โรม บทที่ 1
หัวข้อหลัก: กิตติคุณของพระเจ้า - กระทำให้คนบาปกลายเป็นบุตรของพระเจ้า ก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระคริสต์ ซึ่งจะปรากฏเป็นคริสตจักรในท้องถิ่น
ผู้เขียน: อัครทูตเปาโล (1:1).
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.60 ระหว่างการเดินทางสำหรับการปฏิบัติครั้งที่สามของเปาโล.
สถานที่เขียน: เมืองโกรินโธ (รม.15:25-32; กจ.19:21; 20:1-3).
ผู้รับ: วิสุทธิชนในกรุงโรม (1:7).
I. คำนำ —
กิตติคุณของพระเจ้า
1:1-17
กิตติคุณของพระเจ้า
1:1-17
1. คำสัญญาในพระคัมภีร์อันบริสุทธิ์
ข้อ 1-2
ข้อ 1-2
รม.
1:1 1เปาโล2ทาสของ3พระคริสต์4เยซู ผู้เป็น5อัครทูตที่6ถูกเรียก และได้7ถูกแยกออกมา8สำหรับ9กิตติคุณของพระเจ้า
รม.
1:2 1ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้2แต่ก่อน โดยผ่านพวกผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์อัน3บริสุทธิ์
2. เกี่ยวกับพระคริสต์
ข้อ 3-4
ข้อ 3-4
รม.
1:3 เกี่ยวกับ1พระบุตรของพระองค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราซึ่งถ้ากล่าวตาม2เนื้อหนังนั้น ทรง3บังเกิด4มาจาก5กเชื้อสายของดาวิด
รม.
1:4 แต่ถ้ากล่าวตาม1พระวิญญาณที่2แยกบริสุทธิ์นั้น ทรงถูก3ชี้หมาย4ด้วย5ฤทธิ์เดชว่าเป็น6กพระบุตรของพระเจ้า7โดยการเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย
3. ได้รับการต้อนรับโดยผู้ที่ถูกเรียก
ข้อ 5-7
ข้อ 5-7
รม.
1:5 โดยพระองค์นั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้รับ1พระคุณ และรับ2ฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูต เพื่อทำให้ชนนานาประเทศ3กเชื่อฟัง4ขหลักความเชื่อ 5เพื่อพระนามของพระองค์
รม.
1:6 ท่านทั้งหลายก็อยู่ในท่ามกลางเขาเหล่านั้นที่ได้รับ1การทรงเรียกให้เป็นคนของพระเยซูคริสต์ด้วย
รม.
1:7 [เขียนจดหมาย]มายังทุกท่านที่อยู่ในกรุงโรม ผู้ที่พระเจ้าทรงรักและทรงกเรียกให้เป็น1วิสุทธิชน: ขอให้2พระคุณและขสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของเราทั้งหลายและจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด.
4. ประกาศด้วยความร้อนรน
กับการร่วมรับส่วนโดยความเชื่อ
ข้อ 8-15
กับการร่วมรับส่วนโดยความเชื่อ
ข้อ 8-15
รม.
1:8 ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์เนื่องด้วยท่านทั้งหลาย เหตุว่ากความเชื่อของท่านทั้งหลายได้เลื่องลือไปทั่วโลก.
รม.
1:9 ด้วยว่าพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้า1ปรนนิบัติใน2วิญญาณของข้าพเจ้าในกิตติคุณแห่งพระบุตรของพระองค์นั้นก็เป็นพยานฝ่ายข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเอ่ยถึงท่านทั้งหลายอย่างไม่หยุดหย่อนในการอธิษฐานของข้าพเจ้าเสมอ
รม.
1:10 โดยวิงวอนต่อพระเจ้าว่า ถ้าสิ่งนี้อยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์ ก็ให้ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมท่านทั้งหลายในที่สุดนี้ด้วยความราบรื่น.
รม.
1:11 ด้วยว่าข้าพเจ้าเฝ้าปรารถนาจะเห็นท่านทั้งหลาย เพื่อจะนำของประทานฝ่ายวิญญาณมาแบ่งปันให้แก่ท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กตั้งมั่นคงอยู่
รม.
1:12 คือเพื่อข้าพเจ้ากับท่านทั้งหลายจะได้รับ1การหนุนใจท่ามกลางท่านทั้งหลายโดยความเชื่อซึ่งอยู่ภายในกันและกัน ระหว่างท่านทั้งหลายกับข้าพเจ้า.
รม.
1:13 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าข้าพเจ้าได้กตั้งใจหลายครั้งว่าจะไปหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีผลบ้างในท่ามกลางท่านทั้งหลายด้วย เหมือนอย่างที่ได้มีในท่ามกลางชาวต่างชาติ (แต่จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุขัดขวางอยู่).
รม.
1:14 ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและ1พวกไร้วัฒนธรรมด้วย เป็นหนี้ทั้งคนฉลาดและคนเขลาด้วย
รม.
1:15 ด้วยเหตุนี้ในส่วนของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเตรียมพร้อมที่จะประกาศกิตติคุณนั้นแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในกรุงโรมด้วย.
5. ฤทธิ์เดชแห่งความรอดของพระเจ้า
ข้อ 16-17
ข้อ 16-17
รม.
1:16 ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องกิตติคุณ เพราะว่ากิตติคุณนั้นเป็น1ฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อนั้นได้ถึง2ที่รอดโดยเริ่มจากพวกยูดายก่อนแล้วพวกกรีกด้วย.
รม.
1:17 ด้วยว่าในกิตติคุณนั้น1กความชอบธรรมของพระเจ้า2มาจากความเชื่อและปรากฏสู่ความเชื่อ เหมือน[มีคำ]เขียนไว้แล้วว่า “ขผู้ชอบธรรมจะ3ได้รับชีวิตและเป็นอยู่โดย4ความเชื่อ.”
II. การปรับโทษ
1:18 — 3:20
1:18 — 3:20
1. ทั่วไป — ต่อมนุษยชาติ
1:18-32
1:18-32
รม.
1:18 1ด้วยว่าพระเจ้าทรงสำแดง2กพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์3เหนือบรรดาการไม่อยู่ในธรรมและการอธรรมทั้งปวงของมนุษย์ทั้งหลาย ที่ใช้การอธรรม4บีบคั้น5หลักความจริง
รม.
1:19 เนื่องจากสิ่งที่อาจจะรู้ได้เกี่ยวกับพระเจ้าก็ปรากฏแจ้งอยู่1ภายในเขาทั้งหลายด้วยว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำให้ปรากฏแจ้งแก่เขาแล้ว.
รม.
1:20 ตั้งแต่แรกสร้างโลกมานั้น ฤทธานุภาพอันนิรันดร์และ1ลักษณะพิเศษแห่งสภาพพระเจ้าของพระองค์ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นก็ได้ปรากฏชัด ให้[มนุษย์]2รับรู้ได้กโดยสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาจึงไม่มีข้อที่จะแก้ตัวได้
รม.
1:21 เพราะแม้ว่า1เขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายสง่าราศีแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้าหรือขอบพระคุณพระองค์ แต่กลับคิดคำนึงถึงสิ่งที่2ไร้สาระและใจที่โง่เขลาของตนก็ถูกทำให้มืดมัวไป.
รม.
1:22 เขาอ้างว่าตนเป็นผู้มีสติปัญญา เขาจึงเป็นคนโง่เขลาไป
รม.
1:23 และเขาก็เอาสง่าราศีของพระเจ้าผู้ไม่อาจเสื่อมสลายได้ มา1กแปลงลักษณะเป็นรูปมนุษย์ที่เสื่อมสลายได้ อีกทั้งเป็นรูปนก เป็นรูปสัตว์จัตุบาท และเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลาน.
รม.
1:24 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงทรง1ปล่อยให้เขาตกอยู่ในการโสโครกตามราคะตัณหาในใจของเขา เขาจึงกระทำสิ่งที่อัปยศแก่กายของกันและกัน
รม.
1:25 เขาเอา1ความจริงของพระเจ้าไปแลกเปลี่ยนกับคำโกหก ทั้งนมัสการและปรนนิบัติสิ่งทรงสร้าง แทนที่จะนมัสการและปรนนิบัติพระผู้สร้าง ผู้เป็นที่กสรรเสริญสืบไปเป็นนิตย์. เอเมน.
รม.
1:26 เพราะเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขาตกอยู่ในราคะตัณหาอันน่าละอายพวกผู้หญิงของเขาก็นำเอาความสัมพันธ์ตามธรรมชาติไปเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติ
รม.
1:27 ฝ่ายผู้ชายก็ละความสัมพันธ์ตามธรรมชาติกับผู้หญิงดุจกัน ร้อนรุ่มไปด้วยไฟราคะต่อกันและกัน ผู้ชายกับผู้ชายได้ประกอบกิจอย่างน่าละอาย เขาจึงได้รับโทษทัณฑ์อันสมกับความวิปริตของตน.
รม.
1:28 ครั้นเขาไม่เห็นดีที่จะรู้จักพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขามีความคิดที่1น่าปฏิเสธกระทำการที่ไม่สมควร
รม.
1:29 เติมเต็มไปด้วยบรรดาการอธรรม, ความชั่วร้าย, ความโลภ, การคิดปองร้ายเต็มด้วยความริษยา, การฆ่าฟันกัน, การแก่งแย่งชิงดีกัน, การล่อลวงกัน, การผูกพยาบาทกัน
รม.
1:30 เป็นคนซุบซิบนินทา, พูดลับหลัง, เกลียดชังพระเจ้า, ดูถูกผู้อื่น, จองหอง, อวดตัว, คิดค้นแต่การชั่ว, ไม่เชื่อฟังบิดามารดา,
รม.
1:31 ไร้สติ, ไร้สัตย์, ไร้ความรัก, และไร้ความเมตตา.
รม.
1:32 ถึงแม้เขารู้ดีถึง1การพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้าว่า คนทั้งหลายที่ประพฤติการเหล่านั้นสมควรจะตาย เขาไม่เพียงประพฤติอยู่เท่านั้น แต่ยังยินดีไปกับคนอื่นที่ประพฤติการเหล่านั้นด้วย.
คำอธิบาย โรม บทที่ 1
รม.
1:1 1 เดิมก็คือเซาโลผู้เคยข่มเหงผู้เชื่อและทำลายล้างคริสตจักร (กจ.7:58-8:1ก; 8:3; 9:1). หลังจากที่เขาได้รับความรอดแล้ว เมื่อเขาได้ออกไปประกาศกิตติคุณ เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเปาโล (กจ.13:9).
รม.
1:1 2 ตามประเพณีและกฎหมายในสมัยโบราณเมื่อทาสถูกขายไปให้ผู้เป็นนายแล้ว ผู้เป็นนายก็มีสิทธิ์เหนือตัวเขาอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งจะให้เป็นหรือให้ตายก็ได้. เปาโลก็เป็นทาสเช่นนี้คนหนึ่งของพระคริสต์นั่นเอง. คำกริยาที่แปลงมาจากคำว่า "ทาส" ถูกใช้ในหนังสือโรมอยู่หลายแห่งด้วยกัน. บางแห่งแปลว่า ปรนนิบัติ (7:6, 25; 9:12; 12:11; 14:18; 16:18). บางแห่งก็แปลว่า เป็นทาส (6:6, 18, 22). ส่วนคำนาม การเป็นทาส (8:15, 21) ก็มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "ทาส".
การที่เปาโลใช้คำว่า "ทาส" ก็เป็นการแสดงว่าท่านไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นอัครทูตและไม่ได้เป็นผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจ้างมา แต่ท่านเป็นผู้ที่ถูกซื้อมาเพื่อจะปรนนิบัติพระเจ้าและพลไพร่ของพระองค์ โดยอยู่ในชีวิตแห่งการบังเกิดใหม่ ไม่ใช่อยู่ในชีวิตตามธรรมชาติ (ดู อซด.12:44; 21:6; มธ.20:26 คำอธิบาย 1; 25:14 คำอธิบาย 3; ฆต.6:17 คำอธิบาย 1).
การที่เปาโลใช้คำว่า "ทาส" ก็เป็นการแสดงว่าท่านไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นอัครทูตและไม่ได้เป็นผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจ้างมา แต่ท่านเป็นผู้ที่ถูกซื้อมาเพื่อจะปรนนิบัติพระเจ้าและพลไพร่ของพระองค์ โดยอยู่ในชีวิตแห่งการบังเกิดใหม่ ไม่ใช่อยู่ในชีวิตตามธรรมชาติ (ดู อซด.12:44; 21:6; มธ.20:26 คำอธิบาย 1; 25:14 คำอธิบาย 3; ฆต.6:17 คำอธิบาย 1).
รม.
1:1 3 คำว่า "พระคริสต์" เป็นคำเดียวกับคำว่า "พระมาซีฮา" ในภาษาเฮ็บรายนั้นหมายถึง ผู้ถูกชโลมแต่งตั้ง (ยฮ.1:41; ดนอ.9:26). หนังสือโรมได้อธิบายว่า พระคริสต์ที่เป็นส่วนบุคคลซึ่งได้เปิดเผยไว้ในกิตติคุณทั้งสี่นั้นได้กลายมาเป็นพระคริสต์แห่งกลุ่มชนที่ได้เปิดเผยไว้ในกิจการได้อย่างไร โดยที่พระคริสต์แห่งกลุ่มชนนี้ได้ประกอบขึ้นด้วยพระองค์เองกับบรรดาผู้เชื่อทั้งหมดของพระองค์. โดยอาศัยข้อเท็จจริงในพระคัมภีร์และประสบการณ์ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปาโลจึงได้แสดงให้เราเห็นว่า แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าก็คือ การกระทำให้คนบาปกลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้าและเป็นอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์ เพื่อก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระคริสต์เพื่อมาสำแดงพระองค์. หนังสือโรมได้ให้คำอธิบายที่ครบสมบูรณ์ต่อเป้าหมายประการนี้ของพระเจ้า โดยการเปิดเผยถึงเค้าโครงและรายละเอียดของการดำเนินชีวิตคริสเตียนและชีวิตคริสตจักร.
หนังสือเล่มนี้อาจแบ่งออกได้เป็นแปดส่วนคือบทนำ, การปรับโทษ, การโปรดให้ชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, การได้รับสง่าราศี, การเลือกสรร, การเปลี่ยนแปลง, และบทสรุป. ในแปดส่วนนี้ได้ให้เราเห็นถึงโครงสร้างหลักสามประการด้วยกันคือความรอด (1:1—5:11; 9:1—11:36), ชีวิต (5:12—8:39), และการก่อสร้าง (12:1—16:27).
หนังสือเล่มนี้อาจแบ่งออกได้เป็นแปดส่วนคือบทนำ, การปรับโทษ, การโปรดให้ชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, การได้รับสง่าราศี, การเลือกสรร, การเปลี่ยนแปลง, และบทสรุป. ในแปดส่วนนี้ได้ให้เราเห็นถึงโครงสร้างหลักสามประการด้วยกันคือความรอด (1:1—5:11; 9:1—11:36), ชีวิต (5:12—8:39), และการก่อสร้าง (12:1—16:27).
รม.
1:1 4 คำว่า "เยซู" เป็นคำเดียวกับคำว่า "ยะโฮซูอะ" ในภาษาเฮ็บรายหมายถึงความรอดแห่งพระยะโฮวา หรือ พระยะโฮวาพระผู้ช่วยให้รอด (มธ.1:21; อฤธ.13:16; ฮร.4:8).
รม.
1:1 5 คือผู้ที่ถูกใช้ออกไป (ดู 1กธ.9:1 คำอธิบาย 3 ย่อหน้าที่ 2).
รม.
1:1 6 การถูกเรียกยังมีนัยถึงการถูกแต่งตั้งด้วย (เทียบ 1กธ.12:28).
รม.
1:1 7 การถูกแยกออกมานั้นยังรวมไปถึงการถูกเลือก (กจ.9:15), การถูกแต่งตั้ง (1ตธ.2:7), และการถูกใช้ออกไป (กจ.13:2-4).
รม.
1:1 8 หรือ เพื่อกิตติคุณ. ซึ่งรวมถึงการประกาศกิตติคุณ (1ตธ.2:7; 2ตธ.1:11) และการปกป้องและยืนยันกิตติคุณ (ฟป.1:7).
รม.
1:1 9 แปลตามตรงคือ ข่าวแห่งความยินดี, ข่าวดี (ข้อ 9, 16; 2:16; 10:16; 11:28; 15:16, 19; 16:25). กิตติคุณของพระเจ้าซึ่งเป็นหัวข้อหลักของหนังสือโรมกล่าวถึงพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณที่ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ภายในผู้เชื่อภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมา. นี่เป็นสิ่งที่สูงส่งและเป็นทัศนะภายในยิ่งกว่าสิ่งที่ได้นำเสนอไว้ในหนังสือกิตติคุณซึ่งได้กล่าวถึงพระคริสต์ผู้อยู่ในเนื้อหนังในขณะที่ยังมีชีวิตเป็นอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวกของพระองค์ หลังจากการกลายเป็นเนื้อหนังจนถึงก่อนการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์เพียงเท่านั้น. แต่หนังสือโรมเปิดเผยว่าพระคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว และได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (8:9-10). พระองค์มิได้เป็นเพียงพระคริสต์ที่อยู่ภายนอกของผู้เชื่ออีกต่อไป แต่บัดนี้ทรงเป็นพระคริสต์ที่อยู่ภายในเขาด้วย. ดังนั้นกิตติคุณที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือกิตติคุณของพระองค์ผู้ที่บัดนี้ได้อาศัยอยู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์เพื่อเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในด้านทัศนะภายในของพวกเขา.
รม.
1:2 1 ข้อ 2-6 อาจถือได้ว่าเป็นถ้อยคำที่แทรกเข้ามาเพื่ออธิบายถึงกิตติคุณของพระเจ้า.
รม.
1:2 2 กิตติคุณของพระเจ้าไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามากลางคันโดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางโครงการและทรงจัดเตรียมไว้แล้วในนิรันดร์กาลก่อน และทรงสัญญาไว้โดยผ่านพวกผู้เผยพระวจนะโดยวิธีต่างๆ (ยนซ.3:15; 22:18; ฆต.3:16; 2ตธ.1:9; ตต.1:2).
รม.
1:2 3 คำว่า "บริสุทธิ์" ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มาจากศัพท์ภาษากรีกคำว่า ''hagios (ฮากิออส)", "hagiosune(ฮากิโอซูน)", "hagiazo (ฮากิอาโซ)", และ "hagiasmos (ฮากิอาสโมส)" ซึ่งล้วนมีรากศัพท์เดียวกัน และมีความหมายพื้นฐานว่า แยกออกมา, แยกไว้. คำว่า "hagios (ฮากิออส)" ที่อยู่ในข้อ 2; 5:5; 7:12; 9:1; 11:16; 12:1; 14:17; 15:13, 16; 16:16 ถูกแปลเป็น บริสุทธิ์; ส่วนในข้อ 7; 8:27; 12:13; 15:25, 26, 31; 16:15 ถูกแปลเป็นวิสุทธิชน. คำว่า "hagiosune (ฮากิโอซูน)" ในข้อ 4 ถูกแปลเป็น ที่แยกบริสุทธิ์. คำว่า "hagiazo (ฮากิอาโซ)" ใน 15:16 เป็นคำกริยาโดยถูกแปลเป็น ถูกแยกบริสุทธิ์. คำว่า "hagiasmos (ฮากิอาสโมส)" ใน 6:19, 22 แปลเป็น การแบ่งแยกบริสุทธิ์. ดังนั้นการที่จะบริสุทธิ์ก็คือการถูกแยกออกมาหรือถูกแยกไว้ (สำหรับพระเจ้า). วิสุทธิชนก็คือผู้ที่ถูกแยกออกมา, ถูกแยกไว้ (สำหรับพระเจ้า). การแบ่งแยกบริสุทธิ์เล็งถึงนิสัยและคุณสมบัติของการแบ่งแยกบริสุทธิ์. การแบ่งแยกบริสุทธิ์ (คืนสู่พระเจ้า) ก็คือผลลัพธ์อันเที่ยงแท้, ลักษณะพิเศษแห่งการกระทำ, และสภาพการณ์ที่สุดยอดอันเกิดจากการถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์.
รม.
1:3 1 กิตติคุณของพระเจ้านั้นกล่าวถึงพระบุตรของพระเจ้า คือองค์พระเยซูเจ้าของเรา. พระองค์ที่มหัศจรรย์ผู้นี้ทรงมีทั้งพระนิสัยของพระเจ้า (ข้อ 4) และนิสัยของมนุษย์ (ข้อ 3), มีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์.
รม.
1:3 2 ในพระคัมภีร์นั้น คำว่า "เนื้อหนัง" ไม่ใช่ศัพท์ที่อยู่ในทางด้านบวก. แต่กระนั้นพระคัมภีร์ก็ยังประกาศว่า พระคำนั้นได้กลายมาเป็นเนื้อหนัง
(ยฮ.1:14). กิตติคุณของพระเจ้านั้นกล่าวถึงพระเจ้าที่ได้บังเกิดเป็นเนื้อหนัง ซึ่งถ้ากล่าวตามเนื้อหนังแล้ว พระองค์ได้กลายเป็นเชื้อสายของมนุษย์ (ดู 8:3 คำอธิบาย 3).
รม.
1:3 3 บังเกิดมา แปลตามตรงคือ เป็นมา.
รม.
1:3 4 แปลตามตรงคือออกมาจาก. คำนี้ถูกใช้ในข้อนี้กับข้อถัดไปเพื่อชี้ถึงต้นกำเนิดสองประการของพระคริสต์ ประการแรกคือเชื้อสายของดาวิด และอีกประการหนึ่งก็คือการเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
รม.
1:3 ก มธ.1:1; 22:42
รม.
1:3 5ก วลีที่ว่า "เชื้อสายของดาวิด" เปิดเผยเป็นนัยถึงสภาพมนุษย์ของพระคริสต์. โดยการกลายเป็นเนื้อหนังซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่พระคริสต์ทรงผ่านมานั้น พระเจ้าก็ถูกนำเข้าสู่สภาพมนุษย์.
รม.
1:4 1 แปลตามตรงคือ พระวิญญาณที่แบ่งแยกบริสุทธิ์. พระวิญญาณที่แยกบริสุทธิ์ในที่นี้ตรงกันข้ามกับเนื้อหนังที่อยู่ในข้อ 3. ในเมื่อเนื้อหนังที่อยู่ในข้อ 3 กล่าวถึงสภาพมนุษย์ของพระคริสต์ที่อยู่ในเนื้อหนัง พระวิญญาณในข้อนี้จึงไม่ได้ชี้ถึงตัวตนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า แต่ชี้ถึงธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์. ธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือพระเจ้าพระวิญญาณเอง (ยฮ.4:24) และก็คือสภาพพระเจ้าของพระคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่แยกบริสุทธิ์ คือเต็มไปด้วยพระนิสัยและคุณสมบัติอันบริสุทธิ์.
รม.
1:4 2 ดูข้อ 2 คำอธิบาย 3.
รม.
1:4 3 ก่อนการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์ผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้น พระองค์ก็ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอยู่แล้ว (ยฮ.1:18; รม.8:3). โดยการกลายเป็นเนื้อหนังนี้ พระองค์ได้สวมใส่เนื้อหนังของมนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพพระเจ้าเลย. ส่วนนี้ของพระองค์นั่นเองที่ต้องรับการแบ่งแยกบริสุทธิ์และยกชูขึ้น โดยผ่านการตายและการเป็นขึ้น. โดยการเป็นขึ้นนั้นสภาพมนุษย์ของพระองค์จึงได้รับการแยกบริสุทธิ์, ยกชูขึ้น, และได้รับการเปลี่ยนแปลง. ดังนั้นโดยการเป็นขึ้นสภาพมนุษย์ของพระองค์จึงได้ถูกชี้หมายเป็นพระบุตรของพระเจ้า (กจ.13:33; ฮร.1:5). การเป็นขึ้นของพระองค์ก็คือการชี้หมายของพระองค์. บัดนี้ในฐานะที่เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ด้วย. โดยการกลายเป็นเนื้อหนัง พระองค์ทรงนำพระเจ้าเข้าสู่ในมนุษย์; และโดยการเป็นขึ้นพระองค์ทรงนำมนุษย์เข้าสู่ในพระเจ้า นั่นก็คือทรงนำสภาพมนุษย์ของพระองค์เข้าสู่ฐานะแห่งบุตรอันศักดิ์สิทธิ์. ด้วยเหตุนี้พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าก็ได้กลายเป็นพระบุตรหัวปีของพระเจ้าผู้ทรงมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์. พระเจ้าทรงใช้พระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรหัวปีที่มีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์นี้มาเป็นผู้ผลิตและเป็นต้นแบบหรือแม่แบบ เพื่อที่จะก่อกำเนิดบุตรทั้งหลายของพระองค์ (8:29-30) ซึ่งก็คือพวกเราที่เชื่อและต้อนรับพระบุตรของพระองค์นั่นเอง. เราจะถูกชี้หมายและจะได้ปรากฏว่าเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้าในสง่าราศีแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ เช่นเดียวกันกับพระองค์ (8:19, 21) และจะร่วมสำแดงพระเจ้าด้วยกันกับพระองค์.
รม.
1:4 4 ด้วยฤทธิ์เดช แปลตามตรงคือ ในฤทธิ์เดช.
รม.
1:4 5 ความเที่ยงเเท้ของฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ก็คือพระวิญญาณนั้น (ดู อฟ.1:19-22 และคำอธิบาย; ฟป.3:10 คำอธิบาย 2).
รม.
1:4 ก กจ.13:33
รม.
1:4 6ก หนังสือโรมพูดว่าความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าต้องการกระทำให้คนบาป (3:23) ซึ่งเป็นศัตรูของพระองค์ (5:10) ได้กลายเป็นบุตรของพระองค์ (8:14). โดยผ่านการเป็นขึ้น พระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนังโดยมาบังเกิดเป็นเชื้อสายของดาวิดก็ทรงถูกพระเจ้าชี้หมายให้เป็นพระบุตรของพระองค์ กรณีนี้ก็เพื่อให้พระบุตรของพระองค์ผู้เป็นการผสมกลมกลืนระหว่างสภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์ผู้นี้ จะได้กลายเป็นพื้นฐานและแบบอย่างในการที่พระองค์จะกระทำให้คนบาปได้กลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระองค์. ในการเป็นขึ้นแห่งพระบุตรของพระองค์หรือในพระบุตรผู้เป็นขึ้นนี้เองที่พระเจ้ากำลังก่อกำเนิดบุตรทั้งหลาย (1ปต.1:3) ให้เป็นพี่น้องมากมายของพระบุตรหัวปี (8:29) ผู้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย และให้เป็นอวัยวะแห่งพระบุตรหัวปีของพระองค์ที่จะมาก่อรูปขึ้นเป็นพระกายแห่งพระบุตรหัวปีของพระองค์ (12:5) ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ (อฟ.1:23), เป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระองค์.
รม.
1:4 7 ดูข้อ 3 คำอธิบาย 4. ตามความหมายแล้วคำว่า "จาก" ในที่นี้ควรจะต่อกับคำว่า "ชี้หมาย" ที่อยู่ตอนต้นของข้อนี้. พระคริสต์ทรงถูก "ชี้หมาย" ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า "จาก" การเป็นขึ้นในท่ามกลางคนตาย.
รม.
1:5 1 พระคุณก็คือพระเจ้าอยู่ในพระคริสต์ทรงเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต (ดู ยฮ.1:14 คำอธิบาย 4). พระคุณนี้ทำให้เหล่าอัครทูตได้รับความรอดและชีวิต และได้กลายเป็นความสามารถและการหล่อเลี้ยงในการเป็นอัครทูตของเขาทั้งหลายอีกด้วย (1กธ.15:9-10).
รม.
1:5 2 ฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูตก็คือการถูกใช้ไปหรือภารกิจ.
รม.
1:5 ก รม.16:26; 10:16; เทียบ ยฮ.16:9
รม.
1:5 3ก พระบัญญัติเพียงหนึ่งเดียวของพระเจ้าในยุคพระคุณก็คือให้มนุษย์เชื่อเข้าสู่พระบุตรของพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้า. ทุกคนที่เชื่อเข้าสู่พระองค์จะได้รับความรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อเข้าสู่พระองค์ (ยฮ.3:18). พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้มนุษย์รู้สึกติเตียนตัวเองเพราะเหตุความบาปในการที่เขาไม่เชื่อเข้าสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.16:8-9) ซึ่งเป็นการไม่เชื่อฟังพระบัญญัติหนึ่งเดียวนี้ของพระเจ้า. เมื่อเราได้เชื่อเข้าสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ได้เชื่อฟังหลักความเชื่อ และผลลัพธ์ก็คือพระคุณและสันติสุข (ข้อ 7).
รม.
1:5 ข รม.16:26; กจ.6:7; ฆต.3:2; 1ตธ.1:4
รม.
1:5 4ข หลักความเชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ ได้ยึดเอาการเปิดเผยทั้งหมดที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่เป็นเนื้อหาสาระ และยังมีฐานันดรทั้งสองสภาพของพระคริสต์ผู้เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ อีกทั้งการงานแห่งการไถ่ที่ได้กระทำสำเร็จโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์นั้นเป็นศูนย์กลาง (ดู 1ตธ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2). การเชื่อฟังหลักความเชื่อนี้ก็คือการหันจากศาสนาและปรัชญาทุกอย่างของพวกต่างชาติมาสู่หลักความเชื่อ โดยเชื่อและต้อนรับหลักความเชื่อนี้ไว้.
รม.
1:5 5 พระนามของพระคริสต์เล็งถึงตัวตนของพระองค์ซึ่งก็คือตัวของพระองค์เอง. เพื่อพระนามของพระองค์ ก็คือเพื่อพระองค์, เพราะเหตุเพื่อพระองค์, เพื่อผลประโยชน์ของพระองค์.
รม.
1:6 1 พระเจ้าทรงเรียกเราโดยประสงค์ที่จะนำเราเข้าสู่ในพระคริสต์ เพื่อให้เราเป็นของพระองค์. ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้าก็ล้วนอยู่ในพระคริสต์ (กซ.2:9; 1:19). เมื่อเราถูกนำเข้าสู่ในพระองค์และเป็นของพระองค์แล้ว เราก็รับส่วนในความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า. จากความบริบูรณ์ของพระเจ้านี้ เราจึงได้รับทุกสิ่งของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นยังเป็นพระคุณซ้อนพระคุณ (ยฮ.1:16). ในแปดบทแรกของหนังสือโรมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด (เทียบ 8:9).
รม.
1:7 ก รม.8:28; 9:11, 24
รม.
1:7 1 ดูข้อ 2 คำอธิบาย 3.
รม.
1:7 2 พระคุณ ก็คือพระเจ้าที่อยู่ในพระคริสต์ได้กลายเป็นการรับสุขของเรา (ดู ยฮ.1:14, 16-17; รม.5:2 คำอธิบาย 1, รม.5:17 คำอธิบาย 1) พระคุณนี้คือต้นกำเนิด. สันติสุขคือผลลัพธ์ของการที่เราได้รับสุขพระเจ้าในพระคริสต์ (ยฮ.16:33) นั่นก็คือการไหลออก.
รม.
1:7 ข รม.15:33; 16:20
รม.
1:8 ก รม. 1:12, 17; 3:26
รม.
1:9 1 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การปรนนิบัติในระหว่างการนมัสการ. คำนี้ยังถูกใช้ใน มธ.4:10; 2ตธ.1:3; ฟป.3:3; ลก.2:37. เปาโลถือว่าการประกาศกิตติคุณของท่านเป็นการปรนนิบัติและเป็นการนมัสการต่อพระเจ้า ไม่ได้เป็นเพียงการงานเท่านั้น.
รม.
1:9 2 คำนี้ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้าแต่เป็นวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเปาโล. วิญญาณต่างกับใจ, จิต, ความคิด, อารมณ์, ความตั้งใจ, หรือชีวิตธรรมชาติ. พระคริสต์และพระวิญญาณนั้นทรงสถิตอยู่กับผู้เชื่อในวิญญาณของมนุษย์ซึ่งได้รับการบังเกิดใหม่ของเขา (2ตธ.4:22; รม.8:16). ในหนังสือโรมนี้เปาโลได้เน้นว่าทุกสิ่งที่เราเป็น (2:29; 8:5-6, 9), ทุกสิ่งที่เรามี (8:10, 16), และทุกสิ่งที่เราทำต่อพระเจ้านั้น (ข้อ 9; 7:6; 8:4, 13; 12:11) ล้วนต้องอยู่ในวิญญาณนี้ทั้งสิ้น. เปาโลปรนนิบัติพระเจ้าในวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของท่านโดยพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ไม่ได้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ในจิตของท่าน โดยกำลังและความสามารถของจิต. นี่คือประเด็นที่สำคัญประเด็นแรกในการประกาศกิตติคุณของท่าน.
รม.
1:11 ก รม.16:25; 1ธซ.3:13; 2ธซ.3:3; 1ปต.5:10
รม.
1:12 1 หรือ ปลอบโยน.
รม.
1:13 ก กจ.19:21
รม.
1:14 1 ดู 1กธ.14:11 คำอธิบาย 2.
รม.
1:16 1 หมายถึงฤทธิ์เดชอันแรงกล้าที่สามารถพุ่งทะลุอุปสรรคกีดขวางทุกอย่าง. ฤทธิ์เดชนี้ก็คือตัวของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นนั่นเอง ซึ่งทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต และฤทธิ์เดชนี้จะช่วยให้ทุกคนที่เชื่อนั้นได้ถึงที่รอด.
รม.
1:16 2 ไม่เพียงแต่ช่วยให้บรรดาคนที่เชื่อได้รอดพ้นจากการปรับโทษของพระเจ้าและจากความพินาศนิรันดร์เท่านั้น แต่ยังได้ช่วยเขาให้พ้นจากชีวิตธรรมชาติและตัวตน เพื่อให้เขาได้ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์, เปลี่ยนแปลง, และก่อสร้างขึ้นด้วยกันกับวิสุทธิชนทั้งหลาย กลายเป็นพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์มาเป็นความบริบูรณ์และการสำแดงของพระองค์ (อฟ.1:23).
รม.
1:17 ก รม.3:21; 10:3
รม.
1:17 1ก ใน ยฮ.3:16 ความรักของพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดและแรงจูงใจในความรอดของพระเจ้า. ใน อฟ.2:5, 8 พระคุณของพระเจ้าเป็นสื่อกลางแห่งความรอดของพระเจ้า. ในที่นี้ความชอบธรรมของพระเจ้าเป็นฤทธิ์เดชแห่งความรอดของพระเจ้า. ความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มั่นคงและยืนยงนั้นเป็นฐานรากแห่งพระที่นั่งของพระองค์ (บพส.89:14) และยังเป็นฐานให้อาณาจักรของพระเจ้าได้ก่อตั้งขึ้นมา (รม.14:17). หากกล่าวตามกฎหมายแล้ว ความรักและพระคุณล้วนอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ความชอบธรรมนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้. ความชอบธรรมของพระเจ้ายิ่งต้องเป็นเช่นนี้. สิ่งที่ปรากฏแจ้งอยู่ในกิตติคุณของพระเจ้านั่นก็คือความชอบธรรมของพระเจ้าไม่ใช่ความชอบธรรมของเรา. ดังนั้นกิตติคุณของพระเจ้าจึงเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อนั้นถึงที่รอด.
รม.
1:17 2 มาจากความเชื่อ แสดงว่าความเชื่อเป็นต้นกำเนิดและพื้นฐานให้ความชอบธรรมของพระเจ้าได้ปรากฏแจ้ง. ส่วน ปรากฏในความเชื่อ แสดงว่าความเชื่อเป็นผู้รับและเป็นภาชนะบรรจุเพื่อต้อนรับและเก็บรักษาความชอบธรรมของพระเจ้า. ถ้าเรามีความเชื่อนี้ความชอบธรรมของพระเจ้าก็จะปรากฏแก่เราและให้เรารับไว้.
รม.
1:17 ข ฮบฆ.2:4; ฆต.3:11; ฮร.10:38
รม.
1:17 3 ความชอบธรรมของพระเจ้าทำให้เราได้รับการโปรดให้ชอบธรรม เพื่อให้เราได้รับชีวิตของพระเจ้า (5:18) และเป็นอยู่โดยชีวิตนี้. ดังนั้นชีวิตนี้จะแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงเราอย่างถี่ถ้วน. หนังสือโรมได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้คือ การโปรดให้ชอบธรรมของเรา (1:1—5:11; 9:1—11:36), การได้รับชีวิต (5:12—8:39), และการดำเนินชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้องโดยชีวิตนี้ (12:1—16:27). เนื่องจากข้อนี้ก็เน้นถึงสามประเด็นนี้เช่นกัน ดังนั้นข้อพระคัมภีร์ข้อนี้อาจถือเป็นเค้าโครงของหนังสือโรมได้.
รม.
1:17 4 ดู ฆต.2:20 คำอธิบาย 6.
รม.
1:18 1 หนังสือเล่มนี้ได้ขึ้นต้นด้วยการตกต่ำของมนุษย์ (ไม่เหมือนเอเฟโซที่ขึ้นต้นด้วยการเลือกสรรและการกำหนดล่วงหน้าของพระเจ้าในนิรันดร์กาลก่อน); จากนั้นได้ผ่านการไถ่ของพระคริสต์, การที่พระเจ้าทรงโปรดให้เราชอบธรรม, แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์, เปลี่ยนแปลงเรา, ให้เราได้ถอดแบบ, และได้รับสง่าราศี; ท้ายสุดได้กล่าวถึงข้อลับลึกของพระเจ้าที่อยู่ในนิรันดร์กาลก่อน (16:25).
รม.
1:18 ก รม.2:5, 8; 5:9; 9:22
รม.
1:18 2ก ในข้อ 17 ด้วยว่าในกิตติคุณนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้ปรากฏในความเชื่อ. ในที่นี้พระพิโรธของพระเจ้าได้ปรากฏแจ้งจากสวรรค์เหนือบรรดาการไม่อยู่ในธรรมและการอธรรมทั้งปวงของมนุษย์ทั้งหลาย. กรณีนี้ได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปรากฏแห่งความชอบธรรมของพระเจ้ากับพระพิโรธของพระเจ้า. เดิมทีพระพิโรธของพระเจ้าได้ปรากฏแจ้งจากสวรรค์เหนือบรรดาการไม่อยู่ในธรรมและการอธรรมทั้งปวงของมนุษย์ทั้งหลาย. เมื่อกิตติคุณของพระเจ้าได้มาถึงเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป. บัดนี้ในกิตติคุณนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้ปรากฏในความเชื่อ.
รม.
1:18 3 เหนือ มีความหมายเป็นนัยถึงการต่อต้าน.
รม.
1:18 4 บีบคั้นหมายถึงการกดดันไว้. ตั้งแต่เมื่อเดิมมามนุษยชาติก็ไม่เคารพหลักความจริงของพระเจ้า แต่กลับใช้การอธรรมมากดดันไว้.
รม.
1:18 5 หลักความจริงในที่นี้ชี้ถึงเรื่องจริงเรื่องแรกหรือความเที่ยงแท้ประการแรกเกี่ยวกับมนุษย์กับพระเจ้าในจักรวาล ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงอันแน่นอนที่ว่าพระเจ้าและการดำรงอยู่ของพระองค์สามารถพิสูจน์ได้โดยสิ่งทรงสร้าง และเป็นข้อเท็จจริงอันชัดเจนที่ว่ามนุษย์สามารถรู้จักพระเจ้าได้โดยสิ่งทรงสร้างโดยไม่มีข้อที่จะแก้ตัวได้. ความเที่ยงแท้ที่ยิ่งใหญ่หรือหลักความจริงที่ยิ่งใหญ่นี้ควรจะทำให้มนุษย์ได้รู้จักพระเจ้า และได้ถวายสง่าราศีแก่พระเจ้าและขอบพระคุณพระเจ้า (ข้อ 21). แต่ทว่าแทนที่มนุษย์จะปฏิบัติต่อความเที่ยงแท้หรือหลักความจริงนี้ให้ถูกต้องตามความชอบธรรมที่พระเจ้าชอบพระทัย เขากลับได้บีบคั้นหลักความจริงโดยความอธรรมที่พระเจ้าเกลียดชังและไม่เห็นดีที่จะรู้จักพระเจ้า (ข้อ 28). ดังนั้นเขาจึงดูหมิ่นและปฏิเสธพระเจ้า และเอาสง่าราศีของพระเจ้ามาแปลงเป็นรูปเคารพ (ข้อ 21-23) ปล่อยตัวให้ตกต่ำลงไปอย่างไม่สิ้นสุด (ข้อ 24-32) จนพระเจ้าได้ปล่อยเขาไปและละทิ้งเขาเสีย (ข้อ 24, 26, 28).
รม.
1:19 1 หรือ ในท่ามกลาง.
รม.
1:20 1 ศัพท์ในภาษากรีกคือ theiotes (ธีโอเทส) เล็งถึงคุณลักษณะของพระเจ้า อันเป็นลักษณะหรือลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นการสำแดงทางภายนอกแห่งพระนิสัยและธาตุแท้ของพระเจ้า. คำนี้ต่างกับ theotes (เธโอเทส) ใน กซ.2:9 ที่ชี้ถึงฐานะความเป็นพระเจ้าและฐานันดรของพระเจ้า. ลักษณะแห่งพระนิสัยของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นจริงได้โดยสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้าง อย่างไรก็ตามสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างเหล่านี้ม่อาจแสดงฐานะความเป็นพระเจ้าและฐานันดรของพระเจ้าได้. มีเพียงตัวตนที่มีชีวิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก็คือพระคำที่เป็นพระเจ้าและได้สำแดงพระเจ้าเท่านั้น (ยฮ.1:1, 18) จึงจะสามารถสำแดงฐานะความเป็นพระเจ้าและฐานันดรของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองออกมา. ในบทนี้อัครทูตเปาโลได้พูดถึงการที่สิ่งทรงสร้างได้พิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่สิ่งที่ถูกพิสูจน์นั้นเป็นเพียงคุณลักษณะและลักษณะพิเศษของพระเจ้าที่แสดงออกมาเท่านั้น. แต่ใน กซ.2:9 เปาโลได้พูดถึงพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้า และสิ่งที่ได้ปรากฏออกมานั้นก็คือฐานะความเป็นพระเจ้าและฐานันดรของพระเจ้าซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเอง.
รม.
1:20 2 มนุษย์สามารถจะรับรู้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นของพระเจ้าได้โดยสังเกตจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ซึ่งเขาสามารถมองเห็นได้. ฤทธานุภาพอันนิรันดร์ของพระเจ้าและลักษณะแห่งสภาพพระเจ้าที่สำแดงพระนิสัยซึ่งอยู่ภายในของพระเจ้านั้นล้วนได้ปรากฏแจ้งอยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง. ตัวอย่างเช่นในจักรวาลเต็มไปด้วยความสว่าง สิ่งนี้ก็แสดงว่าความสว่างเป็นลักษณะแห่งสภาพพระเจ้าอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์แห่งสภาพพระเจ้าอย่างหนึ่ง (ยก.1:17). ความสวยงามและชีวิตก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วย.
รม.
1:20 ก บพส.19:1-4; โยบ 12:7-9; กจ.14:17
รม.
1:21 1 ในบทนี้ การที่เปาโลบรรยายถึงการเนรมิตสร้างของพระเจ้าและการตกต่ำของมนุษย์นั้นยึดตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกไว้ในเยเนซิศบทที่ 1—19 และในพันธสัญญาเดิมเล่มอื่นๆ ต่อจากนั้นอย่างแน่นอน. ก่อนอื่นข้อ 19-20 ได้พูดถึงการเนรมิตสร้างของพระเจ้า, ต่อมาข้อ 21-25 ก็พูดถึงการตกต่ำของอาดามเรื่อยไป ผ่านยุคน้ำท่วมไปจนถึงการไหว้รูปเคารพที่หอบาเบล. ข้อ 26-27 กล่าวต่อไปจากหอบาเบลจนถึงราคะตัณหาอันน่าละอายของเมืองซะโดมจากนั้นข้อ 28-32 ก็กล่าวตั้งแต่เมืองซะโดมไปจนถึงความบาปชั่วช้าทุกชนิดในพันธสัญญาเดิม.
รม.
1:21 2 การคิดคำนึงในสิ่งที่ไร้สาระเป็นองค์ประกอบพื้นฐานแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษยชาติที่ตกต่ำ. ดู อฟ.4:17 คำอธิบาย 3.
รม.
1:23 ก ยรม.2:11
รม.
1:23 1ก การเอาสง่าราศีของพระเจ้ามาแปลงเป็นสิ่งของอย่างอื่นก็คือการละทิ้งพระเจ้าและสร้างรูปเคารพขึ้นนั่นเอง.
รม.
1:24 1 ก็คือทรงละทิ้ง. คำเดียวกันนี้ถูกใช้ในข้อ 26, 28. ผลจากการที่มนุษย์ละทิ้งพระเจ้าก็คือถูกพระเจ้าละทิ้ง. ผู้ที่ละทิ้งพระเจ้าย่อมบังคับให้พระเจ้าต้องละทิ้งเขา. ตามเนื้อหาในบทนี้พระเจ้าได้ปล่อยให้มนุษย์ตกอยู่ในเรื่องราวสามอย่างได้แก่การโสโครก (ข้อ 24), ราคะตัณหาอันน่าละอาย (ข้อ 26), และความคิดที่น่าปฏิเสธ (ข้อ 28). ผลจากการถูกปล่อยไปเช่นนี้ก็คือการล่วงประเวณี (ข้อ 24, 26-27) ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเมิดหลักการแห่งการปกครองและการควบคุมของพระเจ้าและได้นำมาซึ่งความสับสนวุ่นวาย. การชั่วร้ายทุกชนิดล้วนก่อกำเนิดมาจากการล่วงประเวณีนี้ (ข้อ 29-32).
รม.
1:25 1 หลักความจริงของพระเจ้าคือความเที่ยงแท้ของพระเจ้า. พระเจ้านั้นจริงและเที่ยงแท้. สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นก็คือความเที่ยงแท้. แต่รูปเคารพนั้นเทียมเท็จ ไม่ว่ารูปเคารพจะเป็นอะไรก็ตามล้วนเป็นความเทียมเท็จทั้งสิ้น.
รม.
1:25 ก รม.9:5
รม.
1:28 1 แปลตามตรงคือ ไม่ได้รับการรับรอง.
รม.
1:32 1 หรือ ข้อเรียกร้องอันชอบธรรม เหมือนใน 8:4 นั่นคือข้อเรียกร้องแห่งน้ำพระทัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า. ดังนั้นวลีนี้จึงชี้ถึงการพิพากษาที่มาจากน้ำพระทัยของพระเจ้า (วว.15:4), หรือชี้ถึงข้อบังคับที่มีคำตัดสิน ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ (2:26; ลก.1:6), หรือชี้ถึงการประพฤติอันชอบธรรมซึ่งตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของพระเจ้าได้ (5:18).