กิจการ บทที่ 13
(2) ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์แบ่งแยกและใช้ออกไป
13:1-4ก
13:1-4ก
กจ.
13:1 คราวนั้นใน1กคริสตจักรขท้องถิ่นที่อยู่ในอันติโอเกีย มีบางคนที่เป็นพวก2คผู้เผยพระวจนะและ3อาจารย์ ได้แก่4งบาระนาบา, ซิมโอนที่เรียกว่า5นิเกร์, 6ลูกีโอชาวเมืองกุเรเน,7มะนาเอนผู้ได้รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นมาด้วยกันกับ8จเฮโรดผู้ครองมณฑล, และ9ฉเซาโล.
กจ.
13:2 ขณะที่คนเหล่านั้นกำลัง1ปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและอดอาหารอยู่ 2กพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า "จง3ขแยกบาระนาบากับเซาโลไว้สำหรับเรา เพื่อคงานซึ่งเราได้งเรียกให้เขาทำนั้น."
กจ.
13:3 เมื่อพวกเขาได้1กอดอาหารและอธิษฐานแล้วจึง2ขวางมือบนท่านทั้งสอง แล้วก็ใช้พวกท่านออกไป.
กจ.
13:4 หลังจากที่ท่านทั้งสองถูกใช้ออกไปโดย1พระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว
(3) การเดินทางครั้งที่หนึ่ง
13:4—14:28
13:4—14:28
ก. ถึงเมืองปาโฟแห่งเกาะไซปรัส
13:4ข-12
13:4ข-12
จึง2ลงไปยังเมืองเซลูเกีย และได้เเล่นเรือจากที่นั่นไปยังกเกาะไซปรัส.
กจ.
13:5 ครั้นมาถึงเมืองซะลามิ ก็ได้1ประกาศกพระคำของพระเจ้าใน2ขธรรมศาลาของพวกยูดาย คโยฮันก็อยู่ด้วยเป็นงผู้ช่วย[ของพวก]ท่าน.
กจ.
13:6 เมื่อพวกท่านได้เดินทางไปทั่วเกาะนั้นจนมาถึงเมืองปาโฟแล้ว ก็ได้พบชาวยูดายคนหนึ่งซึ่งเป็นกผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่ใช้ ขวิทยาคม ชื่อว่าบาระเยซู
กจ.
13:7 เขาอยู่กับ1กข้าหลวงประจำมณฑลชื่อ เซระเฆียวเปาโล ซึ่งเป็นคนเฉลียวฉลาดท่านข้าหลวงได้เชิญบาระนาบากับเซาโลมา เพราะปรารถนาจะฟังพระคำของพระเจ้า.
กจ.
13:8 แต่เอลุมากนักวิทยาคม (เพราะชื่อของเขาแปลออกมาเช่นนั้น) กลับขต่อต้านพวกท่าน หวังจะให้ท่านข้าหลวงหันไปจาก1หลักความเชื่อ.
กจ.
13:9 แต่เซาโล ผู้มีชื่ออีกว่า1เปาโลนั้น 2เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขม้นดูเขาและพูดว่า
กจ.
13:10 "เจ้าผู้เต็มไปด้วยการหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยมทุกอย่าง เป็นลูกของกมาร เป็นศัตรูต่อบรรดาความชอบธรรม เจ้ายังไม่หยุดบิดเบือน1จากทางตรงขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกหรือ?
กจ.
13:11 ดูเถิด บัดนี้กพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงเจ้า เจ้าจะตาบอดมองไม่เห็น[แสง]ตะวันช่วงเวลาหนึ่ง." ทันใดนั้นก็มีหมอกและความมืดมาถึงตัวเขา เขาจึงคลำหาคนให้จูงมือไป.
กจ.
13:12 เมื่อท่านข้าหลวงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้เชื่อเพราะอัศจรรย์ใจในคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ข. ถึงเมืองอันติโอเกียในมณฑลปิซิเดีย
13:13-52
13:13-52
(ก) ประกาศว่าพระคริสต์ที่ถูกตรึงตายและเป็นขึ้น
ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ข้อ 13-43
ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ข้อ 13-43
กจ.
13:13 เปาโลกับผู้ร่วมงานของท่านก็แล่นเรือออกจากเมืองปาโฟไปยังกเมืองเประเฆในขมณฑลปัมฟูเลีย แล้วคโยฮันก็1แยกจากพวกท่านกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม.
กจ.
13:14 พวกท่านได้ออกจากเมืองเประเฆเดินทางต่อไปถึงกเมืองอันติโอเกีย มณฑลปิซิเดีย แล้วได้เข้าไปนั่งในขธรรมศาลา1ในควันซะบาโต.
กจ.
13:15 หลังจากที่ได้กอ่านหนังสือขกฎบัญญัติกับหนังสือผู้เผยพระวจนะแล้ว คพวกนายธรรมศาลาจึงใช้คนไปบอกพวกท่านว่า
"1ท่านทั้งสองผู้เป็นพี่น้องเอ๋ย ถ้ามีถ้อยคำใดกล่าวเตือนสติประชาชนก็เชิญกล่าวเถิด."
กจ.
13:16 เปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือ แล้วกล่าวว่า "1ท่านทั้งหลายผู้เป็นชาวอิสราเอลและ2ผู้ที่กยำเกรงพระเจ้า จงฟังเถิด.
กจ.
13:17 พระเจ้าของชนชาติกอิสราเอลนี้ทรงขเลือกบรรพบุรุษของเราไว้ และทรงยกชูชนชาตินี้ขึ้นเมื่อยังเป็นคนต่างแดนอยู่ในคแผ่นดินอียิปต์ และงนำพวกเขาออกมาด้วยพระหัตถ์ที่ยกชูขึ้น.
กจ.
13:18 พระองค์ได้ทรง1กเลี้ยงดูพวกเขาในป่ากันดารประมาณขสี่สิบปี.
กจ.
13:19 เมื่อพระองค์ทรงล้มล้างกเจ็ดชนชาติในแผ่นดินคะนาอันแล้ว พระองค์ได้ทรงแบ่งแผ่นดินให้เป็นขมรดกแก่พวกเขา.
กจ.
13:20 หลังจากนั้น กพระองค์ได้ประทานเหล่าผู้วินิจฉัย[แก่พวกเขา] จนถึงสมัยของขซามูเอลผู้เผยพระวจนะ เป็นเวลาประมาณ1สี่ร้อยห้าสิบปี.
กจ.
13:21 จากนั้นพวกเขาได้ขอให้มีกกษัตริย์ พระเจ้าจึงทรงประทานขซาอูลบุตรคิศ ซึ่งเป็นคนในเผ่าเบนยามิน ให้[เป็นกษัตริย์ปกครอง]พวกเขาอยู่สี่สิบปี.
กจ.
13:22 หลังจากกปลดซาอูลแล้ว พระองค์ได้ทรงตั้งขดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขาและทรงเป็นพยานกล่าวถึงท่านว่า เราคได้พบดาวิด[บุตร]ของยิซัย เป็นคนที่สอดคล้องกับ1พระทัยของเรา และจะเป็นผู้ปฏิบัติตามงน้ำพระทัยของเราทุกประการ.
กจ.
13:23 จากกเชื้อสายของดาวิดนี้เอง พระเจ้าทรงนำขพระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูมาให้กับชาวอิสราเอลตามคพระสัญญาของพระองค์.
กจ.
13:24 ก่อนที่1พระองค์จะเสด็จมา กโยฮันได้ประกาศถึง2บัพติศมาแห่งขการกลับใจให้แก่ชนชาวอิสราเอลไว้ล่วงหน้าแล้ว.
กจ.
13:25 เมื่อโยฮันได้ดำเนินในวิถีทางของท่านใกล้จะจบสิ้นลงแล้วจึงกล่าวว่า "พวกท่าน1คิดว่าข้าพเจ้าคือผู้ใด? ข้าพเจ้ากไม่ใช่[พระคริสต์.] แต่ดูเถิด จะมีผู้หนึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า แม้ ข[สายรัด]ฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ยังไม่คู่ควรที่จะช่วยแก้.
กจ.
13:26 1ท่านทั้งหลายผู้เป็นพี่น้อง ซึ่งเป็นบุตรหลานแห่งเผ่าพันธุ์ของอับราฮาม และ2คนทั้งหลายในพวกท่านซึ่งกยำเกรงพระเจ้า ขพระคำแห่งความรอดนี้ได้ประกาศมาถึงพวกเราแล้ว.
กจ.
13:27 ฝ่ายพวกที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มกับผู้ปกครองของพวกเขา เพราะเหตุที่กไม่รู้จักพระองค์ผู้นี้และไม่[เข้าใจ]1คำของพวกผู้เผยพระวจนะซึ่งได้ขอ่านกันอยู่ทุกวันซะบาโต ก็ได้2พิพากษาพระองค์ จึงทำให้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะได้สำเร็จเป็นจริง.
กจ.
13:28 ทั้งๆ ที่พวกเขากไม่พบว่าพระองค์มีสิ่งใดที่จะปรับโทษให้ถึงตายได้ พวกเขาก็ยังขอให้ ขปีลาตประหารพระองค์เสีย.
กจ.
13:29 เมื่อเขาได้กระทำให้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระองค์ซึ่งได้เขียนไว้[ในพระคัมภีร์]สำเร็จเป็นจริงแล้ว ก็นำพระองค์ลงจากกต้นไม้ไปไว้ในขอุโมงค์.
กจ.
13:30 แต่1พระเจ้าทรงกให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
กจ.
13:31 พระองค์กได้ทรงปรากฏแก่บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์จากขมณฑลฆาลิลายขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาหลายวัน บัดนี้คนเหล่านั้นก็เป็นคพยานบุคคลให้กับพระองค์ต่อประชาชน.
กจ.
13:32 เราก็กประกาศกิตติคุณนี้แก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งก็คือ ขพระสัญญานั้นซึ่งประทานแก่บรรพบุรุษของเรา
กจ.
13:33 พระเจ้าทรงให้[พระสัญญา]นี้สำเร็จเป็นจริงแก่เราผู้เป็นลูกหลานของคนเหล่านั้น โดยการให้พระเยซูเป็นขึ้น เหมือนมีคำเขียนไว้ในบทเพลงสรรเสริญบทที่สองว่า 'กเจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้1ให้กำเนิดเจ้า.'
กจ.
13:34 ในเรื่องที่พระเจ้าทรงกให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย ไม่กลับสู่ความเปื่อยเน่าอีกเลยนั้น พระองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า 'เราจะประทาน1สิ่งที่2บริสุทธิ์และสิ่งที่เชื่อถือได้จากดาวิดให้แก่เจ้า.'
กจ.
13:35 ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสไว้ในอีกตอนหนึ่งว่า 'กพระองค์จะไม่ทรง1ยอมให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์พบกับความเปื่อยเน่า.'
กจ.
13:36 เมื่อดาวิดได้1ปรนนิบัติคนในชั่วอายุของท่านกตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้วก็ได้ขล่วงหลับไป และถูก2ฝังไว้กับบรรพบุรุษของท่าน และพบกับความเปื่อยเน่า
กจ.
13:37 แต่พระองค์ผู้ซึ่ง1พระเจ้าทรงกให้เป็นขึ้นมานั้น มิได้พบกับความเปื่อยเน่าเลย.
กจ.
13:38 เหตุฉะนั้น1ท่านทั้งหลายผู้เป็นพี่น้องเอ๋ย จงเข้าใจเถิดว่า กการอภัย2บาปนั้นได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายโดยพระองค์ผู้นี้.
กจ.
13:39 และในพระองค์ผู้นี้ ทุกคนที่กเชื่อจะ1ขได้รับการโปรดให้ชอบธรรม พ้นจากทุกสิ่งที่คไม่อาจรับการโปรดให้ชอบธรรมได้2โดยกฎบัญญัติของโมเซ.
กจ.
13:40 เหตุฉะนั้นจงระวังให้ดี เกรงว่าคำซึ่งเหล่าผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้นจะมาถึง[ตัวท่าน]คือที่ว่า
กจ.
13:41 'กเจ้าพวกคนที่ดูหมิ่น จงพินิจดูแล้วจะขประหลาดใจและพินาศไป ด้วยว่าเราจะกระทำการในวันเวลาของเจ้า ซึ่งถึงแม้มีใครบอกเจ้าอย่างละเอียด เจ้าก็จะไม่มีวันเชื่อ.' "
กจ.
13:42 ขณะที่[เปาโลกับบาระนาบา]กำลังออกจาก[ธรรมศาลา]ไป [คนทั้งหลาย]ก็อ้อนวอนให้ท่าน กล่าวคำเหล่านั้นให้เขาฟังอีกในกวันซะบาโตถัดไป.
กจ.
13:43 เมื่อเลิกประชุมแล้ว มีพวกยูดายกับ1กคนที่เปลี่ยนมานับถือศาสนา[ยูดาย]ที่ขเกรงกลัวพระเจ้าหลายคน ได้ตามเปาโลและบาระนาบาไป ท่านทั้งสองจึงพูดคุยและเร่งเร้าให้พวกเขา คตั้งดำรงอยู่ใน2งพระคุณของพระเจ้าต่อไป.
(ข) ถูกชาวยูดายปฏิเสธ
ข้อ 44-52
ข้อ 44-52
กจ.
13:44 ในวันซะบาโตต่อมา คนเกือบทั้งเมืองมาชุมนุมกันเพื่อฟังพระคำของพระเจ้า.
กจ.
13:45 แต่เมื่อกพวกยูดายเห็นฝูงชนก็เต็มด้วยขความริษยา จึงได้พูดคัดค้านคำของเปาโลถึงกับคพูดใส่ร้าย.
กจ.
13:46 ฝ่ายเปาโลกับบาระนาบาจึงกล่าวด้วยกใจกล้าว่า จำเป็นที่จะต้องกล่าวขพระคำของพระเจ้าแก่พวกท่านคก่อน. แต่ในเมื่อพวกท่านปฏิเสธเสียและตัดสินว่า ตน1งไม่คู่ควรที่จะได้ชีวิตนิรันดร์ ดูเถิด พวกเราก็จะหันไปหาจพวกต่างชาติ.
กจ.
13:47 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสสั่งเราอย่างนี้ว่า "เราได้1ตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกความสว่างของพวกต่างชาติ ให้เจ้า2นำความรอดไปถึงขที่สุดปลายแผ่นดินโลก."
กจ.
13:48 เมื่อพวกต่างชาติได้ยินอย่างนั้น ก็มีความยินดีและได้ถวายสง่าราศีแด่พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า และทุกคนที่ถูก1กำหนดไว้ให้ได้รับชีวิตนิรันดร์ก็ได้กเชื่อด้วย.
กจ.
13:49 พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงแพร่ไปทั่วเขตแดนนั้น.
กจ.
13:50 แต่พวกยูดายได้กยุยงขเหล่าสตรีที่สูงศักดิ์ซึ่งคนมัสการพระเจ้ากับเหล่าบุรุษที่เป็นคนสำคัญในเมืองนั้น งปลุกปั่นให้จข่มเหงและฉขับไล่เปาโลกับบาระนาบาออกไปจากเมืองของเขา.
กจ.
13:51 ท่านทั้งสองจึงกสะบัดผงคลีดินจากเท้าต่อหน้าพวกเขา แล้วไปยังขเมืองอิโกนิอัน.
กจ.
13:52 แต่เหล่าสาวกก็1เติมเต็มด้วยกความชื่นชมยินดีและด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์.
คำอธิบาย กิจการ บทที่ 13
กจ.
13:1 ก กจ.5:11; 14:23
กจ.
13:1 1ก ดู 8:1 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:1 ข กจ.11:26
กจ.
13:1 ค กจ.11:27
กจ.
13:1 2ค ดู 1กธ.12:28 คำอธิบาย 3.
กจ.
13:1 3 ดู 1กธ.12:28 คำอธิบาย 4.
กจ.
13:1 ง กจ.11:22, 24
กจ.
13:1 4ง เป็นชาวเลวี ตามภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวเกาะไซปรัส (4:36).
กจ.
13:1 5 แปลว่า "ดำ" แสดงว่าเป็นชาวนิโกรผิวดำบางทีบรรพบุรุษอาจมาจากแอฟริกา.
กจ.
13:1 6 เป็นชาวกุเรเนมาจากเมืองกุเรเนซึ่งตั้งอยู่ที่แอฟริกาเหนือ. ถ้าเขาเป็นลูกีโอญาติของเปาโลใน รม.16:21 เขาก็คงจะเป็นชาว
ยูดาย.
กจ.
13:1 7 เฮโรด มีความเกี่ยวข้องกับชาวโรมันในด้านการปกครอง ดังนั้นมะนาเอนซึ่งได้รับการเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้นมาด้วยกันกับเฮโรดจะต้องเป็นผู้ที่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นชาวยุโรปเป็นแน่.
กจ.
13:1 จ ลก.3:1
กจ.
13:1 8จ เฮโรดคนนี้เคยฆ่าโยฮันผู้ให้บัพติศมา (ลก.9:7-9). การดำเนินการแห่งอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าทำให้ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้นมาด้วยกันกับผู้ฆ่าโยฮันผู้ให้บัพติศมา กลายมาเป็นอวัยวะที่เป็นผู้นำหน้าในการใช้งานในคริสตจักร.
กจ.
13:1 ฉ กจ.11:25
กจ.
13:1 9ฉ เป็นชาวยูดาย เกิดที่เมืองตาระโซ และได้เล่าเรียนกับอาจารย์ฆามาลิเอลตามกฎบัญญัติของโมเซ (22:3). ผู้เผยพระวจนะและอาจารย์ทั้งห้าคนที่ได้บันทึกไว้ในที่นี้ ประกอบด้วยชาวยูดายและชาวต่างชาติซึ่งมีเบื้องหลัง, การศึกษา, และฐานะที่ต่างกัน. นี่แสดงว่าคริสตจักรได้ประกอบขึ้นจากทุกเผ่าพันธุ์และทุกชนชั้น โดยไม่เกี่ยวกับเบื้องหลังของพวกเขา ทั้งยังแสดงว่าของประ
ทานและการใช้งานฝ่ายวิญญาณที่ประทานให้แก่อวัยวะในพระกายของพระคริสต์นั้นไม่ขึ้นอยู่กับฐานะตามธรรมชาติของพวกเขา.
กจ.
13:2 1 ไม่ได้ปรึกษากับมนุษย์ และก็ไม่ได้พึ่งองค์กรด้วย.
กจ.
13:2 ก กจ.8:29; 10:19; 16:6-7; 20:28
กจ.
13:2 2ก คือพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณ ซึ่งเป็นศีรษะของพระกาย.
กจ.
13:2 ข 1ตธ.2:7; 2ตธ.1:11
กจ.
13:2 3ข นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ในการแผ่ขยายกิตติคุณแห่งอาณาจักรไปสู่ชาวต่างชาติ. สิ่งนี้เริ่มต้นจากเมืองอันติโอเกียอันเป็นศูนย์กลางของชาวต่างประเทศในมณฑลซีเรีย โดยไม่มีองค์กรส่งคนออกไป, ไม่มีกองทุนที่มาจากการเรี่ยไร, ไม่มีคำสั่งแต่งตั้งจากมนุษย์, และไม่มีโครงการหรือวิธีการของมนุษย์. เรื่องนี้เริ่มมาจากห้าอวัยวะที่สัตย์ซื่อและแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าในพระกายของพระคริสต์ ซึ่งได้ให้ประมุขของพระกายคือพระวิญญาณนั้น มีโอกาสที่จะแบ่งแยกพวกเขาออกมาโดยการปรนนิบัติและการอดอาหารเพื่อให้พวกเขาไปทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้มอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ในการแผ่ขยายอาณาจักรของพระองค์เพื่อก่อตั้งคริสตจักรของพระองค์ในโลกของชาวต่างชาติโดยการประกาศกิตติคุณของพระองค์. ย่างก้าวที่สำคัญนี้ไม่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มในลักษณะขององค์กรเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจและการชี้นำของเปโตรหรืออัครทูตอีกสิบเอ็ดคนในกรุงเยรูซาเล็มด้วย. แต่สิ่งนี้เริ่มจากศูนย์กลางของชาวต่างชาติซึ่งห่างไกลจากบรรยากาศและอิทธิพลจากเบื้องหลังและภาคปฏิบัติทั้งหมดในศาสนายูดาย และยังห่างไกลจากภาคปฏิบัติกับอิทธิพลของคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มอย่างสิ้นเชิง. สิ่งนี้เป็นการเคลื่อนไหวโดยพระวิญญาณนั้น, ในพระวิญญาณนั้น, และร่วมกับพระวิญญาณนั้นอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างอวัยวะที่สัตย์ซื่อและมีการแสวงหาในพระกายของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกกับศีรษะในสวรรค์ทั้งหลาย. ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวแห่งศาสนาที่มนุษย์ได้จัดแจงขึ้น. เริ่มต้นจากเมืองอันติโอเกียนี้เอง การเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลกเพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าจึงได้มีการเริ่มต้นใหม่อย่างสิ้นเชิง. แม้ว่าสายธารแห่งการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เริ่มต้นจากกรุงเยรูซาเล็มในวันเพ็นเทคอส จากนั้นจึงค่อยไหลไปถึงอันติโอเกีย และไหลต่อจากเมืองอันติโอเกียไปจนถึงโลกของชาวต่างชาติ แต่ธารไหลนี้ก็มีการเริ่มต้นที่ได้รับการ
หลอมให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณนั้นที่จุดหันเปลี่ยน ณ เมืองอันติโอเกียนี้เอง.
กจ.
13:2 ค กจ.9:15; 22:21
กจ.
13:2 ง รม.1:1; ฆต.1:15
กจ.
13:3 ก กจ.14:23
กจ.
13:3 1ก ไม่ใช่ปรึกษากันและตัดสินใจ.
กจ.
13:3 ข กจ.6:6
กจ.
13:3 2ข ดู 1ตธ.4:14 คำอธิบาย 5. การวางมือในที่นี้เล็งถึงการประสานสนิท โดยเป็นเครื่องหมายเล็งว่า ผู้ที่วางมือกับผู้ที่รับการวางมือนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้ประกาศต่อคนทั้งปวงว่าขณะที่ผู้ถูกใช้ออกไปนั้นไปสำเร็จภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายพวกเขาก็เป็นหนึ่งกับผู้ที่ถูกใช้ออกไปด้วย.
กจ.
13:4 1 ในข้อ 3 นั้น บาระนาบากับเซาโลถูกใช้ออกไปโดยพี่น้องอีกสามคน. แต่ในที่นี่กล่าวว่า ท่านทั้งสองถูกใช้ออกไปโดยพระวิญญาณนั้น. กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า พี่น้องทั้งสามคนนั้นได้เป็นหนึ่งกับพระวิญญาณนั้นในการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระวิญญาณนั้นทรงยอมรับว่า การใช้ออกไปของพวกเขานั้นเป็นการกระทำของพระองค์เอง.
กจ.
13:4 2 นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางแห่งการปฏิบัติของเปาโลในครั้งที่หนึ่ง ซึ่งได้สิ้นสุดลงที่ 14:27.
กจ.
13:4 ก กจ.4:36
กจ.
13:5 1 บาระนาบากับเซาโลไม่ได้ไปร่วมประชุมในธรรมศาลากับพวกยูดาย แต่ได้ฉวยโอกาสใช้การประชุมของพวกเขามาประกาศพระคำของพระเจ้า ซึ่งก็เหมือนกับที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำในขณะที่ทรงปฏิบัติอยู่บนแผ่นดินโลก (มธ.4:23; ลก.4:16). ดูข้อ 14 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:5 ก กจ.13:26, 46
กจ.
13:5 ข กจ.13:14; มก.6:2; ลก.4:15-16
กจ.
13:5 2ข ดู ยก.2:2 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:5 ค กจ.12:12, 25; 13:13; 15:37
กจ.
13:5 ง กจ.19:22
กจ.
13:6 ก มธ.7:15
กจ.
13:6 ข กจ.8:9, 11
กจ.
13:7 ก กจ.18:12; 19:38
กจ.
13:7 1ก ในขณะนั้นเกาะไซปรัสเป็นมณฑลที่อยู่ในการปกครองของวุฒิสภาของจักรวรรดิโรมัน. ผู้นำของรัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลนั้นคือข้าหลวงประจำมณฑล.
กจ.
13:8 ก เทียบ อซด.7:11
กจ.
13:8 ข 2ตธ.3:8
กจ.
13:8 1 คือหลักความเชื่อทางทัศนะภายนอก ซึ่งหมายถึงเนื้อหาสาระของกิตติคุณที่ผู้เชื่อในพระคริสต์ได้เชื่อ (ดู 1ตธ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
กจ.
13:9 1 การเปลี่ยนชื่อ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิต. อย่างไรก็ตามหลังจากที่เปาโลเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในที่นี้แล้ว ท่านก็เป็นผู้นำในการปฏิบัติของอัครทูตไปตลอด.
กจ.
13:9 2 หมายถึงการเต็มล้นทางภายนอกเพื่อฤทธิ์เดช. ดู 2:4 คำอธิบาย 2.
กจ.
13:10 ก ยฮ.8:44; 1ยฮ.3:8, 10
กจ.
13:10 1 ดู 2ปต.2:15 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:11 ก อซด.9:3; บพส.32:4
กจ.
13:13 ก กจ.14:25
กจ.
13:13 ข กจ.2:10; 14:24
กจ.
13:13 ค กจ.13:5
กจ.
13:13 1 เมื่อพิจารณาตาม 15:38 แล้ว สาเหตุที่โยฮันละจากไปจะต้องเป็นด้านลบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงทำให้เปาโลและผู้ร่วมงานของท่านไม่ได้รับการหนุนใจ. แต่ในการปฏิบัติช่วงหลังของท่านเปาโลเขาก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาอยู่ข้างกายของท่านเปาโลอีก (กซ.4:10-11; 2ตธ.4:11).
กจ.
13:14 ก กจ.14:25
กจ.
13:14 ข กจ.13:5
กจ.
13:14 1 จุดประสงค์ที่พวกอัครทูตเข้าไปในธรรมศาลาในวันซะบาโตนั้นไม่ใช่เพื่อไปถือวันซะบาโตแต่เพื่อฉวยโอกาสประกาศกิตติคุณ (ดูข้อ 5 คำอธิบาย 1).
กจ.
13:14 ค กจ.13:5
กจ.
13:15 ก กจ.13:27; 15:21
กจ.
13:15 ข มธ.5:17; 7:12; ลก.16:16
กจ.
13:15 ค มก.5:22
กจ.
13:15 1 ดู 1:16 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:16 1 ดู 7:26 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:16 2 ชาวต่างชาติที่แสวงหาพระเจ้า.
กจ.
13:16 ก กจ.13:26; 10:2, 22, 35
กจ.
13:17 ก มธ.15:31; ลก.1:68
กจ.
13:17 ข พบญ.7:6-7
กจ.
13:17 ค บพส.105:23; กจ.7:17
กจ.
13:17 ง อซด.12:51; 13:14, 16
กจ.
13:18 ก เทียบ พบญ.1:31
กจ.
13:18 1ก สำเนาต้นฉบับอื่นๆ เป็น ยอมอดทนกับพวกเขา.
กจ.
13:18 ข อซด.16:35; กจ.7:36
กจ.
13:19 ก พบญ.7:1
กจ.
13:19 ข ยฮซ.14:1-19, 51; บพส.78:55; กจ.7:45
กจ.
13:20 ก วนฉ.2:16, 18
กจ.
13:20 ข ซมอ.3:20; กจ.3:24
กจ.
13:20 1 สี่ร้อยห้าสิบปีเริ่มนับจากเวลาที่พลไพร่ได้อพยพออกจากประเทศอียิปต์ (ข้อ 17) จนถึงสมัยของผู้เผยพระวจนะซามูเอล (ข้อ 20) ซึ่งก็คือเวลาที่กษัตริย์ดาวิดได้ขึ้นครองราชย์ปกครองประเทศอิสราเอลทั้งประเทศอย่างสมบูรณ์แล้ว (2ซมอ.5:3-5; เทียบ วนฉ.11:26; 1พกษ.6:1).
กจ.
13:21 ก 1ซมอ.8:5-22
กจ.
13:21 ข 1ซมอ.9:1-2; 10:1
กจ.
13:22 ก ฮซอ.13:11
กจ.
13:22 ข 2ซมอ.2:4; 5:3
กจ.
13:22 ค 1ซมอ.13:14; บพส.89:20
กจ.
13:22 1 ดาวิดเป็นคนที่สอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่า ท่านไม่เพียงสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับพระทัยปราถนาของพระเจ้าอีกด้วย. บุคคลเช่นนี้ย่อมประพฤติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าทุกประการ.
กจ.
13:22 ง กจ.13:36
กจ.
13:23 ก กจ.2:30; รม.1:3
กจ.
13:23 ข ลก.2:11; รม.11:26
กจ.
13:23 ค ซมอ.7:12; บพส.132:11
กจ.
13:24 1 แปลตามตรงคือ ก่อนพระพักตร์ที่เข้ามาของพระองค์. นี่เป็นสำนวนของชาวเฮ็บราย.
กจ.
13:24 ก มธ.3:1; มก.1:4; กจ.1:22
กจ.
13:24 2 ดู มก.1:4 คำอธิบาย 3.
กจ.
13:24 ข ลก.3:3; กจ.19:4
กจ.
13:25 1 หมายถึง แอบคิดไปเอง หรือ คาดเดา.
กจ.
13:25 ก ยฮ.1:20
กจ.
13:25 ข มธ.3:11; มก.1:7; ลก.3:16; ยฮ.1:27
กจ.
13:26 1 ดู 1:16 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:26 2 ดูข้อ 16 คำอธิบาย 2.
กจ.
13:26 ก กจ.13:16
กจ.
13:26 ข กจ.13:46
กจ.
13:27 ก กจ.3:17
กจ.
13:27 1 แปลตามตรงคือ เสียง.
กจ.
13:27 ข กจ.13:15
กจ.
13:27 2 คือตัดสินลงโทษประหารชีวิต (ลก. 24:20).
กจ.
13:28 ก ลก.23:4, 22; ยฮ.19:6
กจ.
13:28 ข ลก.23:23-24; กจ.3:13-14
กจ.
13:29 ก กจ.5:30
กจ.
13:29 ข มธ.27:60; มก.15:46; ลก.23:53; ยฮ.19:41-42
กจ.
13:30 1 ดู 2:24 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:30 ก กจ.2:24; 13:33-34, 37
กจ.
13:31 ก กจ.1:3; 1กธ.15:5-7
กจ.
13:31 ข กจ.1:11; 2:7
กจ.
13:31 ค กจ.1:8; 22:15
กจ.
13:32 ก กจ.5:42
กจ.
13:32 ข กจ.13:23; 26:6
กจ.
13:33 ก บพส.2:7; ฮร.1:5; 5:5
กจ.
13:33 1 การเป็นขึ้นคือการกำเนิดของพระเยซูผู้เป็นมนุษย์นั้น. ในการเป็นขึ้นนั้น พระเจ้าก็ได้ให้กำเนิดพระองค์มาเป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก (รม.8:29). พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้ามาตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อนเเล้ว (ยฮ.1:18; 3:16). หลังจากที่ทรงกลายเป็นเนื้อหนังแล้ว พระองค์ก็ได้กำเนิดโดยการเป็นขึ้นนั้นมาเป็นพระบุตรหัวปีของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ของพระองค์.
กจ.
13:34 ก รม.6:9; 8:11
กจ.
13:34 1 คำว่า "สิ่งที่บริสุทธิ์" ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์. ศัพท์ในภาษากรีกคำเดียวกันนี้ในรูปเอกพจน์ถูกใช้ในข้อ 35 หมายถึง
องค์บริสุทธิ์. แต่คำนี้ไม่ใช่คำว่า "แยกบริสุทธิ์" ที่ใช้กันเป็นประจำแต่เป็นศัพท์ภาษากรีกที่เทียบได้กับคำว่า "chesed" (เคเซด) ในภาษาเฮ็บรายซึ่งแปลเป็น "เมตตา" ใน ยซย.55:3 ตามพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับคิงเจมส์ และใน 2คนก.6:42; บพส.89:1 ในพันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint) และในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับคิงเจมส์. คำว่า"เมตตา" (พหูพจน์) ใน บพส.89:1 มาจากรากศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "องค์ผู้บริสุทธิ์" (เอกพจน์) ใน บพส.89:19. องค์ผู้บริสุทธิ์ก็คือพระคริสต์ผู้เป็นบุตรหลานของดาวิด. พระเมตตาของพระเจ้าได้รวบรวมอยู่ในตัวของพระองค์ทั้งหมด และได้ถ่ายทอดออกไปโดยพระองค์. ด้วยเหตุนี้วลีที่ว่า "สิ่งที่บริสุทธิ์และสิ่งที่เชื่อถือได้จากดาวิด" จึงหมายถึงพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นนั่นเอง. กรณีนี้สามารถยืนยันได้จากเนื้อความในที่นี้ โดยเฉพาะวลีที่ว่า "องค์บริสุทธิ์ของพระองค์" ในข้อถัดไปและในข้อพระคัมภีร์ที่ต่อจาก ยซย.55:3.
กจ.
13:34 2 ดู ลก.1:75 คำอธิบาย 1. คำว่า "บริสุทธิ์" ในข้อ 35 ก็เช่นเดียวกัน.
กจ.
13:35 ก บพส.16:10; กจ.2:27, 31
กจ.
13:35 1 แปลตามตรงคือ ให้.
กจ.
13:36 1 กรณีนี้แสดงว่า การที่ดาวิดครองอำนาจเป็นกษัตริย์นั้นเป็นการปรนนิบัติคนในชั่วอายุของท่านตามน้ำพระทัยของพระเจ้า.
กจ.
13:36 ก กจ.13.22; 20:27
กจ.
13:36 ข ซมอ.7:12; 1พกษ.2:10
กจ.
13:36 2 แปลตามตรงคือ เพิ่มเข้าด้วยกัน.
กจ.
13:37 1 ดู 2:24 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:37 ก กจ.2:24; 17:31
กจ.
13:38 1 ดู 1:16 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:38 ก ลก.24:47; กจ.5:31
กจ.
13:38 2 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
กจ.
13:39 ก กจ.10:43; รม.3:28; ฆต.3:8
กจ.
13:39 ข ยซย.53:11
กจ.
13:39 1ข การได้รับการอภัยบาปนั้นเป็นด้านลบ (ข้อ 38) เพื่อให้เราถูกปลดปล่อยจากการถูกปรับโทษส่วนการโปรดให้ชอบธรรมนั้นเป็นด้านบวก เพื่อให้เราได้คืนดีกันกับพระเจ้า และเป็นที่ยินดีรับไว้ของพระเจ้า.
กจ.
13:39 ค รม.2:13; ฆต.2:16; 3:11
กจ.
13:39 2 แปลตามตรงคือ ใน.
กจ.
13:41 ก ฮบฆ.1:5
กจ.
13:41 ข ยซย.29:14
กจ.
13:42 ก กจ.13:14
กจ.
13:43 ก มธ.23:15; กจ.6:5
กจ.
13:43 1ก ดู 2:10 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:43 ข กจ.13:50; 16:14; 17:4, 17; 18:7
กจ.
13:43 ค กจ.14:22
กจ.
13:43 ง กจ.4:33; 14:3; ตต.2:11; ฆต.5:4; ฮร.12:15; 1ปต.5:12
กจ.
13:43 2ง ดู 11:23 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:45 ก กจ.13:50; 14:19; 18:12; 20:3; 21:27; 23:12, 20
กจ.
13:45 ข กจ.5:17
กจ.
13:45 ค กจ.19:9; 1ปต.4:4
กจ.
13:46 ก กจ.4:13
กจ.
13:46 ข กจ.13:5
กจ.
13:46 ค กจ.3:26
กจ.
13:46 ง มธ.22:8
กจ.
13:46 1ง การที่มนุษย์ได้ปฏิเสธพระคำของพระเจ้าย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่า ตัวเขาเองได้ตัดสินว่าตนไม่คู่ควรที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์. ดูข้อ 48 คำอธิบาย 1.
กจ.
13:46 จ กจ.9:15; 11:18; 18:6; 22:21; 28:28; รม.11:11
กจ.
13:47 1 คำนี้ยกอ้างมาจาก ยซย.49:6 โดยหมายถึงพระคริสต์ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงตั้งไว้ให้เป็นความสว่างของ
ชาวต่างชาติ เพื่อความรอดของพระองค์จะได้ไปถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก. เนื่องจากอัครทูตเปาโลได้เป็นหนึ่งกับพระคริสต์ในการทำให้ความรอดของพระเจ้าในพระคริสต์ได้สำเร็จ ท่านจึงได้ปรับใช้คำพยากรณ์นี้กับตัวท่านเองในขณะที่ท่านทำการปฏิบัติแห่งการประกาศกิตติคุณของท่าน แล้วกิตติคุณได้หันไปสู่ชาวต่างชาติเนื่องจากการปฏิเสธของชาวยูดาย. ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำการปฏิบัติอยู่บนโลก พระองค์ก็เคยตรัสคำพูดเดียวกันนี้กับชาวยูดายที่ดื้อรั้นใน ลก.4:24-27 ด้วย.
กจ.
13:47 ก ยซย.42:6; ลก.2:32
กจ.
13:47 2 แปลตามตรงคือ เพื่อความรอด.
กจ.
13:47 ข กจ.1:8
กจ.
13:48 1 หรือ กำหนด. การที่มนุษย์ปฏิเสธกิตติคุณนั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่า ตัวเขาไม่คู่ควรที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 46) ส่วนการที่มนุษย์รับเชื่อก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า เขาถูกพระเจ้าชี้หมายหรือกำหนดให้ได้รับชีวิตนิรันดร์. การที่พระเจ้าทรงชี้หมายหรือกำหนดให้มนุษย์ได้รับความรอดนั้นเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของพระองค์เอง. อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังคงให้มนุษย์มีความตั้งใจที่อิสระ. การที่มนุษย์จะ
เชื่อหรือปฏิเสธความรอดของพระเจ้านั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเขาเอง.
กจ.
13:48 ก ยฮ. 3:15-16, 36
กจ.
13:50 ก กจ.14:19; มธ.27:20
กจ.
13:50 ข กจ.17:4, 12
กจ.
13:50 ค กจ.13:43
กจ.
13:50 ง กจ.14:2
กจ.
13:50 จ 2ตธ.3:11
กจ.
13:50 ฉ 1ธซ.2:15; เทียบ ลก.4:29
กจ.
13:51 ก มธ.10:14
กจ.
13:51 ข กจ.14:1, 21
กจ.
13:52 1 ภาษากรีกเป็น Pleroo (พลีรู) คือการเติมเต็มอยู่ภายใน. ดู 2:4 คำอธิบาย 2. การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเติมเต็มทางภายในด้านธาตุแท้นี้มีเพื่อชีวิต ไม่ใช่เพื่อฤทธิ์เดช. ความชื่นชมยินดีซึ่งเป็นเรื่องของชีวิต ไม่ใช่เรื่องของฤทธิ์เดช สามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงประเด็นนี้ได้.
กจ.
13:52 ก มธ.5:12