การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

กิจการ บทที่ 1

หัวข้อหลัก: การแพร่พันธุ์ของพระคริสต์ที่เป็นขึ้น ในการเสด็จสู่สวรรค์ โดยพระวิญญาณนั้น ผ่านเหล่าสาวก เพื่อก่อกำเนิดคริสตจักรทั้งหลาย - อาณาจักรของพระเจ้า

ผู้เขียน: ลูกา. ดู ลก.1:3 คำอธิบาย 1.

เวลาที่เขียน: ค.ศ.67 หรือ 68 หลังจากที่ได้เขียนกิตติคุณลูกา (1:1).

สถานที่เขียน: อาจเป็นกรุงโรม (เทียบ ฟม.24; 2ตธ.4:11).

ผู้รับ: เธโอฟีโล (1:1). ดู ลก.1:1 คำอธิบาย 1.

I. คำนำ
1:1-2
กจ. 1:1 โอ 1ท่านเธโอฟีโล ใน2หนังสือเล่มก่อนนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง3บรรดาการซึ่งพระเยซูได้ทรงเริ่มกระทำและสั่งสอน
กจ. 1:2 จนถึงวันที่พระองค์ถูกกรับขึ้นไป หลังจากที่พระองค์ได้ขตรัสสั่งโดย1พระวิญญาณบริสุทธิ์แก่คพวกอัครทูตซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้.
II. การตระเตรียม
1:3-26
1. การตระเตรียมของพระคริสต์
ข้อ 3-8
(1) ตรัสถึงเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า
ข้อ 3
กจ. 1:3 หลังจากที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์แล้ว ก็ได้ทรง1แสดงพระองค์แก่พวกอัครทูตว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ด้วยหลักฐานอันแน่นหนาหลายอย่าง โดยได้ทรง2กปรากฏแก่พวกเขาถึง3สี่สิบวัน และได้ตรัสถึงเรื่อง4อาณาจักรของพระเจ้า.
(2) ทรงกำชับให้คอยรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ข้อ 4-8
กจ. 1:4 ขณะที่พระองค์ได้ร่วม1ประชุม[กับพวกอัครทูต]อยู่นั้นก็ทรงกำชับเขากว่า จงอย่าออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยท่า[สิ่งที่]พระบิดาได้ทรง2ขสัญญาไว้ ตามที่ท่านทั้งหลายเคยได้ยินจากเรา
กจ. 1:5 ด้วยว่าโยฮันกให้บัพติศมาใน1น้ำ แต่อีกไม่กี่วัน ท่านจะได้รับ2บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์.
กจ. 1:6 ดังนั้นพวกที่มาประชุมกันจึงทูลถามพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงกฟื้นฟู1อาณาจักรอิสราเอลขึ้นในขเวลานี้หรือ?"
กจ. 1:7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "กเวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้โดยอำนาจของพระองค์นั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านอาจรู้ได้.
กจ. 1:8 แต่ท่านทั้งหลายจะ1ได้รับกฤทธิ์เดชเมื่อขพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จ2ลงมาบนตัวท่าน และท่านจะเป็น3คพยานบุคคลของเรา ทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม, ทั่วงมณฑลยูดาย, จมณฑลซะมาเรีย, และจนถึงฉที่สุดปลายแผ่นดินโลก."
2. การเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์
ข้อ 9-11
กจ. 1:9 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นแล้ว ในขณะที่พวกเขากำลังดูอยู่นั้น พระองค์ก็ถูกรับขึ้นไป และมีเมฆมากรับพระองค์ไปจนพ้นสายตาเขา.
กจ. 1:10 และขณะที่พวกเขากำลังเขม้นดูฟ้าเมื่อพระองค์เสด็จ[ขึ้น]ไปนั้น ดูเถิด มีกชายสองคนสวมเสื้อผ้าขชุดขาวมายืนอยู่ข้างเขาแล้วกล่าวว่า
กจ. 1:11 "1ท่านทั้งหลายที่เป็นชาวกฆาลิลายเอ๋ย เหตุใดท่านจึงยืนดูฟ้า? พระเยซูองค์นี้ซึ่งถูกรับไปจากท่านขึ้นสู่ 2สวรรค์นั้นจะ3ขเสด็จมาอีกใน 4แบบเดียวกันกับที่ท่าน5เห็นพระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์นั้น."
3. การตระเตรียมของเหล่าสาวก
ข้อ 12-26
(1) อธิษฐานอย่างมั่นคงต่อเนื่อง
ข้อ 12-14
กจ. 1:12 จากนั้นเหล่าสาวกจึงลงจากภูเขาที่อยู่ใกล้กกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเรียกกันว่า ข[ภูเขา] มะกอกเทศ กลับไปยัง1กรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ห่างออกไปเท่ากับ2ระยะทาง[ที่ให้เดินได้]ในวันซะบาโต.
กจ. 1:13 เมื่อเข้า[กรุง]แล้ว พวกเขาก็ขึ้นไปยังกห้องชั้นบนที่พักกันอยู่ มีขเปโตร, โยฮัน, ยาโกโบ, อันดะเรอา, ฟีลิป, โธมา, บาร์โธโลมาย, มัดธาย, ยาโกโบ[บุตร]ของอาละฟาย, ซีโมน1พรรคชาตินิยม, และยูดา2[พี่น้อง]ของยาโกโบ.
กจ. 1:14 คนเหล่านี้พร้อมด้วยกพวกผู้หญิงกับ1มาเรียขมารดาของพระเยซู และพวกน้องชายของพระองค์ล้วน2อธิษฐานอย่าง3คมั่นคงต่อเนื่อง4ด้วยงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว.
(2) เลือกมัดเธีย
ข้อ 15-26
กจ. 1:15 และในวันเหล่านั้น กเปโตรได้ยืนขึ้นท่ามกลางขพี่น้องทั้งหลายที่มาประชุมกันซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยยี่สิบคน และ1กล่าวว่า
กจ. 1:16 "1ท่านทั้งหลายที่เป็นพี่น้องเอ๋ย กพระคัมภีร์จะต้องสำเร็จเป็นจริง ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสไว้ล่วงหน้าผ่านพระโอษฐ์ของดาวิดเกี่ยวกับขยูดา ซึ่งเป็นผู้นำทางให้แก่คนเหล่านั้นที่ไปจับพระเยซู.
กจ. 1:17 เพราะเขาถูกกนับเข้าในจำพวกเราและได้รับส่วนใน1ขการปฏิบัตินี้.
กจ. 1:18 คนผู้นี้ได้เอา1กค่าจ้างแห่งการอธรรม[ของตน]ไปซื้อขที่ดินแปลงหนึ่งแล้วก็ล้มลงศีรษะกระแทกพื้น พุงแตกไส้ทะลักออกมาหมด.
กจ. 1:19 ทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้เรื่องนี้ จึงเรียกที่ดินแปลงนั้นตามภาษาท้องถิ่นของตนว่า 1อะเก็ลดะมา คือ2นาเลือด.
กจ. 1:20 เพราะมีคำเขียนไว้ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญว่า 'กขอให้ที่อยู่ของเขากลายเป็นที่รกร้าง และอย่าให้มีผู้ใดอาศัยอยู่ในที่นั่น' และกล่าวอีก[ว่า] 'ขขอให้คนอื่นมารับฐานะแห่งการปฏิบัติของผู้ดูแลของเขา.'
กจ. 1:21 เหตุฉะนั้นจึงจำเป็นที่[จะต้องเลือก]คนหนึ่งจากท่ามกลางคนทั้งหลายซึ่งอยู่ด้วยกันกับเราตลอดระยะเวลาที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกดำเนินเข้าออก1ในท่ามกลางเรา
กจ. 1:22 ตั้งแต่[เวลาที่]กโยฮันให้บัพติศมาจนถึงวันที่พระองค์ถูกขรับขึ้นไปจากเรา และให้คนผู้นี้เป็นคพยานบุคคลถึง1งการเป็นขึ้นของพระองค์ด้วยกันกับพวกเรา."
กจ. 1:23 พวกเขาจึงเสนอชื่อคนสองคน คือโยเซฟที่เรียกกันว่า กบาระซาบา และมีอีกชื่อหนึ่งว่า ขยูซะโตและมัดเธีย.
กจ. 1:24 แล้วพวกเขาจึงกอธิษฐานว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบขใจของมนุษย์ทั้งปวง ขอทรงโปรดสำแดงว่าพระองค์ทรงเลือกคนไหนในสองคนนี้
กจ. 1:25 ให้มารับการปฏิบัตินี้และกฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูต ซึ่งยูดาได้ละทิ้งขไปสู่ที่ของตน."
กจ. 1:26 แล้วพวกเขาจึง1จับฉลากกัน แล้วฉลากนั้นได้แก่มัดเธีย จึงนับเขาเข้าด้วยกันกับพวกอัครทูตสิบเอ็ดคนนั้น.

คำอธิบาย กิจการ บทที่ 1

กจ. 1:1 1 ดู ลก.1:1 คำอธิบาย 1.
กจ. 1:1 2 ดู ลก.1:3 คำอธิบาย 1.
กจ. 1:1 3 ดู ลก.1:1 คำอธิบาย 5.
กจ. 1:2 ก ลก.24:51; กจ.1:9, 22
กจ. 1:2 ข มธ.28:19-20; กจ.10:42
กจ. 1:2 1 พระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตให้แล้ว (1กธ.15:45) แต่ในการเป็นขึ้นนั้น พระองค์ยังคงทำการโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ (ยฮ.20:22).
กจ. 1:2 ค ลก.6:13-16
กจ. 1:3 1 สิ่งนี้ก็เพื่อฝึกฝนพวกสาวกให้เคยชินและรับสุขการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ดู ยฮ.20:26 คำอธิบาย 3.
กจ. 1:3 ก มก.16:14; ยฮ.21:1; กจ.10:40-41; 1กธ.15:5-8
กจ. 1:3 2ก พระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นผู้นี้ได้ทรงอาศัยอยู่ภายในเหล่าสาวก เพราะในวันที่ทรงเป็นขึ้นนั้นพระองค์ได้ทรงระบายพระองค์เองออกเป็นพระวิญญาณนั้นเข้าสู่ภายในเขาทั้งหลาย (ยฮ.20:22). การที่พระองค์ทรงปรากฏไม่ได้มีความหมายว่าพระองค์เคยจากเขาไป แต่หมายความว่าพระองค์ทำให้การสถิตอยู่ของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ เพื่อฝึกฝนเขาให้รับรู้และรับสุขการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์.
กจ. 1:3 3 สี่สิบวันเป็นช่วงเวลาแห่งการทดลองและทดสอบ (ดู มธ.4:2 คำอธิบาย 1).
กจ. 1:3 4 กรณีนี้พิสูจน์ว่าอาณาจักรของพระเจ้าก็คือหัวข้อหลักที่พวกอัครทูตได้ประกาศในภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายมาหลัง วันเพ็นเทคอส (8:12; 14:22; 19:8; 20:25; 28:23, 31). นี่ไม่ใช่อาณาจักรฝ่ายวัตถุที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นอาณาจักรแห่งชีวิตของพระเจ้า. อาณาจักรนี้ก็คือการแผ่ขยายของพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตไปสู่บรรดาผู้เชื่อของพระองค์ เพื่อก่อรูปขึ้นเป็นขอบเขตที่พระเจ้าทรงปกครองอยู่ในชีวิตของพระองค์. ดู มก.1:15 คำอธิบาย 1, มก.4:26 คำอธิบาย 1, และลก.4:43 คำอธิบาย 2.
กจ. 1:4 1 หรือ รับประทาน.
กจ. 1:4 ก ลก.24:49
กจ. 1:4 ข กจ.2:33
กจ. 1:4 2ข ดู ลก.24:49 คำอธิบาย 1; เทียบ ยฮ.14:17 คำอธิบาย 1
กจ. 1:5 ก มธ.3:11
กจ. 1:5 1 ดู มธ.3:6 คำอธิบาย 1, มก.1:8 คำอธิบาย 1.
กจ. 1:5 2 กรณีนี้ต้องใช้สองส่วนมาทำให้สำเร็จคือ (1) ผู้เชื่อชาวยูดายทั้งหมดได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอส (2:4); และ(2) ผู้เชื่อชาวต่างชาติทั้งหมดได้รับบัพติศมาที่บ้านของโกระเนเลียว (10:44-47; 11:15-17). ในสองส่วนนี้ ผู้เชื่อที่แท้จริงที่อยู่ในพระคริสต์ทุกคนในจักรวาลล้วนได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิรันดร์ และได้กลาย เป็นพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์ (1กธ.12:13 กับคำอธิบาย 3).
กจ. 1:6 ก มธ.17:11; 19:28; กจ.3:21
กจ. 1:6 1 อาณาจักรของอิสราเอลที่พวกอัครทูตและชาวยูดายที่ยำเกรงพระเจ้าเฝ้าหวังนั้นเป็นอาณาจักรฝ่ายวัตถุ ต่างกับอาณาจักรแห่งชีวิตของพระเจ้าซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 3. อาณาจักรแห่งชีวิตนี้พระคริสต์ได้ก่อตั้งขึ้นมา โดยอาศัยการประกาศกิตติคุณของพระองค์. ดูข้อ 3 คำอธิบาย 4.
กจ. 1:6 ข เทียบ มธ.24:3
กจ. 1:7 ก มธ.24:36
กจ. 1:8 1 นี่ก็คือการได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 5) เพื่อให้พระสัญญาของพระบิดาสำเร็จเป็นจริง (ข้อ 4).
กจ. 1:8 ก ลก.24:49; กจ.4:33
กจ. 1:8 ข กจ.2:1-4
กจ. 1:8 2 ต่างกับ อยู่ภายในท่าน (ยฮ.14:17). ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฟื้นคืนพระชนม์นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงระบายเข้าสู่ภายในเหล่าสาวก (ยฮ.20:22) เพื่อเป็นพระวิญญาณแห่งชีวิต (รม.8:2) ในด้านธาตุแท้. ส่วนในวันเพ็นเทคอสพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกันนี้ก็ได้เสด็จลงบนตัวสาวกเพื่อเป็นพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชในด้านแผนการบริหาร. ดู ลก.24:49 คำอธิบาย 2.
กจ. 1:8 ค กจ.1:22; 2:32; 3:15; 5:32; 10:39, 41; 13:31; 22:15, 20; 26:16; ลก.24:48; วว.2:13
กจ. 1:8 3ค แปลตามตรงคือ ผู้พลีชีพ ซึ่งก็คือบุคคลที่อยู่ในชีวิตเพื่อเป็นพยานอันมีชีวิตให้แก่พระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ ซึ่งต่างกับนักเทศน์ที่ประกาศเพียงหลักธรรมที่เป็นตัวอักษรเท่านั้น. ในหนังสือกิตติคุณได้บันทึกถึงการที่พระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนังทรงสำเร็จการปฏิบัติบนแผ่นดินโลกของพระองค์ด้วยตัวพระองค์เอง โดยการหว่านตัวพระองค์เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งอาณาจักรของพระเจ้าในแผ่นดินของชาวยูดายเท่านั้น. แต่ในหนังสือกิจการได้บันทึกถึงการที่พระคริสต์ผู้เสด็จสู่สวรรค์ทรงสำเร็จการปฏิบัติในสวรรค์ของพระองค์โดยอาศัยผู้พลีชีพเหล่านี้ที่อยู่ในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์และมีฤทธิ์เดชและอำนาจแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ เพื่อแผ่ขยายตัวของพระองค์เองออกไปเป็นการวัฒนาขึ้นแห่งอาณาจักรของพระเจ้า โดยเริ่มต้นตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็ม จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก เพื่อเป็นการสำเร็จแห่งการปฏิบัติในพันธสัญญาใหม่ของพระองค์. อัครทูตและสาวกทั้งหมดในหนังสือกิจการนั้นล้วนเป็นผู้พลีชีพของพระองค์ คือเป็นพยานบุคคลชนิดนี้ของพระองค์นั่นเอง (เทียบข้อพระคัมภีร์อ้างอิงในข้อ 8ค). ดู 23:11 คำอธิบาย 4, 26:16 คำอธิบาย 1.
กจ. 1:8 ง มธ.3:5; กจ.26:20
กจ. 1:8 จ กจ.8:1, 14; เทียบ มธ.10:5
กจ. 1:8 ฉ กจ.13:47
กจ. 1:9 ก กจ.1:2, 22
กจ. 1:10 ก ลก.24:4; ยฮ.20:12
กจ. 1:10 ข มธ.28:3; มก.16:5
กจ. 1:11 1 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่าการเรียกว่า "ชาวฆาลิลาย" เท่านั้น.
กจ. 1:11 ก กจ.2:7; 13:31; มก.14:70
กจ. 1:11 2 กิตติคุณของลูกาได้จบลงด้วยการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ลก.24:51) ส่วนหนังสือกิจการที่ลูกาเขียนนั้นเริ่มต้นด้วยการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. กิตติคุณของลูกาได้บรรยายถึงการปฏิบัติบนแผ่นดินโลกของพระเยซูผู้กลายเป็นเนื้อหนัง ส่วนหนังสือกิจการที่ลูกาเขียนได้บันทึกถึงการปฏิบัติที่ต่อจากนั้นซึ่งอยู่ในสวรรค์ของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ ซึ่งได้กระทำสำเร็จโดยผู้เชื่อของพระองค์ที่อยู่บนแผ่นดินโลก. ในหนังสือกิตติคุณนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำเร็จการปฏิบัติบนแผ่นดินโลกด้วยตัวพระองค์เองโดยการนำตัวพระองค์เองซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งอาณาจักรของพระเจ้าหว่านเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์เพียงเท่านั้น แต่ในเวลานั้นคริสตจักรยังไม่ถูกก่อสร้างขึ้นมา. ส่วนในหนังสือกิจการนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าได้อาศัยผู้เชื่อของพระองค์มาสำเร็จการปฏิบัติบนสวรรค์ของพระองค์ในการเป็นขึ้นและการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ โดยการแผ่ขยายตัวของพระองค์ผู้เป็นการวัฒนาแห่งอาณาจักรของพระเจ้านั้นออกไป เพื่อการก่อสร้างคริสตจักร (มธ.16:18) ทั่วแผ่นดินโลก เพื่อก่อรูปเป็นพระกายของพระองค์ ซึ่งก็คือความบริบูรณ์ของพระองค์ (อฟ1:23) เพื่อจะมาสำแดงพระองค์ และยังเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า (อฟ.3:19) เพื่อมาสำแดงพระเจ้าอีกด้วย.
กจ. 1:11 ข ดนอ.7:13
กจ. 1:11 3ข การเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าชี้ถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์. ช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองนี้ก็คือยุคแห่งพระคุณที่พระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณ ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตให้ผู้นี้ (1กธ.15:45) สามารถปรับใช้การไถ่ที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระองค์บนตัวผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อเป็นความรอดที่ครบสมบูรณ์ของเขา เพื่อให้พระองค์สามารถก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ เพื่อการก่อตั้งอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก.
กจ. 1:11 4 พระคริสต์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไปจากภูเขามะกอกเทศ (ข้อ 12) โดยถูกรับขึ้นไปด้วยเมฆ และให้มนุษย์มองเห็นได้. พระองค์จะเสด็จกลับมายังภูเขาลูกเดียวกัน (ซคย.14:4) โดยจะเสด็จมาบนเมฆ (มธ.24:30) ซึ่งมนุษย์ก็สามารถมองเห็นได้เช่นกัน.
กจ. 1:11 5 การมองเห็นนิมิตแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ได้เพิ่มกำลังให้กับความเชื่อที่พวกสาวกมีต่อพระองค์และทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่พระคริสต์ได้กระทำสำเร็จเพื่อพวกเขาโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์. นิมิตนี้ได้ขยายวิสัยทัศน์ของพวกเขาที่มีต่อแผนการบริหารฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ให้กว้างขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถร่วมมือกับการปฏิบัติบนสวรรค์ทั้งหลายของพระคริสต์ เพื่อจะสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. ผู้เชื่อทุกคนควรจะมีนิมิตเช่นนี้ต่อการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์.
กจ. 1:12 ก ลก.24:52
กจ. 1:12 ข มธ.21:1
กจ. 1:12 1 เหล่าสาวกกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อถือปฏิบัติตามคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าใน ลก.24:49 และ กจ.1:4 เพื่อที่จะได้รับพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชในด้านแผนการบริหารตามที่พระบิดาได้ทรงสัญญาไว้. พวกเขาทุกคนล้วนเป็นชาวฆาลิลาย (ข้อ 11). สำหรับพวกเขาแล้ว การอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ภายใต้การข่มขู่ของผู้นำชาวยูดายนั้นก็เท่ากับต้องเสี่ยงชีวิตนั่นเอง.
กจ. 1:12 2 ระยะทางที่อนุญาตให้เดินในวันซะบาโตตามประเพณีของยูดายนั้นมีค่าเท่ากับ 1.2 กิโลเมตรโดยประมาณ.
กจ. 1:13 ก ลก.22:12; กจ.9:37, 39; 20:8
กจ. 1:13 ข ลก.6:14-16
กจ. 1:13 1 เป็นนิกายหนึ่งของฆาลิลายซึ่งมีความร้อนรนจนเกินไปในการต่อสู้เพื่อศาสนาของตน โดยเฉพาะเพื่อกฎบัญญัติของโมเซ. ดู มธ.10:4 คำอธิบาย 1.
กจ. 1:13 2 หรือ บุตร.
กจ. 1:14 ก ลก.8:2-3; 23:49, 55; 24:10
กจ. 1:14 1 ในที่นี้ได้เอ่ยถึงมาเรียมารดาของพระเยซูเป็นครั้งสุดท้ายในพันธสัญญาใหม่.
กจ. 1:14 ข มธ.12:46; 13:55
กจ. 1:14 2 พวกสาวกอาจจะอธิษฐานเพื่อจะถูกสวมด้วยพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชที่พระบิดาได้ทรงสัญญาไว้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำชับพวกเขาให้อยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม (ลก.24:49; กจ.1:4) และก็อาจจะอธิษฐานเพื่อภารกิจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบหมายให้แก่เขาใน ลก.24:47-48 และ กจ.1:8 ที่ให้เขาเป็นพยานเพื่อพระองค์จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก.
พระเจ้าต้องการที่จะเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมาเพื่อสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ และยังทรงสัญญาไว้ด้วยว่าจะกระทำเช่นนี้. แต่ทว่าพระองค์ยังคงต้องการให้พลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรอธิษฐานเพื่อสิ่งนี้. ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ พระองค์ต้องการให้มนุษย์ที่อยู่บนแผ่นดินโลกร่วมมือกับพระองค์เพื่อให้โครงการของพระองค์ถึงที่สำเร็จ.การอธิษฐานเป็นเวลาสิบวันของสาวกหนึ่งร้อยยี่สิบคนนี้ได้ตอบสนองความต้องการของพระเจ้า.
กจ. 1:14 ค รม.12:12; กซ.4:2
กจ. 1:14 3ค ก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะสิ้นพระชนม์นั้นพวกสาวกไม่สนใจในการอธิษฐานเพื่อเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ (ลก.22:40, 45-46) แต่กลับโต้เถียงกันว่าใครเป็นใหญ่ที่สุดในท่ามกลางพวกเขา (ลก.22:24) แต่หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์แล้ว สภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง. แม้จะยังไม่ถึงวันเพ็นเทคอส และเขาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับพระวิญญาณแห่งฤทธิ์เดชในด้านแผนการบริหารที่เทลงมานั้นก็ตาม (บทที่ 2) แต่พวกเขาก็ไม่ได้โต้เถียงกันอีก แต่กลับมีภาระที่จะอธิษฐานอย่างมั่นคงต่อเนื่องด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน. นี่เป็นเครื่องชี้บ่งและข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักว่า ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นนั้นพวกเขาได้รับพระวิญญาณแห่งชีวิตทางด้านธาตุแท้ที่อาศัยอยู่ภายในเขาแล้ว (ยฮ.20:22). สิ่งนี้ยังเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่า พวกเขาได้รับการเพิ่มกำลังในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าแล้วเพราะได้เห็นนิมิตแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
กจ. 1:14 4 หรือ ด้วยความคิดเดียวกัน.
กจ. 1:14 ง กจ.2:46; 4:24; 5:12; 15:25; รม.15:6;
กจ. 1:15 ก กจ.2:14
กจ. 1:15 ข ยฮ.21:23
กจ. 1:15 1 ก่อนองค์พระผู้เป็นเจ้าจะสิ้นพระชนม์นั้นเปโตรมักจะพูดเหลวไหลอยู่เสมอ (มธ.16:22-23; 17:24-26; 26:33-35). แต่บัดนี้หลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นแล้ว เขากลับสามารถอธิบายความหมายที่ถูกต้องของคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมได้อย่างเหมาะสม (ข้อ 16-20). กรณีนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์เช่นกันว่า ก่อนที่พวกสาวกจะได้รับพระวิญญาณแห่งฤทธเิ์ดชด้านแผนการบริหารในวันเพ็นเทคอสนั้น ก็ได้รับพระวิญญาณแห่งชีวิตด้านธาตุแท้ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นแล้ว.
กจ. 1:16 1 แปลตามตรงคือ มนุษย์ทั้งหลาย. การเรียกเช่นนี้จะเป็นการให้เกียรติกว่าและหนักแน่นกว่าการเรียกว่า "พี่น้องทั้งหลาย" เท่านั้น.
กจ. 1:16 ก บพส.41:9; ยฮ.13:18
กจ. 1:16 ข มธ.26:47; ยฮ.13:2
กจ. 1:17 ก ลก.6:16
กจ. 1:17 ข กจ.6:4; 20:24; 21:19; 2กธ.3:8-9; 4:1
กจ. 1:17 1ข คำนี้ได้กล่าวไว้ในข้อ 25 ด้วย เล็งถึงการปฏิบัติเพื่อการเป็นพยานของพระเยซู (ข้อ 8). แม้ว่าพวกอัครทูตจะมีจำนวนถึงสิบสองคน แต่การปฏิบัติของพวกเขามีหนึ่งเดียวก็คือ "การปฏิบัตินี้" ซึ่งเป็นการปฏิบัติแห่งกลุ่มชนในหลักการแห่งพระกายของพระคริสต์นั่นเอง. อัครทูตทุกคนล้วนได้กระทำให้การปฏิบัติเดียวกันนี้ถึงที่สำเร็จ มิใช่เพื่อเป็นพยานให้กับศาสนา, หลักธรรม, หรือวิธีการใดๆ แต่เพื่อเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียวของพระเยซูคริสต์ที่กลายเป็นเนื้อหนัง, เป็นขึ้น, และเสด็จสู่สวรรค์ ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทั้งปวง. ข้อ 25 ก็เช่นเดียวกัน.
กจ. 1:18 ก 2ปต.2:13, 15
กจ. 1:18 1ก หรือ บำเหน็จ.
กจ. 1:18 ข มธ.27:7
กจ. 1:19 1 เป็นภาษาอาราเมอิค (Aramaic).
กจ. 1:19 2 เล็งถึงการตายที่มีการหลั่งเลือด (มธ.27:5-8).
กจ. 1:20 ก บพส.69:25
กจ. 1:20 ข บพส.109:8
กจ. 1:21 ก อฤธ.27:17; พบญ.31:2; 1ซมอ.18:13
กจ. 1:21 1 หรือ ต่อหน้าเรา.
กจ. 1:22 ก มก.1:4; กจ.13:24
กจ. 1:22 ข กจ.1:2, 9
กจ. 1:22 ค กจ.1:8; 2:32
กจ. 1:22 ง กจ.2:31; 4:2, 33; 17:18, 32; 23:6; 24:15, 21; 2:24
กจ. 1:22 1ง การเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือประเด็นหลักในคำพยานของพวกอัครทูต. คำพยานนี้ได้ย้อนกลับไปถึงการที่พระองค์ได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง, ทรงมีสภาพมนุษย์, ทรงดำเนินชีวิตมนุษย์บนแผ่นดินโลก, และสิ้นพระชนม์ตามที่พระเจ้าทรงกำหนด (2:23) และยังได้ชี้ต่อไปถึงการเสด็จสู่สวรรค์, การปฏิบัติและการปกครองบนสวรรค์, และการเสด็จกลับมาของพระองค์. ดังนั้น คำพยานของพวกอัครทูตที่กล่าวถึงพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสรรพสิ่งผู้นี้ จึงเป็นคำพยานที่ครอบคลุมสรรพสิ่งตามที่ได้บรรยายไว้ในหนังสือกิจการทั้งเล่ม. พวกอัครทูตได้ป่าวประกาศและหล่อเลี้ยงด้วยพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งผู้นี้ ตามที่พระองค์ได้ถูกเปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ทั้งเล่มนั่นเอง.
กจ. 1:23 ก เทียบ กจ.15:22
กจ. 1:23 ข เทียบ กจ.18:7; กซ.4:11
กจ. 1:24 ก กจ.6:6
กจ. 1:24 ข กจ.15:8; 1ซมอ.16:7; 1คนก.28:9; 29:17; ยรม.17:10; รม.8:27
กจ. 1:25 ก 1กธ.9:1-2; ฆต.2:8
กจ. 1:25 ข เทียบ มธ.27:5
กจ. 1:26 1 วิธีการที่พวกอัครทูตใช้เสาะหาการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นแสดงว่า พวกเขาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อยู่หลังการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและก่อนวันเพ็นเทคอส. ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นนั้น พวกเขาได้รับพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในแล้ว (ยฮ.20:22) และยังได้รับการฝึกฝนจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเวลาสี่สิบวันก่อนองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จสู่สวรรค์เพื่อฝึกให้เคยชินต่อการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์ (ข้อ 3). อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังคงยากที่จะละทิ้งวิธีเก่าตามประเพณีในการเสาะหาการนำพาของพระเจ้าโดยใช้วิธีจับฉลาก (ลวต.16:8; ยฮซ.14:2; 1ซมอ.14:41; นฮย.10:34; 11:1; สภษ.16:33). พวกเขายังไม่เคยชินต่อการนำพาและการชี้นำของพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายใน (รม.8:14) ซึ่งไม่เหมือนกับอัครทูตเปาโลที่มีความคุ้นเคยในเวลาต่อมาตาม 16:6-8. ก่อนวันเพ็นเทคอสนั้น พวกเขายังคงอยู่ในระยะแรกของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
สารบัญ