กิจการ บทที่ 9
(13) การหันเปลี่ยนของเซาโล
9:1-30
9:1-30
ก. การปรากฏขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ข้อ 1-9
ข้อ 1-9
กจ.
9:1 แต่กเซาโลยังคงเฝ้าขู่ฆ่าเหล่าสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ จึงไปพบมหาปุโรหิต
กจ.
9:2 ขอกหนังสือไปยังขธรรมศาลาในเมืองดาเมเซ็ก เพื่อว่าถ้าท่านพบใครก็ตามที่ถือ1คทางนั้น ไม่ว่าชายหรือหญิง จะได้จับมัดคุมตัวมายังกรุงเยรูซาเล็ม.
กจ.
9:3 เมื่อเซาโลเดินทางไปกใกล้จะถึงเมืองดาเมเซ็กแล้ว ทันใดนั้น มีแสงสว่างจากฟ้าสวรรค์1ส่องอยู่รอบตัวท่าน.
กจ.
9:4 เซาโลก็ล้มลงกับพื้น และได้ยินพระสุรเสียงตรัสแก่ท่านว่า "เซาโล เซาโลเอ๋ยเจ้าข่มเหง1กเราทำไม?"
กจ.
9:5 เซาโลจึงพูดว่า "1ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เป็นผู้ใด?" พระองค์ตรัสว่า "เราคือเยซูที่เจ้าข่มเหงนั้น."
กจ.
9:6 "แต่เจ้ากจงลุกขึ้นแล้วเข้าไปในเมือง และ1จะมีผู้บอกให้เจ้ารู้ว่าขเจ้าควรทำอะไร"
กจ.
9:7 คนทั้งหลายที่เดินทางไปด้วยกันกับท่านก็ยืนนิ่งพูดไม่ออก พวกเขากได้ยินพระสุรเสียงนั้นแต่ก็ไม่เห็นผู้ใด.
กจ.
9:8 เซาโลลุกขึ้นจากพื้น แต่เมื่อลืมตาขึ้นกลับ1มองอะไรไม่เห็น เขาจึงจูงมือท่านไปยังเมืองดาเมเซ็ก.
กจ.
9:9 ท่านก็มองไม่เห็น มิได้กินหรือดื่มอะไร เป็นเวลาถึงสามวัน.
ข. การยืนยันของอะนาเนีย
ข้อ 10-19
ข้อ 10-19
กจ.
9:10 ในเมืองดาเมเซ็กมีสาวกคนหนึ่งชื่อกอะนาเนีย องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสแก่ผู้นั้นในนิมิตว่า "อะนาเนียเอ๋ย." เขาทูลตอบว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ดูเถิด ขข้าพเจ้า[อยู่ที่นี่]."
กจ.
9:11 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "จงกลุกขึ้น1ไปยังถนนที่เรียกว่า ถนนตรง ไปบ้านของยูดา ถามหาคนชื่อเซาโลจากขเมืองตาระโซ ดูเถิด เขากำลังอธิษฐานอยู่
กจ.
9:12 และในกนิมิตนั้น เขาเห็นคนหนึ่งชื่ออะนาเนียเข้ามาขวางมือบนตัวเขาเพื่อเขาจะ1คมองเห็นได้อีก."
กจ.
9:13 แต่อะนาเนียทูลตอบว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินหลายคนพูดถึงคนนั้นว่า เขาได้กระทำการชั่วร้ายมากมายแก่กวิสุทธิชนของพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม
กจ.
9:14 และเขา[มา]ที่นี่โดยมีกอำนาจมาจากพวกหัวหน้าปุโรหิตที่จะผูกมัดทุกคนซึ่ง1ขร้องออกพระนามของพระองค์."
กจ.
9:15 แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสแก่เขาว่า "จงไปเถิด เพราะชายผู้นี้1เป็นกภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้สำหรับ2ประกาศขนามของเราไปสู่คพวกต่างชาติ, งกษัตริย์, และบุตรหลานของอิสราเอล
กจ.
9:16 เราจะชี้ให้เขาเห็นว่า เขาจะต้องทนทุกข์กมากมายเพื่อนามของเรา."
กจ.
9:17 แล้วกอะนาเนียก็ไป เขาเข้าไปในบ้านและ1ขวางมือบนตัวเซาโล กล่าวว่า "พี่น้องเซาโล องค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระเยซูผู้ได้ปรากฏแก่ท่านในระหว่างทางที่ท่านมานั้นทรงใช้ข้าพเจ้ามาเพื่อให้ท่านคมองเห็นได้เป็นปกติ และจะได้2เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์."
กจ.
9:18 ทันใดนั้น มีบางสิ่งคล้ายเกล็ดหล่นจากตาของเซาโล แล้วท่านก็1มองเห็นได้อีกท่านจึงลุกขึ้นมา2กรับบัพติศมา.
กจ.
9:19 เมื่อเซาโลรับประทานอาหารแล้วก็มีกำลังขึ้น. ท่านได้พักอยู่กับพวกสาวกในกเมืองดาเมเซ็กเป็นเวลาหลายวัน.
ค. เริ่มต้นป่าวประกาศ
ข้อ 20-30
ข้อ 20-30
กจ.
9:20 ท่านก็เริ่มป่าวประกาศเรื่องพระเยซูใน1ธรรมศาลาต่างๆ ทันทีว่า พระองค์ทรงเป็นกพระบุตรของพระเจ้า.
กจ.
9:21 ทุกคนที่ได้ยินก็ประหลาดใจพูดกันว่า "ชายคนนี้มิใช่หรือที่ได้กทำลายล้างบรรดาผู้ที่ขร้องออกพระนามนี้ในกรุงเยรูซาเล็ม? เขามาที่นี่ก็เพื่อจะมัดตัวพวกนั้นส่งให้พวกหัวหน้าปุโรหิตมิใช่หรือ?"
กจ.
9:22 กระนั้น เซาโลก็ยิ่งมีกฤทธิ์เดชมากขึ้น และโต้กับพวกยูดายในเมืองดาเมเซ็กจนพวกนั้นต้องขจำนนโดยการพิสูจน์ให้เห็นว่า [พระเยซู]ผู้นี้ก็คือคพระคริสต์.
กจ.
9:23 หลายวันผ่านไป พวกยูดายจึงปรึกษากันจะกฆ่าเซาโลเสีย
กจ.
9:24 แต่เซาโลล่วงรู้กแผนการของเขา. พวกเขาก็ขเฝ้าประตูเมืองอย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อจะคฆ่าท่านเสีย.
กจ.
9:25 แต่เหล่าสาวกของท่านกให้ท่านนั่งในกระบุง แล้วขหย่อนลงจากกำแพงเมืองในเวลากลางคืน.
กจ.
9:26 เมื่อเซาโลมาถึงกกรุงเยรูซาเล็ม ก็พยายามคบให้สนิทกับเหล่าสาวก แต่ทุกคนกลัวท่าน เพราะไม่เชื่อว่าท่านก็เป็นสาวก.
กจ.
9:27 แต่กบาระนาบา1ต้อนรับท่าน และขพาท่านไปหาพวกอัครทูต เล่าให้ฟังว่า[เซาโล]ได้คเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในระหว่างทาง และพระองค์ตรัสกับท่านอย่างไรและท่านได้กล่าวในพระนามของพระเยซูด้วยงความกล้าหาญในเมืองดาเมเซ็กอย่างไรบ้าง.
กจ.
9:28 เซาโลจึงได้อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม กเข้านอกออกในไปมาหาสู่กับเหล่าสาวก
กจ.
9:29 กล่าวในพระนามของพระเยซูด้วยความกล้าหาญและยังพูดโต้แย้งกับชาว[ยูดายที่พูดกภาษา]กรีก แต่พวกนั้นพยายามขจะฆ่าท่านเสีย.
กจ.
9:30 เมื่อกพวกพี่น้องรู้[เรื่องนี้] จึงพาท่านไปยังขเมืองกายซาไรอา แล้วใช้ท่านไปยังคเมืองตาระโซ.
(14) การก่อสร้างกับการเพิ่มพูนของคริสตจักร
9:31
9:31
กจ.
9:31 ในเวลานั้น1กคริสตจักรทั่วขมณฑลยูดาย, มณฑลฆาลิลาย, และมณฑลซะมาเรียจึงมี2สันติสุขและ3ถูกก่อสร้าง และมุ่งหน้าด้วย4คใจยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า และด้วย5การปลอบโยนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ[จำนวนคน]จึงงเพิ่มพูนมากขึ้น.
(15) การแผ่ขยายแห่งการปฏิบัติของเปโตร
9:32-43
9:32-43
ก. ถึงเมืองลุดา
ข้อ 32-35
ข้อ 32-35
กจ.
9:32 ขณะเปโตรเดินทางไปที่ต่างๆ แล้วก็ได้ลงมาหาพวกกวิสุทธิชนซึ่งอาศัยอยู่ใน1เมืองลุดาด้วย.
กจ.
9:33 ที่นั่นเปโตรได้พบชายคนหนึ่งชื่ออายเนอา ซึ่งกเป็นอัมพาตนอนอยู่กับที่นอนมาแปดปีแล้ว
กจ.
9:34 เปโตรจึงกล่าวกับเขาว่า "อายเนอาเอ๋ย กพระเยซูคริสต์ทรงรักษาท่านแล้ว. ขจงลุกขึ้น 1เก็บ[ที่นอน]ของท่านเถิด." ทันใดนั้น อายเนอาก็ลุกขึ้น.
กจ.
9:35 คนทั้งปวงที่อาศัยอยู่ในเมืองลุดาและกที่ราบซาโรนก็ได้เห็นเขา และได้ขหันมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า.
ข. ถึงเมืองยบเป
ข้อ 36-43
ข้อ 36-43
กจ.
9:36 ในกเมืองยบเป มีสาวกหญิงคนหนึ่งชื่อ ตะบีธา (ซึ่งแปล[เป็นภาษากรีก]ว่า1โดระกา) ซึ่งประกอบขการดีและให้ทานอยู่เสมอ.
กจ.
9:37 ในครั้งนั้น หญิงคนนี้ก็ป่วยจนถึงแก่ความตาย เขาจึงชำระล้าง1ร่างของเธอและวางไว้ในกห้องชั้นบน.
กจ.
9:38 เนื่องจากเมืองลุดาอยู่ใกล้กับเมืองยบเป เมื่อเหล่าสาวกได้ยินว่าเปโตร1อยู่ที่นั่นจึงใช้คนสองคนไปหาท่านและรบเร้าว่า "โปรดมาหาเราที่นี่ อย่าได้ล่าช้า."
กจ.
9:39 ฝ่ายเปโตรจึงไปกับเขา เมื่อถึงแล้ว เขาก็พาท่านขึ้นไปในห้องชั้นบน. บรรดากหญิงม่ายก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างตัวท่าน และได้ชี้ให้ท่านดู1เสื้อในและเสื้อนอกซึ่งนางโดระกาได้ทำไว้ตอนที่เธอยังอยู่กับพวกเขา.
กจ.
9:40 เปโตรก็ให้คนทั้งปวงกออกไปข้างนอก และเมื่อได้ขคุกเข่าลงคอธิษฐานแล้วก็หันมายังร่างนั้นกล่าวว่า "ตะบีธาเอ๋ย งจงลุกขึ้น." ตะบีธาก็ลืมตา เมื่อเห็นเปโตรจึงลุกขึ้นนั่ง.
กจ.
9:41 ฝ่ายเปโตรจึงยื่นมือพยุงเธอขึ้น และได้เรียกพวกวิสุทธิชนกับพวกหญิงม่าย[เข้ามา] กมอบหญิงที่เป็นขึ้นนั้นให้พวกเขา.
กจ.
9:42 เหตุการณ์นั้นก็เลื่องลือไปทั่วเมืองยบเป คนเป็นอันมากจึงได้กเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า.
กจ.
9:43 เปโตรก็ได้พักอยู่กับคนหนึ่งชื่อซีโมน ซึ่งเป็นกช่างฟอกหนังในเมืองยบเปเป็นเวลาหลายวัน.
คำอธิบาย กิจการ บทที่ 9
กจ.
9:1 ก กจ.7:58; 8:3
กจ.
9:2 ก กจ.22:5
กจ.
9:2 ข กจ.22:19; ลก.12:11; 21:12
กจ.
9:2 ค กจ.18:25-26; 19:9, 23; 22:4; 24:14, 22
กจ.
9:2 1ค หมายถึงความรอดที่ครบสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. หนทางนี้ก็คือหนทางที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายตัวพระองค์เองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อโดยการไถ่ของพระคริสต์และการชโลมของพระวิญญาณนั้น เป็นหนทางที่ผู้เชื่อจะได้รับส่วนในพระเจ้าและรับสุขพระเจ้า; เป็นหนทางให้ผู้เชื่อได้มานมัสการพระองค์อยู่ในวิญญาณของเขา โดยการรับสุขพระเจ้าและติดตามพระเยซูผู้ถูกข่มเหงโดยการเป็นหนึ่งกับพระองค์; และเป็นหนทางที่ผู้เชื่อถูกนำเข้าสู่คริสตจักรและก่อสร้างอยู่ในพระกายของพระคริสต์ เพื่อเป็นพยานให้กับพระเยซู (เทียบ 2ปต.2:2 คำอธิบาย 2, ข้อ 15 คำอธิบาย 1, และ
ข้อ 21 คำอธิบาย 1).
กจ.
9:3 ก ข้อ 3-8: กจ.22:6-11; 26:12-18
กจ.
9:3 1 หรือ ส่องแวบวาบ.
กจ.
9:4 ก มธ.10:40; 25:40
กจ.
9:4 1ก คำว่า "เรา" ในที่นี้เป็นกลุ่มชน ซึ่งรวมทั้งองค์พระเยซูเจ้าและผู้เชื่อทั้งหมดของพระองค์. เซาโลไม่มีการเปิดเผยนี้ จึงคิดไปว่าตนกำลังข่มเหงซะเตฟาโนรวมทั้งผู้เชื่ออื่นที่อยู่ในทางนั้น ซึ่งท่านคิดว่าเป็นมิจฉาลัทธิ (24:14). ท่านไม่รู้ว่า การข่มเหงคนเหล่านี้ก็คือการข่มเหงพระเยซู เพราะคนเหล่านี้ได้เป็นหนึ่งกับพระองค์โดยการเข้าสนิทกับพระองค์ด้วยการเชื่อในพระองค์. เซาโลคิดว่าตนกำลังข่มเหงผู้ที่อยู่บนแผ่นดินโลกไม่เคยคิดเลยว่าตนกำลังแตะต้องผู้ที่อยู่ในสวรรค์. ท่านประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่มีพระสุรเสียงจากสวรรค์ตรัสกับท่านว่า พระองค์คือผู้ถูกท่านข่มเหงและพระนามของพระองค์ก็คือเยซู. สำหรับท่านแล้ว นี่เป็นการเปิดเผยเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล! ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเริ่มมองเห็นว่า พระเยซูและผู้เชื่อของพระองค์นั้นคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง คือ "เรา" ผู้มหัศจรรย์นั้น. สิ่งนี้ทำให้ท่านมีภาพลักษณ์ที่ลึกซึ้งขึ้นและส่งผลต่อการปฏิบัติในอนาคตของท่านที่เกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรซึ่งเป็นข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (อฟ.5:32) และยังได้วางรากฐานที่มั่นคงเพื่อการปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวของท่านด้วย.
กจ.
9:5 1 เซาโลเรียกพระองค์ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" ทั้งที่ไม่รู้จักพระองค์ (เทียบ รม.10:13).
กจ.
9:6 ก กจ.9:11
กจ.
9:6 1 หลังจากที่เซาโลได้กลับใจแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ประสงค์จะบอกเซาโลโดยตรงในทันทีว่าท่านควรทำอะไร. นั่นเป็นเพราะท่านต้องการให้อวัยวะในพระกายของพระคริสต์มานำท่านเข้าสู่การประสานสนิทกับพระกายนี้ เนื่องจากท่านได้รับความรอดและกลับคืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรงจากพระองค์ ไม่ได้ผ่านช่องทางใดๆ โดยทางอ้อม. ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ส่งอวัยวะหนึ่ง
จากพระกายของพระองค์ไปติดต่อกับท่านแล้วอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ก็ยากที่จะต้อนรับท่านได้ (เทียบข้อ 26). กรณีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรู้จักที่เซาโลมีต่อพระกายของพระคริสต์และการปฏิบัติของท่านที่มีเพื่อพระกายของพระคริสต์ในเวลาต่อมา (กซ.1:24).
กจ.
9:6 ข กจ.22:10
กจ.
9:7 ก ยฮ.12:29
กจ.
9:8 1 นี่คือการจัดการที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเซาโล. ก่อนหน้านี้ ท่านคิดว่าตัวท่านเองมีความรอบรู้ที่วิเศษ เป็นผู้รู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระเจ้าและมนุษย์. บัดนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ท่านตาบอดแล้ว ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้จนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดตาของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาภายในของท่าน และได้มอบหมายให้ท่านไปเปิดดวงตาผู้อื่น (26:18).
กจ.
9:10 ก กจ.9:17; 22:12
กจ.
9:10 ข ยซย.6:8
กจ.
9:11 ก กจ.9:6
กจ.
9:11 1 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้อะนาเนียซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระองค์ไปหาเซาโลแล้วนำเซาโลเข้าสู่การประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์. สิ่งนี้จะต้องทำให้เซาโลเกิดภาพลักษณ์ที่ลึกซึ้งต่อความสำคัญของพระกายของพระคริสต์อย่างแน่นอน โดยได้ช่วยให้ท่านรู้ว่าผู้เชื่อที่ได้รับความรอดต้องการอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์.
กจ.
9:11 ข กจ.9:30; 21:39; 22:3
กจ.
9:12 ก กจ.10:3, 17, 19; 16:9-10
กจ.
9:12 ข กจ.9:17
กจ.
9:12 ค กจ.9:17, 18; 22:13
กจ.
9:12 1ค หรือ ฟื้นคืน. การทำให้เซาโลที่ตาบอดได้มองเห็นนั้นเป็นการช่วยท่านให้รอดอย่างครบสมบูรณ์. นี่เป็นเรื่องที่สำคัญต่อเซาโลอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ทำให้ดวงตาภายในของเขาถูกเปิดออกแล้วมองเห็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับข้อลับลึกของพระเจ้าและแผนการบริหารของพระเจ้า.
กจ.
9:13 ก กจ.26:10; 9:32; รม.1:7; 15:25-26, 31; 2ธซ.1:10
กจ.
9:14 ก กจ.26:10
กจ.
9:14 ข กจ.9:21; 22:16; 2:21; รม.10:13
กจ.
9:14 1ข กรณีนี้ชี้แจงว่า ในยุคเเรกเริ่มนั้น การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเครื่องหมายของผู้ที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.1:2). การร้องเช่นนี้จะต้องเป็นการร้องที่ผู้อื่นสามารถได้ยินดังนั้นจึงได้กลายเป็นเครื่องหมายอันหนึ่ง.
กจ.
9:15 1 เนื่องจากเซาโลเป็นภาชนะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรร ดังนั้นท่านจึงได้ถูกแบ่งแยกไว้ตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา และได้ถูกเรียกโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฆต.1:15). องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดและสามารถทำให้ผู้ข่มเหงที่เหี้ยมโหดที่สุดกลายเป็นภาชนะและเป็นอัครทูตที่นำหน้าตามการเลือกสรรของพระองค์ในนิรันดร์กาลก่อน เพื่อทำให้ภารกิจที่พระองค์มอบหมายได้
สำเร็จลุล่วงโดยการประกาศกิตติคุณและเดินในหนทางซึ่งเดิมท่านได้ต่อต้านและข่มเหงนั้น. ในที่สุดเซาโลผู้ต่อต้านก็กลายเป็นเชลยที่ถูกสยบโดยพระคริสต์และอยู่ในขบวนแห่ฉลองชัยชนะที่พระคริสต์ทรงมีต่อศัตรูทั้งหลายในการปฏิบัติแห่งกิตติคุณ ที่มีชัยชนะของท่าน (2กธ.2:14 กับคำอธิบาย 1 และคำอธิบาย 2). การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำเร็จภาชนะที่พระองค์ทรงเลือกสรรเช่นนี้ ช่างเป็นสิ่งที่เหนือล้ำและสง่าราศียิ่งนัก.
กจ.
9:15 ก รม.9:21-24; 2ตธ.2:20-21
กจ.
9:15 2 แปลตามตรงคือ แบกรับ.
กจ.
9:15 ข กจ.5:41
กจ.
9:15 ค กจ.22:21; รม.11:13; 15:16; ฆต.1:16; 2:2, 8-9; อฟ.3:8; 1ตธ.2:7; 2ตธ.4:17
กจ.
9:15 ง กจ.25:26; 26:1-2
กจ.
9:16 ก 2กธ.6:4; 11:23
กจ.
9:17 ก กจ.9:10
กจ.
9:17 ข กจ.9:12
กจ.
9:17 1ข กรณีของเซาโลก็เป็นกรณีพิเศษ เพราะผู้ข่มเหงที่สำคัญคนนี้ได้รับความรอดโดยตรงจากองค์พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์ ในขณะที่ท่านอยู่ในระหว่างทางที่จะไปข่มเหงผู้เชื่อ. ดังนั้นท่านจึงเหมือนกับผู้เชื่อชาวซะมาเรีย (8:14-17 กับข้อ 17 คำอธิบาย 1) และสาวกทั้งสิบสองคนในเอเฟโซ (19:1-7) ซึ่งต้องการอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ที่จะนำท่านเข้าสู่การประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์ด้วยการวางมือ.
กจ.
9:17 ค กจ.9:12, 18; 22:13
กจ.
9:17 2 นี่คือการเต็มล้นทางภายนอก (ดู 2:4 คำอธิบาย 2). ตามหลักการแห่งความรอดในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั้น เซาโลจะต้องได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งชีวิตในด้านธาตุแท้แล้วในเวลาที่ท่านกลับใจ ก่อนที่อะนาเนียจะมาวางมือบนตัวท่าน. การที่ท่านได้อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนที่อะนาเนียจะมานั้น (ข้อ 11) ยังแสดงว่าท่านได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและได้ร้องเรียกพระองค์แล้ว (เทียบ รม.10:13-14) เช่นเดียวกับผู้เชื่อเหล่านั้นที่ถูกท่านทำร้ายและจับกุม (ข้อ 21, 14). แต่เนื่องจากท่านไม่ได้รับความรอดโดยอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงไม่ได้เสด็จลงมาบนตัวท่านในด้านแผนการบริหาร (2:17 และคำอธิบาย 2) จนกว่าอะนาเนียซึ่งเป็นตัวแทนของพระกายของพระคริสต์จะมาทำให้ท่านประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์.
กจ.
9:18 1 ดูข้อ 12 คำอธิบาย 1.
กจ.
9:18 ก กจ.22:16
กจ.
9:18 2ก ด้วยน้ำ (ดู 8:36 คำอธิบาย 1; มก.16:16 คำอธิบาย 1).
กจ.
9:19 ก กจ.26:20
กจ.
9:20 1 ดู ยก.2:2 คำอธิบาย 1.
กจ.
9:20 ก มธ.16:16; ยฮ.20:31; รม.1:3-4
กจ.
9:21 ก กจ.8:3
กจ.
9:21 ข กจ.9:14
กจ.
9:22 ก 1ตธ.1:12; 2ตธ.4:17
กจ.
9:22 ข กจ.18:28
กจ.
9:22 ค ลก.9:20; ยฮ.11:27
กจ.
9:23 ก กจ.9:29; 12:2; 23:12; 25:3
กจ.
9:24 ก กจ.20:3, 19; 23:12
กจ.
9:24 ข 2กธ.11:32
กจ.
9:24 ค กจ.23:15, 21; 25:3
กจ.
9:25 ก เทียบ ยฮซ.2:15; 1ซมอ.19:12
กจ.
9:25 ข 2กธ.11:33
กจ.
9:26 ก กจ.22:17; 26:20; ฆต.1:17-18
กจ.
9:27 ก กจ.4:36; 11:22-26, 30; 13:1-2
กจ.
9:27 1 แปลตามตรงคือ ได้รับ.
กจ.
9:27 ข กจ.4:36; 11:22-26, 30; 13:1-2
กจ.
9:27 ค กจ.9:3-6
กจ.
9:27 ง กจ.4:13, 29
กจ.
9:28 ก กจ.1:21
กจ.
9:29 ก กจ.6:1; ยฮ.7:35
กจ.
9:29 ข กจ.9:23
กจ.
9:30 ก ยฮ.21:23; กจ11:1
กจ.
9:30 ข กจ.8:40
กจ.
9:30 ค กจ.9:11
กจ.
9:31 ก กจ.5:11; 11:22
กจ.
9:31 1ก เนื่องจากในเวลานั้นคริสตจักรได้แผ่ขยายไปถึงมณฑลยูดาย, มณฑลฆาลิลาย, และมณฑลซะมาเรีย และเนื่องจากคำว่า "ทั่ว" ครอบคลุมถึงท้องถิ่นทั้งหมดที่มีคริสตจักรดำรงอยู่ ดังนั้นในที่นี้จึงใช้คำว่า "คริสตจักร" ที่เป็นเอกพจน์โดยหมายถึงคริสตจักรแห่งจักรวาล. อย่างไรก็ตามในสามมณฑลนี้จะต้องมีคริสตจักรเป็นอันมากตั้งอยู่ในหลายท้องถิ่น ฉะนั้นถ้าพิจารณาในแง่ของท้องถิ่น เราสามารถเรียกว่าคริสตจักรทั้งหลายได้.
กจ.
9:31 ข กจ.1:8
กจ.
9:31 2 นี่คือสันติสุขที่อยู่ภายใน แม้จะมีการข่มเหงทางภายนอก. คริสตจักรไม่กลัวการข่มเหงทางภายนอก แต่กลัวการไม่มีสันติสุขซึ่งอยู่ภายในเมื่อมีสันติสุขก็จะมีการก่อสร้างขึ้น.
กจ.
9:31 3 การก่อสร้างจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ก่อตั้งคริสตจักรแล้ว.
กจ.
9:31 ค นฮย.5:9
กจ.
9:31 4ค แม้จะมีการข่มเหงอยู่ก็ตาม ก็ไม่ได้กลัวมนุษย์ แต่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า คือเกรงว่าคริสตจักรจะผิดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจนต้องล้มลงหรือพ่ายแพ้เพราะเหตุการข่มเหง และยังเกรงว่าคริสตจักรจะผิดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในเรื่องอื่นๆ.
กจ.
9:31 5 ชี้บ่งว่า คริสตจักรจะต้องประสบกับความยากลำบากเนื่องจากการข่มเหง แต่ในท่ามกลางการข่มเหงนั้น คริสตจักรยังคงยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและได้รับสุขการปลอบโยนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์.
กจ.
9:31 ง กจ.5:14
กจ.
9:32 ก กจ.9:13
กจ.
9:32 1 เป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองยบเปไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร. ในพันธสัญญาเดิมเรียกเมืองนี้ว่า เมืองโลด (1คนก.8:12; อษร.22:33).
กจ.
9:33 ก มธ.4:24; 9:2
กจ.
9:34 ก กจ.3:6; 4:10
กจ.
9:34 ข มธ.9:6
กจ.
9:34 1 แปลตามตรงคือ จัดให้เรียบร้อย.
กจ.
9:35 ก คนก.5:16; 27:29; พพร.2:1; ยซย.33:9
กจ.
9:35 ข กจ.11:21; 2กธ.3:16
กจ.
9:36 ก ยฮซ.19:46
กจ.
9:36 1 หมายถึงเลียงผา.
กจ.
9:36 ข รม.13:3; 2กธ.9:8; อฟ.2:10; 1ตธ.2:10; ตต.3:1
กจ.
9:37 1 แปลตามตรงคือ เธอ.
กจ.
9:37 ก กจ.1:13; 20:8
กจ.
9:38 1 แปลตามตรงคือ อยู่ในนั้น.
กจ.
9:39 ก กจ.6:1
กจ.
9:39 1 เสื้อชั้นในที่เหมือนเสื้อเชิ้ต.
กจ.
9:40 ก มธ.9:25
กจ.
9:40 ข กจ.7:60
กจ.
9:40 ค กจ.28:8; ยก.5:14-15
กจ.
9:40 ง ลก.7:14; 8:54
กจ.
9:41 ก เทียบ ลก.7:15; 1พกษ.17:23
กจ.
9:42 ก ยฮ.11:45; 12:11
กจ.
9:43 ก กจ.10:6