การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

กิจการ บทที่ 2

III. การแพร่พันธุ์ 2:1 — 28:31
1. โดยการปฏิบัติของผู้ร่วมงานของเปโตรที่ดินแดนชาวยูดาย 2:1 — 12:24
(1) การรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของผู้เชื่อชาวยูดาย
2:1-13
ก. การเต็มล้นทางด้านแผนการบริหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ข้อ 1-4
กจ. 2:1 เมื่อถึง1กวันเพ็นเทคอส เหล่าสาวกมารวมอยู่ในที่เดียวกัน.
กจ. 2:2 ทันใดนั้นก็มีเสียงดังก้องลงมาจากฟ้าเหมือนเสียง1กพายุกล้าพัดมา 2ขเติมเต็มทั่วทั้งเรือนที่เขานั่งอยู่นั้น.
กจ. 2:3 และมี1ลิ้นที่เป็นเหมือน2เปลวไฟปรากฏแก่เขา แล้วกระจายออกไป3อยู่บนพวกเขาแต่ละคน
กจ. 2:4 พวกเขาก็1ล้วน2เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเริ่มกพูด3ขภาษาอื่นๆ ที่แตกต่างกันตามที่คพระวิญญาณนั้นทรงโปรดให้พวกเขา4พูดออกไป.
ข. ความประหลาดใจของประชาชน
ข้อ 5-13
กจ. 2:5 ในเวลานั้น มี1พวกยูดายผู้เกรงกลัวพระเจ้าจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม.
กจ. 2:6 เมื่อมีเสียงอย่างนั้นดังก้องขึ้น ฝูงชนจึงมาชุมนุมกัน และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างก็ได้ยินพวกสาวกกพูดภาษาท้องถิ่นของตนเอง.
กจ. 2:7 คนทั้งปวงต่างก็กประหลาดและอัศจรรย์ใจจึงกล่าวว่า "ดูเถิด คนเหล่านี้ที่กำลังพูดกันอยู่ล้วนเป็นขชาวฆาลิลายทุกคนไม่ใช่หรือ?
กจ. 2:8 แล้วเราทุกคนได้ยิน[เขาพูด]ภาษาท้องถิ่นที่เราใช้กันมาแต่กำเนิดได้อย่างไร?
กจ. 2:9 ไม่ว่าจะเป็นชาวปาเธีย, กชาวมีเดีย, ขชาวเอลาม, และพวกที่อาศัยอยู่ในคแถบเมโสโปเตเมีย, มณฑลยูดาย, งมณฑลกัปปะโดเกีย, จมณฑลปนโต, ฉมณฑลอาเซีย,
กจ. 2:10 กมณฑลฟรูเกีย, ขมณฑลปัมฟูเลีย, คประเทศอียิปต์, และงบางส่วนของประเทศลิเบียบริเวณที่อยู่รอบจเมืองกุเรเน, และคนต่างแดนที่มาจากกรุงโรม ทั้งที่เป็นพวกยูดายและ1พวกที่เปลี่ยนมานับถือศาสนา[ยูดาย],
กจ. 2:11 ทั้งกชาวครีตและขชาวอะราเบีย เราทั้งหลายต่างก็ได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าใน1ภาษาของเราเอง."
กจ. 2:12 พวกเขาก็ล้วนกประหลาดใจและเกิดความสงสัยจึงพูดต่อกันว่า "นี่หมายความว่าอะไร?"
กจ. 2:13 แต่บางคนกเยาะเย้ยว่า "คนเหล่านั้นดื่มเหล้าองุ่น1ใหม่มากเกินไป."
(2) ข่าวสารตอนที่หนึ่งของเปโตรที่มีต่อชาวยูดาย
2:14-41
ก. อธิบายถึงการเต็มล้นทางด้านแผนการบริหาร
ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ข้อ 14-21
กจ. 2:14 ฝ่ายเปโตรได้ยืนขึ้นด้วยกันกับ[อัครทูต]1สิบเอ็ดคน และได้กล่าวแก่คนทั้งปวงด้วยเสียงอันดังว่า "2ท่านทั้งหลายผู้เป็นชาวยูดายและทุกท่านที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มจงทราบเรื่องนี้และเงี่ยหูฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด.
กจ. 2:15 คนเหล่านี้มิได้กเมาเหล้าองุ่นเหมือนที่ท่านคิด เพราะนี่เป็นเวลา1เก้าโมงเช้า
กจ. 2:16 แต่นี่คือสิ่งที่โยเอลซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า
กจ. 2:17 'กพระเจ้าตรัสว่า '1ขในเวลาสุดท้ายนั้น เราจะ2คเทพระวิญญาณของเรา3ลงบน4[มนุษย์ฝ่าย]เนื้อหนังทั้งปวง และบุตรชายบุตรหญิงของเจ้าจะ5งเผยพระวจนะ คนหนุ่มของเจ้าจะเห็นจนิมิต และคนชราจะฝันเห็น.
กจ. 2:18 ในวันเหล่านั้นเราจะเทกพระวิญญาณของเราลงบนทาสชายทาสหญิงของเรา และคนเหล่านั้นจะเผยพระวจนะ.
กจ. 2:19 เราจะ1สำแดงการอัศจรรย์ในท้องฟ้าเบื้องบนและเครื่องหมายที่แผ่นดินเบื้องล่างเป็นเลือด, ไฟ, และไอควัน.
กจ. 2:20 กดวงอาทิตย์จะกลับมืดไปและดวงจันทร์จะกลายเป็นเลือด ก่อนที่ 1ขวันคยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาถึง.
กจ. 2:21 ในเวลานั้นทุกคนที่1ร้องออก2พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็3กรอด.'
ข. เป็นพยานถึงพระเยซูในด้านการงาน,
การตาย, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์
ข้อ 22-36
กจ. 2:22 1ท่านทั้งหลายผู้เป็นชาวอิสราเอลเอ๋ย จงฟังถ้อยคำเหล่านี้: พระเยซูกชาวนาซาเร็ธ ซึ่งเป็น2มนุษย์ที่พระเจ้าได้ทรง3พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านทั้งหลาย โดยการอิทธิฤทธิ์, การอัศจรรย์, และขเครื่องหมายต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำในท่ามกลางท่านทั้งหลายโดยพระองค์ ดังที่ตัวท่านเองได้ทราบอยู่แล้ว.
กจ. 2:23 พระเยซูผู้นี้ทรงถูกกมอบไว้ตามที่พระเจ้าได้ทรง1ขกำหนดพระดำริและ2ล่วงรู้ไว้ก่อน ท่านทั้งหลายได้จับพระองค์ไปคประหารเสีย ด้วยงการตรึงไว้ที่3กางเขนโดยมือของ4คนที่ล่วงกฎบัญญัติ.
กจ. 2:24 แต่1พระเจ้าทรงให้พระองค์กเป็นขึ้น หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานแห่งขความตาย เพราะความตาย2ไม่อาจกักขังพระองค์ไว้ได้.
กจ. 2:25 เพราะดาวิดทรงกล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า '1กข้าพเจ้าได้เห็น2องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะ3พระองค์ทรงอยู่ข้างขวาของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว.
กจ. 2:26 เพราะฉะนั้นใจข้าพเจ้าจึงยินดี 1ลิ้นข้าพเจ้าจึงลิงโลด และกายเนื้อหนังข้าพเจ้าจะ2พักสงบอยู่ในความหวัง.
กจ. 2:27 เพราะพระองค์จะไม่ละทิ้งจิตของข้าพเจ้าไว้ใน1กแดนมรณา และจะไม่ทรงให้2ของค์บริสุทธิ์ของพระองค์พบกับ3ความเปื่อยเน่า.
กจ. 2:28 พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าทราบ1ทางแห่งชีวิต พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าเต็มด้วยความยินดีด้วย2พระพักตร์ของพระองค์."
กจ. 2:29 1ท่านทั้งหลายที่เป็นพี่น้องเอ๋ย ข้าพเจ้าสามารถบอกท่านได้อย่างชัดเจนว่ากดาวิดบรรพบุรุษของเราสิ้นชีพและถูกฝังไปแล้ว และขอุโมงค์ฝังศพของท่านก็ยังอยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้.
กจ. 2:30 แต่เมื่อดาวิดเป็นผู้เผยพระวจนะและรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงกสาบานกับท่านไว้ด้วยคำปฏิญาณว่าจะทรงตั้ง[ผู้หนึ่งใน]1ขเชื้อสายของท่านให้นั่งอยู่บน2พระที่นั่งของท่าน
กจ. 2:31 เมื่อท่านเห็นแจ้งถึง[สิ่งนี้]ล่วงหน้า จึงได้กล่าวถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ว่าพระองค์จะไม่ถูกละทิ้งไว้ในแดนมรณา และเนื้อหนังของพระองค์ก็จะไม่พบกับกความเปื่อยเน่า.
กจ. 2:32 พระเยซูนี้1พระเจ้าได้ทรงให้กเป็นขึ้นแล้ว และเราทั้งหลายก็เป็นขพยานบุคคลใน2เรื่องนี้.
กจ. 2:33 ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงถูกกยกชูขึ้นสู่ขเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและทรงได้รับ1คพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระสัญญามาจากพระบิดาแล้ว พระองค์จึงทรงงเทสิ่งที่พวกท่านได้ยินและได้เห็นอยู่นี้ลงมา.
กจ. 2:34 เหตุว่าดาวิด1ไม่ได้กขึ้นไปสู่สวรรค์ทั้งหลาย แต่ท่านเองได้กล่าวว่า '2ของค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า 'จงนั่ง3เบื้องขวาของเรา
กจ. 2:35 จนกว่าเราจะ1 กระทำให้ศัตรูของเจ้ากลายเป็นที่รองเท้าของเจ้า.' '
กจ. 2:36 เหตุฉะนั้นให้ทั้งวงศ์วานของอิสราเอลทราบเเน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูซึ่ง1พวกท่านได้กตรึงไว้ที่กางเขนผู้นี้ให้เป็นทั้ง2ของค์พระผู้เป็นเจ้าและคพระคริสต์."
ค. วิงวอนผู้ที่พระวิญญาณได้ดลใจ
ให้กลับใจ, รับบัพติศมา, และรับความรอด
ข้อ 37-41
กจ. 2:37 เมื่อคนทั้งหลายได้ยิน[เช่นนี้]ก็รู้สึกกทิ่มแทงใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครทูตอื่นๆ ว่า "1ท่านทั้งหลายที่เป็นพี่น้องเอ๋ย ขเราจะทำอย่างไรดี?"
กจ. 2:38 เปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า "จง1กกลับใจเสียใหม่และแต่ละคนจง2ขรับบัพติศมา3โดย4พระนามแห่งพระเยซูคริสต์ เพื่อ5ความบาปของท่านจะได้รับ6คการอภัย แล้วท่านจะ7งได้รับ8พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงประทานให้นั้น.
กจ. 2:39 ด้วยว่า1พระสัญญานั้นมีแก่2ท่านและลูกหลานของท่าน อีกทั้งแก่3คนทั้งปวงที่กอยู่ไกล คือ4ทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระเจ้าของเราทรงขเรียกมา."
กจ. 2:40 เปโตรจึงกล่าว1กเป็นพยานอย่างหนักแน่นและเตือนสติเขาด้วยถ้อยคำอื่นๆมากมายว่า "2จงรับความรอดเพื่อหลุดพ้นจาก3ยุคสมัยที่ขคดโกงนี้เถิด."
กจ. 2:41 คนทั้งปวงที่รับคำของเปโตรจึง1รับบัพติศมา และในวันนั้นมีคนกเพิ่มเข้ามาประมาณขสามพันคน.
(3) การเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตคริสตจักร
2:42-47
กจ. 2:42 เขาทั้งหลายได้ตั้งมั่นคงอย่างต่อเนื่องอยู่ใน1คำสอนและการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูต ตลอดจนในกการหักขนมปังและขการอธิษฐาน.
กจ. 2:43 คนทั้งหลายล้วนมีกความยำเกรง และพวกอัครทูตได้ทำ1การอัศจรรย์และขเครื่องหมายหลายประการ.
กจ. 2:44 ผู้เชื่อทุกคนก็มาอยู่รวมกัน ได้1กนำทรัพย์สินมารวมกันไว้เป็นของกลางเพื่อใช้ร่วมกัน
กจ. 2:45 พวกเขา1กขายที่ดินและทรัพย์สินของตน แล้วขแบ่งให้แก่คนทั้งปวงตามความต้องการของแต่ละคน.
กจ. 2:46 พวกเขาตั้งมั่นคงอย่างต่อเนื่องด้วยกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ใน1ขพระวิหารและ2คหักขนมปัง3งตามบ้านตามเรือน และร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและ4ใจบริสุทธิ์ทุกวัน
กจ. 2:47 ร่วมกันกสรรเสริญพระเจ้าและ1เป็นพระคุณต่อคนทั้งปวง. ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงให้คนทั้งหลายที่ได้รับขความรอดมาเพิ่มคเข้า2ด้วยกัน[กับพวกเขา]งทุกวันๆ.

คำอธิบาย กิจการ บทที่ 2

กจ. 2:1 ก กจ.20:16; 1กธ.16:8
กจ. 2:1 1ก หมายถึงลำดับที่ห้าสิบ. นี่เป็นวันที่ห้าสิบหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้น โดยนับจากวันที่สอง (วันต้นสัปดาห์ — ลก.23:54—24:1) หลังจากวันเทศกาลปัศคาซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าถูกตรึงกางเขน (ยฮ.19:14) ซึ่งในระหว่างนี้มีอยู่เจ็ดสัปดาห์. นี่คือการสำเร็จเป็นจริงของเทศกาลครบกำหนดเจ็ดสัปดาห์ (พบญ.16:10) ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลเก็บเกี่ยว (อซด.23:16) ซึ่งนับจากวันที่ได้ถวายฟ่อนข้าวที่สุกงอมรุ่นแรกหนึ่งมัดไปจนถึงวันถัดจากวันซะบาโตที่เจ็ด (ลวต.23:10-11, 15-16). การถวายผลสุกงอมรุ่นแรกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าเป็นแบบเล็งถึงการถวายพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นแด่พระเจ้าในวันที่ทรงเป็นขึ้น (ยฮ.20:17) ซึ่งก็คือวันถัดจากวันซะบาโตนั่นเอง (ยฮ.20:1). นับจากวันนั้นจนถึงวันเพ็นเทคอสก็จะเป็นเวลาห้าสิบวันพอดี (เทียบ 1:3). เทศกาลเก็บเกี่ยวนั้นเป็นแบบเล็งถึงการรับสุขผลผลิตที่สมบูรณ์ ซึ่งพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นได้ทรงนำมา. ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์นี้ก็คือพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนซึ่งเป็นพระพรแห่งกิตติคุณที่พระองคทรงประทานให้แก่ผู้ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรร (ฆต.3:14) เพื่อให้พวกเขาได้รับสุขพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง (การแปรสภาพของพระเจ้าตรีเอกภาพ) เป็นแผ่นดินงามของพวกเขา. สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่า โดยการที่ผู้เชื่อได้ต้อนรับพระวิญญาณที่ครบสมบูรณ์ในวันเพ็นเทคอสนั้น พวกเขาไม่เพียงได้เข้าสู่แผ่นดินงามเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในความอุดมสมบูรณ์ที่ครบสมบูรณ์ของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง (อฟ.3:8) ที่อยู่ในการเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์เพื่อเป็นส่วนอันครบบริบูรณ์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์อีกด้วย.
กจ. 2:2 ก เทียบ ยอค.1:4
กจ. 2:2 1ก ในการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นพระวิญญาณแห่งชีวิตที่เป็นขึ้นก็เปรียบได้กับลมปราณซึ่งถูกระบายเข้าสู่ภายในเหล่าสาวก (ยฮ.20:22) เพื่อสิ่งที่เขาเป็นและการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาในด้านธาตุแท้. ในการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น พระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชของการเสด็จสู่สวรรค์ที่ได้เทลงบนตัวของเหล่าสาวกซึ่งมีลมพายุเป็นสัญลักษณ์ใน ที่นี้มีไว้สำหรับการปฏิบัติกับการเคลื่อนไหวของเหล่าสาวกในด้านแผนการบริหาร. พระวิญญาณแห่งธาตุแท้ของชีวิตที่เป็นขึ้นนั้นทำให้ผู้เชื่อสามารถดำเนินชีวิตพระคริสต์ได้ ส่วนพระวิญญาณแห่งแผนการบริหารของฤทธิ์เดชแห่งการเสด็จสู่ สวรรค์นั้น ทำให้ผู้เชื่อสามารถสำเร็จภารกิจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายไว้.
กจ. 2:2 ข เทียบ อซด.40:34; 1พกษ.8:10; ฮาฆ.2:7
กจ. 2:2 2ข ภาษากรีกคือ pleroo (พลีรู) หมายถึงการเติมเต็มอยู่ภายในเหมือนลมที่เติมเต็มในเรือน.
กจ. 2:3 1 เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการพูด โดยเล็งว่าพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชด้านแผนการบริหารของพระเจ้านั้นมีเพื่อการพูดเป็นสำคัญ. พระวิญญาณนี้ก็คือพระวิญญาณแห่งการตรัส.
กจ. 2:3 2 เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงฤทธิ์เดชแห่งการเผาผลาญเพื่อการหลอมให้บริสุทธิ์และการผลักดันที่อยู่ในการเคลื่อนไหวแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า.
กจ. 2:3 3 คำกริยานี้เป็นเอกพจน์ ดังนั้นจึงชี้บ่งว่าลิ้นที่ไปอยู่บนเขาแต่ละคนนั้นมีเพียงลิ้นเดียว.
กจ. 2:4 1 คำว่า "ล้วน" ได้ขยายคำว่า "เต็มล้น" เท่านั้น ไม่ได้ขยายคำว่า "ตั้งต้นพูด" ดังนั้นจึงไม่อาจที่จะใช้ชี้บ่งว่าพวกสาวกทุกคนที่ถูกเติมเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ล้วนได้ตั้งต้นพูดภาษาต่างๆ.
กจ. 2:4 2 ภาษากรีก คือ pletho (พลีโท). ใน 4:8, 31; 9:17; 13:9; ลก.1:15, 41, 67 ก็ใช้คำนี้ด้วย. คำนี้หมายถึงการเต็มล้นทางภายนอก. ตามวิธีการใช้ในหนังสือเล่มนี้ คำว่า pleroo หมายถึงการเติมเต็มภาชนะทางภายใน ดังเช่นลมพายุในข้อ 2 ที่เติมเต็มในเรือน ส่วนคำว่า pletho หมายถึงการเต็มล้นมนุษย์ทางภายนอก ดังเช่นพระวิญญาณนั้นในข้อนี้ที่เต็มล้นอยู่บนตัวเหล่าสาวกทางภาย นอก. เหล่าสาวกถูกเติมเต็ม (pleroo) ไปด้วยพระวิญญาณนั้น (13:52) ในด้านธาตุแท้ทางภายในเพื่อการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเขา และยังเต็มล้น (pletho) ด้วยพระวิญญาณนั้นในด้านแผนการบริหารทางภายนอก เพื่อการปฏิบัติแห่งคริสเตียนของเขา. พระวิญญาณที่เติมเต็มอยู่ภายในซึ่งเป็นพระวิญญาณแห่งธาตุแท้นั้น ได้อยู่ทางภายในของเหล่าสาวก (ยฮ.14:17; รม.8:11) ส่วน พระวิญญาณที่เต็มล้นอยู่ทางภายนอกซึ่งเป็นพระวิญญาณแห่งแผนการบริหารนั้นได้อยู่บนตัวของเหล่าสาวก (1:8; 2:17). ผู้เชื่อทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์ควรจะต้องประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งสองด้านนี้. แม้แต่พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์ก็ได้ประสบการณ์เรื่องเดียวกันนี้มาแล้ว กล่าวคือพระองค์ทรงบังเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในด้านธาตุแท้ (ลก.1:35; มธ.1:18, 20) เพื่อสิ่งทรงเป็นและการดำเนินชีวิตของพระองค์ และพระองค์ถูกชโลมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในด้านแผนการบริหาร (มธ.3:16; ลก.4:18) เพื่อการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวของพระองค์. พระวิญญาณแห่งธาตุแท้ได้อยู่ภายในพระองค์ ส่วนพระวิญญาณแห่งแผนการบริหารได้อยู่บนตัวของพระองค์.
การเต็มล้นทางภายนอกของพระวิญญาณที่เทลงมานั้นเป็นการให้พระกายของพระองค์ได้รับบัพติศมาเข้าสู่พระวิญญาณนั้นโดยศีรษะที่เสด็จสู่สวรรค์. ในวันเพ็นเทคอส ผู้เชื่อชาวยูดายซึ่งเป็นส่วนที่หนึ่งแห่งพระกายของพระองค์ก็ได้รับบัพติศมานี้แล้ว ส่วนในบ้านของโกระเนเลียวนั้นผู้เชื่อชาวต่างชาติซึ่งเป็นส่วนที่สองแห่งพระกายของพระองค์ก็ได้รับบัพติศมานี้ด้วยเช่นเดียวกัน (10:44-47). ด้วยสองขั้นตอนนี้ พระองค์ก็ได้ให้พระกายทั้งหมดของพระองค์รับบัพติศมาเข้าสู่ในพระวิญญาณนั้นในครั้งเดียวแต่ได้สำเร็จนิรันดร์(1กธ.12:13). พระวิญญาณนั้นก็คือการปรับใช้และ การแปรสภาพเป็นจริงของพระองค์เอง. การที่พระองค์ทรงให้พระกายของพระองค์รับบัพติศมาเข้าสู่ในพระวิญญาณนั้นก็คือการให้พระกายของพระองค์ได้รับบัพติศมาเข้าสู่ตัวของพระองค์เอง. ด้วยเหตุนี้พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะของพระกายนั้นก็ได้สำเร็จคำสัญญาของพระองค์ใน 1:5 เกี่ยวกับการให้บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว.
กจ. 2:4 ก กจ.2:11; 10:46; 19:6; มก.16:17
กจ. 2:4 ข 1กธ.12:10, 28, 30; 14:4-6, 19
กจ. 2:4 3ข เล็งถึงภาษาท้องถิ่นในข้อ 6, 8. พวกสาวกเป็นชาวฆาลิลาย (ข้อ 7) แต่กลับพูดภาษาท้องถิ่นของประเทศต่างๆ อันเป็นภาษาที่ผู้ร่วมเทศกาลซึ่งมาจากส่วนต่างๆ ของโลกใช้กัน. นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักว่า การพูดภาษาต่างๆ นั้นจะต้องเป็นภาษาที่ฟังแล้วเข้าใจได้ ไม่ใช่แค่เพียงเสียงที่เกิดจากลิ้นเท่านั้น.
กจ. 2:4 ค 1กธ.12:11
กจ. 2:4 4 นี่เป็น "ศัพท์ที่พิเศษซึ่งตั้งใจเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อแสดงถึงการพูดที่ชัดเจนกระจ่างแจ้งด้วยเสียงดัง" (Vincent: วินเซนต์).
กจ. 2:5 1 ชาวยูดายผู้เกรงกลัวพระเจ้าเหล่านี้มาจากสถานที่ต่างๆ ซึ่งพวกเขากระจัดกระจายกันไปเพื่อมาร่วมเทศกาลเพ็นเทคอสในกรุงเยรูซาเล็ม.
กจ. 2:6 ก กจ.2:4
กจ. 2:7 ก กจ.2:12
กจ. 2:7 ข กจ.1:11
กจ. 2:9 ก 2พกษ.17:6
กจ. 2:9 ข ยนซ.14:1, 9; ดนอ.8:2
กจ. 2:9 ค ยนซ.24:10; วนฉ.3:8; กจ.7:2
กจ. 2:9 ง 1ปต.1:1
กจ. 2:9 จ กจ.18:2
กจ. 2:9 ฉ กจ.19:10; 1กธ.16:19
กจ. 2:10 ก กจ.16:6; 18:23
กจ. 2:10 ข กจ.13:13
กจ. 2:10 ค ยนซ.37:28; อซด.12:51
กจ. 2:10 ง ดนอ.11:43
กจ. 2:10 จ มธ.27:32; กจ.11:20
กจ. 2:10 1 หมายถึงชาวต่างชาติที่เปลี่ยนมาเชื่อศาสนายูดาย (6:5; 13:43).
กจ. 2:11 ก กจ.27:7, 12-13; ตต.1:5, 12
กจ. 2:11 ข ฆต.1:17
กจ. 2:11 1 ภาษากรีกคือ Glossa (กลอสซา) ซึ่งในบทนี้ใช้เล็งถึงของสองอย่างคือ ลิ้น ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ในการพูดในข้อ 3 และ ภาษา ในข้อนี้และในข้อ 4 ซึ่งเล็งถึง ภาษาท้องถิ่น ในข้อ 6, 8. โดยหลักฐานนี้จึงทำให้เราไม่อาจกล่าวได้ว่าการพูดภาษาต่างๆ (tongue-speaking) เป็นเพียงการใช้ลิ้นซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้พูดเพื่อเปล่งเสียงออกมาเท่านั้น. การพูดภาษาต่างๆ จะต้องเป็นการพูด "ภาษาท้องถิ่น" (dialects) ชนิดหนึ่งอย่างแน่นอนเพราะว่าภาษา (tongues — ข้อ 4, 11) ที่เหล่าสาวกพูดนั้นเป็น "ภาษาท้องถิ่น" (dialects — ข้อ 6, 8) ที่แตกต่างกัน. เช่นนี้แล้วคำว่า "ภาษา" (tongues) และคำว่า "ภาษาท้องถิ่น" (dialects) ย่อมเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน คือล้วนบ่งบอกถึงภาษาท้องถิ่นและสลับกันใช้ได้ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้.
กจ. 2:12 ก กจ.2:7
กจ. 2:13 ก กจ.17:32
กจ. 2:13 1 แปลตามตรงคือ หวาน. ในเมื่อเป็นเหล้าองุ่นหวาน จึงยังเป็นเหล้าองุ่นใหม่อย่างแน่นอน.
กจ. 2:14 1 นี่แสดงว่ามัดเธียที่ถูกเลือกใน 1:26 ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในพวกอัครทูตสิบสองคน.
กจ. 2:14 2 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่าการเรียกว่า "ชาวยูดาย" เท่านั้น.
กจ. 2:15 ก 1ธซ.5:7
กจ. 2:15 1 ก็คือ ชั่วโมงที่สาม.
กจ. 2:17 ก ข้อ 17-21: ยอล.2:28-32
กจ. 2:17 ข ยซย.2:2
กจ. 2:17 1ข เริ่มตั้งแต่การเสด็จมาครั้งที่หนึ่งของพระคริสต์ (1ปต.1:20).
กจ. 2:17 ค กจ.2:33; 10:45; ยซย.32:15; 44:3; รม.5:5; ตต.3:6
กจ. 2:17 2ค แปลตามตรง พระวิญญาณ. สิ่งนี้ไม่เหมือนกับการระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระโอษฐ์ของพระคริสต์เข้าสู่ภายในเหล่าสาวก หลังจากที่พระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นแล้ว (ยฮ.20:22). ในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์นั้น พระวิญญาณของพระเจ้าได้ถูกเทลงมาจากสวรรค์ทั้งหลาย. กรณีแรกเป็นพระวิญญาณนั้นในด้านธาตุแท้ซึ่งได้ระบายเข้าสู่ภายในสาวกเป็นชีวิตเพื่อการดำเนินชีวิตของเขา ส่วนกรณีหลัง เป็นพระวิญญาณนั้นในด้านแผนการบริหาร ซึ่งได้เทลงบนเขาเป็นฤทธิ์เดชเพื่อการงานของพวกเขา. พระวิญญาณองค์เดียวกันนี้ได้อยู่ภายในของพวกเขาในด้านธาตุแท้ และอยู่บนตัวของพวกเขาในด้านแผนการบริหาร.
การเทลงมาของพระวิญญาณนั้นในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ก็คือการเสด็จลงมาของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ที่ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง เพื่อทำให้การปฏิบัติฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ได้สำเร็จบนแผ่นดินโลก สำหรับก่อสร้างคริสตจักรของพระองค์ (มธ.16:18) ให้เป็นพระกายของพระองค์ (อฟ.1:23) เพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
กจ. 2:17 3 ลงบนตัว นั้นอยู่ในด้านแผนการบริหาร ไม่เหมือนกับ อยู่ภายใน ที่กล่าวใน ยฮ.14:17 ซึ่งอยู่ในด้านธาตุแท้. คำว่า "อยู่ภายใน" มีความเกี่ยวข้องกับธาตุแท้ที่อยู่ภายในซึ่งมีเพื่อชีวิต ส่วนคำว่า "อยู่บนตัว" มีความเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่อยู่ภายนอกซึ่งมีเพื่อฤทธิ์เดช.
กจ. 2:17 4 เล็งถึงมนุษย์ผู้ตกต่ำทั้งหมด ไม่แบ่งแยกเพศ อายุ หรือฐานะ.
กจ. 2:17 ง กจ.21:9
กจ. 2:17 5ง คำพยากรณ์ นิมิต และการฝัน เป็นการสำแดงออกทางภายนอก ไม่เกี่ยวกับชีวิตทางภายใน.
กจ. 2:17 จ กจ.10:3, 17; 16:10
กจ. 2:18 ก กจ.11:28; 21:4, 11
กจ. 2:19 1 แปลตามตรงคือ ประทาน. คำพยากรณ์ของโยเอลที่อ้างอิงไว้ในข้อ 19-20 ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอส แต่เกี่ยวกับภัยพิบัติในวันพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในอนาคต.
กจ. 2:20 ก มธ.24:29
กจ. 2:20 ข 1ธซ.5:2
กจ. 2:20 1ข ดู 2ปต.3:12 คำอธิบาย 2.
กจ. 2:20 ค ซฟย.1:14; วว.6:17; 16:14
กจ. 2:21 1 การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ภาคปฏิบัติใหม่ที่เริ่มขึ้นในพันธสัญญาใหม่ แต่ได้เริ่มต้นจากอะโนศ ซึ่งเป็นมนุษย์ในชั่วอายุที่สามใน ยนซ.4:26. ต่อจากนั้นมีโยบ (โยบ 12:4; 27:10), อับราฮาม (ยนซ.12:8; 13:4; 21:33), ยิศฮาค (ยนซ.26:25), โมเซและชาวอิสราเอล (พบญ.4:7), ซิมโซน (วนฉ.15:18; 16:28), ซามูเอล (1ซมอ.12:18; บพส.99:6), ดาวิด (2ซมอ.22:4, 7; 1คนก.16:8; 21:26; บพส.14:4; 17:6; 18:3, 6; 31:17; 55:16; 86:5, 7; 105:1; 116:4, 13, 17; 118:5; 145:18), นักขับเพลงสรรเสริญอาซาฟ (บพส.80:18), นักขับเพลงสรรเสริญเฮมาน (บพส.88:9), เอลียา (1พกษ.18:24), ยะซายา (ยซย.12:4), ยิระมะยา (พรท.3:55, 57), และคนอื่นๆ (บพส.99:6). ทุกคนล้วนได้ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้ากันในยุคพันธสัญญาเดิมทั้งสิ้น. ยะซายาได้กำชับผู้ที่แสวงหาพระเจ้าให้ร้องเรียกพระองค์ (ยซย.55:6). แม้แต่พวกต่างชาติก็ยังรู้ว่าพวกผู้เผยพระวจนะของพวกอิสราเอลมีความเคยชินในการร้องออกพระนามของพระเจ้า (ยนา.1:6; 2พกษ.5:11). พวกต่างชาติจากทิศเหนือที่พระเจ้าทรงฟื้นฟูก็ร้องออกพระนามของพระองค์ด้วย (ยซย.41:25). พระเจ้าทรงบัญชา (บพส.50:15; ยรม.29:12) และปรารถนา (บพส.91:15; ซฟย.3:9; ซคย.13:9) ให้พลไพร่ของพระองค์ร้องเรียกพระองค์. นี่คือหนทางที่ชื่นชมยินดีในการดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุแห่งความรอดของพระเจ้า (ยซย.12:3-4) และยังเป็นหนทางที่รับสุขในการให้พระเจ้าเป็นความยินดีของเราอีกด้วย (โยบ 27:10). การยึดเอาพระเจ้าเป็นความยินดีก็คือการรับสุขพระเจ้านั่นเอง. ดังนั้นพลไพร่ของพระเจ้าต้องร้องเรียกพระองค์ทุกวันเวลา (บพส.88:9). นี่คือภาคปฏิบัติที่ปิติยินดีซึ่งโยเอลได้พยากรณ์ไว้ (ยอล.2:32) เกี่ยวกับปีแห่งความยินดีในพันธสัญญาใหม่.
ในพันธสัญญาใหม่นั้น เปโตรได้เอ่ยถึงการร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นครั้งแรกในวันเพ็นเทคอสซึ่งทำให้คำพยากรณ์ของโยเอลได้สำเร็จเป็นจริง. การสำเร็จเป็นจริงนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งในด้านแผนการบริหารลงบนผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร เพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนในปีแห่งความยินดีในพันธสัญญาใหม่. คำพยากรณ์ของโยเอลเกี่ยวกับปีแห่งความยินดีของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่และการสำเร็จเป็นจริงของคำพยากรณ์นี้มีสองด้านคือ ในด้านของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมาในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น และในด้านของเรา เราร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เสด็จสู่สวรรค์ ผู้ทรงสำเร็จทุกสิ่ง, บรรลุถึงทุกสิ่ง, และได้รับมาซึ่งทุกสิ่ง. การร้องออกพระนามของพระองค์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการที่เราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์จะมีส่วนและรับสุขในพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสำเร็จ, บรรลุถึง, และได้รับมา (1กธ.1:2). นี่คือภาคปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ซึ่งทำให้เราสามารถรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอน เพื่อให้เราได้รับความรอดอย่างสมบูรณ์ (รม.10:10-13). ผู้เชื่อในสมัยแรกล้วนได้ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง (1กธ.1:2) และสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ โดยเฉพาะพวกที่ข่มเหงผู้เชื่อ การร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้กลายเป็นเครื่องหมายที่แพร่หลายของผู้เชื่อในพระคริสต์ (9:14, 21). ในขณะที่ซะเตฟาโนทนทุกข์ในการถูกข่มเหงอยู่นั้นก็ได้ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า (7:59) และภาคปฏิบัตินี้จะต้องทำให้เซาโลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ข่มเหงเขาได้เกิดภาพพจน์ที่ลึกซึ้งอย่างแน่นอน (7:58-60; 22:20). ต่อมาเซาโลที่ไม่เชื่อได้ข่มเหงบรรดาผู้ที่ร้องออกพระนาม (9:14, 21) โดยยึดเอาการที่พวกเขาร้องออกพระนามนี้มาเป็นเครื่องหมาย. แต่หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตัวของเซาโลแล้ว อะนาเนียผู้นำเซาโลเข้าสู่การสามัคคีธรรมแห่งพระกายของพระคริสต์ก็ได้กำชับเซาโลให้รับบัพติศมาและให้ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทันที เพื่อแสดงต่อผู้อื่นว่า ท่านก็ได้กลายเป็นคนที่ร้องออกพระนามเช่นนี้แล้วเช่นกัน.จากคำพูดที่ท่านพูดกับติโมเธียวใน 2ตธ.2:22 ได้แสดงว่า ผู้ที่แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดในสมัยแรกเริ่ม ล้วนเป็นคนที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น. ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวท่านเองก็มีภาคปฏิบัติเช่นนี้ด้วย เนื่องจากท่านได้กำชับติโมเธียวซึ่งเป็นผู้ร่วมงานอนุชนของท่านให้กระทำเช่นนี้เพื่อเขาจะได้รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนท่าน.
ในภาษากรีกนั้น คำว่า "ร้องออก" ประกอบขึ้นจากคำว่า "บน" บวกคำว่า "ร้องเรียก (ตามชื่อ)" ดังนั้นจึงเป็นการร้องออกมาให้ได้ยิน, กระทั่งร้องด้วยเสียงดัง เช่นที่ซะเตฟาโนได้ร้องนั้น (7:59-60).
กจ. 2:21 2 ชื่อย่อมชี้ถึงตัวตน. เยซูเป็นพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนพระวิญญาณนั้นเป็นตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้า. เมื่อเราร้องว่า "โอ องค์พระเยซูเจ้า" เราจึงได้ต้อนรับพระวิญญาณนั้น.
กจ. 2:21 ก กจ.2:47; 4:12; 15:11; 16:31
กจ. 2:21 3ก นี่คือบทสรุปแห่งคำพยากรณ์ของโยเอลที่ได้ยกมาอ้างอิงโดยเริ่มจากข้อ 17. ในที่นี้ชี้บ่งว่าผลจากการที่พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ลงบนมนุษย์ที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนังทั้งหมด ก็คือให้เขาทั้งหลายได้รับความรอดโดยการร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า. การที่พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมานั้น ก็คือการปรับใช้ความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าบนตัวของผู้ที่พระองค์ ทรงเลือกสรรนั่นเอง. การได้รับความรอดก็คือ การต้อนรับพระวิญญาณนี้ ซึ่งเป็นพระพรแห่งกิตติคุณในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั่นเอง (ฆต.3:2, 5, 14). พระวิญญาณนี้ก็คือตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองผู้ได้กลายเป็น ลมปราณ (ยฮ.20:22) และเป็นน้ำแห่งชีวิตของเรา (ยฮ.4:10, 14). ถ้าเราต้องการสูดรับพระองค์เป็นลมปราณของเราและดื่มพระองค์เป็นน้ำแห่งชีวิตของเรา เราก็ต้องร้องเรียกพระองค์. ใน พรท.3:55-56 ชี้บ่งว่า การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการสูดลมปราณ. ส่วนใน ยซย.12:3-4 ก็ชี้บ่งว่า การร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการดื่มน้ำนั่นเอง. หลังจากที่เราได้เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วเราก็ต้องร้องเรียกพระองค์ ซึ่งไม่เพียงทำให้เราสามารถได้รับความรอดเท่านั้น แต่ยังสามารถได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์อีกด้วย (รม.10:12-13). เมื่อเราปรับใช้วิญญาณของเราร้องเรียกพระองค์, สูดรับพระองค์, และดื่มพระองค์ เราก็จะสามารถรับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ได้. นี่จึงจะเป็นการนมัสการต่อพระเจ้าที่แท้จริง. องค์พระผู้เป็นเจ้ายังทรงเชื่อมการมนัสการนี้ (ยฮ.4:24) เข้าด้วยกันกับการดื่มน้ำแห่งชีวิตที่พระองค์ทรงประทานให้ (ยฮ.4:14).
กจ. 2:22 1 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่าการเรียกว่า "ชาวอิสราเอล" เท่านั้น.
กจ. 2:22 ก มธ.2:23; ยฮ.1:45; กจ.3:6; 4:10; 10:38
กจ. 2:22 2 ข่าวสารตอนที่หนึ่งของกิตติคุณที่อัครทูตประกาศนั้น ได้ยึดเอามนุษย์คนหนึ่งมาเป็นศูนย์กลาง. ในหนังสือกิตติคุณลูกานั้น ท่านได้นำเสนอมนุษย์ผู้นี้ต่อผู้อ่าน ตั้งแต่การปฏิสนธิของพระองค์, การบังเกิด, ช่วงเยาว์วัย, การดำเนินชีวิตบนโลก, การตาย, และการเป็นขึ้น, ตลอดจนการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์. ในหนังสือกิจการนี้ ลูกายังได้บอกกับเราต่อไปว่า มนุษย์ผู้นี้ถูกพวกอัครทูต ประกาศออกไปในฐานะที่เป็นพระผู้ช่วยซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้.
กจ. 2:22 3 แปลตามตรงคือ ชี้ออก, แสดง, แสดงออกนั่นคือ พิสูจน์ด้วยการแสดงเพื่อจะเป็นที่ยอมรับ.
กจ. 2:22 ข ยฮ.3:2; 6:14; กจ.2:43; 4:30; 5:12; 6:8; รม.15:19
กจ. 2:23 ก มธ.20:19; กจ.3:13
กจ. 2:23 ข ลก.22:22; กจ.4:28
กจ. 2:23 1ข พระดำรินี้จะต้องเป็นสิ่งที่ได้กำหนดไว้ในการประชุมซึ่งจัดขึ้นโดยตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ก่อนทรงสร้างโลกอย่างแน่นอน (1ปต.1:20; วว.13:8) ซึ่งเป็นการชี้บ่งว่า การตรึงกางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่เป็นการเจตนากระทำให้พระดำริที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าตรีเอกภาพทรงกำหนดไว้ได้สำเร็จเป็นจริง.
กจ. 2:23 2 ดู 1ปต.1:20 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:23 ค มธ.21:39; กจ.3:15; 7:52
กจ. 2:23 ง ลก.24:20
กจ. 2:23 3 ดู มธ.27:26 คำอธิบาย 2 และ ยฮ.18:32 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:23 4 ซึ่งรวมไปถึง ยูดาอิศการิโอด (ลก.22:3-6), พวกหัวหน้าปุโรหิต, พวกนายทหารรักษาวิหาร, และพวกผู้อาวุโส (ลก.22:52-53), มหาปุโรหิต, สภาแซนเฮดรินของชาวยูดาย (ลก.22:54, 66-71), ปีลาต, เฮโรด, และทหารโรมัน (ลก.23:1-25) ซึ่งก็คือพวกนักศาสนาชาวยูดายกับพวกผู้รับใช้ของเขาและนักการเมืองต่างชาติกับพวกที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาเป็นสำคัญ. นี่แสดงว่าพระเยซูถูกฆ่าโดยมนุษยชาติทั้งหมด.
กจ. 2:24 1 ในข้อนี้และข้อ 32 เปโตรได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้น. ใน 10:40-41 ท่านก็ได้พูดถึงเรื่องเดียวกันนี้ แต่ได้เพิ่มคำว่า "พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตาย." ถ้าพิจารณาในด้านที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นมนุษย์แล้ว พันธสัญญาใหม่ได้บอกแก่เราว่า พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย (รม.8:11) แต่ถ้าพิจารณาในด้านที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้านั้น พันธสัญญาใหม่ก็บอกแก่เราว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายด้วยพระองค์เอง (1ธซ.4:14). สิ่งนี้ได้พิสูจน์ถึงฐานะสองชั้นของพระองค์ คือเป็นทั้งมนุษย์และผู้ศักดิ์สิทธิ์.
กจ. 2:24 ก กจ.2:32; 3:15; 4:10; 5:30; 10:40; 13:30, 33-34, 37 17:31; 26:8; 1:22; รม.10:9; 1กธ.6:14; 2กธ.4:14; 1ธซ.1:10
กจ. 2:24 ข 1กธ.15:54; 2ตธ.1:10
กจ. 2:24 2 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นทั้งพระเจ้าและการเป็นขึ้น (ยฮ.1:1; 11:25) ทรงมีชีวิตซึ่งไม่อาจถูกทำลายได้ (ฮร.7:16). เมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เป็นอยู่นิรันดร์เช่นนี้ ความตายย่อมไม่สามารถกักขังพระองค์ไว้ได้. พระองค์ได้มอบพระองค์เองไว้แก่ความตาย แต่ความตายก็ไม่มีทางจะหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ได้ แต่ความตายกลับถูกพระองค์ทำให้พ่ายแพ้ และพระองค์ก็ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย.
กจ. 2:25 ก ข้อ 25-28: บพส.16:8-11
กจ. 2:25 1ก นี่คือคำประกาศของพระคริสต์ในการเป็นขึ้นของพระองค์.
กจ. 2:25 2 หมายถึงพระเจ้า.
กจ. 2:25 3 ขณะที่พระคริสต์ทรงถูกพยุงไว้โดยพระเจ้านั้น (เช่นใน ยซย.41:13; 42:6) พระเจ้าทรงอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ แต่ในขณะที่พระคริสต์ทรงถูกพระเจ้ายกชูนั้น พระองค์ทรงนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (ข้อ 33; บพส.110:1; อฟ.1:20-21).
กจ. 2:26 1 ข้อนี้ได้ยกอ้างมาจาก บพส.16:9 ในพันธสัญญาเดิมฉบับแปลภาษากรีก (Septuagint). แต่เดิมทีในภาษาเฮ็บรายนั้น คำว่า "ลิ้น" คือ "สง่าราศี" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า "จิต" ตาม ยนซ.49:6 และ บพส.7:5. ในขณะที่พระคริสต์อยู่ในแดนมรณานั้น (ข้อ 27) เนื่องจากพระองค์ทรงเชื่อพึ่งในพระเจ้า ใจของพระองค์จึงยินดีและจิตของพระองค์ก็ลิงโลด.
กจ. 2:26 2 หรือ อาศัย, พำนัก, ตั้งกระโจม หลังจากที่พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์บนกางเขนแล้ว จิตของพระองค์ได้ลิงโลดอยู่ในแดน มรณา ร่างกาย (เนื้อหนัง) ของพระองค์ซึ่งอยู่ในอุโมงค์ได้พักสงบอยู่ในความหวัง เนื่องจากพระองค์เชื่อพึ่งในพระเจ้า.
กจ. 2:27 ก กจ.2:31; รม.10:7 และคำ อธิบาย 1; วว.1:18; 20:14
กจ. 2:27 1ก ดู มธ.11:23 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:27 ข กจ.3:14; 13:35; ลก.1:35
กจ. 2:27 2ข ดู ลก.1:75 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:27 3 การเปื่อยเน่าของร่างกายในอุโมงค์ฝังศพ (ข้อ 31).
กจ. 2:28 1 คือทางที่จะออกจากความตายเข้าสู่การเป็นขึ้น.
กจ. 2:28 2 ชี้บ่งว่า พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นไปสู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า โดยเฉพาะในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ (ข้อ 34; ฮร.1:3).
กจ. 2:29 1 ดู กจ.1:16 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:29 ก 1พกษ.2:10; กจ.13:36
กจ. 2:29 ข นฮย.3:16
กจ. 2:30 ก บพส.89:3-4; 132:11
กจ. 2:30 ข รม.1:3; 2ตธ.2:8
กจ. 2:30 1ข แปลตามตรงเป็น ผลจากบั้นเอว. ดู ลก.1:42 คำอธิบาย 2.
กจ. 2:30 2 เมื่อพระคริสต์ทรงปฏิสนธินั้น ทูตสวรรค์ก็เคยประกาศเรื่องนี้ต่อนางมาเรีย (ลก.1:32-33).
กจ. 2:31 ก กจ.13:37
กจ. 2:32 1 ดูข้อ 24 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:32 ก กจ.2:24; 3:15
กจ. 2:32 ข กจ.1:8; 3:15
กจ. 2:32 2 เหตุการณ์นี้ หรือ ผู้นี้. พวกอัครทูตเป็นพยานบุคคลของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น ไม่เพียงโดยการใช้คำพูด แต่ยิ่งกว่านั้นยังใช้การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวมาเป็นพยานถึงพระองค์อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นของพระองค์ (4:33). การเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์นั้นก็คือจุดสำคัญและศูนย์กลางในการสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ ของพระเจ้า. ดู 1:8 คำอธิบาย 3.
กจ. 2:33 ก กจ.5:31
กจ. 2:33 ข มก.16:19; รม.8:34; อฟ.1:20; ฮร.1:13; อซด.15:6; บพส.98:1
กจ. 2:33 ค ฆต.3:14
กจ. 2:33 1ค แปลตามตรงคือ พระสัญญาแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์. นี่ไม่ใช่พระสัญญาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้ แต่เป็นพระสัญญาเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระบิดาทรงประทานให้ใน ยอล.2:28, เปโตรได้ยกอ้างไว้ในข้อ 17, และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอ้างถึงใน ลก.24:49 และใน กจ.1:4. อันที่จริง การที่พระคริสต์ผู้ถูกยกชูทรงรับเอาพระสัญญาแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ก็ คือการรับเอาตัวพระวิญญาณบริสุทธิ์เอง. ในด้านธาตุแท้นั้น พระคริสต์ได้ปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในสภาพมนุษย์ (ลก.1:35; มธ.1:18, 20) และในด้านแผนการบริหารนั้น พระคริสต์ทรงถูกชโลมโดยพระวิญญาณนั้นเพื่อการปฏิบัติของพระองค์ในท่ามกลางมนุษย์ (มธ.3:16; ลก.4:18). หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์แล้ว พระองค์ยังคงต้องรับพระวิญญาณนั้นในด้านแผนการบริหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พระองค์สามารถเทพระองค์เอง ลงบนพระกายของพระองค์ เพื่อจะดำเนินการปฏิบัติฝ่ายสวรรค์ของพระองค์บนแผ่นดินโลกจนสำเร็จ เพื่อทำให้แผนการบริหารแห่งพันธสัญญา ใหม่ของพระเจ้าถึงที่สำเร็จ.
กจ. 2:33 ง กจ.2:17-18
กจ. 2:34 1 สิ่งนี้ยืนยันว่า ดาวิดยังคงไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งหลาย แม้กระทั่งถึงวันเพ็นเทคอสแล้วยิ่งไปกว่านั้นอุโมงค์ฝังศพของดาวิดก็ยังอยู่กับพวกสาวกจนถึงวันเพ็นเทคอส (ข้อ 29). ข้อเท็จจริงนี้ได้ลบล้างคำสอนที่ไม่เที่ยงตรงอย่างหนึ่งที่ยก อฟ.4:8-10 มากล่าวอ้างว่า ขณะที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นนั้น พระองค์ทรงนำสวนบรมสุขเกษมพร้อมด้วยวิสุทธิชนแห่งพันธสัญญาเดิมทั้งหมดจากแดนมรณาขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งหลาย (ดู 2กธ.12:4 คำอธิบาย 1).
กจ. 2:34 ก ยฮ.3:13
กจ. 2:34 ข บพส.110:1
กจ. 2:34 2ข คำว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" คำแรกเล็งถึงพระเจ้า ส่วนคำหลังเล็งถึงพระคริสต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ดาวิดได้เรียกว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า" (มธ.22:45 กับคำอธิบาย 1).
กจ. 2:34 3 ชี้ถึงตำแหน่งที่มีสง่าราศี, เกียรติยศ, และฤทธิ์เดช (อซด.15:6; 1พกษ.2:19; มก.14:62).
กจ. 2:35 1 กรณีนี้ชี้บ่งว่า หลังจากการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์แล้ว พระเจ้ายังคงทำงานเพื่อทำให้ศัตรูของพระคริสต์พ่ายแพ้อยู่ เพื่อให้พระคริสต์สามารถเสด็จกลับมาครองอำนาจในอาณาจักรแห่งจักวาลของพระเจ้า (1กธ.15:25; วว.11:15).
กจ. 2:36 1 คำว่า "พวกท่าน" ในที่นี้เป็นการเน้น.
กจ. 2:36 ก กจ.2:23
กจ. 2:36 ข กจ.10:36; รม.14:9; 2กธ.4:5; ฟป.2:11
กจ. 2:36 2ข ในฐานะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ก็ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้ามาโดยตลอด (ลก.1:43; ยฮ.11:21; 20:28) แต่ในฐานะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นมนุษย์นั้น พระองค์ทรงถูกตั้งขึ้นให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงนำสภาพมนุษย์ของพระองค์เข้าสู่พระเจ้าในการเป็นขึ้นของพระองค์แล้ว. และในฐานะที่พระองค์ทรง เป็นผู้ที่พระเจ้าได้ทรงใช้มาและทรงชโลมไว้ พระองค์ก็ทรงเป็นพระคริสต์อยู่แล้วตั้งแต่พระองค์บังเกิดมา (ลก.2:11; มธ.1:16; ยฮ.1:41; มธ.16:16). ถึงแม้พระองค์จะมีฐานะเช่นนี้ ก็ยังต้องถูกตั้งขึ้นให้เป็นพระคริสต์ของพระเจ้าอย่างเป็นทางการในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์.
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถูกตั้งขึ้นให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า, เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่ง, เพื่อ จะครอบครองสรรพสิ่ง. พระองค์ถูกตั้งขึ้นให้เป็นพระคริสต์, เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงชโลมนั้น (ฮร.1:9) เพื่อจะดำเนินการให้ภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายนั้นสำเร็จ.
กจ. 2:36 ค มธ.16:16; ยฮ.1:41; 20:31
กจ. 2:37 ก เทียบ กจ.5:33; 7:54
กจ. 2:37 1 ดู 1:16 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:37 ข ลก.3:10; กจ.16:30
กจ. 2:38 ก ลก.24:47; กจ.5:31; 20:21
กจ. 2:38 1ก ดู มธ.3:2 คำอธิบาย 1 และ มก.1:15 คำอธิบาย 2.
กจ. 2:38 ข กจ.2:41; 8:12, 36, 38; 9:18; 10:47-48; 16:15, 33; 19:5
กจ. 2:38 2ข ดู มธ.3:6 คำอธิบาย 1, 28:19 คำอธิบาย 3, มก.1:5 คำอธิบาย 2, และ 16:16 คำอธิบาย 1.
กจ. 2:38 3 แปลตามตรงคือ อยู่บน. พันธสัญญาใหม่ใช้คำบุพบทที่ต่างกันสามคำในการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับบัพติศมากับองค์พระผู้เป็นเจ้าคือ
(1) En (เอน) ใน (10:48). การรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ก็คือการรับบัพติศมาในขอบเขตแห่งพระนามของพระเยซูคริสต์ ซึ่งภายในขอบเขตนี้มีความเที่ยงแท้ของการรับบัพติศมา.
(2) Eis (อีส) เข้าสู่ (มธ.28:19; กจ.8:16; 19:5; รม.6:3; ฆต.3:27). การรับบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือเข้าสู่พระนามแห่งพระเยซูคริสต์นั้น เป็นการรับบัพติศมาเข้าสู่ในการเข้าสนิทฝ่ายวิญญาณกับพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งผู้เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ดู 8:16 คำอธิบาย 3 และ มธ.28:19 คำ อธิบาย 4.
(3) Epi (เอพิ) อยู่เหนือ, หรือ อยู่บน (ข้อ 38). การรับบัพติศมาอยู่บนพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ก็คือการรับบัพติศมาอยู่บนพื้นฐานที่มีพระนามของพระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน. พระนามนี้เป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่ตัวตนของพระเยซูคริสต์ทรงเป็นและทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จ ซึ่งทั้งสองประการนี้ล้วนได้ก่อรูปเป็นหลักความเชื่อของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. พวกผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ก็ได้รับบัพติศมาอยู่บนพื้นฐานนี้นั่นเอง.
กจ. 2:38 4 พระนามเล็งถึงตัวตน.
กจ. 2:38 5 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
กจ. 2:38 ค มก.1:4
กจ. 2:38 6ค การที่ความบาปจะได้รับการอภัยนั้นมีพื้นฐานอยู่บนการไถ่ที่ได้สำเร็จโดยการตายของพระคริสต์ (10:43; อฟ.1:7; 1กธ.15:3). สิ่งนี้เป็นพระพรเบื้องต้นในขั้นพื้นฐานแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. เมื่อมีการอภัยบาปเป็นพื้นฐานแล้ว พระพรแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าก็จะมุ่งหน้าไปและสำเร็จลงด้วยการได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงประทานให้.
กจ. 2:38 ง กจ.10:45
กจ. 2:38 7ง แปลตามตรงคือ ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์. นี่ไม่ใช่ของประทานที่พระวิญญาณนั้นแจกปันให้แก่มนุษย์ ดังที่ได้กล่าวไว้ใน รม.12:6; 1กธ.12:4; และ 1ปต.4:10 แต่หมายถึงตัวของพระวิญญาณบริสุทธิ์เองซึ่งเป็นของประทานเพียงหนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่ผู้เชื่อซึ่งของประทานหนึ่งเดียวนี้ได้ก่อกำเนิดของประทานทั้งหมด ดังที่ได้กล่าวไว้ในโรมบทที่ 12; 1 โกรินโธ บทที่ 12 กับ 1 เปโตรบทที่ 4. ของประทานเหล่านั้นก็คือสมรรถภาพและความสามารถในการปรนนิบัติพระเจ้า ซึ่งล้วนมาจากของประทานเพียงหนึ่งเดียวนี้ คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งสิ้น.
กจ. 2:38 8 คือพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ทั้งในด้านธาตุแท้เพื่อชีวิตและในด้านแผนการบริหารเพื่อฤทธิ์เดช ซึ่งถูกประทานให้แก่ผู้เชื่อในขณะที่พวกเขาได้เชื่อในพระคริสต์ (อฟ.1:13; ฆต.3:2) เป็นพระพรที่ครอบคลุมสรรพสิ่งแห่งกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า (ฆต.3:14) เพื่อให้พวกเขาสามารถรับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพได้ (2กธ.13:14).
พวกอัครทูตได้นำพระคริสต์ออกไปประกาศและหล่อเลี้ยง แต่ขณะที่ผู้ฟังได้กลับใจและเชื่อในพระองค์นั้น พวกเขากลับได้รับเอาพระวิญญาณที่อัศจรรย์ของพระเจ้าตรีเอกภาพนี้ไป. กรณีนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ก็คือตัวของพระคริสต์ที่เป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์นั่นเอง.การรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในที่นี้ เป็นการรับทั้งในด้านธาตุแท้และในด้านแผนการบริหาร โดยมีความหมายที่ทั่วถึงและครอบคลุมทุกสิ่ง ต่างกับการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ใน 8:15-17 และ 19:2-6 ซึ่งหมายถึงการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสด็จลงมาบนผู้เชื่อในด้านแผนการบริหารโดยเฉพาะ.
กจ. 2:39 1 หมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ดูข้อ 33 คำอธิบาย 1).
กจ. 2:39 2 หมายถึงชาวยูดาย.
กจ. 2:39 3 หมายถึงชาวต่างชาติ ที่ถูกครอบคลุมไว้ในคำว่า "มนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังทั้งปวง" (ข้อ 17).
กจ. 2:39 ก อฟ.2:17
กจ. 2:39 4 เล็งถึงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและกำหนดไว้ล่วงหน้าในนิรันดร์กาลก่อน (อฟ.1:4-5) และที่พระองค์ทรงเรียกในยุคพันธสัญญาใหม่ (รม.1:7; 1กธ.1:2).
กจ. 2:39 ข ยอล.2:32; รม.8:30; 1:7; 1กธ.1:2
กจ. 2:40 ก กจ.4:33; 8:25; 10:42; 14:3; 18:5; 20:21, 24; 22:18; 23:11; 26:22; 28:23; ยฮ.15:27
กจ. 2:40 1ก การเป็นพยานนั้นจำต้องมีประสบการณ์ในการมองเห็นและการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าหรือสิ่งของฝ่ายวิญญาณ. การเป็นพยานนี้แตกต่างไปจากการมีแต่คำสอนเพียงอย่างเดียว.
กจ. 2:40 2 คำว่า "จง" เป็นคำกริยาที่แสดงถึงการเป็นผู้กระทำ ส่วนคำว่า "รับความรอด" เป็นคำกริยาที่แสดงถึงการเป็นผู้ถูกกระทำ ดังนั้น จงรับความรอด จึงมีลักษณะของการเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ. ความรอดนั้นพระเจ้าทรงเป็นผู้ดำเนินการ แต่มนุษย์เองจะต้องกระตือรือร้นในการต้อนรับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำด้วย. ในวันเพ็นเทคอสนั้น ทุกเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าได้ถูกตระเตรียมไว้หมดแล้วและพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้เทลงมาเพื่อเป็นการปรับใช้และเป็นพระพรที่ครบสมบูรณ์แห่งความรอดของพระเจ้าแล้ว ทุกอย่างล้วนพร้อมที่จะให้มนุษย์มาต้อนรับ. ในเรื่องนี้ พระเจ้ากำลังรอคอยมนุษย์ และมนุษย์จะต้องเป็นผู้ริเริ่มกระทำด้วยตัวเอง. มนุษย์เอ๋ย! จงรับความรอดเถิด!
กจ. 2:40 3 เปโตรไม่ได้กล่าวสรุปข่าวสารของท่านว่า "จงรับความรอดเพื่อหลุดพ้นจากการปรับโทษของพระเจ้า" หรือ "จากความพินาศนิรันดร์" แต่ได้พูดว่า "จงรับความรอดเพื่อหลุดพ้นจากคนในยุคสมัยที่คดโกงนี้เถิด." คนในยุคสมัยที่คดโกงนี้หมายถึงชาวยูดายที่ดื้อรั้นในยุคสมัยนั้น ซึ่งได้ปฏิเสธพระคริสต์ของพระเจ้า (ข้อ 36) และถูกพระเจ้าถือเป็น "ยุคปัจจุบันอันชั่ว" (ฆต.1:4). ถ้าชาวยูดายที่คดโกงเหล่านี้ต้องการที่จะรอดจากยุคปัจจุบันอันชั่วนี้ ก็ต้องกลับใจอย่างแท้จริงจากความคดโกงต่อพระเจ้าของเขาและต้องหันสู่พระเจ้าอย่างเที่ยงแท้. สิ่งนี้แสดงว่าพวกเขาไม่เพียงต้องหันจากความบาปมาสู่พระเจ้า แต่ยังต้องหันจากยุคสมัยของเขามาสู่พระเจ้า คือจากสังคมยูดาย ซึ่งรวมไปถึงศาสนายูดายด้วย. ผลลัพธ์แห่งความรอดนี้ไม่ได้มีเพื่อให้เขาขึ้นสวรรค์ แต่มีเพื่อให้เขาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ก็คือคริสตจักร. ดังนั้นผู้ที่ได้รับความรอดจะต้องแบ่งแยกออกมาจากสังคมยูดายเข้าสู่คริสตจักร. การได้รับความรอดเช่นนี้ย่อมมีความหมายเป็นนัยถึงการได้รับความรอดเพื่อหลุดพ้นจากการปรับโทษของพระเจ้าและจากความพินาศนิรันดร์เพื่อบรรลุถึงพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าและความชอบพระทัยของพระองค์ (อฟ.3:11; 1:9).
กจ. 2:40 ข พบญ.32:5; ฟป.2:15
กจ. 2:41 1 โดยอาศัยน้ำ (10:47-48). ดู มธ.3:6 คำอธิบาย 1; 28:19 คำอธิบาย 3; 1ปต.3:20 คำอธิบาย 3, ข้อ 21 คำอธิบาย 1 และ 2.
กจ. 2:41 ก กจ.2:47; 5:14
กจ. 2:41 ข เทียบ กจ.4:4
กจ. 2:42 1 ผู้เชื่อกลุ่มแรกซึ่งก่อกำเนิดขึ้นจากการที่พวกอัครทูตนำพระคริสต์ออกไปป่าวประกาศและหล่อเลี้ยงในวันเพ็นเทคอสนั้น ได้ตั้งมั่นคงอย่างต่อเนื่องอยู่ในสี่สิ่งคือ คำสอน, การสามัคคีธรรม, การหักขนมปัง, และการอธิษฐาน. คำสอนก็คือการเปิดเผยถึงแผนการบริหารของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระคริสต์และคริสตจักร. การสามัคคีธรรมคือการร่วมรับสุขและการติดต่อระหว่างผู้เชื่อด้วยกัน ในการร่วมรับสุขและการติดต่อกับพระเจ้าพระบิดาและพระคริสต์พระบุตร. การหักขนมปังคือการระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทำให้การไถ่ที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าสำเร็จ. ส่วนการอธิษฐานก็คือการร่วมมือกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่บนสวรรค์เพื่อทำให้แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าได้สำเร็จบนแผ่นดินโลก. ในสองประการแรกก็คือคำสอนและการสามัคคีธรรมนั้นถูกเชื่อมด้วยคำว่า "และ" เพื่อให้เป็นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นของพวกอัครทูตส่วนการหักขนมปังและการอธิษฐานนั้นไม่ใช่. กรณีนี้ชี้บ่งว่านอกจากคำสอนและการสามัคคีธรรมของอัครทูตแล้ว บรรดาผู้เชื่อในพระคริสต์นั้นไม่ควรจะมีคำสอนและการสามัคคีธรรมอื่นอีก.ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้นมีคำสอนเพียงชนิดเดียวที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยและยอมรับนั่นคือคำสอนของพวกอัครทูต และมีการสามัคคีธรรมเพียงชนิดเดียวที่เป็นของพระเจ้าและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า นั่นคือการสามัคคีธรรมของอัครทูต ซึ่งเป็นการสามัคคีธรรมกับพระบิดาและพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ (1ยฮ.1:3 กับคำอธิบาย 3) และเป็นการสามัคคีธรรมหนึ่งเดียวของคริสตจักรหนึ่งเดียว คือพระกายของพระคริสต์. สำหรับกลุ่มที่สองคือการหักขนมปังและการอธิษฐานซึ่งมีคำว่า "และ" เป็นตัวเชื่อมเข้าเป็นอีกกลุ่มหนึ่งนั้น เป็นภาคปฏิบัติแห่งการดำเนิน ชีวิตคริสเตียนของผู้เชื่อ และไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับแผนการบริหารของพระเจ้าที่มีเพื่อรักษาความเป็นหนึ่งของคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์. ดังนั้นการหักขนมปังและการอธิษฐานจึงไม่ได้เป็นของพวกอัครทูต ซึ่งเป็นผู้นำเอาการเปิดเผยแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าและการสามัคคีธรรมของพระเจ้าเข้ามาท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์.
กจ. 2:42 ก กจ.2:46; 20:7; 1กธ.10:16; เทียบ ลก.24:35
กจ. 2:42 ข 1ธซ.5:17; อฟ.6:18; กซ.4:2
กจ. 2:43 ก กจ.5:5, 11; 19:17
กจ. 2:43 1 พระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงตาย, เป็นขึ้น, และเสด็จสู่สวรรค์นั้น คือพยานซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระเจ้า ส่วนการอัศจรรย์และเครื่องหมายไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพยานนี้และก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าด้วย. สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงหลักฐานยืนยันว่า สิ่งที่พวกอัครทูตได้นำไปป่าวประกาศ, หล่อเลี้ยง, และกระทำนั้นล้วนเป็นมาจากพระเจ้าอย่างแน่นอนไม่ได้มาจากมนุษย์ (ฮร.2:3-4).
กจ. 2:43 ข มก.16:17, 20; กจ.5:12; 6:8
กจ. 2:44 ก เทียบ 2กธ.8:14-15
กจ. 2:44 1ก ใน 4:32 ก็เช่นเดียวกัน. ภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่เครื่องหมายของความรัก แต่เป็นเครื่องหมายของความรอดที่มีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ซึ่งได้ช่วยให้พวกผู้เชื่อหลุดพ้นจากความโลภและความเห็นแก่ตัว. ภาคปฏิบัตินี้ได้ถือปฏิบัติกันเป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงแรกเริ่มของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าเท่านั้น พอมาถึงการดำเนินชีวิตคริสตจักรในระหว่างการปฏิบัติ ของเปาโลนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีการปฏิบัติจนเป็นกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่องในระยะยาวต่อไปอีก (ดู 5:4 คำอธิบาย 1) ตามที่ยืนยันได้จากคำพูดของท่านเปาโลใน 2 โกรินโธบทที่ 9 และในที่อื่น.
กจ. 2:45 ก กจ. 4:34, 37; เทียบ ลก.19:8
กจ. 2:45 1ก นี่ก็เป็นหลักฐานพิสูจน์เช่นกันว่า ความรอดที่มีฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทำให้ผู้เชื่อมีชัยชนะต่อทรัพย์สินฝ่ายโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดครอง, แย่งชิง, และครอบครองมนุษยชาติที่ตกต่ำทั้งหมดเสียแล้ว (มธ.19:21-24; ลก.12:13-19, 33-34; 14:33; 16:13-14; 1ตธ.6:17).
กจ. 2:45 ข กจ.4:35; 6:1; เทียบ ยซย.58:7
กจ. 2:46 ก กจ.1:14
กจ. 2:46 ข กจ.5:42; ลก.24:53
กจ. 2:46 1ข ในช่วงแรกเริ่มของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั้น ผู้เชื่อในระยะแรกและแม้แต่พวกอัครทูตกลุ่มแรกนั้นก็ไม่ชัดเจนว่าพระเจ้าได้ละทิ้งศาสนายูดายพร้อมทั้งภาคปฏิบัติและสิ่งของต่างๆ ซึ่งรวมถึงพระวิหารไปแล้ว (ใน มธ.23:38 คำว่า "เรือนของเจ้า" หมายถึงวิหารที่พระเจ้าทรงละทิ้ง). ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงไปจัดการประชุมแห่งพันธสัญญาใหม่ในพระวิหาร ตามประเพณีและความเคยชินอยู่อีก.
กจ. 2:46 ค กจ.5:42; ลก.24:53
กจ. 2:46 2ค ผู้เชื่อในระยะแรกได้เริ่มหักขนมปังระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าในบ้านทุกๆ วัน ซึ่งแสดงว่าพวกเขารักองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างร้อนรน.
กจ. 2:46 ง กจ.20:20
กจ. 2:46 3ง หรือ อยู่ในบ้าน ซึ่งตรงกันข้ามกับ อยู่ในพระวิหาร. การประชุมในบ้านเป็นวิธีการประชุมของคริสเตียนที่สอดคล้องกับแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. วิธีการนี้ต่างจากวิธีการชุมนุมในธรรมศาลาของชาวยูดาย (6:9). วิธีนี้ได้กลายเป็นภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและอย่างแพร่หลายของคริสตจักรทั้งหลาย (เทียบ รม.16:5; 1กธ.16:19; กซ.4:15; ฟม.2).
กจ. 2:46 4 หรือ ใจที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งบรรยายถึงใจที่เรียบง่าย, ใจเดียว, เเละใจที่ซื่อตรง คือใจที่มีความรักและความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียว มีเป้าหมายหนึ่งเดียวในการแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า.
กจ. 2:47 ก กจ.1:14
กจ. 2:47 1 พวกเขาดำเนินชีวิตที่สำแดงคุณลักษณะของพระเจ้าในคุณธรรมแห่งสภาพมนุษย์ เหมือนกับพระเยซูผู้เป็นมนุษย์พระผู้ช่วย (ลก.2:52).
กจ. 2:47 ข กจ.2:21
กจ. 2:47 ค กจ.2:41
กจ. 2:47 2 สิ่งนี้ชี้บ่งว่า ผู้เชื่อในระยะแรกเริ่มถูกนำเข้าสู่การดำเนินชีวิตคริสตจักรแห่งกลุ่มชน ตั้งแต่เริ่มการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเขาแล้ว. เขาไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบเอกเทศเป็นคริสเตียนที่แยกออกจากกันและกัน.
กจ. 2:47 ง กจ.16:5
สารบัญ