กิจการ บทที่ 7
กจ.
7:1 มหาปุโรหิตจึงถามว่า "มีเรื่องเหล่านี้จริงหรือ?"
(ข) เป็นพยาน
7:2-53
7:2-53
กจ.
7:2 ซะเตฟาโนกล่าวว่า "1ท่านทั้งหลายผู้เป็นกพี่น้องและบิดา โปรดฟังเถิด. 2พระเจ้าแห่งขสง่าราศีได้ทรงปรากฏแก่อับราฮามบรรพบุรุษของเรา ในขณะที่ท่านยังอยู่ในคดินแดนเมโสโปเตเมีย ก่อนที่จะไปอาศัยอยู่ในงเมืองฮาราน
กจ.
7:3 และตรัสแก่ท่านว่า 'กจงออกมาจากแผ่นดินของเจ้าและจากญาติพี่น้องของเจ้า และไปยังแผ่นดินที่เราจะชี้ให้แก่เจ้า.'
กจ.
7:4 อับราฮามจึงกออกจากแผ่นดินของขชาวเคเซ็ดไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน. หลังจากที่บิดาของท่านคสิ้นชีพแล้ว พระเจ้าจึงทรง1ให้ท่านย้ายจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินนี้ที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ในปัจจุบัน.
กจ.
7:5 ในแผ่นดินนี้พระเจ้าไม่ได้ประทานมรดกใดๆ แม้ที่ดินพอที่จะวางเท้าท่านได้และพระองค์ทรงกสัญญาไว้ว่าจะประทานแผ่นดินนี้ให้เป็นมรดกแก่ท่านและแก่ขเชื้อสายของท่าน ในขณะที่ท่านยังคไม่มีบุตร.
กจ.
7:6 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'เชื้อสายของท่านจะเป็นกคนต่างแดนอยู่ใน1ดินแดนชาติอื่นและ2คนเหล่านั้นจะจับเขา3เป็นทาส และจะขกดขี่ข่มเหงเขาเป็นเวลา3คสี่ร้อยปี.'
กจ.
7:7 พระเจ้าตรัสอีกว่า 'เราจะพิพากษาประเทศที่เขาเป็นทาสกรับใช้อยู่ หลังจากนั้นเขาจะออกจากที่นั่นและจะขปรนนิบัติเราอยู่ที่นี่.'
กจ.
7:8 พระเจ้ายังได้ประทานกพันธสัญญาแห่งพิธีสุหนัตกับท่าน ต่อมาอับราฮามก็ได้ให้กำเนิดขยิศฮาคและให้เขารับพิธีสุหนัตในวันที่แปด ยิศฮาคให้กำเนิดคยาโคบและยาโคบให้กำเนิดบรรพบุรุษทั้งงสิบสองคนของเรา.
กจ.
7:9 ฝ่ายบรรพบุรุษเหล่านั้นเกิดกอิจฉาโยเซฟ จึงขขายเขาไปยังอียิปต์ แต่พระเจ้าทรงคสถิตอยู่กับโยเซฟ
กจ.
7:10 และทรงช่วยเขาให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งปวง ให้เป็นที่โปรดปรานและให้มีสติปัญญาต่อพระพักตร์ฟาโรห์กษัตริย์ในอียิปต์. ฟาโรห์จึงกตั้งเขาให้ครองอียิปต์และทั้งพระราชวังของตน.
กจ.
7:11 แล้วเกิดกการกันดารอาหารขึ้นทั่วทั้งอียิปต์และ[แผ่นดิน]คะนาอัน และมี ความทุกข์ยากครั้งใหญ่ บรรพบุรุษของเราจึงขาดแคลน1อาหาร.
กจ.
7:12 เมื่อยาโคบได้ยินว่ามีกอาหารในอียิปต์จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็นครั้งแรก.
กจ.
7:13 พอครั้งที่สองโยเซฟก็แสดงตัวให้พี่น้องกรู้ และทำให้วงศ์ตระกูลของเขาเป็นที่รู้จักของขฟาโรห์ด้วย.
กจ.
7:14 โยเซฟจึงใช้[พี่น้อง]ไปเชิญยาโคบกบิดาของท่านกับบรรดาวงศ์ญาติของท่านทั้ง1เจ็ดสิบห้า2คนมา.
กจ.
7:15 กยาโคบจึงลงไปยังอียิปต์ หลังจากนั้นทั้งท่านและเหล่าบรรพบุรุษของเราก็ล้วนได้1ขสิ้นชีวิตลง
กจ.
7:16 และถูกย้ายไปฝังไว้ในเมืองเซเค็ม ในอุโมงค์ซึ่งอับราฮามได้จ่ายเงินกซื้อไว้ที่เมืองเซเค็มจากบุตรหลานของฮาโมร.
กจ.
7:17 แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลากแห่งสัญญาที่พระเจ้าได้ประกาศไว้กับอับราฮามแล้ว [ชาวอิสราเอล]ได้ขเพิ่มทวีขึ้นในอียิปต์เป็นจำนวนมาก
กจ.
7:18 จนมีกกษัตริย์1อีกองค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นครองอียิปต์.
กจ.
7:19 กษัตริย์องค์นั้นใช้กอุบายมาจัดการกับบรรพบุรุษของเราและกดขี่บรรพบุรุษของเรา ให้พวกเขาทิ้งขลูกอ่อนไปเสีย ไม่ให้มีชีวิตรอดอยู่ได้.
กจ.
7:20 ครั้งนั้น 1โมเซเกิดมามี[ลักษณะ]2งดงามเป็นพิเศษ จึงได้รับการเลี้ยงดูในบ้านบิดาของตนอยู่กสามเดือน.
กจ.
7:21 ขณะที่เขาถูก1ทิ้งไปนั้นกราชธิดาของกษัตริย์ฟาโรห์จึงรับเขามาเลี้ยงดูเป็นโอรสของตน.
กจ.
7:22 โมเซจึงได้รับการฝึกฝนเรียนรู้ถึง1กสติปัญญาทุกอย่างของชาวอียิปต์ และเป็นผู้เต็มด้วยฤทธิ์เดชทั้งในทางวาจาและกระทำการต่างๆ.
กจ.
7:23 แต่เมื่อโมเซใกล้มีอายุครบสี่สิบปี ใจเขาก็เกิดความคิดที่จะไปเยี่ยมกพี่น้องของตน คือบรรดาลูกหลานของอิสราเอล.
กจ.
7:24 ครั้นเขาเห็นคนหนึ่งถูกรังแกก็เข้าไปปกป้องเขา และแก้แค้นแทนผู้ถูกกดขี่ด้วยการฆ่าชาวอียิปต์นั้น.
กจ.
7:25 เขานึกว่าพวกพี่น้องคงเข้าใจว่า พระเจ้าจะช่วยเขาให้รอดโดยมือของท่าน แต่พวกเขาหาได้เข้าใจ[เช่นนั้น]ไม่.
กจ.
7:26 วันต่อมาในขณะที่พวกเขากำลังกต่อสู้กัน โมเซก็ปรากฏตัวออกมาพยายามทำให้เขาปรองดองกันโดยกล่าวว่า '1 ท่านทั้งหลาย พวกท่านเป็นพี่น้องกัน. เหตุใดจึงรังแกกันเองเล่า ?'
กจ.
7:27 แต่คนที่รังแกเพื่อนบ้านนั้นกลับผลักโมเซออกไปและกล่าวว่า 'กใครได้ตั้งเจ้าให้เป็นผู้นำและผู้พิพากษาพวกเรา?
กจ.
7:28 เจ้าจะฆ่าเราเสียเหมือนที่ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ?'
กจ.
7:29 เพราะเหตุโมเซได้ยินคำนี้จึงกหนีไปเป็นคนต่างแดนอยู่ที่แผ่นดินมิดยาน และมี ขบุตรชายสองคนที่นั่น.
กจ.
7:30 เมื่อครบสี่สิบปีแล้ว มี1ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่โมเซท่ามกลางเปลวไฟที่กพุ่มไม้หนามในป่ากันดารบนภูเขาซีนาย.
กจ.
7:31 โมเซเห็นนิมิตนั้นแล้วก็ประหลาดใจ ขณะเข้าไปสำรวจดูใกล้ๆ ก็มีพระสุรเสียงของ1องค์พระผู้เป็นเจ้า[ตรัสว่า]
กจ.
7:32 'กเราเป็นพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเจ้า ก็คือพระเจ้าของอับราฮาม, ยิศฮาค, และยาโคบ.' โมเซจึงกลัวจนตัวสั่นและไม่กล้าที่จะ1สำรวจดู.
กจ.
7:33 แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่โมเซว่า 'กจงถอดรองเท้าออกจากเท้าของเจ้าเสียเพราะที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่บริสุทธิ์
กจ.
7:34 1กแท้จริงเราได้มองเห็นประชาชนของเราได้ถูกกดขี่ข่มเหงในอียิปต์ และขได้ยินเสียงคร่ำครวญของเขาแล้ว เราจึงลงมาเพื่อคช่วยเขาทั้งหลาย. บัดนี้จงมาเถิด เราจะใช้เจ้าไปยังอียิปต์.'
กจ.
7:35 โมเซผู้นี้ก็คือผู้ถูกพวกเขาปฏิเสธว่า 'ก ใครได้ตั้งเจ้าให้เป็นผู้นำและผู้พิพากษา? ' พระเจ้าทรงใช้ให้ผู้นี้เป็นทั้งผู้นำและผู้ช่วยไถ่ ด้วยมือของขทูตสวรรค์1ซึ่งได้ปรากฏแก่ท่านในพุ่มไม้หนาม.
กจ.
7:36 คนนี้เเหละเป็นผู้นำพวกเขากออกมา โดยได้ทำขการอัศจรรย์และเครื่องหมายที่แผ่นดินอียิปต์, ที่คทะเลแดง, และที่งป่ากันดารเป็นเวลาถึงจสี่สิบปี.
กจ.
7:37 โมเซผู้นี้แหละก็คือผู้ที่กล่าวแก่ลูกหลานของอิสราเอลว่า 'กพระเจ้าจะทรงตั้งผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่เหมือนอย่างเราขึ้นมาเพื่อท่าน ซึ่งจะมาจากพวกพี่น้องของท่าน.'
กจ.
7:38 คนนี้เหละที่เคยอยู่ท่ามกลางกลุ่มชนในป่ากันดาร โดยได้อยู่กับกทูตสวรรค์ซึ่งได้ตรัสแก่ท่านที่ขภูเขาซีนายและอยู่กับพวกบรรพบุรุษของเรา และได้รับคพระดำรัสอันมีชีวิตมาประกาศให้แก่เรา.
กจ.
7:39 บรรพบุรุษของเราไม่ยอมเชื่อฟังเขา กลับได้ปฏิเสธเขา และมีใจกหันสู่อียิปต์
กจ.
7:40 จึงกล่าวแก่อาโรนว่า 'กขอท่านสร้างพระสำหรับพวกเรา ให้นำทางอยู่ข้างหน้าเราเพราะเราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเซคนนั้นที่ได้นำเราออกจากแผ่นดินอียิปต์.'
กจ.
7:41 ในครั้งนั้น พวกเขาได้ทำ1ก[รูป]ลูกวัวขึ้นตัวหนึ่ง และได้นำเครื่องบูชามาถวายแก่รูปเคารพนั้น และยินดีในการงานที่มือของตนได้ทำขึ้น
กจ.
7:42 แต่พระเจ้าทรงหัน[ไปจากเขา] และ1กปล่อยให้เขา2ปรนนิบัติ3ขหมู่ดาวในท้องฟ้า เหมือนมีคำเขียนไว้ใน4หนังสือของเหล่าผู้เผยพระวจนะว่า 'คโอ พงศ์พันธุ์แห่งอิสราเอลเอ๋ย ตลอดงสี่สิบปีในป่ากันดารนั้นเจ้าได้นำสัตว์บูชาและเครื่องบูชามาถวายแก่เราหรือ?
กจ.
7:43 พวกเจ้าได้แบก1พลับพลาของกโมเล็ก และดาวของ2รมฟาพระของเจ้า ซึ่งก็คือรูปพระที่พวกเจ้าสร้างขึ้นเพื่อกราบไหว้นั้น. [ด้วยเหตุนี้]เราจะกวาดต้อนพวกเจ้าไป ไกลยิ่งกว่าเมืองบาบิโลนเสียอีก.'
กจ.
7:44 ในป่ากันดารนั้น กพลับพลาแห่งขพยานก็อยู่กับบรรพบุรุษของเราด้วย ซึ่งได้สร้างขึ้นตามคแบบที่โมเซได้เห็น ดังที่พระองค์ทรงมีพระบัญชาไว้.
กจ.
7:45 เมื่อบรรพบุรุษของเราได้รับพลับพลานี้สืบต่อกันมาแล้ว พวกเขากับกยะโฮซูอะก็ได้แบกพลับพลาเข้าไปขยึดครองแผ่นดินเป็นมรดกจากพวกต่างชาติที่พระเจ้าได้คขับไล่ออกไปต่อหน้าพวกเขา จนมาถึงสมัยของงดาวิด.
กจ.
7:46 ดาวิดเป็นที่โปรดปรานต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และเป็นผู้ทูลวิงวอนเพื่อจะหากที่ประทับสำหรับพระเจ้าของขยาโคบ.
กจ.
7:47 แต่ซะโลโมเป็นผู้กสร้าง1พระวิหารถวายพระองค์.
กจ.
7:48 ถึงกระนั้นก็ดี 1องค์ผู้สูงสุดก็2ไม่ได้กประทับอยู่ในสิ่งที่มือ[มนุษย์]ได้สร้างขึ้นดังที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า
กจ.
7:49 'องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า สวรรค์เป็นพระที่นั่งของเราและแผ่นดินโลกเป็นที่รองพระบาทของเรา. เจ้าจะสร้าง1วิหารแบบไหนให้เราเล่า? หรือที่ใดเล่าจะเป็นที่พักสงบของเรา?
กจ.
7:50 หัตถ์ของเราได้สร้างสารพัดเหล่านี้ไว้มิใช่หรือ?'
กจ.
7:51 พวกท่านเป็นคนกคอแข็งที่ขใจและคหูไม่ได้รับพิธีสุหนัต ท่านทั้งหลาย1ต่อต้าน2พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ บรรพบุรุษของท่านได้ทำอย่างไร ท่านทั้งหลายก็กระทำอย่างนั้นด้วย.
กจ.
7:52 มีใครบ้างในพวกกผู้เผยพระวจนะซึ่งบรรพบุรุษของท่านไม่ได้ข่มเหง? พวกเขายังได้ฆ่าบรรดาคนที่ป่าวประกาศไว้ล่วงหน้าถึงของค์ผู้ชอบธรรมซึ่งจะเสด็จมานั้นและบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ได้ขายและฆ่าพระองค์นั้นเสียเช่นกัน
กจ.
7:53 พวกท่านได้รับกกฎบัญญัติที่ได้กลายเป็น1กฎเกณฑ์ของขทูตสวรรค์มาแล้วแต่กลับไม่ถือรักษา."
(ค) ถูกฆ่า
7:54-60
7:54-60
กจ.
7:54 เมื่อพวกเขากได้ยินดังนั้น ก็1โกรธยิ่งนักและขขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่ซะเตฟาโน
กจ.
7:55 แต่ซะเตฟาโน1เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็น2กสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรง3ยืนอยู่ขเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
กจ.
7:56 ท่านจึงกล่าวว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็น1สวรรค์ทั้งหลายกเปิดออก และขบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า."
กจ.
7:57 แต่พวกเขาร้องเสียงดัง พร้อมใจกันอุดหูวิ่งกรูเข้าไปหาซะเตฟาโน
กจ.
7:58 ลากท่านออกไปกนอกเมืองและขเอาหินขว้าง. ฝ่ายคคนที่เป็นพยานได้ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ1งเซาโล.
กจ.
7:59 ขณะที่เขาเอาหินขว้างนั้น ซะเตฟาโนก็1ร้องเรียกว่า "องค์พระเยซูเจ้า ขอทรงรับกวิญญาณของข้าพเจ้าไว้ด้วย!"
กจ.
7:60 แล้วซะเตฟาโนก็กคุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอ1ขอย่าให้ความบาปนี้ตกแก่พวกเขา!" เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ขล่วงหลับไป. เซาโลก็คเห็นชอบในการที่เขาฆ่าซะเตฟาโนนั้นด้วย.
คำอธิบาย กิจการ บทที่ 7
กจ.
7:2 1 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่าการเรียกว่า "พี่น้องและบิดา" เท่านั้น.
กจ.
7:2 ก กจ.22:1
กจ.
7:2 2 นี่อาจจะเป็นสง่าราศีที่มองเห็นได้ (เทียบข้อ 55) เหมือนกับเมฆและไฟได้มาปรากฏต่อชาวอิสราเอล (อซด.16:10; 24:16-17; ลวต.9:23; อฤธ.14:10; 16:19; 20:6; พบญ.5:24) และได้เติมเต็มทั้งพลับพลาและพระวิหาร (อซด.40:35; 1พกษ.8:11). พระเจ้าแห่งสง่าราศีเช่นนี้เองที่ได้ปรากฏแก่อับราฮามและได้เรียกท่าน. สง่าราศีนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดอับราฮามเป็นอย่างยิ่งและได้แบ่งแยก (แยกบริสุทธิ์) ท่านออกจากโลกถวายแด่พระเจ้า (อซด.29:43) และก็เป็นการหนุนใจและเป็นกำลังที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้เขาสามารถติดตามพระเจ้าได้ (ยนซ.12:1, 4). ในหลักการเดียวกัน พระเจ้าก็ทรงใช้สง่าราศีที่มองไม่เห็นของพระองค์มาเรียกผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ด้วย (2ปต.1:3).
กจ.
7:2 ข บพส.29:3
กจ.
7:2 ค ยนซ.24:10; กจ.2:9
กจ.
7:2 ง ยนซ.11:31; 12:4-5
กจ.
7:3 ก ยนซ.12:1
กจ.
7:4 ก ยนซ.11:31
กจ.
7:4 ข ยนซ.15:7; นฮย.9:7
กจ.
7:4 ค ยนซ.11:32
กจ.
7:4 1 ดูทางภายนอกแล้วอับราฮามเป็นผู้เดินทางเข้าสู่แผ่นดินคะนาอัน (ยนซ.12:4-5) แต่แท้ที่จริงแล้ว พระเจ้าเป็นผู้ทำให้อับราฮามย้ายมาอยู่แผ่นดินงาม.
กจ.
7:5 ก ฮร.11:9
กจ.
7:5 ข ยนซ.12:7; 13:15; 17:8; 26:3; 48:4
กจ.
7:5 ค ยนซ.15:3
กจ.
7:6 ก ยนซ.15:13; อซด.2:22
กจ.
7:6 1 คือประเทศอียิปต์ (อซด.1:1).
กจ.
7:6 2 คือชาวอียิปต์ (อซด.1:11, 13-14).
กจ.
7:6 3 ดู ฆต.3:17 คำอธิบาย 3.
กจ.
7:6 ข อซด.1:11, 14; 5:6-14
กจ.
7:6 ค ยนซ.15:13; เทียบ อซด.12:40-41
กจ.
7:7 ก อซด.1:13
กจ.
7:7 ข อซด.3:12
กจ.
7:8 ก ยนซ.17:9-14
กจ.
7:8 ข ยนซ.21:2-4
กจ.
7:8 ค ยนซ.25:26
กจ.
7:8 ง ยนซ.29:31-35; 30:5-24; 35:18, 23-26
กจ.
7:9 ก ยนซ.37:11
กจ.
7:9 ข ยนซ.37:28; 45:4
กจ.
7:9 ค ยนซ.39:2, 21, 23
กจ.
7:10 ก ยนซ.41:40
กจ.
7:11 ก ยนซ.41:54-57; 42:5
กจ.
7:11 1 หรือ อาหาร[ของปศุสัตว์].
กจ.
7:12 ก ยนซ.42:1-3
กจ.
7:13 ก ยนซ.45:1-4
กจ.
7:13 ข ยนซ.45:16
กจ.
7:14 ก ยนซ.45:9, 27
กจ.
7:14 1 เทียบกับ ยนซ.46:27 และ อซด.1:5 ซึ่งทั้งสองแห่งล้วนบอกว่า เจ็ดสิบคน. จำนวนคนที่ซะเตฟาโนพูดนั้นได้ยกอ้างมาจาก
พันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint) ซึ่งได้กล่าวถึงบุตรหลานของโยเซฟอีกห้าคนที่เพิ่มเข้ามาใน ยนซ.46:20. ดังนั้นจำนวนคนในครอบครัวของยาโคบที่ได้มาถึงอียิปต์นั้นจึงเป็นเจ็ดสิบห้าไม่ใช่เจ็ดสิบคน.
กจ.
7:14 2 แปลตามตรงคือ จิต.
กจ.
7:15 ก ยนซ.46:5
กจ.
7:15 ข ยนซ.49:33; อซด.1:6
กจ.
7:15 1ข แปลตามตรงคือ ได้สิ้นสุดแล้ว.
กจ.
7:16 ก ยนซ.33:19; ยฮซ.24:32
กจ.
7:17 ก กจ.7:5
กจ.
7:17 ข อซด.1:7, 12
กจ.
7:18 ก อซด.1:8
กจ.
7:18 1 หรือ ที่ต่างกัน (ในด้านอุปนิสัย). ไม่เพียงเป็นกษัตริย์อีกองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกษัตริย์ที่มีอุปนิสัยต่างกันอีกด้วย.
กจ.
7:19 ก อซด.1:10
กจ.
7:19 ข อซด.1:16, 22
กจ.
7:20 1 ในข้อ 20-44 ซะเตฟาโนจงใจบรรยายถึงโมเซในด้านบวกไว้ยาวเป็นพิเศษ. ท่านทำเช่นนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าผู้ที่ต่อต้านท่าน ซึ่งกล่าวหาว่าท่านได้หมิ่นประมาทโมเซ (6:11).
กจ.
7:20 2 แปลตามตรงคือ งดงามต่อพระเจ้า. ในสำนวนภาษาเฮ็บรายเล็งถึงงดงามในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้นจึงหมายถึง ความงดงามอย่างมาก.
กจ.
7:20 ก อซด.2:2
กจ.
7:21 1 หรือ ทิ้งไว้ข้างนอก (ให้ตาย).
กจ.
7:21 ก อซด.2:3-10
กจ.
7:22 ก เทียบ ดนอ.1:4, 17
กจ.
7:22 1ก เล็งถึงสติปัญญาในการเรียนรู้.
กจ.
7:23 ก อซด.2:11-12
กจ.
7:26 ก อซด.2:13
กจ.
7:26 1 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่า.
กจ.
7:27 ก อซด.2:14
กจ.
7:29 ก อซด.2:15
กจ.
7:29 ข อซด.4:20; 18:3-4
กจ.
7:30 1 ในที่นี้ทูตสวรรค์ (ทูต) ในพันธสัญญาเดิมซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 35, 38 นั้นก็คือองค์พระคริสต์เจ้า ซึ่งก็คือพระยะโฮวา พระเจ้าตรีเอกภาพ (อซด.3:2-16; วนฉ.6.12-24; ซคย.2:6-11). กรณีนี้พิสูจน์ได้จากคำว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" และ"พระเจ้า" ในพระคัมภีร์ข้อต่อไป.
กจ.
7:30 ก อซด.3:2
กจ.
7:31 1 คำว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" และ "พระเจ้า" ในข้อ 31-35 ก็คือทูตสวรรค์ (ทูต) ในข้อ 30, 35, 38 นั่นเอง.
กจ.
7:32 ก อซด.3:6
กจ.
7:32 1 หรือ สนใจ ดังนั้นจึงเป็น สำรวจ.
กจ.
7:33 ก อซด.3:5
กจ.
7:34 ก อซด.3:7
กจ.
7:34 1ก แปลตามตรงคือ ขณะที่เรามองดูอยู่นั้น เราได้เห็น (สำนวนของเฮ็บราย).
กจ.
7:34 ข อซด.2:23-24
กจ.
7:34 ค อซด.3:8
กจ.
7:35 ก กจ.7:27
กจ.
7:35 ข อซด.23:20; 32:34; 33:2
กจ.
7:35 1 หรือ ถูกท่านมองเห็น.
กจ.
7:36 ก อซด.12:41
กจ.
7:36 ข อซด.7:3
กจ.
7:36 ค อซด.14:21-31
กจ.
7:36 ง อซด.16:1
กจ.
7:36 จ อซด.16:35; อฤธ.14:33; กจ.7:42; 13:18
กจ.
7:37 ก พบญ.18:15, 18; กจ.3:22
กจ.
7:38 ก กจ.7:53; ฆต.3:19; ฮร.2:2
กจ.
7:38 ข อซด.19:19-20
กจ.
7:38 ค รม.3:2
กจ.
7:39 ก อซด.14:12; 16:3; อฤธ.11:5; 14:3-4
กจ.
7:40 ก อซด.32:1, 23
กจ.
7:41 ก อซด.32:4-5, 35
กจ.
7:41 1ก หรือ ลูกวัวตัวผู้.
กจ.
7:42 ก บพส.81:12; ยอค.20:39; รม.1:24
กจ.
7:42 1ก คือมอบเขาออกไป.
กจ.
7:42 2 คือการกราบไหว้ดวงดาว.
กจ.
7:42 ข พบญ.4:19; 2พกษ.23:5; ยรม.19:13; ซฟย.1:5
กจ.
7:42 3ข แปลตามตรงคือ กองทัพสวรรค์.
กจ.
7:42 4 ภาษากรีกเป็นเอกพจน์ เล็งถึงหนังสือทั้งสิบสองเล่มของผู้เผยพระวจนะน้อย ตั้งแต่โฮเซอาถึงมาลาคี โดยนับเป็นหนึ่งเล่ม.
กจ.
7:42 ค อมศ.5:25-27
กจ.
7:42 ง กจ.7:36
กจ.
7:43 1 กระโจมที่เคลื่อนที่ได้ของพวกพระ ซึ่งมีไว้แบกหามในเวลาแห่ขบวน (Vincent).
กจ.
7:43 ก 1พกษ.11:7
กจ.
7:43 2 ชื่อดาวเสาร์ในภาษาพื้นเมืองของอียิปต์.
กจ.
7:44 ก อซด.38:21
กจ.
7:44 ข เทียบ วว.15:5
กจ.
7:44 ค อซด.25:9, 40
กจ.
7:45 ก ยฮซ.3:14; 18:1
กจ.
7:45 ข นฮย.9:23
กจ.
7:45 ค ยฮซ.3:10; 23:9; 24:18
กจ.
7:45 ง บพส.89:20; กจ.13:22
กจ.
7:46 ก บพส.132:5
กจ.
7:46 ข ยนซ.49:24
กจ.
7:47 ก 1พกษ.6:1; 8:13; 2คนก.3:1
กจ.
7:47 1 แปลตามตรงคือ บ้าน. ข้อต่อไปก็เหมือนกัน.
กจ.
7:48 1 ซะเตฟาโนเรียกพระเจ้าว่า "พระเจ้าแห่งสง่าราศี" (ข้อ 2) และ "องค์ผู้สูงสุด" เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าผู้ที่ต่อต้านท่าน ซึ่งกล่าวหาว่า ท่านได้หมิ่นประมาทพระเจ้า (6:11).
กจ.
7:48 2 กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า พระเจ้าจะทรงละทิ้งพระวิหารฝ่ายวัตถุแห่งพันธสัญญาเดิมแล้วจะทรงเริ่มยุคสมัยใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พลไพร่ของพระองค์มานมัสการพระองค์ในวิญญาณ (ยฮ.4:24) ซึ่งในวิญญาณนี้ก็คือที่ประทับฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งก็คือคริสตจักร (อฟ.2:22).
กจ.
7:48 ก คนก.6:18; กจ.17:24
กจ.
7:49 1 ถ้อยคำที่ยกอ้างมาจาก ยซย.66:1-2 นี้ได้แสดงว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเสาะหาที่ประทับฝ่ายวิญญาณในวิญญาณของมนุษย์. กรณีนี้พิสูจน์ได้โดยข้อความต่อจากนั้นคือ ยซย.66:2 ที่กล่าวว่า "แต่เราจะเอาใจใส่กับมนุษย์ชนิดนี้ คือคนที่ยากจนและมีวิญญาณฟกช้ำ" (แปลใหม่).
กจ.
7:51 ก อซด.32:9; 33:3; พบญ.10:16; ยซย.48:4
กจ.
7:51 ข ลวต.26:41; ยรม.9:26; ยอค.44:9
กจ.
7:51 ค ยรม.6:10
กจ.
7:51 1 นี่เป็นถ้อยคำที่รุงแรงมาก.
กจ.
7:51 2 ในเมื่อซะเตฟาโนเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 55) และได้เป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณ (1กธ.6:17) ดังนั้นการต่อต้านท่านก็คือการต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเอง. ด้วยเหตุนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงชี้แจงต่อเซาโลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ข่มเหงซะเตฟาโน (ข้อ 58, 60) ว่า เขากำลังข่มเหงองค์พระผู้เป็นเจ้า (9:4).
กจ.
7:52 ก นฮย.9:26; มธ.5:12
กจ.
7:52 ข กจ.3:14; 22:14; 1ยฮ.2:1
กจ.
7:53 ก พบญ.33:2; ยฮ.7:19
กจ.
7:53 1 ภาษากรีกเป็นคำนาม. คำว่า "ตั้งไว้" ในฆต.3:19 นั้นเป็นรูปกริยาของคำนี้. กฎบัญญัติของพระเจ้าถูกตั้งไว้โดยพวกทูตสวรรค์ และได้กลายเป็นกฎเกณฑ์ของพวกทูตสวรรค์.
กจ.
7:53 ข กจ.7:38
กจ.
7:54 ก กจ.5:33
กจ.
7:54 1 ดู 5:33 คำอธิบาย 1.
กจ.
7:54 ข บพส.35:16; 37:12; โยบ 16:9
กจ.
7:55 1 ดู 6:3 คำอธิบาย 1.
กจ.
7:55 ก กจ.7:2; อซด.24:16; ยฮ.12:41
กจ.
7:55 2ก สง่าราศีนี้เป็นสิ่งที่แก้ต่างและการหนุนใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้ที่ถูกข่มเหง.
กจ.
7:55 3 โดยปกติเมื่อกล่าวถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าในการเสด็จสู่สวรรค์ก็มักจะว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (มธ.26:64; ฮร.1:3, 13). แต่ซะเตฟาโนได้เห็นพระองค์ยืนอยู่ที่นั่น. กรณีนี้ชี้บ่งว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงห่วงใย
ต่อผู้ที่ถูกข่มเหงเพื่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.
กจ.
7:55 ข บพส.110:1; มก.16:19
กจ.
7:56 1 แผ่นดินโลกได้ปฏิเสธซะเตฟาโนและปิดต่อท่าน แต่สวรรค์ทั้งหลายกลับเปิดออกต่อท่านแสดงว่า สวรรค์ทั้งหลายได้สถิตอยู่กับท่านและมีเพื่อท่าน.
กจ.
7:56 ก ยอค.1:1; มธ.3:16; ยฮ.1:51; กจ.10:11; วว.4:1
กจ.
7:56 ข มธ.26:64; ดนอ.7:13
กจ.
7:58 ก 1พกษ.21:13; ลก.4:29; ฮร.13:12
กจ.
7:58 ข มธ.23:37; ฮร.11:37
กจ.
7:58 ค กจ.6:13; พบญ.17:7
กจ.
7:58 ง กจ.8:3; 9:1
กจ.
7:58 1ง ต่อมาเซาโลได้กลายเป็นอัครทูต (13:9) แต่ในเวลานั้น เขาได้ช่วยเหลือผู้ข่มเหงให้ทำร้ายซะเตฟาโน.
กจ.
7:59 1 ดู 2:21 คำอธิบาย 1.
กจ.
7:59 ก บพส.31:5; ลก.23:46
กจ.
7:60 ก ลก.22:41; กจ.9:40; 20:36,
กจ.
7:60 ข ดนอ.12:2; มธ.27:52; 1ธซ.4:14-15; 1กธ.15:51
กจ.
7:60 1ข ซะเตฟาโนได้อธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงท่านเหมือนดังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่ท่านรักและได้ดำเนินชีวิตพระองค์ได้ทรงกระทำ (ลก.23:34).
กจ.
7:60 ข ดนอ.12:2; มธ.27:52; 1ธซ. 4:14-15; 1กธ.15:51
กจ.
7:60 ค กจ.22:20; รม.1:32