กิจการ บทที่ 8
ข. การทำลายคริสตจักรที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม
8:1-3
8:1-3
กจ.
8:1 ครั้งนั้น เกิดกการข่มเหงครั้งใหญ่ขึ้นต่อ1ขคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม [สาวก]ทั้งปวงนอกจากพวกอัครทูตจึงคกระจัดกระจายไปทั่วงมณฑลยูดายและมณฑลซะมาเรีย.
กจ.
8:2 มีผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าได้หามซะเตฟาโนไปฝังไว้ แล้วได้ตีอกร้องไห้เพราะท่านเป็นการใหญ่.
กจ.
8:3 แต่กเซาโลขทำร้ายคคริสตจักร โดยเข้าไปฉุดลากชายหญิงออกมาทีละบ้านๆ แล้วนำตัวไปจำไว้ในงคุก.
(12) การประกาศของฟิลิป
8:4-40
8:4-40
ก. ในเมืองซะมาเรีย
ข้อ 4-25
ข้อ 4-25
(ก) ประกาศพระคริสต์กับอาณาจักรของพระเจ้า
ข้อ 4-13
ข้อ 4-13
กจ.
8:4 ดังนั้นพวกที่กระจัดกระจายไปนั้นก็ได้1กประกาศพระคำเป็นกิตติคุณไปทั่วทุกหนทุกแห่ง.
กจ.
8:5 ส่วน1ฟิลิปก็ได้2ลงไปยังกเมืองซะมาเรีย และป่าวประกาศเรื่องพระคริสต์แก่คนทั้งปวง.
กจ.
8:6 ฝูงชนก็พากันสนใจในถ้อยคำซึ่งฟิลิปได้ประกาศนั้นอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะพวกเขาได้ยินและได้เห็นกการอัศจรรย์ซึ่งฟิลิปได้กระทำนั้น.
กจ.
8:7 ด้วยว่ามีหลายคนที่มีวิญญาณโสโครกสิงอยู่ [วิญญาณเหล่านั้น]ก็ร้องเสียงดังแล้วออกมาจากเขา และหลายคนที่เป็นอัมพาตและเป็นง่อยก็หายปกติ.
กจ.
8:8 ในเมืองนั้นจึงมีกความชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง.
กจ.
8:9 มีคนหนึ่งชื่อซีโมน ซึ่งเคยทำกวิทยาคมในเมืองนั้นมาก่อนและได้ทำให้ประชาชนที่มณฑลซะมาเรียขอัศจรรย์ใจ เขายกตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่.
กจ.
8:10 ฝ่ายคนทั้งปวงทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ก็สนใจในคนนั้น พากันกล่าวว่า "ชายผู้นี้ก็คือฤทธิ์เดชของกพระเจ้า ผู้ได้รับการขนานนามว่าองค์ผู้ยิ่งใหญ่."
กจ.
8:11 คนทั้งหลายจึงสนใจในตัวเขา เพราะเขาได้ใช้วิทยาคมทำให้พวกเขาอัศจรรย์ใจมาเป็นเวลานานแล้ว
กจ.
8:12 แต่เมื่อฟิลิป1ประกาศกิตติคุณแห่งกอาณาจักรของพระเจ้าและพระนามของขพระเยซูคริสต์แล้ว พวกเขาก็เชื่อและได้รับคบัพติศมากันทั้งชายและหญิง.
กจ.
8:13 แม้แต่ตัวซีโมนเองก็ยังเชื่อด้วย และเมื่อเขารับบัพติศมาแล้วก็ติดตามฟิลิปไปทุกแห่ง และกอัศจรรย์ใจเมื่อได้เห็น1ขการอัศจรรย์กับการอิทธิฤทธิ์ซึ่งฟิลิปกระทำ.
(ข) ได้รับการยืนยันจากพวกอัครทูต
ข้อ 14-25
ข้อ 14-25
กจ.
8:14 เมื่อพวกอัครทูตซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มได้ยินว่าชาวซะมาเรียได้รับคำของพระเจ้าแล้ว จึงใช้เปโตรกับโยฮันไปหาพวกเขา
กจ.
8:15 ครั้นทั้งสองมาถึงก็อธิษฐานเผื่อพวกเขาให้ได้รับ1พระวิญญาณบริสุทธิ์
กจ.
8:16 เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์1ยังมิได้ลงมาอยู่บนตัวผู้ใดในท่ามกลางพวกเขาเพียงแต่ได้รับกบัพติศมา2เข้าสู่3พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น.
กจ.
8:17 เปโตรกับโยฮันจึง1กวางมือบนพวกเขา แล้วเขาก็2ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์.
กจ.
8:18 เมื่อซีโมนเห็นว่า 1พระวิญญาณนั้นได้ประทานลงมาโดยการวางมือของพวกอัครทูต จึงนำ2เงินมาเสนอให้พวกเขาและว่า
กจ.
8:19 "ขอให้ข้าพเจ้ามีอำนาจนี้ด้วยเพื่อว่าเมื่อข้าพเจ้าจะวางมือบนผู้ใด ผู้นั้นจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์."
กจ.
8:20 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่ซีโมนว่า "ให้เงินของท่าน1ถูกทำลายไปพร้อมกับตัวท่านเถิด เพราะท่านคิดว่าจะกซื้อขของประทานแห่งพระเจ้าด้วยเงินได้.
กจ.
8:21 ท่าน1ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใน2การนี้เลย เพราะกใจของท่านไม่เที่ยงตรงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า.
กจ.
8:22 เหตุฉะนั้นท่านจงกกลับใจจากการชั่วนี้ และวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เผื่อว่าเจตนาซึ่งอยู่ในใจของท่านอาจได้รับการอภัย
กจ.
8:23 ด้วยเราเห็นว่าท่านตกอยู่ใน1ความขมขื่นและถูกความอธรรมผูกมัด."
กจ.
8:24 ซีโมนจึงตอบว่า "ขอท่านวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเผื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อสิ่งที่ท่านกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าสักสิ่งเดียว."
กจ.
8:25 เมื่อพวกอัครทูตได้1เป็นกพยานอย่างหนักแน่นและกล่าวพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็กลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และได้ขประกาศกิตติคุณในหลายหมู่บ้านของชาวซะมาเรียไปตลอดทาง.
ข. ต่อชาวเอธิโอเปีย
ข้อ 26-39
ข้อ 26-39
กจ.
8:26 แต่มีกทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวแก่ฟิลิปว่า "จงลุกขึ้นไปยังทิศใต้ตามถนนซึ่งลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังขเมืองฆาซา. ถนนนั้นเป็นป่ากันดาร.
กจ.
8:27 ฟิลิปก็ลุกขึ้นและเดินทางไป. ดูเถิด มี1ชาวเอธิโอเปียคนหนึ่ง เป็นกขันทีซึ่งมีอำนาจมาก คอยดูแลขคลังทรัพย์ของพระนางกันดาเกราชินีแห่งเอธิโอเปียได้มา2คนมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม.
กจ.
8:28 ในขณะที่เขากำลังนั่งอ่านหนังสือยะซายาผู้เผยพระวจนะอยู่ในรถม้าของตนระหว่างเดินทางกลับนั้น
กจ.
8:29 1กพระวิญญาณนั้นก็ตรัสกับฟิลิปว่า จงเข้าไปใกล้ๆรถม้านั้นเถิด.
กจ.
8:30 ฟิลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้[รถม้านั้น]และได้ยินเขาอ่านหนังสือยะซายาผู้เผยพระวจนะจึงถามว่า ท่านเข้าใจสิ่งที่ท่านอ่านหรือไม่?
กจ.
8:31 ขันทีจึงกล่าวว่า กถ้าไม่มีใครชี้แนะ ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร? ท่านจึงเชิญฟิลิปขึ้นไปนั่ง[รถม้า]ด้วยกันกับท่าน.
กจ.
8:32 ข้อพระคัมภีร์ที่ขันทีกำลังอ่านอยู่คือ 1กท่านเหมือนดังแกะที่ถูกจูงไปฆ่า และลูกแกะนั้นเงียบอยู่ต่อหน้าผู้ตัดขนฉันใด ท่านก็ ขมิได้ปริปากร้องเช่นกันฉันนั้น.
กจ.
8:33 ขณะที่ท่านกเป็นผู้เล็กน้อย 1มนุษย์ก็ไม่ได้พิพากษาท่านอย่างยุติธรรม. ใครจะบรรยายถึงคนในชั่วอายุของท่านได้? เพราะชีวิตของท่านถูกพรากไปจากแผ่นดินโลกเสียแล้ว.
กจ.
8:34 ขันทีจึงตอบฟิลิปว่า "โปรดบอกเราเถิด คำนั้นผู้เผยพระวจนะกล่าวเล็งถึงผู้ใดเล็งถึงท่านเองหรือเล็งถึงผู้อื่น?"
กจ.
8:35 ฝ่ายฟิลิปจึงเปิดปากเริ่มจากกข้อพระคัมภีร์ตอนนั้น และขประกาศเรื่องพระเยซูเป็นกิตติคุณแก่ท่าน.
กจ.
8:36 ขณะที่เขาทั้งสองเดินทางต่อไปตามถนน ก็มาถึง[ที่มี]น้ำ[แห่งหนึ่ง] ขันทีจึงบอกว่า "ดูเถิด [ที่นี่มี]1น้ำ. มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับกบัพติศมาไหม?"
กจ.
8:37 1ฟิลิปจึงกล่าวว่า "ถ้าท่านเชื่อด้วยสุดใจของท่าน [ท่านก็รับบัพติศมา]ได้." ขันทีตอบว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า."
กจ.
8:38 ท่านจึงสั่งให้หยุดรถม้า และคนทั้งสองคือฟิลิปและขันทีได้ลงไปในน้ำ ฟิลิปก็ให้ท่านรับกบัพติศมา.
กจ.
8:39 เมื่อทั้งสองขึ้นมากจากน้ำแล้ว ขพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครับเอาฟิลิปไปเสีย และขันทีนั้นไม่เห็นท่านอีกเลย จึงเดินในหนทางของเขาต่อไปด้วยงความชื่นชมยินดี.
ค. ไปถึงเมืองกายซาไรอา
ข้อ 40
ข้อ 40
กจ.
8:40 ต่อมามี[คน]พบฟิลิปที่เมืองอาโซโต ท่านเดินทางไปทั่ว เพื่อกประกาศกิตติคุณในทุกเมือง จนมาถึงขเมืองกายซาไรอา.
คำอธิบาย กิจการ บทที่ 8
กจ.
8:1 ก กจ.22:4; 1กธ.15:9; ฟป.3:6; 1ตธ.1:13
กจ.
8:1 ข กจ.8:3; 5:11; 9:31
กจ.
8:1 1ข นี่คือคริสตจักรแห่งแรกที่ก่อตั้งอยู่บนท้องถิ่น (ดู 5:11 คำอธิบาย 1) ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของเมืองคือกรุงเยรูซาเล็ม. นี่คือ
คริสตจักรท้องถิ่นที่อยู่ในท้องถิ่นหนึ่ง เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้บ่งไว้ใน มธ.18:17. นี่ไม่ใช่คริสตจักรแห่งจักรวาลที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดเผยไว้ใน มธ.16:18 แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคริสตจักรแห่งจักรวาล ซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์ (อฟ.1:22-23). การบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ (คือการก่อตั้งคริสตจักรท้องถิ่น) ในพันธสัญญาใหม่มีความสอดคล้องกันโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย (13:1; 14:23; รม.16:1; 1กธ.1:2; 2กธ.8:1; ฆต.1:2; วว.1:4, 11).
กจ.
8:1 ค กจ.8:4; 11:19
กจ.
8:1 ง กจ.1:8
กจ.
8:3 ก กจ.7:58; 9:1
กจ.
8:3 ข กจ.9:21; ฆต. 1:13, 23
กจ.
8:3 ค กจ.8:1
กจ.
8:3 ง กจ.22:4, 19; ลก.21:12
กจ.
8:4 ก กจ.5:42
กจ.
8:4 1ก นี่เป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้า ซึ่งทำให้ผู้เชื่อกระจัดกระจายจากกรุงเยรูซาเล็มไปสู่ท้องถิ่นอื่นเนื่องจากการข่มเหง เพื่อทำให้การแผ่ขยายของกิตติคุณสำเร็จ และให้พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าใน 1:8 ได้สำเร็จเป็นจริง (11:19).
กจ.
8:5 1 ไม่ใช่ฟิลิปที่เป็นหนึ่งในพวกอัครทูต (1:13) แต่เป็นฟิลิปที่เป็นหนึ่งในเจ็ดคนซึ่งพวกอัครทูตได้แต่งตั้งให้ปรนนิบัติด้านอาหาร (6:5). แต่โดยการปฏิบัติแห่งการประกาศกิตติคุณของเขาตามที่ได้บันทึกไว้ในบทนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า เขาเป็นผู้ประกาศกิตติคุณ (21:8).
กจ.
8:5 2 นี่เป็นการเคลื่อนไหวแห่งการประกาศกิตติคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง. โดยสิ่งนี้พระองค์ได้แผ่ขยายพระองค์เองเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งอาณาจักรของพระเจ้า จากชาวยูดายที่เป็นสายเลือดแท้ไปสู่ชาวซะมาเรียซึ่งเป็นสายเลือดผสม เพื่อให้คำพยากรณ์ของพระองค์ใน 1:8 ได้สำเร็จเป็นจริง.
กจ.
8:5 ก กจ.1:8
กจ.
8:6 ก มก.16:17-18
กจ.
8:8 ก กจ.8:39; 13:52
กจ.
8:9 ก กจ.8:11; 13:6
กจ.
8:9 ข กจ.8:11, 13
กจ.
8:10 ก กจ.14:11; 28:6
กจ.
8:12 1 ฟิลิปได้ประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักรของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำ (มก.1:14-15; ลก.4:43 กับคำอธิบาย 1).
กจ.
8:12 ก กจ.1:3; 14:22
กจ.
8:12 ข กจ.4:12
กจ.
8:12 ค มก.16:16; กจ.2:38, 41; 10:48; 16:33
กจ.
8:13 ก กจ.8:9, 11
กจ.
8:13 ข กจ.8:6-7
กจ.
8:13 1ข ดู 2:43 คำอธิบาย 1.
กจ.
8:15 1 ดู 2:38 คำอธิบาย 8 ย่อหน้า 2.
กจ.
8:16 1 นี่ไม่ได้หมายความว่า ขณะที่พวกเขาได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ผู้เชื่อชาวซะมาเรียไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้านธาตุแท้ทางภายใน. เมื่อพิจารณาตามคำสอนแห่งพันธสัญญาใหม่ใน อฟ.1:13 และ ฆต.3:2 นั้น พวกเขาจะต้องได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้านธาตุแท้แล้วในขณะที่พวกเขาได้เชื่อเพื่อจะได้บังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6, 36). แต่พวกเขายังไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้านแผนการบริหารเพื่อพวกเขาจะได้ประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์. สาเหตุที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เสด็จลงมาสถิตอยู่บนตัวเขาในด้านแผนการบริหารทางภายนอกนั้น ก็เนื่องจากต้องรอให้พวกอัครทูตมานำเขาเข้าสู่การประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์ เพราะการก่อตั้งคริสตจักรในความเป็นจริงนั้นได้เริ่มต้นขึ้นโดยพวกอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม. แต่กรณีนี้ต่างกับกรณีของผู้ที่อยู่ในบ้านของโกระเนเลียว ซึ่งในขณะที่พวกเขาเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในด้านธาตุแท้ทางภายในเพื่อการบังเกิดใหม่ และขณะเดียวกันก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในด้านแผนการบริหารทางภายนอกเพื่อรับบัพติศมาเข้าสู่ในพระกายของพระคริสต์ (1กธ.12:13) และได้ประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์. กรณีนี้เป็นเพราะในเวลานั้นกิตติคุณถูกประกาศโดยตรงจากเปโตร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นในความเป็นจริง.
กจ.
8:16 ก รม.6:3; ฆต.3:27
กจ.
8:16 2 ไม่ใช่บัพติศมา "ในพระนาม" แต่เป็นบัพติศมา "เข้าสู่พระนาม." พระนามเล็งถึงตัวตน. การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระเยซูเจ้าคือการรับบัพติศมาเข้าสู่ตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อประสานสนิทกับพระคริสต์ผู้ตรึงกางเขน, เป็นขึ้น, เสด็จสู่สวรรค์, และถูกนำเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. ดู 2:38 คำอธิบาย 3; มธ.28:19 คำอธิบาย 4.
ใน มธ.28:19 นั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำชับสาวกให้ผู้เชื่อรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์. แต่ภาคปฏิบัติในเวลาต่อมานั้นผู้เชื่อก็ได้รับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าในข้อนี้กับ 19:5 และรับบัพติศมาเข้าสู่ในพระคริสต์ใน รม.6:3; ฆต.3:27. นี่แสดงว่า (1) การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าก็มีค่าเท่ากับการรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระเยซูก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ โดยเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมแห่งตัวพระเจ้าเอง (กซ.2:9), และ (2) การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามของพระเจ้าตรีเอกภาพ หรือเข้าสู่พระนามของพระเยซูเจ้าก็มีค่าเท่ากับการรับบัพติศมาเข้าสู่ตัวตนของพระคริสต์.
ใน มธ.28:19 นั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำชับสาวกให้ผู้เชื่อรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์. แต่ภาคปฏิบัติในเวลาต่อมานั้นผู้เชื่อก็ได้รับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าในข้อนี้กับ 19:5 และรับบัพติศมาเข้าสู่ในพระคริสต์ใน รม.6:3; ฆต.3:27. นี่แสดงว่า (1) การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าก็มีค่าเท่ากับการรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพระเยซูก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ โดยเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมแห่งตัวพระเจ้าเอง (กซ.2:9), และ (2) การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามของพระเจ้าตรีเอกภาพ หรือเข้าสู่พระนามของพระเยซูเจ้าก็มีค่าเท่ากับการรับบัพติศมาเข้าสู่ตัวตนของพระคริสต์.
กจ.
8:16 3 ในเมื่อผู้เชื่อชาวซะมาเรียได้รับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งองค์พระเยซูเจ้าคือได้รับบัพติศมาเข้าสู่ตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองแล้ว พวกเขาย่อมได้รับพระวิญญาณแห่งชีวิตด้านธาตุแท้ทางภายในไปแล้วอย่างแน่นอน เพื่อให้พวกเขาไม่เพียงได้เกิดจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังได้เข้าสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย (1กธ.6:17) แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้รับพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชในด้านแผนการบริหารทางภายนอกก็ตาม.
กจ.
8:17 ก กจ.9:17; 19:6
กจ.
8:17 1ก ดู 1ตธ.4:14 คำอธิบาย 5. เปโตรและโยฮันถูกส่งไปยังมณฑลซะมาเรีย ไม่เพียงเพื่อไปยืนยันถึงกิตติคุณที่ฟิลิปได้ประกาศไว้เท่านั้น (ฟิลิปคือหนึ่งในเจ็ดคนที่ถูกแต่งตั้งให้ปรนนิบัติด้านอาหาร) แต่ยังไปนำคริสตจักรในมณฑลซะมาเรียให้เข้าสู่การเข้าสนิทกับพระกายของพระคริสต์โดยการวางมือบนพวกเขาด้วย. (คริสตจักรในมณฑลซะมาเรียประกอบด้วยชาวซะมาเรีย แต่ชาวยูดายกับชาวซะมาเรียไม่มีการไปมาหาสู่กัน.) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงยอมรับการวางมือนี้และได้เสด็จลงมาสถิตบนตัวของชาวซะมาเรีย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่พวกเขาได้ประสานสนิทกับพระกายของพระคริสต์. ดังนั้นผู้เชื่อชาวซะมาเรียจึงได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้านแผนการบริหาร นอกจากที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้านธาตุแท้ไปแล้วในขณะที่พวกเขาได้เชื่อในองค์พระเยซูเจ้า.
กจ.
8:17 2 ดู 2:4 คำอธิบาย 2, ข้อ 17 คำอธิบาย 2.
กจ.
8:18 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเป็น พระวิญญาณบริสุทธิ์.
กจ.
8:18 2 กรณีนี้ชี้บ่งว่า วิทยาคมที่ซีโมนใช้ทำให้ผู้คนอัศจรรย์ใจนั้นมีไว้สำหรับหาเงิน.
กจ.
8:20 1 ไม่ใช่ความพินาศนิรันดร์ แต่เป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง เหมือนกับใน ฮร.10:39 (ดู ฮร.10:39 คำอธิบาย 2) และ มธ.7:13 (ดู มธ.7:13 คำอธิบาย 3). ซีโมนเชื่อในกิตติคุณและรับบัพติศมาแล้ว (ข้อ 13) ดังนั้นเขาก็ต้องได้รับความรอดขั้นเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่รอดจากความคิดและการกระทำที่ชั่วร้ายของเขาที่เกี่ยวกับเงิน. ดังนั้นเขาจะต้องกลับใจจากความชั่วร้ายนี้ เพื่อเขาจะได้รับการอภัยบาปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า มิเช่นนั้นเขาจะต้องถูกทำโทษด้วยกันกับเงินของเขา.
กจ.
8:20 ก เทียบ ยซย.55:1
กจ.
8:20 ข กจ.2:38; 10:45; 11:17
กจ.
8:21 1 แปลตามตรงคือ ไม่มีส่วนและไม่มีหุ้น.
กจ.
8:21 2 เล็งถึงของประทานแห่งพระเจ้า (ข้อ 20).
กจ.
8:21 ก บพส.78:8, 37
กจ.
8:22 ก วว.2:16; 3:19
กจ.
8:23 1 แปลตามตรงคือ ดีขม.
กจ.
8:25 1 การเป็นพยานให้กับพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือการเป็นพยานตามประสบการณ์ส่วนตัวที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนการพูดพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือการประกาศและสอนตามการเปิดเผยขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ดู 2:40 คำอธิบาย 1.
กจ.
8:25 ก กจ.2:40; 10:42
กจ.
8:25 ข กจ.8:40; 5:42
กจ.
8:26 ก กจ.5:19; 27:23
กจ.
8:26 ข ยนซ.10:19
กจ.
8:27 1 เอธิโอเปียก็คือแผ่นดินคูศ (ยซย.18:1) คือดินแดนแห่งเชื้อสายของคูศ ซึ่งเป็นบุตรชายของฮาม (ยนซ.10:6). กิตติคุณได้แผ่ขยายจากผู้เป็นสายเลือดชาวยูดายแท้ๆ ไปยังชาวซะมาเรียซึ่งเป็นสายเลือดผสมโดยอาศัยฟิลิป, เปโตร, และโยฮัน (ข้อ 5-25). บัดนี้ทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้นำให้ฟิลิปไปติดต่อชาวต่างชาติที่เป็นคนพื้นเมืองชาวเอธิโอเปีย. เช่นนี้กิตติคุณก็ได้แผ่ขยาย
ไปทางทิศใต้ถึงทวีปแอฟริกา.
กจ.
8:27 ก ยรม.38:7
กจ.
8:27 ข อษร.7:21
กจ.
8:27 ค ยฮ.12:20; กจ.24:11
กจ.
8:27 2ค นี่แสดงว่า ขันทีชาวเอธิโอเปียคนนี้เป็นผู้แสวงหาพระเจ้า (เทียบ 17:26-27).
กจ.
8:29 ก กจ.20:23; 21:11
กจ.
8:29 1ก การกล่าวถึงพระวิญญาณนั้นในที่นี้และในข้อ 39; 10:19; 13:2; และ 16:6-7 บ่งบอกว่าการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการแผ่ขยายอาณาจักรของพระองค์โดยการประกาศกิตติคุณในหนังสือเล่มนี้นั้นเป็นไปโดยการนำพาและการชี้นำของพระวิญญาณนั้น ไม่ใช่โดยวิธีการและแผนการของมนุษย์. ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ แต่เป็นการกระทำของพระวิญญาณนั้น ซึ่งแตกต่างกับภาคปฏิบัติที่ตกต่ำในวันนี้อย่างสิ้นเชิง.
กจ.
8:31 ก รม.10:14
กจ.
8:32 ก ยซย.53:7-8
กจ.
8:32 1ก หมายถึงพระคริสต์พระผู้ไถ่. การที่ขันทีเปิดพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการที่พระคริสต์เป็นพระเมษโปดกที่มาช่วยไถ่คนบาป ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์ที่เหมาะแก่การประกาศกิตติคุณเช่นนี้ จะต้องเป็นมาจากการนำพาที่ทรงอำนาจสิทธิ์ขาดของพระวิญญาณนั้นอย่างแน่นอน.
กจ.
8:32 ข มธ.26:63; ยฮ.19:9
กจ.
8:33 ก ฟป.2:8
กจ.
8:33 1 แปลตามตรงคือ การพิพากษาของท่านถูกแย่งชิงไป.
กจ.
8:35 ก ลก.24:27; กจ.17:2; 18:28
กจ.
8:35 ข กจ.8:25, 40; 5:42
กจ.
8:36 1 กรณีนี้บ่งชี้ว่า ฟิลิปได้ประกาศให้ขันทีรู้ถึงการรับบัพติศมาด้วยน้ำ. ในตัวอย่างของการประกาศกิตติคุณนี้ได้เน้นการรับบัพติศมาด้วยน้ำเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์. สิ่งนี้ควรจะชี้แจงแก่เราว่า เราควรต้องสนใจการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ก็ต้องสนใจการบัพติศมาด้วยน้ำด้วย. การรับบัพติศมาด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่ผู้เชื่อได้ประสานสนิทกับการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (รม.6:3-5; กซ.2:12). การรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ก่อกำเนิดความเที่ยงแท้แห่งการเข้าสนิทของผู้เชื่อกับพระคริสต์ ทั้งในชีวิตด้านธาตุแท้และในฤทธิ์เดชด้านแผนการบริหารด้วย. ส่วนการรับบัพติศมาด้วยน้ำเป็นการยืนยันของผู้เชื่อที่มีต่อความเที่ยงแท้ของพระวิญญาณนั้น. ทั้งสองด้านล้วนจำเป็น (เทียบ 10:47) และไม่สามารถแทนที่กันได้. ผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ทั้งหมดควรต้องมีทั้งสองประการนี้อย่างถูกต้อง เหมือนกับชาวอิสราเอลได้รับบัพติศมาในเมฆ (เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระวิญญาณนั้น) และในทะเล (เล็งถึงน้ำ) — 1กธ.10:2.
ดู มก.1:8 คำอธิบาย 1; ยฮ.3:5 คำอธิบาย 2; 1ยฮ.5:6 คำอธิบาย 1.
กจ.
8:36 ก กจ.10:47
กจ.
8:37 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่หลายฉบับไม่มีข้อนี้.
กจ.
8:38 ก มธ.28:19
กจ.
8:39 ก มธ.3:16
กจ.
8:39 ข 1พกษ.18:12; 2พกษ.2:16; ยอค.3:14; 8:3
กจ.
8:39 ค 2กธ.12:4
กจ.
8:39 ง กจ.8:8; 11:23
กจ.
8:40 ก กจ.8:25
กจ.
8:40 ข กจ.21:8; 9:30; 10:1, 24