โยฮัน บทที่ 9
(8) ความต้องการของคนตาบอดในศาสนา—
ความสามารถในการมองเห็นของชีวิตและการบำรุงเลี้ยงของชีวิต
9:1—10:42
ความสามารถในการมองเห็นของชีวิตและการบำรุงเลี้ยงของชีวิต
9:1—10:42
ก. ความสามารถในการมองเห็นของชีวิต — สำหรับคนตาบอดในศาสนา
9:1-41
9:1-41
(ก) ตาบอดแต่กำเนิด
ข้อ 1-3
ข้อ 1-3
ยฮ.
9:1 เมื่อพระองค์กำลังเสด็จไป ทรงเห็น1คนหนึ่ง2ตาบอดแต่กำเนิด.
ยฮ.
9:2 เหล่าสาวกของพระองค์จึงทูลถามพระองค์ว่า "รับบี 1ใครได้กระทำบาป คนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด?"
ยฮ.
9:3 พระเยซู[ตรัส]ตอบว่า "มิใช่คนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้กระทำบาป แต่เพื่อการงานของพระเจ้าจะได้ปรากฏในตัวคนนี้.
(ข) ความสามารถในการมองเห็นได้โดยความสว่างและการชโลมแห่งชีวิต
ข้อ 4-13
ข้อ 4-13
ยฮ.
9:4 เราต้องทำการงานของพระองค์ที่ทรงใช้เรามาขณะที่ยังกกลางวันอยู่ เมื่อค่ำคืนมาถึงก็ไม่มีผู้ใดทำงานได้.
ยฮ.
9:5 เมื่อเรายังอยู่ในโลก เราเป็นกความสว่างของโลก."
ยฮ.
9:6 เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงกบ้วนน้ำลายลงที่ดิน 1เอาน้ำลายนั้นผสมเป็นโคลน2ทาที่ตาของคนตาบอด.
ยฮ.
9:7 แล้วตรัสแก่เขาว่า "จงไป1ล้างเสียในกสระซีโลอาม" (ซึ่งแปลว่า2ใช้ไป). 3เขาได้ไปล้าง และเมื่อกลับมาก็เห็นได้.
ยฮ.
9:8 เพื่อนบ้านและคนทั้งหลายที่เคยเห็นคนนั้นเป็นขอทานมาก่อนจึงพูดกันว่า "คนนี้มิใช่หรือที่เคยนั่งขอทานอยู่?"
ยฮ.
9:9 บางคนว่า "เป็นคนนั้นแหละ." บางคนว่า "ไม่ใช่ แต่เขาเหมือนคนนั้น." ตัวเขาเองว่า "ข้าพเจ้าคือ[ผู้นั้น]."
ยฮ.
9:10 เขาทั้งหลายจึงกล่าวกับคนนั้นว่า "ตาของเจ้าเปิดออกได้อย่างไร?"
ยฮ.
9:11 คนนั้นจึงตอบว่า "คนที่ชื่อเยซูได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า จงไปล้างที่สระซีโลอาม. แล้วข้าพเจ้าได้ไปล้างจึงเห็นได้."
ยฮ.
9:12 เขาจึงถามว่า "ผู้นั้นอยู่ไหน?" คนนั้นบอกว่า "ข้าพเจ้าไม่ทราบ."
ยฮ.
9:13 เขาจึงพาคนที่เคยตาบอดมาก่อนนั้นไปหาพวกฟาริซาย.
(ค) ถูกศาสนาข่มเหง
ข้อ 14-34
ข้อ 14-34
ยฮ.
9:14 วันที่พระเยซูได้ทำโคลนและเปิดตาคนนั้นเป็น1กวันซะบาโต.
ยฮ.
9:15 พวกฟาริซายกจึงถามอีกว่า "เจ้าเห็นได้อย่างไร?" คนนั้นบอกว่า "ท่านเอาโคลนทาที่ตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าล้างแล้วจึงเห็นได้."
ยฮ.
9:16 เหตุฉะนั้นพวกฟาริซายบางคนว่า "ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะกมิได้ถือรักษาวันซะบาโต." แต่บางคนว่า "คนบาปจะทำขการอัศจรรย์เช่นนั้นได้อย่างไร?" คนเหล่านั้นก็คแตกแยกกัน.
ยฮ.
9:17 เขาจึงว่าแก่คนตาบอดอีกว่า "เจ้าว่าเขาเป็นคนอย่างไร ในเมื่อเขาได้เปิดตาของเจ้า?" คนนั้นจึงกล่าวว่า "ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ."
ยฮ.
9:18 ฝ่ายพวกยูดายไม่เชื่อว่าคนนั้นเคยตาบอดและกลับเห็นได้ เขาจึงได้เรียกบิดามารดาของผู้ที่ตากลับเห็นได้นั้นมา
ยฮ.
9:19 และถามเขาว่า "คนนี้คือบุตรของเจ้าที่เจ้าว่าเขาตาบอดแต่กำเนิดหรือ? เดี๋ยวนี้เหตุใดเขาจึงมองเห็นได้?"
ยฮ.
9:20 บิดามารดานั้นตอบว่า "เราทราบว่าคนนี้เป็นบุตรของเรา และทราบว่าเขาตาบอดแต่กำเนิด.
ยฮ.
9:21 แต่เดี๋ยวนี้เขามองเห็นได้อย่างไร เราไม่ทราบ หรือใครได้เปิดตาของเขา เราก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาเล่าเรื่องตัวเขาเองได้."
ยฮ.
9:22 บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้น เพราะเขากกลัวพวกยูดาย ด้วยว่าพวกยูดายได้ตกลงกันแล้วว่าถ้าผู้ใดจะออกปากรับว่า พระองค์เป็นพระคริสต์นั้น จะต้องขขับไล่ผู้นั้นไปเสียจากธรรมศาลา.
ยฮ.
9:23 เหตุฉะนั้นบิดามารดาของคนนั้นจึงพูดว่า "เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว จงถามเขาเถิด."
ยฮ.
9:24 เหตุฉะนั้นคนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่ตาบอดแต่ก่อนนั้นมาเป็นครั้งที่สองบอกเขาว่า "กจงถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าเถิด เรารู้อยู่ว่าคนนี้เป็นคนบาป."
ยฮ.
9:25 คนนั้นจึงตอบว่า "เขาจะเป็นคนบาปหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบคือว่า ข้าพเจ้าเคยเป็นคนตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเห็นได้."
ยฮ.
9:26 คนทั้งหลายจึงถามเขาว่า "เขาได้ทำอะไรแก่เจ้า? เขาเปิดตาของเจ้าอย่างไร?"
ยฮ.
9:27 คนนั้นจึงตอบว่า "กข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้ว และท่านไม่ฟัง. ท่านจะฟังอีกทำไม? ท่านอยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ?"
ยฮ.
9:28 เขาทั้งหลายจึงด่าคนนั้นว่า "เจ้านี่แหละเป็นสาวกของเขา แต่กเราเป็นสาวกของโมเซ.
ยฮ.
9:29 เรารู้ว่าพระเจ้าเคยตรัสแก่โมเซมาก่อน แต่คนนั้นกเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน."
ยฮ.
9:30 คนนั้นได้ตอบเขาว่า "นี่ช่างประหลาดจริง ที่ท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน ทั้งๆ ที่ท่านผู้นั้นได้เปิดตาของข้าพเจ้า!
ยฮ.
9:31 กเราทั้งหลายทราบอยู่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงฟังคนบาป แต่ถ้าผู้ใดจะยำเกรงพระเจ้าและประพฤติตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระเจ้าจะทรงฟังผู้นั้น.
ยฮ.
9:32 1ตั้งแต่โบราณมาไม่มีใครได้ยินว่า ผู้ใดได้เปิดตาของคนที่ตาบอดแต่กำเนิด.
ยฮ.
9:33 กถ้าคนนั้นไม่ได้1มาจากพระเจ้าแล้ว ก็คงทำอะไรไม่ได้."
ยฮ.
9:34 คนทั้งหลายจึงตอบเขาว่า "เจ้าเกิดใน1กการบาปอย่างสิ้นเชิง แล้วเจ้าจะมาสอนเราหรือ?" เขาจึง2ขขับไล่ผู้นั้นออกไปเสีย.
(ง) เชื่อเข้าสู่พระบุตรของพระเจ้า
ข้อ 35-38
ข้อ 35-38
ยฮ.
9:35 พระเยซูทรงได้ยินว่าพวกเขากได้ขับไล่คนนั้นไปแล้ว ภายหลังเมื่อพระองค์ทรงพบเขา จึงตรัสแก่เขาว่า "เจ้าเชื่อเข้าสู่1พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่?"
ยฮ.
9:36 คนนั้นทูลตอบว่า "กข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระบุตรนั้นเป็นผู้ใด เพื่อข้าพเจ้าจะเชื่อเข้าสู่พระองค์ได้?"
ยฮ.
9:37 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "เจ้าได้เห็นท่านแล้ว และกท่านผู้นั้นกำลังพูดอยู่กับเจ้า."
ยฮ.
9:38 เขาจึงทูลว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อ" เขาจึงกนมัสการพระองค์.
(จ) การพิพากษาของชีวิตต่อนักศาสนาที่ตาบอด
ข้อ 39-41
ข้อ 39-41
ยฮ.
9:39 พระเยซูจึงตรัสว่า "เราเข้ามาในโลกสำหรับกการพิพากษา เพื่อขคนทั้งหลายที่มิได้เห็นจะเห็นได้ และคคนที่เห็นได้กลับตาบอดไป."
ยฮ.
9:40 เมื่อพวกฟาริซายบางคนที่อยู่กับพระองค์ได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า "กเราตาบอดด้วยหรือ?"
ยฮ.
9:41 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ถ้าพวกท่านตาบอดก็จะกไม่มีบาป แต่บัดนี้พวกท่านว่าเราเห็นแล้ว [เหตุฉะนั้น]ความบาปของพวกท่านยังมีอยู่."
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 9
ยฮ.
9:1 1 เรื่องราวนี้ได้พิสูจน์ยืนยันต่อไปว่า ศาสนาแห่งกฎบัญญัติ (ดู ข้อ 14 คำอธิบาย 1) ไม่สามารถช่วยคนตาบอดได้เลยแม้แต่น้อย. แต่พระเยซูผู้เป็นความสว่างของโลกสามารถทำให้คนตาบอดมองเห็นได้โดยวิถีแห่งชีวิต (10:10ข, 28).
ยฮ.
9:1 2 การตาบอดซึ่งเหมือนกับความบาปในบทที่แล้วก็เป็นปัญหาของความตายเช่นกัน. คนตายย่อมตาบอดอย่างแน่นอน "พระของสมัยนี้ได้กระทำให้ความคิดของคนที่ไม่เชื่อกลับมืดไป." ฉะนั้นเขาจำต้องให้ "การส่องสว่างของกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระคริสต์" มาฉายส่องเขา (2กธ.4:4) เพื่อ "เปิดตาของเขา เพื่อเขาจะกลับจากทางมืดมาถึงทางสว่าง และจากอำนาจของซาตานมาถึงพระเจ้า" (กจ.26:18). นี่ก็เป็นการเปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิตตามหลักการที่ตั้งไว้ในบทที่ 2 เช่นกัน.
ยฮ.
9:2 1 ปัญหาของเขาในที่นี้เป็นเรื่องของความถูกหรือผิดเหมือนกับใน 4:20-25; 8:3-5 ซึ่งเป็นของฝ่ายต้นไม้แห่งความรู้ อันมีผลลัพธ์คือความตาย (ยนซ.2:17). แต่คำตอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าในข้อ 3 ก็ได้ชักนำเขาไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งก็คือตัวของพระองค์เอง ผลลัพธ์ก็คือชีวิต (ยนซ.2:9).
ยฮ.
9:4 ก ยฮ.11:9; 12:35
ยฮ.
9:5 ก ยฮ.1:4; 8:12; 11:9-10; 12:35-36, 46
ยฮ.
9:6 ก มก.7:33; 8:23
ยฮ.
9:6 1 หรือ ชโลม โคลนในที่นี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงสภาพมนุษย์เหมือนกับโคลนใน รม.9:21. น้ำลายเป็นสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (มธ.4:4) เป็นเครื่องหมายถึงพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นวิญญาณและเป็นชีวิต (6:63). การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใช้โคลนที่ผสมจากน้ำลายซึ่งเล็งถึงการผสมกลมกลืนระหว่างสภาพมนุษย์กับพระคำแห่งชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือพระวิญญาณนั้น. คำว่า "ทา" (ชโลม) สามารถยืนยันถึงประเด็นนี้ เพราะว่าพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระวิญญาณผู้ทรงชโลม (ลก.4:18; 2กธ.1:21-22; 1ยฮ.2:27). ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเอาโคลนที่ผสมจากน้ำลายของพระองค์ชโลมที่ตาของคนตาบอดทำให้เขามองเห็นได้. นี่เป็นเครื่องหมายเล็งว่า โดยการชโลมแห่งการผสมกลมกลืนระหว่างพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า (คือพระวิญญาณของพระองค์) กับสภาพมนุษย์ของเรา ตาของเราที่ถูกซาตานทำให้บอดไปก็จะกลับมองเห็นได้.
ยฮ.
9:6 2 หรือชโลม
ยฮ.
9:7 1 การล้างในที่นี้เป็นการล้างโคลนทิ้งเสีย ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการล้างสภาพมนุษย์ที่เก่าแก่ออกไป เหมือนกับที่เราได้ประสบการณ์ในขณะที่รับบัพติศมา (รม.6:3-4, 6).
ยฮ.
9:7 ก นฮย.3:15; ยซย.8:6
ยฮ.
9:7 2 ดู 1:6 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
9:7 3 การที่คนตาบอดได้ไปล้าง แสดงถึงการเชื่อฟังพระคำที่ประทานชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าดังนั้นเขาจึงกลับมองเห็นได้. ถ้าเขาไม่ไปล้างโคลนออกหลังจากที่ทาแล้ว ก็จะทำให้เขาตาบอดยิ่งกว่าเมื่อก่อน. ถ้าเราเชื่อฟังต่อการชโลมของน้ำมันขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็จะได้รับการชำระให้สะอาดสามารถมองเห็นได้.
ยฮ.
9:14 ก ยฮ.5:9
ยฮ.
9:14 1ก ดูเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าเจตนาที่จะทำการอัศจรรย์ในวันซะบาโตอีก เพื่อจะเปิดโปงถึงความอนิจจังว่างเปล่าแห่งพิธีทางศาสนา. อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ได้กระทำให้การต่อต้านของศาสนาเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าพระองค์เคยทำการอัศจรรย์ในวันซะบาโตมาก่อนแล้ว (5:10, 16).
ยฮ.
9:15 ก ยฮ.9:10
ยฮ.
9:16 ก มธ.12:2; ยฮ.5:10, 16
ยฮ.
9:16 ข ยฮ.2:11; 4:54
ยฮ.
9:16 ค ยฮ.6:52; 7:43; 10:19
ยฮ.
9:22 ก ยฮ.7:13
ยฮ.
9:22 ข ยฮ.12:42; 16:2
ยฮ.
9:24 ก ยฮซ.7:19
ยฮ.
9:27 ก ยฮ.9:15
ยฮ.
9:28 ก ยฮ.5:45
ยฮ.
9:29 ก ยฮ.8:14
ยฮ.
9:31 ก ยซย.59:1-2; บพส.66:18
ยฮ.
9:32 1 แปลตามตรงคือ ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน.
ยฮ.
9:33 ก ยฮ.3:2; 5:36
ยฮ.
9:33 1 ดู 1:14 คำอธิบาย 6.
ยฮ.
9:34 ก ยฮ.9:2
ยฮ.
9:34 1ก ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ยฮ.
9:34 ข ยฮ.9:22, 35
ยฮ.
9:34 2ข การขับไล่ผู้นั้นไปเสีย เป็นการตัดออกและละทิ้งจากธรรมศาลาของพวกยูดาย. นี่ก็คือการปล่อยเขาออกมาจากคอกแกะ ดังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ใน 10:3-4. การข่มเหงของศาสนาไม่อาจทำอะไรผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกนั้นแต่กลับเป็นการสำเร็จพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษย์นั่นเอง.
ยฮ.
9:35 ก ยฮ.9:22, 34
ยฮ.
9:35 1 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเป็น บุตรมนุษย์.
ยฮ.
9:36 ก รม.10:13-14
ยฮ.
9:37 ก ยฮ.4:26
ยฮ.
9:38 ก มธ.8:2; ลก.17:15- 16
ยฮ.
9:39 ก ยฮ.5:22, 27
ยฮ.
9:39 ข ลก.4:18; มธ.11:5
ยฮ.
9:39 ค มธ.13:13; 15:14
ยฮ.
9:40 ก รม.2:19; วว.3:17
ยฮ.
9:41 ก ยฮ.15:22, 24