โรม บทที่ 10
รม.
10:1 พี่น้องทั้งหลาย ความชื่นชอบในใจของข้าพเจ้าและสิ่งที่ข้าพเจ้าวิงวอนขอพระเจ้าเพื่อพวกอิสราเอลนั้น คือขอให้เขาทั้งหลายได้รับกความรอด.
รม.
10:2 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาได้ว่า เขามีใจร้อนรนต่อพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นไปตามความรู้อันครบสมบูรณ์
รม.
10:3 ด้วยว่าเขาไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้าและคิดที่จะ1ตั้งความชอบธรรมของตัวเองขึ้น เขาจึงมิได้ยอมจำนนอยู่ใต้ กความชอบธรรมของพระเจ้า.
(5) อาศัยพระคริสต์
10:4-21
10:4-21
ก. พระคริสต์ผู้เป็นบทสรุปของกฎบัญญัติ
ข้อ 4
ข้อ 4
รม.
10:4 เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็น1กบทสรุปของกฎบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อนั้นได้รับความชอบธรรม.
ข. พระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนังและเป็นขึ้น
ข้อ 5-7
ข้อ 5-7
รม.
10:5 ด้วยโมเซได้เขียนถึงความชอบธรรมซึ่งมาจากกฎบัญญัตินั้นว่า "กคนใดที่ประพฤติในสิ่งเหล่านั้นก็จะมีชีวิตเป็นอยู่โดยสิ่งเหล่านั้น."
รม.
10:6 แต่ความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อกล่าวอย่างนี้ว่า "กอย่าพูดในใจของตัวว่าใครจะขึ้นไปยังขสวรรค์?" นั่นคือ1เชิญพระคริสต์ลงมา
รม.
10:7 หรือ "ใครจะลงไปยัง1เหวลึก?" นั่นคือ2เชิญพระคริสต์ขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
ค. พระคริสต์ผู้ใกล้ชิด
ข้อ 8
ข้อ 8
รม.
10:8 แต่ความชอบธรรมนั้นว่าอย่างไร? ก็ว่า "1กคำนั้นอยู่ใกล้ตัวท่านแล้ว อยู่ในปากของท่านและในใจของท่าน" คือคำแห่งความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น
ง. พระคริสต์ผู้ถูกเชื่อและร้องเรียก
ข้อ 9-13
ข้อ 9-13
รม.
10:9 คือถ้าท่านจะกยอมรับด้วย1ปากของท่านว่า ขพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเชื่อในใจของท่านว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์2คเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายท่านจะรอด
รม.
10:10 ด้วยว่า1การเชื่อด้วยใจก็2นำไปสู่ความชอบธรรม และ1การยอมรับด้วยปากก็2นำไปสู่ความรอด.
รม.
10:11 เพราะว่าพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า "กทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย."
รม.
10:12 เหตุว่าหาได้มีความแตกต่างระหว่าง กพวกยูดายและพวกกรีกไม่ ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันทรงเป็นของค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรง[มี1คความ]อุดมสมบูรณ์ต่อคนทั้งปวงที่งร้องเรียกพระองค์
รม.
10:13 เพราะว่า "กทุกคนที่1ร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็2ขรอด."
จ. พระคริสต์ผู้ถูกประกาศและได้ยิน
ข้อ 14-15
ข้อ 14-15
รม.
10:14 แต่ผู้ที่ยังไม่ได้1เชื่อเข้าสู่ใน[พระองค์] เขาจะร้องเรียก[พระองค์]ได้อย่างไร? และผู้ที่ยังไม่2ได้ยินถึง[พระองค์]จะเชื่อใน[พระองค์]ได้อย่างไร? และเมื่อไม่มีใครประกาศ เขาจะได้ยินถึง[พระองค์]ได้อย่างไร?
รม.
10:15 และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศได้อย่างไร? เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า "กเท้าของคนเหล่านั้นที่ประกาศกิตติคุณบอกข่าวดีนั้นก็ขงามสักเท่าใด!"
ฉ. พระคริสต์ผู้ถูกต้อนรับหรือปฏิเสธ
ข้อ 16-21
ข้อ 16-21
รม.
10:16 แต่มิใช่ว่าทุกคนจะ1กเชื่อฟังกิตติคุณนั้น เพราะยะซายากล่าวว่า "ขข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! ใครได้เชื่อฟังสิ่งที่เขาได้ยินจากเรา?"
รม.
10:17 เหตุฉะนั้นความเชื่อเกิดจากกการได้ฟัง และการได้ฟังนั้นก็โดยอาศัยขพระคำของพระคริสต์.
รม.
10:18 แต่ข้าพเจ้ากล่าวว่า เขาทั้งหลายยังไม่ได้ยินหรือ? ได้ยินแล้วอย่างแน่นอน "กเสียงของเขาได้กระจายออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำของเขาได้ประกาศไปถึง1ที่สุดปลายแผ่นดินโลก."
รม.
10:19 แต่ข้าพเจ้ากล่าวอีกว่า พวกอิสราเอลไม่รู้หรือ? ตอนแรกโมเซกล่าวว่า "กเราจะขยุให้เจ้าทั้งหลายอิจฉาริษยาโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นพลไพร่ เราจะยั่วโทสะเจ้าโดยชนชาติที่ขาดความเข้าใจ."
รม.
10:20 แล้วยะซายามีใจกล้าและกล่าวว่า "กคนเหล่านั้นที่มิได้หาเรา ได้พบเราแล้ว เราได้ปรากฏแก่คนเหล่านั้นที่มิได้ถามหาเรา."
รม.
10:21 แต่ท่านได้กล่าวถึงพวกอิสราเอลว่า "กตลอดทั้งวันเราได้ยื่นมือออก[เรียก]พลไพร่ซึ่งไม่เชื่อฟังและโต้เถียงเรา."
คำอธิบาย โรม บทที่ 10
รม.
10:1 ก รม.11:26
รม.
10:3 1 ชาวอิสราเอลคิดจะตั้งความชอบธรรมของตัวเองขึ้นด้วยการประพฤติตามกฎบัญญัติ และไม่ยอมนอบน้อมต่อความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เอง. นี่เป็นการหมิ่นประมาทต่อพระเจ้าและทำให้มนุษย์สูญเสียหนทางแห่งความรอดของพระเจ้าไป.
รม.
10:3 ก รม.1:17; 3:21
รม.
10:4 ก มธ.5:17
รม.
10:4 1ก พระคริสต์เสด็จมาทำให้กฎบัญญัติถึงที่สำเร็จ (มธ.5:17) เพื่อจะได้สิ้นสุดและแทนที่กฎบัญญัติ (8:3-4) เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อพระองค์ล้วนได้รับความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เอง.
รม.
10:5 ก ลวต.18:5
รม.
10:6 ก พบญ.30:12
รม.
10:6 ข ยฮ.3:13; 6:38
รม.
10:6 1 ชี้ถึงการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์.
รม.
10:7 1 ในภาษากรีก ศัพท์คำนี้ถูกใช้ใน ลก.8:31 โดยมีความหมายถึงที่อยู่อาศัยของพวกผี; ใน วว.9:1, 2, 11 ชี้ถึงสถานที่ซึ่งฝูงตั๊กแตนได้ออกมา โดยกษัตริย์ของฝูงตั๊กแตนนี้ชื่อ อะโปลุโอน (ผู้ต่อต้านพระคริสต์) ใน วว.11:7 และ 17:8 เล็งถึงสถานที่ซึ่ง "สัตว์ร้าย" ก็คือผู้ต่อต้านพระคริสต์นั้นจะขึ้นมา; และใน วว.20:1, 3 เล็งถึงสถานที่ซึ่งซาตานจะถูกโยนเข้าไปกักขังอยู่ในช่วงอาณาจักรพันปี. ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint: ใช้คำนี้เล็งถึง ที่ลึก ใน ยนซ.1:2. ในข้อนี้คำว่า "เหวลึก" ชี้ถึงสถานที่ซึ่งพระคริสต์ได้เสด็จไปหลังจากที่ได้วายพระชนม์และก่อนที่จะทรงเป็นขึ้น. ถ้าพิจารณาดูตาม กจ.2:24, 27 แล้วสถานที่นี้ก็คือแดนมรณา เพราะทั้งสองข้อนี้เปิดเผยว่า หลังจากพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ พระองค์ก็ได้เสด็จลงไปยังแดนมรณา และเมื่อเป็นขึ้นพระองค์ก็ได้เสด็จขึ้นมาจากที่นั่น. ดังนั้นตามวิธีการใช้ในพระคัมภีร์ ศัพท์คำว่า "เหวลึก" จึงเล็งถึงสถานที่แห่งความตายและอำนาจแห่งความมืดของซาตาน นั่นก็คือเบื้องต่ำของแผ่นดินโลก (อฟ.4:9) ที่พระคริสต์ได้เสด็จลงไปหลังจากที่ทรงวายพระชนม์นั่นเอง. พระองค์ทรงมีชัยชนะต่อสถานที่แห่งนี้และก็ได้เสด็จขึ้นมาจากที่แห่งนี้ในการเป็นขึ้นแล้ว.
รม.
10:7 2 เล็งถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์.
รม.
10:8 ก พบญ.30:14
รม.
10:8 1ก คำว่า "คำนั้น" กับ "พระคริสต์" (ข้อ 6-7) สามารถสับเปลี่ยนกันได้ จึงชี้ให้เห็นว่าคำนั้นก็คือพระคริสต์. พระคริสต์ได้เสด็จลงมาจากสวรรค์กลายเป็นเนื้อหนัง และได้เสด็จขึ้นมาจากแดนมรณาแล้วเป็นขึ้น กลายเป็นพระคำที่มีชีวิต ซึ่งก็คือพระวิญญาณนั้น (อฟ.6:17) ที่อยู่ในปากของเราและในใจของเรา เหมือนอากาศหรือลมหายใจที่จะให้เราต้อนรับเข้าสู่ภายในได้. พระองค์ทรงอยู่ใกล้และก็สะดวกง่ายดายด้วย.
รม.
10:9 ก ฟป.2:11
รม.
10:9 1 พระคริสต์ต้องการให้เรามีส่วนในพระองค์. เมื่อเราถูกสร้างให้เป็นภาชนะมาบรรจุพระองค์เราก็ต้องเชื่อด้วยใจของเราเพื่อต้อนรับพระองค์และร้องเรียกด้วยปากของเราเพื่อสูดรับพระองค์เข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง. นี่ก็คือการยอมให้ความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์เข้ามาเติมเต็มเราซึ่งเป็นภาชนะนี้ (9:21-23).
รม.
10:9 ข 1กธ.12:3; กจ.2:36
รม.
10:9 ค กจ.2:32; รม.8:11
รม.
10:9 2ค การที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตายนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องเชื่อ. ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าการตายของพระคริสต์ได้ไถ่เราแล้ว แต่มีเพียงชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์เท่านั้นจึงจะช่วยเราให้รอดได้. ดังนั้นมีเพียงเมื่อเราเชื่อในการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำบนตัวของพระองค์โดยการให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายเท่านั้น เราจึงจะได้รับทั้งการไถ่ และการช่วยให้รอด.
รม.
10:10 1 การเชื่อด้วยใจนั้นมีต่อพระเจ้า ส่วนการยอมรับด้วยปากนั้นมีต่อมนุษย์. การเชื่อด้วยใจคือการเชื่อในพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงโปรดให้รับสง่าราศีและให้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย ส่วนการรับด้วยปากก็คือการยอมรับว่าพระเยซูที่ถูกดูหมิ่นและละทิ้งโดยมนุษย์นั้นเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า. ทั้งสองประการนี้ล้วนเป็นเงื่อนไขของการได้รับการโปรดให้ชอบธรรมและการได้รับความรอด.
รม.
10:10 2 "ก็นำไปสู่" ก็คือ "มีผลให้เกิด."
รม.
10:11 ก ยซย.28:16
รม.
10:12 ก รม.3:29; 2:10-11
รม.
10:12 ข กจ.10:36
รม.
10:12 ค อฟ.3:8
รม.
10:12 1ค สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเลือกสรรเรา, ไถ่เรา, โปรดให้เราชอบธรรม, แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์, ถอดแบบเรา, และให้เราได้รับสง่าราศีในพระคริสต์ เพื่อให้เราได้รับสุขในความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ในพระคริสต์ (อฟ.3:8) เคล็ดลับแห่งการได้รับสุขนี้ก็คือการร้องออกพระนามของพระองค์.
รม.
10:12 ง กจ.7:59; 9:14; 22:16; 1กธ.1:2; 2ตธ.2:22; ยนซ.4:26; 12:8; พบญ.4:7; บพส.99:6; 116:17; 145:18; ยซย.12:2-4; 55:6; 64:7; พรท.3:55-57
รม.
10:13 ก ยอล.2:32; กจ.2:21
รม.
10:13 1 การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงเป็นเคล็ดลับในการได้รับความรอดของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นเคล็ดลับในการรับสุขความอุดมสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย. เริ่มตั้งแต่อะโนศ ซึ่งเป็นชั่วอายุที่สามของมนุษยชาติเรื่อยมาจนถึงบรรดาผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่บรรดาคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรและทรงไถ่ไว้ล้วนได้รับสุขการไถ่และการช่วยให้รอดของพระคริสต์และความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์โดยเคล็ดลับนี้เอง (ดู กจ.2:21 คำอธิบาย 1).
รม.
10:13 ข กจ.16:31; อฟ.2:5, 8
รม.
10:13 2ข ความรอดในที่นี้หมายถึงถูกนำเข้าสู่การรับสุขความอุดมสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอุดมสมบูรณ์ต่อทั้งชาวยูดายและชาวกรีก. ทุกคนที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนได้รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าที่อุดมสมบูรณ์พระองค์นี้ ผลลัพธ์ก็จะทำให้เขาถูกเติมเต็มด้วยพระองค์และสำแดงพระองค์.
รม.
10:14 1 ผู้ที่เชื่อเข้าสู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน ผลลัพธ์ของการร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือการได้รับความรอดในทันที (ข้อ 10, 13).
รม.
10:14 2 กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า การเชื่อนั้นต้องอาศัยพระคำและเนื่องมาจากพระคำ (ข้อ 17).
รม.
10:15 ก อฟ.6:15
รม.
10:15 ข ยซย.52:7
รม.
10:16 ก รม.1:5; 16:26
รม.
10:16 1ก ถ้าพูดตามความรู้สึกของมนุษย์แล้วการเชื่อฟังกิตติคุณนั้นย่อมมีความลึกซึ้งกว่าการเชื่อกิตติคุณ. ก่อนที่มนุษย์จะได้เชื่อกิตติคุณ ก็ต้องถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้ยอมจำนนเสียก่อน. ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังกิตติคุณก็จะกลายเป็นศัตรูของกิตติคุณของพระเจ้า (11:28) นั่นก็คือเป็นศัตรูแห่งพระเจ้าพระองค์เอง.
รม.
10:16 ข ยซย.53:1
รม.
10:17 ก ยฮ.5:24; ฆต.3:2; อฟ.1:13
รม.
10:17 ข กซ.3:16
รม.
10:18 ก บพส.19:4
รม.
10:18 1 แปลตามตรงคือ ปลายสุดของดินแดนที่มีมนุษย์อาศัยอยู่.
รม.
10:19 ก พบญ.32:21
รม.
10:19 ข รม.11:11
รม.
10:20 ก ยซย.65:1
รม.
10:21 ก ยซย.65:2