเราอย่าได้ถูกยุคสมัยนี้กลืนไป ซึ่งจะทำให้เราผู้ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ออกมาจากโลกและถวายแด่พระเจ้าแล้ว กลับต้องมีลักษณะเหมือนกับยุคสมัยนี้ โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของพระวิญญาณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในเราผู้ทรงใช้ธาตุแท้ของพระเจ้ามาถอดแบบเราให้เหมือนดังพระฉายาที่สง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า (2กธ.3:18) ซึ่งพระวิญญาณนั้นได้ดำเนินการนี้ด้วยการเคลื่อนไหวและทำงานอยู่ภายในเราโดยอาศัยชีวิตของพระเจ้าและพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์.
รม.
12:2 ก 1ปต.1:14; เทียบ รม.8:29
รม.
12:2 ข อฟ.2:2; 2กธ.4:4; ฆต.1:4; ตต.2:12
รม.
12:2 2ข "ยุคสมัยนี้" เล็งถึงส่วนแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันของโลกนี้ (ดู ฆต.1:4 คำอธิบาย 4) ซึ่งเราได้ติดต่อสัมผัสและดำเนินชีวิตอยู่ในส่วนนี้ส่วน "โลก" ซึ่งเป็นระบบที่ชั่วร้ายของซาตานนั้น (ดู อฟ.2:2 คำอธิบาย 1) ก็คือการประกอบกันขึ้นของมนุษย์, เรื่องราว, สิ่งของทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้า ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับศาสนา ดังเช่นโลกแห่งศาสนาในยุคของเปาโลที่ได้กล่าวไว้ใน ฆต.6:14. โลกของซาตานนี้ประกอบขึ้นด้วยยุคสมัยต่างๆ มากมายโดยที่แต่ละยุคสมัยก็จะมีรูปแบบ, ลักษณะพิเศษ, สมัยนิยม, รสนิยม, และกระแสนิยมที่เฉพาะตัวของยุคสมัยนั้นๆ. ถ้าเราไม่ละทิ้งยุคสมัยที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเราในปัจจุบันนี้ เราก็จะไม่สามารถละทิ้งโลกได้.
รม.
12:2 ค 2กธ.3:18
รม.
12:2 3ค การเปลี่ยนแปลง คือการทำงานของพระเจ้าในขั้นตอนของระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า เพื่อให้ชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้าได้แผ่ขยายไปสู่ทุกส่วนในตัวเรา โดยเฉพาะจิตของเราโดยนำพระคริสต์และความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์เข้าสู่ทุกส่วนทั่วทั้งตัวของเราเพื่อมาเป็นองค์ประกอบใหม่ของเรา และได้ขจัดทิ้งไปซึ่งองค์ประกอบตามธรรมชาติที่เก่าแก่ของเราทีละเล็กทีละน้อย. ผลลัพธ์ก็คือเราถูกเปลี่ยนแปลงจนเหมือนกับพระฉายาของพระองค์ (2กธ.3:18) นั่นก็คือถูกถอดแบบตามพระฉายาพระบุตรหัวปีของพระเจ้า เป็นพี่น้องมากมายของพระองค์ (8:29) และเหมาะสมที่จะมาก่อสร้างพระกายของพระองค์.
รม.
12:2 ง อฟ.4:23; ตต.3:5
รม.
12:2 4ง หลังจากที่เราถวายร่างกายแล้ว ความคิดของเราจำต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่. การเปลี่ยนใหม่ของความคิดนี้เป็นพื้นฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงจิตของเรา และเป็นผลลัพธ์ของการที่เรามีความคิดที่ตั้งอยู่ในวิญญาณ (8:6). ความคิดเป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในจิตของเรา ดังนั้นเมื่อความคิดของเราถูกเปลี่ยนใหม่ ส่วนอื่นๆ ในจิต คืออารมณ์และความตั้งใจ ก็จะถูกเปลี่ยนใหม่ตามไปด้วยอย่างอัตโนมัติ. การถูกเปลี่ยนใหม่หมายความว่ามีองค์ประกอบใหม่ได้เพิ่มเข้าสู่ภายในเรา. สิ่งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่าทางภายใน เพื่อจะทำให้เรามีความเหมาะสมในการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์ ซึ่งก็คือภาคปฏิบัติแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั่นเอง. คุณธรรมและการมีชัยชนะทุกประการที่ระบุไว้ในบทที่ 12—16 นั้นเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้.
รม.
12:2 จ รม.8:6-7; 1กธ.1:10; ฟป.4:2; รม.15:5; 1กธ.2:16; ฟป.2:5
รม.
12:2 ฉ อฟ.5:10; 1ธซ.5:21; 2กธ.8:8, 22; 13:5
รม.
12:2 5ฉ คือการตรวจดูและแยกแยะ. เมื่อมีการถวายร่างกายและการเปลี่ยนแปลงของความคิดเป็นพื้นฐานแล้ว เราจะสามารถตรวจดู, แยกแยะ, และพิสูจน์โดยการทดสอบได้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าก็เพื่อให้พระคริสต์ได้พระกายหนึ่งมาเป็นความบริบูรณ์และการสำแดงของพระองค์.
รม.
12:2 ช อฟ.1:9, 11; 5:17; กซ.1:9; มธ.6:10; 7:21; ฮร.13:21
รม.
12:2 6ช ในบทนี้ น้ำพระทัยของพระเจ้าประสงค์ให้เราผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกสรร, เรียกมา, ช่วยไถ่, โปรดให้ชอบธรรม, แบ่งแยกบริสุทธิ์, และถอดแบบจนได้รับสง่าราศีในสิบเอ็ดบทก่อนหน้านี้ได้เป็นอวัยวะซึ่งกันและกัน และได้ดำเนินชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 3-5). พระกายของพระคริสต์ก็คือจุดสุดยอดแห่งการเปิดเผยที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. การดำเนินชีวิตแห่งพระกายนี้ก็คือผลลัพธ์และเป้าหมายในการถวายร่างกาย การเปลี่ยนใหม่ของความคิด และภาคปฏิบัติแห่งชีวิตทั้งหมดที่กล่าวไว้ในบทต้นๆ.
รม.
12:2 ซ รม.12:1
รม.
12:3 ก รม.1:5; 15:15; อฟ.3:7; 1กธ.3:10; 15:10; ฆต.2:9
รม.
12:3 1 คิดประเมิน แปลตามตรงคือ คิด. หากเราต้องการมีการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องแล้วสิ่งแรกที่จะต้องถูกทำลายก็คือการคิดประเมินว่าตนสูงส่ง เพื่อจะทำให้เราสามารถคิดประเมินได้อย่างสุขุม. สิ่งนี้จำต้องให้ชีวิตของพระคริสต์กลืนกินองค์ประกอบทางด้านลบทั้งหมดที่อยู่ในเราเพื่อทำให้ความคิดของเราได้รับการเปลี่ยนใหม่. เช่นนี้แล้วเราก็จะคิดประเมินตัวเองตามความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงจัดแบ่งให้กับเรา คือตามขนาดแห่งองค์ประกอบของพระเจ้าซึ่งได้ถ่ายเทเข้าสู่ภายในเรานั่นเอง.
รม.
12:3 ข รม.12:16; ฟป.2:3
รม.
12:3 ค 2ตธ.1:7
รม.
12:3 ง อฟ.4:7, 16
รม.
12:4 ก อฟ.2:16; 4:4; 1กธ.12:12, 13
รม.
12:4 ข 1กธ.12:12, 14, 20
รม.
12:4 1 การใช้งานมีไว้เพื่อการปรนนิบัติในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 1). ในการที่จะมีการใช้งาน เราจะต้องมีชีวิต ซึ่งก็คือชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการสำแดงที่ศักดิ์สิทธิ์.
รม.
12:4 ค 1กธ.12:15-17, 21-22
รม.
12:5 1 เราเป็นพระกายเดียวในพระคริสต์ มีการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์. การเข้าสนิทนี้ทำให้เราเป็นหนึ่งกับพระองค์ในชีวิตและเป็นหนึ่งกับอวัยวะทั้งหมดในพระกายของพระองค์ด้วย. พระกายของพระองค์นั้นไม่ใช่องค์กรหรือสมาคมอย่างหนึ่งอย่างใด แต่เป็นพระกายอินทรีย์หนึ่งซึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้นจากการเข้าสนิทในชีวิตระหว่างเรากับพระองค์.
รม.
12:5 ก อฟ.4:25
รม.
12:5 2ก จุดประสงค์แห่งความรอดของพระเจ้าคือต้องการได้รับการแพร่พันธุ์ของพระคริสต์ภายในของวิสุทธิชนมากมายนับล้านๆ คน เพื่อพวกเขาจะได้กลายเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ซึ่งมิใช่หน่วยอันสมบูรณ์หลายหน่วยที่แยกออกจากกัน แต่เป็นอวัยวะที่มีชีวิต, มีการใช้งาน, ประสานอยู่ด้วยกัน, และรวมไว้ด้วยกันทั้งหมด. ส่วนต่างๆ มากมายเหล่านี้ แม้จะมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ก็ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เป็น "อวัยวะแก่กันและกัน." อวัยวะทุกอวัยวะล้วนได้เข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับอวัยวะอื่นๆ และแต่ละอวัยวะก็ล้วนต้องการการใช้งานของอวัยวะอื่นๆ ทั้งหมดด้วย. อวัยวะทั้งหมดนี้จำต้องประสานซึ่งกันและกัน เพื่อจะมีภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิตแห่งพระกายที่ได้เปิดเผยไว้ในบทนี้.
รม.
12:6 ก 1กธ.12:4; อฟ.4:7; 1ปต.4:10
รม.
12:6 1ก ของประทานนี้เราได้รับมาตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา และเป็นผลลัพธ์จากการที่เราได้ประสบการณ์พระคุณของพระคริสต์. พระคุณนี้ก็คือพระเจ้าอยู่ในพระคริสต์ผู้เป็นธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าสู่ภายในเรา เป็นชีวิตของเราเพื่อให้เราได้รับสุข. เมื่อพระคุณนี้ได้เข้าสู่ภายในเราก็ได้นำมาซึ่งองค์ประกอบแห่งทักษะและความสามารถฝ่ายวิญญาณซึ่งจะวัฒนาขึ้นตามชีวิตที่อยู่ในเราจนกลายเป็นของประทานแห่งชีวิตให้เราได้ใช้งานในพระกายของพระคริสต์เพื่อมาปรนนิบัติพระเจ้า. ของประทานแห่งชีวิตในที่นี้แตกต่างกับของประทานที่ได้กล่าวไว้ใน อฟ. 4:8 ซึ่งเล็งถึงผู้มีของประทานที่พระคริสต์ได้ประทานให้แก่พระกายของพระองค์ในขณะที่ได้เสด็จสู่สวรรค์เพื่อจะมาก่อสร้างพระกายของพระองค์. ของประทานแห่งชีวิตนี้ก็ต่างกับของประทานแห่งการอัศจรรย์ซึ่งได้กล่าวไว้ใน 1กธ.12 และ 14 ด้วย. ของประทานแห่งชีวิตนี้วัฒนาขึ้นโดยอาศัยการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 โดยวัฒนาขึ้นจากของประทานเบื้องต้นที่อาศัยอยู่ภายในที่ได้กล่าวไว้ใน 1กธ.1:7.
รม.
12:6 ข 1ปต.4:10; เทียบ อฟ.4:7
รม.
12:6 ค 1กธ.12:10; 14:3, 4
รม.
12:6 2ค การเผยพระวจนะคือการพูดเพื่อพระเจ้าและพูดออกซึ่งพระเจ้า ภายใต้การเปิดเผยโดยตรงจากพระองค์. ส่วนการพยากรณ์นั้นอาจมีอยู่ในการเผยพระคำด้วย แต่ก็ไม่ใช่ด้านที่สำคัญของการเผยพระวจนะที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้. การเผยพระวจนะจะนำมาซึ่งการเปิดเผยของพระเจ้าเพื่อก่อสร้างคริสตจักร ซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์ (1กธ.14:4ข). ทั้งการเผยพระวจนะ, การสอน (ข้อ 7), และการเตือนสติ (ข้อ 8) ทั้งสามสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันและต้องประสานซึ่งกัน. ผู้เผยพระวจนะจะกล่าวสิ่งที่เขาได้รับมาจากการเปิดเผยโดยตรงจากพระเจ้า. ผู้สอนนั้นไม่มีการเปิดเผยโดยตรงแต่สอนผู้อื่นตามที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้. ผู้เตือนสติก็เตือนสติตามถ้อยคำโดยตรงภายใต้การเปิดเผยของพระเจ้าและตามคำสอนที่เป็นไปตามการเปิดเผยนี้. การพูดทั้งสามแบบนี้ล้วนมีเพื่อการก่อสร้างพระกายโดยได้นำการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตมาหล่อเลี้ยงวิสุทธิชนทั้งหลายเพื่อให้เขาได้เติบโตขึ้นด้วยกันโดยพระคำของพระเจ้า.
รม.
12:6 ง รม.12:3
รม.
12:7 1 เล็งถึงการปรนนิบัติของผู้ปรนนิบัติชายและผู้ปรนนิบัติหญิงในคริสตจักรท้องถิ่น. ดู 16:1; 1ตธ.3:8-13; ฟป.1:1.
รม.
12:7 ก 2ตธ.2:2; 1ตธ.5:17
รม.
12:8 ก กจ.11:23
รม.
12:8 ข 2กธ.9:7
รม.
12:8 1ข เล็งถึงผู้ที่ให้ทานเพื่อหล่อเลี้ยงคนที่ขัดสนในคริสตจักร และคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของคริสตจักร.
รม.
12:8 ข 2กธ.9:7
รม.
12:8 2ข เล็งถึงพี่น้องที่เป็นผู้นำพาในคริสตจักร.คุณสมบัติประการแรกที่จำเป็นสำหรับผู้นำพาก็คือความขยัน.
รม.
12:8 3 เล็งถึงผู้ที่แสดงความเมตตาด้วยการเห็นอกเห็นใจและให้การช่วยเหลือ. การแสดงความเมตตาในที่นี้มิใช่การมีใจกว้างตามธรรมชาติ แต่เป็นคุณสมบัติที่ก่อรูปขึ้นมาโดยการเปลี่ยนแปลง.
รม.
12:8 ง มธ.5:7
รม.
12:9 1 ข้อ 9-21 และบทที่ 13 นั้นได้ให้เราเห็นถึงการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ปกติ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิตคริสตจักรและเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตคริสตจักร. การดำเนินชีวิตนี้ถูกบรรยายในห้าด้านด้วยกันคือ (1) ต่อผู้อื่น (ข้อ 9-10, 13, 15-16) (2) ต่อพระเจ้า (ข้อ 11) (3) ต่อตัวเอง (ข้อ 12) (4) ต่อผู้ที่ข่มเหงและศัตรู (ข้อ 14, 17-21) (5) ด้านทั่วไปต่อหน้าคนทั้งหลาย (ข้อ 17). การดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์และถูกต้องในห้าด้านนี้ก็คือการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพสูงส่งและมีผลลัพธ์อันดีเลิศ.
รม.
12:9 ก 2กธ.6:6; 1ปต.1:22
รม.
12:9 ข 1ธซ.5:21-22
รม.
12:10 ก 1ธซ.4:9; ฮร.13:1; 2ปต.1:7; ยฮ.13:34; 15:12; 1ปต.1:22
รม.
12:11 ก กจ.18:25
รม.
12:11 1ก ร่างกายที่ถูกถวาย, จิตที่ถูกเปลี่ยนแปลง, และวิญญาณที่ร้อนรน ทั้งสามประการนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกติ. หลังจากที่เราได้ถวายร่างกายเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรแล้ว เราก็ง่ายที่จะตกอยู่ในความคิดเห็นที่มาจากความคิดซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในจิตของเราซึ่งจะทำให้เราถูกทำลายในการดำเนินชีวิตคริสตจักร. ดังนั้นจิตของเรา โดยเฉพาะความคิดที่เป็นส่วนที่อยู่ในจิตจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษ. อย่างไรก็ดีเมื่อความคิดได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราก็ง่ายที่จะตกอยู่ในสภาพนิ่งเงียบที่เป็นด้านลบอีก. ในเวลานั้นเราจำต้องร้อนรนในวิญญาณเพื่อมากระตุ้นและปลุกเร้าหนุนใจให้เรามุ่งหน้าไปในด้านบวกของการดำเนินชีวิตคริสตจักรต่อไป.
รม.
12:11 ข รม.14:18; กจ.20:19
รม.
12:11 2ข แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ. ดู 1:1 คำอธิบาย 2.
รม.
12:12 ก รม.5:3
รม.
12:12 ข อฟ.6:18
รม.
12:13 ก รม.15:25; ฮร.6:10
รม.
12:13 1ก แปลตามตรงคือ สามัคคีธรรม. นี่เป็นการคำนึงถึงวิสุทธิชนที่ขัดสนตามกำลังของเราด้วยความเต็มใจ. อัครทูตเรียกการคำนึงถึงในด้านวัตถุนี้ว่า "การสามัคคีธรรม" เพราะในการแบ่งปันทางด้านวัตถุนี้ พระคุณแห่งชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็หลั่งไหลอยู่ท่ามกลางอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์และซึมซาบเข้าสู่พวกเขา.
รม.
12:13 ข 1ปต.4:9; ฮร.13:2
รม.
12:14 1 เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียนนั้นเป็นผู้ที่ได้รับการอวยพร ดังนั้นเราจึงควรให้พรเท่านั้น อย่าได้แช่งด่าเลย. ขณะที่เรายังเป็นศัตรูขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่นั้น พระองค์ยังอวยพระพรเรา (5:10) เราจึงควรอวยพรแก่ผู้ที่เป็นศัตรูกับเรา และผู้ที่ข่มเหงเราด้วยเช่นกัน.
รม.
12:14 ก มธ.5:44; 1กธ.4:12
รม.
12:15 1 ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ปกติเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรแล้ว เราจำเป็นต้องมีอารมณ์ที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งสามารถจะร่วมชื่นชมยินดีหรือร่วมร้องไห้กับคนอื่นได้. อารมณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยพึ่งชีวิตธรรมชาติของเราเอง แต่เป็นผลลัพธ์ของชีวิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลง.
รม.
12:16 ก รม.15:5; ฟป.2:2; 2กธ.13:11; 1ปต.3:8
รม.
12:16 ข รม.12:3
รม.
12:16 1 หรือ เรื่องราวที่ต่ำต้อย.
รม.
12:16 ค สภษ.3:7
รม.
12:17 ก มธ.5:39
รม.
12:17 ข 2กธ.8:21
รม.
12:17 1ข เราไม่เพียงดำเนินชีวิตต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าคนทั้งปวงอีกด้วย ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดีงามในสายตาของคนทั้งปวง.
รม.
12:18 1 หรือ ในส่วนของท่าน ให้อยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนเท่าที่จะเป็นไปได้.
รม.
12:18 ก รม.14:17, 19, ฮร.12:14; มก.9:50; อฟ.4:3; กซ.3:15
รม.
12:19 1 พระเจ้าทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือทุกสิ่ง. เราไม่ควรใช้วิธีการใดๆ มาแก้แค้นเพื่อตัวเอง แต่ควรมอบสถานการณ์ทั้งหมดของเราไว้ในพระหัตถ์แห่งอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าเท่านั้น ให้พระองค์มีฐานะที่จะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงชอบพระทัยที่จะกระทำ.
รม.
12:19 ก พบญ.32:35; ฮร.10:30
รม.
12:20 ก สภษ.25:21-22