โยฮัน บทที่ 8
ยฮ.
8:1 แต่พระเยซูได้เสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ.
ยฮ.
8:2 เวลาเช้าตรู่ พระองค์ได้เสด็จเข้าไปในพระวิหารอีก และประชาชนทั้งปวงก็มาหาพระองค์ พระองค์จึงทรงนั่งลงและสั่งสอนเขา.
ยฮ.
8:3 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายจึงพา1ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาจับได้ขณะกำลังเล่นชู้มายืนอยู่ตรงกลาง
ยฮ.
8:4 เขาทูลพระองค์ว่า "อาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับได้ขณะกำลังเล่นชู้.
ยฮ.
8:5 โมเซได้สั่งเราไว้กในกฎบัญญัติว่า ให้เอาหินขว้างหญิงเช่นนั้นให้ตาย. 1ส่วนท่านจะว่าอย่างไร?"
ยฮ.
8:6 เขากล่าวอย่างนั้นเพื่อกล่อลวงพระองค์ หวังจะ[หาเหตุ]ฟ้องพระองค์. แต่พระเยซู1ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่พื้นดิน.
ยฮ.
8:7 แต่เมื่อเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์จึงทรงยืดพระกายขึ้นตรัสแก่เขาว่า "ผู้ใดในพวกท่านไม่มีบาปกก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเธอก่อน."
ยฮ.
8:8 แล้วพระองค์ทรงน้อมพระกายลงและเขียนที่พื้นดินอีก.
ยฮ.
8:9 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยิน[ดังนั้น] พวกเขาจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากผู้ที่มีอายุมากจนเหลือแต่พระเยซูเพียงผู้เดียว และผู้หญิงนั้นก็ยัง[ยืน]อยู่ที่ตรงกลางนั้น.
ข. ใครสามารถปรับโทษและอภัยบาปได้?
8:10-11
8:10-11
ยฮ.
8:10 แล้วพระเยซูทรงยืดพระกายขึ้น แล้วตรัสแก่เธอว่า "หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด? ไม่มีใครปรับโทษเจ้าหรือ?"
ยฮ.
8:11 เธอจึงทูลว่า "1ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีผู้ใด." แล้วพระเยซูตรัสว่า "2กเราก็ไม่ปรับโทษเจ้าด้วยเหมือนกัน จงไปเถิด ตั้งแต่นี้ไปขอย่าทำบาปอีกเลย."
ค. ใครสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาปได้?
8:12-36
8:12-36
(ก) พระคริสต์ — ความสว่างของโลกและผู้ประทานความสว่างแห่งชีวิต
ข้อ 12-20
ข้อ 12-20
ยฮ.
8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "เราเป็นกความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะมิได้ดำเนินชีวิตในความมืด แต่จะมี1ขความสว่างแห่งชีวิต."
ยฮ.
8:13 พวกฟาริซายจึงทูลพระองค์ว่า "ท่านกเป็นพยานถึงตนเอง คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง."
ยฮ.
8:14 พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า "แม้เราเป็นพยานถึงตัวเราเอง พยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่ากเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน แต่ขพวกท่านไม่รู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน.
ยฮ.
8:15 กท่านทั้งหลายย่อม1ตัดสินตามเนื้อหนัง แต่เรามิได้1ตัดสินผู้ใด.
ยฮ.
8:16 แต่ถึงแม้ว่าเรากตัดสิน การตัดสินของเราก็เป็นความจริง เพราะเรามิได้อยู่โดยลำพัง แต่1เราขอยู่ร่วมกับพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา.
ยฮ.
8:17 กในกฎบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า 'คำพยานของสองคนก็เป็นความจริง.':
ยฮ.
8:18 เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เราด้วย."
ยฮ.
8:19 เขาจึงถามพระองค์ว่า "พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน?" พระเยซูตรัสตอบว่า "ตัวเราก็ดี พระบิดาของเราก็ดี ท่านทั้งหลายไม่1รู้จัก กถ้าท่านรู้จักเราก็คงได้รู้จักพระบิดาของเราด้วย."
ยฮ.
8:20 คำเหล่านี้พระเยซูได้ตรัสในที่เก็บเงินถวาย เมื่อกำลังสั่งสอนในพระวิหาร และไม่มีผู้ใดจับพระองค์ เพราะว่ากยังไม่ถึงเวลากำหนดของพระองค์.
(ข) พระคริสต์ — เราเป็น
ข้อ 21-27
ข้อ 21-27
ยฮ.
8:21 พระเยซูตรัสแก่เขาอีกว่า "เราจะไป และกท่านทั้งหลายจะเสาะหาเรา และจะขตายในการบาปของท่าน. ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้."
ยฮ.
8:22 พวกยูดายจึงพูดว่า "เขาจะฆ่าตัวตายหรือ เพราะเขาพูดว่า 'ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้?' "
ยฮ.
8:23 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า "กท่านทั้งหลาย1มาจากเบื้องล่าง เรา1มาจากเบื้องบนท่าน1ขเป็นของโลกนี้ คเราไม่ได้1เป็นของโลกนี้.
ยฮ.
8:24 เหตุฉะนั้นเราจึงบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะกตายใน1การบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่า2ขเราเป็น ท่านจะกตายใน1การบาปของท่าน."
ยฮ.
8:25 เขาจึงกล่าวแก่พระองค์ว่า "ท่านเป็นผู้ใดเล่า?" พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "[เราเป็นดัง]ที่เราได้1บอกแก่ท่านทั้งหลายมาโดยตลอด.
ยฮ.
8:26 เราก็ยังมีเรื่องอีกมากมายที่จะกล่าวและตัดสินเกี่ยวกับท่านทั้งหลาย แต่กพระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงสัตย์จริง และสิ่งซึ่งเราได้ยินจากพระองค์ สิ่งนั้นเรากล่าวแก่ชาวโลก."
ยฮ.
8:27 เขาทั้งหลายไม่เข้าใจว่าพระองค์ตรัสแก่เขาถึง[เรื่องของ]พระบิดา.
(ค) พระคริสต์ — บุตรมนุษย์ที่ถูกยกขึ้น
ข้อ 28-30
ข้อ 28-30
ยฮ.
8:28 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "เมื่อท่านทั้งหลาย1กยกบุตรมนุษย์ขึ้นแล้ว ขเมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าคเราเป็น และรู้ว่างเรามิได้ทำสิ่งใดที่มาจากตัวเราเอง แต่พระบิดาของเราได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น.
ยฮ.
8:29 พระองค์ที่ทรงใช้เรามากสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ละเราไว้ผู้เดียว เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ."
ยฮ.
8:30 เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ คนเป็นอันมากจึงเชื่อเข้าสู่พระองค์.
(ง) พระคริสต์ — พระบุตรผู้ทรงเป็นความเที่ยงแท้
ข้อ 31-36
ข้อ 31-36
ยฮ.
8:31 พระเยซูจึงตรัสแก่พวกยูดายที่เชื่อพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายกอาศัยอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง
ยฮ.
8:32 และท่านทั้งหลายจะรู้จัก1กหลักความจริง และ1หลักความจริงนั้นจะขทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท."
ยฮ.
8:33 เขาทั้งหลายจึงทูลตอบพระองค์ว่า "เราเป็นกเชื้อสายของอับราฮามและยังไม่เคยเป็นทาสผู้ใด. เหตุไฉนท่านจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะเป็นไท?"
ยฮ.
8:34 พระเยซูทรงตอบเขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า ทุกคนที่ได้ทำบาปก็เป็นกทาสของความบาป.
ยฮ.
8:35 ทาสนั้นมิได้อาศัยอยู่ในเรือนตลอดไป บุตรต่างหากจะอาศัยอยู่ตลอดไป.
ยฮ.
8:36 เหตุฉะนั้น ถ้าพระบุตรนั้นจะทำกให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็จะเป็นไทจริงๆ.
ง. ใครเป็นต้นกำเนิดแห่งความบาป และเป็นการแพร่กระจายของความบาป?
8:37-44
8:37-44
(ก) ต้นกำเนิดแห่งความบาป — มาร ผู้พูดมุสาและผู้เป็นพ่อของผู้พูดมุสานั้น
ข้อ 44
ข้อ 44
(ข) การแพร่กระจายของความบาป — ลูกของมาร ผู้มาจากมาร
ข้อ 37-44
ข้อ 37-44
ยฮ.
8:37 เรารู้อยู่ว่าท่านทั้งหลายเป็นเชื้อสายของอับราฮาม แต่ท่านทั้งหลายกหาทางที่จะฆ่าเราเสีย เพราะภายในของท่านไม่ยอมรับคำของเรา.
ยฮ.
8:38 กเราพูดตามที่เราได้เห็นในพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายได้ทำตามที่ได้ยินจากขพ่อของท่าน."
ยฮ.
8:39 เขาทั้งหลายทูลตอบว่า "อับราฮามเป็นบรรพบุรุษของเรา." พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ถ้าท่านทั้งหลายเป็นกลูกหลานของอับราฮามแล้ว ท่านก็จะได้ทำในสิ่งที่อับราฮามได้กระทำ.
ยฮ.
8:40 แต่บัดนี้ท่านทั้งหลายกหาทางที่จะฆ่าเรา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้บอกท่านทั้งหลายถึงหลักความจริงที่เราได้ยินจากพระเจ้า. อับราฮามมิได้กระทำอย่างนี้.
ยฮ.
8:41 ท่านทั้งหลายย่อมกระทำในสิ่งที่กพ่อของท่านทำ." เขาจึงกล่าวแก่พระองค์ว่า "เรามิได้เกิดมาจากการล่วงประเวณี เรามีขพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า."
ยฮ.
8:42 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านทั้งหลายแล้ว ท่านก็จะรักเรา เพราะว่ากเราออกมาจากพระเจ้าและได้มาแล้ว. ขเรามิได้มาโดย[ลำพัง]เราเอง แต่พระองค์นั้นได้1ทรงใช้เรามา.
ยฮ.
8:43 เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงไม่เข้าใจคำซึ่งเราพูด? ก็เพราะท่านไม่อาจฟังคำของเราได้.
ยฮ.
8:44 กท่านทั้งหลายมาจาก1พ่อ[ของท่านคือ]มาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาแห่งพ่อของท่าน. มันเป็นขผู้ฆ่าคนตั้งแต่ดั้งเดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในหลักความจริง เพราะคหลักความจริงมิได้อยู่ในมัน. เมื่องมันพูดมุสา มันก็พูดมาจาก2สิ่งของส่วนตัวของมันเอง เพราะมันเป็นผู้พูดมุสาและเป็น3พ่อของผู้พูดมุสา.
จ. พระเยซูคือใคร?
8:45-59
8:45-59
(ก) พระองค์คือผู้ที่ไม่มีความบาป
ข้อ 45-51
ข้อ 45-51
ยฮ.
8:45 แต่เพราะเราพูดกหลักความจริง ท่านทั้งหลายจึงมิได้เชื่อเรา.
ยฮ.
8:46 ใครในพวกท่านยืนยันได้ว่าเรามีบาป? ในเมื่อเราพูดหลักความจริง เหตุไฉนท่านจึงไม่เชื่อเรา?
ยฮ.
8:47 ผู้ที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟัง1คำของพระเจ้า ท่านทั้งหลายไม่ฟัง ก็เพราะท่านมิได้มาจากพระเจ้า."
ยฮ.
8:48 พวกยูดายจึงทูลตอบพระองค์ว่า "ที่เราพูดว่า ท่านเป็นกชาวซะมาเรีย และขมีผีสิงอยู่นั้นไม่ถูกต้องหรือ?"
ยฮ.
8:49 พระเยซู[ตรัส]ตอบว่า "เราไม่มีผีสิงอยู่ แต่ว่าเรานับถือพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายกลับกดูหมิ่นเรา.
ยฮ.
8:50 แต่กเรามิได้แสวงหาสง่าราศีสำหรับตัวเราเอง มีผู้หนึ่งทรงแสวงหาสง่าราศี[เพื่อเรา]และพิพากษา[ผู้คน].
ยฮ.
8:51 เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า ถ้าผู้ใดกถือรักษาคำของเรา ผู้นั้นจะไม่เห็น1ขความตายเลยเป็นนิตย์."
(ข) พระองค์คือเราเป็นผู้ดำรงอยู่ก่อนอับราฮามอีก
ข้อ 52-59
ข้อ 52-59
ยฮ.
8:52 พวกยูดายจึงทูลพระองค์ว่า "บัดนี้เรารู้แล้วว่าท่านกมีผีสิง. อับราฮามและพวกผู้เผยพระวจนะก็ตายไปแล้ว แต่ท่านว่า 'ถ้าผู้ใดถือรักษาคำของเรา ผู้นั้นจะมิได้ขลิ้มรสความตายเลยเป็นนิตย์.'
ยฮ.
8:53 ท่านเป็นใหญ่กว่าอับราฮามผู้เป็นบรรพบุรุษของเราที่ตายไปแล้วหรือ? พวกผู้เผยพระวจนะนั้นก็ตายไปแล้วด้วย. ท่านถือว่าท่านเองเป็นผู้ใดเล่า?"
ยฮ.
8:54 พระเยซู[ตรัส]ตอบว่า "กถ้าเราให้สง่าราศีแก่ตนเอง สง่าราศีนั้นก็ไม่นับเป็นอะไร พระองค์ผู้ประทานสง่าราศีแก่เรานั้นคือขพระบิดาของเราที่ท่านทั้งหลายกล่าวว่าเป็นพระเจ้าของท่าน.
ยฮ.
8:55 กท่านทั้งหลายยังไม่ได้1รู้จักพระองค์ แต่ขเรา1รู้จักพระองค์. ถ้าเราจะว่าเราไม่รู้จักพระองค์ เราจะเป็นคคนพูดมุสาเหมือนกับท่านทั้งหลาย แต่เรารู้จักพระองค์ และเราก็ถือรักษาคำของพระองค์.
ยฮ.
8:56 อับราฮามผู้เป็นบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายโลดเต้นยินดีที่จะได้เห็นวันของเรา ท่านก็ได้เห็นแล้วและมีความยินดี."
ยฮ.
8:57 พวกยูดายจึงกล่าวแก่พระองค์ว่า "ท่านยังอายุไม่ถึงห้าสิบปี ท่านเคยเห็นอับราฮามแล้วหรือ?"
ยฮ.
8:58 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า กก่อนอับราฮามเกิดนั้น1ขเราเป็น[อยู่แล้ว]."
ยฮ.
8:59 คนทั้งหลายจึงหยิบก้อนหินจะขว้างพระองค์ แต่พระเยซูทรงถูกปิดซ่อนไว้[จากเขา] แล้วเสด็จออกไปจากพระวิหาร.
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 8
ยฮ.
8:3 1 กิตติคุณโยฮัน ได้เลือกบันทึกเรื่องราวเก้าประการเพื่อยืนยันว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของมนุษย์. หกประการแรกซึ่งถูกบันทึกในบทที่ 3—7 ได้ประกอบขึ้นเป็นเครื่องหมายหมู่หนึ่งเป็นแบบเล็งว่าในด้านบวกนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต ให้เราบังเกิดใหม่, อิ่มหนำ, รับการรักษา, รับการชุบชีวิต, รับการเลี้ยงดู, และดับความกระหาย. อีกสามประการหลังซึ่งได้บันทึกไว้ในบทที่ 8—11 ได้ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องหมายอีกหมู่หนึ่งซึ่งเป็นแบบเล็งถึงในด้านลบนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตของเราช่วยเราให้หลุดพ้นจากสิ่งของทางด้านลบที่สำคัญมีสามประการได้แก่ ความบาป, ความตาบอด, และความตาย.
เรื่องราวในบทนี้ได้เปิดเผยแก่เราถึงปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับความบาปคือ (1) ต้นกำเนิดของความบาป—มาร; (2) หัวข้อที่สำคัญสามประการของความบาปคือการเล่นชู้กับการล่วงประเวณี, การฆ่าคน, และการพูดมุสา (ข้อ 3, 41, 44); (3) การผูกมัดหรือการเป็นทาสของความบาป; (4) ผลสรุปหรือผลลัพธ์ของความบาป—ความตาย; (5) ใครไม่มีความบาป—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (6) ใครมีคุณสมบัติพอที่จะปรับโทษคนบาปได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (7) ใครมีคุณสมบัติพอที่จะอภัยบาปของมนุษย์ได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (8) ใครสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาปได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ คือ"เราเป็น" ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นบุตรมนุษย์ที่ถูกยกชูขึ้น บนกางเขนเพื่อแบกรับความบาปของเรา ฉะนั้นพระองค์จึงสามารถอภัยบาปของเรา. ยิ่งไปกว่านี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าที่นิรันดร์ยังสามารถเข้าสู่ภายในเราเป็นชีวิตและความสว่างช่วยเราพ้นจากการเป็นทาสและความมืดแห่งความบาป.
เรื่องราวในบทนี้ยังได้บรรยายด้วยว่าศาสนา(ซึ่งมีตัวแทนโดยพระวิหาร—ข้อ 2, 20) แห่งกฎบัญญัติ (ข้อ 5-17) ไม่สามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาป, ความตายได้. แต่พระเยซูผู้ทรงเป็น "เราเป็น" ที่ได้กลายเป็นบุตรมนุษย์ และถูกยกชูขึ้นบนกางเขน ก็มีเพื่อมนุษย์ที่ถูกพิษงูทำร้ายนั้น พระองค์ทรงสามารถกระทำในสิ่งที่ศาสนาและกฎบัญญัติไม่สามารถทำได้. บทนี้ให้เราเห็นว่าพระคริสต์ผู้ทรงเป็น "เราเป็น" ที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นปฏิปักษ์กับความบาปและความ ตายแต่ยังเป็นปฏิปักษ์กับศาสนาและกฎบัญญัติอีกด้วย.
เรื่องราวในบทนี้ได้เปิดเผยแก่เราถึงปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับความบาปคือ (1) ต้นกำเนิดของความบาป—มาร; (2) หัวข้อที่สำคัญสามประการของความบาปคือการเล่นชู้กับการล่วงประเวณี, การฆ่าคน, และการพูดมุสา (ข้อ 3, 41, 44); (3) การผูกมัดหรือการเป็นทาสของความบาป; (4) ผลสรุปหรือผลลัพธ์ของความบาป—ความตาย; (5) ใครไม่มีความบาป—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (6) ใครมีคุณสมบัติพอที่จะปรับโทษคนบาปได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (7) ใครมีคุณสมบัติพอที่จะอภัยบาปของมนุษย์ได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า; (8) ใครสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาปได้—องค์พระผู้เป็นเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ คือ"เราเป็น" ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นบุตรมนุษย์ที่ถูกยกชูขึ้น บนกางเขนเพื่อแบกรับความบาปของเรา ฉะนั้นพระองค์จึงสามารถอภัยบาปของเรา. ยิ่งไปกว่านี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าที่นิรันดร์ยังสามารถเข้าสู่ภายในเราเป็นชีวิตและความสว่างช่วยเราพ้นจากการเป็นทาสและความมืดแห่งความบาป.
เรื่องราวในบทนี้ยังได้บรรยายด้วยว่าศาสนา(ซึ่งมีตัวแทนโดยพระวิหาร—ข้อ 2, 20) แห่งกฎบัญญัติ (ข้อ 5-17) ไม่สามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาป, ความตายได้. แต่พระเยซูผู้ทรงเป็น "เราเป็น" ที่ได้กลายเป็นบุตรมนุษย์ และถูกยกชูขึ้นบนกางเขน ก็มีเพื่อมนุษย์ที่ถูกพิษงูทำร้ายนั้น พระองค์ทรงสามารถกระทำในสิ่งที่ศาสนาและกฎบัญญัติไม่สามารถทำได้. บทนี้ให้เราเห็นว่าพระคริสต์ผู้ทรงเป็น "เราเป็น" ที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นปฏิปักษ์กับความบาปและความ ตายแต่ยังเป็นปฏิปักษ์กับศาสนาและกฎบัญญัติอีกด้วย.
ยฮ.
8:5 ก ลวต.20:10
ยฮ.
8:5 1 ปัญหาของเขาในที่นี้ก็เหมือนกับ 4:20-25; 9:2-3 คือเป็นเรื่องของความถูกผิดอันเป็นของฝ่ายต้นไม้แห่งความรู้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือความตาย (ยนซ.2:17). แต่คำตอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าในข้อ 7 ก็ได้ชี้นำพวกเขามาสู่ตัวของพระองค์เองผู้เป็นต้นไม้แห่งชีวิต ผลลัพธ์ก็คือชีวิต (ยนซ.2:9).
ยฮ.
8:6 ก มธ.16:1; 19:3; 22:18, 35
ยฮ.
8:6 1 การที่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงนั้น เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง เพื่อต้องการให้พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายที่เย่อหยิ่ง และตั้งตนเป็นผู้ชอบธรรมถ่อมตัวและสงบลงมา. พระองค์อาจจะกำลังเขียนว่า "ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีความบาป?"
ยฮ.
8:7 ก พบญ.17:7
ยฮ.
8:11 1 หรือ ท่านเจ้าข้า.
ยฮ.
8:11 ก ยฮ.3:17
ยฮ.
8:11 2ก พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายไม่อาจจะปรับโทษหญิงผู้นี้ได้ เพราะว่าพวกเขาล้วนมีความบาป. มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่ไม่มีความบาปและมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอที่จะปรับโทษหญิงผู้นี้ ทว่าพระองค์ไม่ยอมปรับโทษเธอ.
ยฮ.
8:11 ข ยฮ.5:14
ยฮ.
8:12 ก ยฮ.9:5; 11:9-10; 12:35-36, 46
ยฮ.
8:12 ข ยฮ.1:4
ยฮ.
8:12 1ข ความสว่างแห่งชีวิต (1:4) ได้ฉายส่องอยู่ภายในมนุษย์ โดยความรู้สึกที่อยู่ภายในของชีวิตเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาป.
ยฮ.
8:13 ก ยฮ.5:31
ยฮ.
8:14 ก ยฮ.8:42
ยฮ.
8:14 ข ยฮ.9:29
ยฮ.
8:15 ก ยฮ.7:24
ยฮ.
8:15 1 หรือ พิพากษา, ปรับโทษ.
ยฮ.
8:16 ก ยฮ.5:30
ยฮ.
8:16 1 นี่ได้พิสูจน์ว่า ในขณะที่พระบุตรทรงอยู่บนโลกนี้พระบิดาก็ได้สถิตอยู่กับพระองค์บนโลกนี้ด้วย. พระบิดาไม่อาจแยกจากพระบุตรและพระบุตรไม่อาจแยกจากพระบิดาชั่วนิรันดร์. ในขณะที่พระบุตรอยู่บนโลกนี้พระองค์ก็ยังคงสถิตอยู่กับพระบิดาบนสวรรค์ด้วย (3:13). นี่เป็นการยืนยันว่า เมื่อพระเจ้าได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนังนั้น (1:14) ก็คือพระบุตรพร้อมด้วยพระบิดา,
พระบิดาร่วมกับพระบุตร, และอยู่ในพระวิญญาณ(ซึ่งก็คือพระเจ้าที่ครบถ้วน—พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ) ได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนังนั่นเอง (1ตธ.3:16). ข้อ 29 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
8:16 ข ยฮ.8:29; 16:32
ยฮ.
8:17 ก พบญ.19:15
ยฮ.
8:19 1 ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า "รู้" ในข้อ 14.
ยฮ.
8:19 ก ยฮ.14:7
ยฮ.
8:20 ก ยฮ.7:30
ยฮ.
8:21 ก ยฮ.7:34, 36; 13:33
ยฮ.
8:21 ข ยฮ.8:24
ยฮ.
8:23 ก ยฮ.3:31
ยฮ.
8:23 1 ในภาษากรีก คำว่า "มาจาก" และคำว่า "เป็นของ" เป็นคำเดียวกัน.
ยฮ.
8:23 ข 1ยฮ.4:5
ยฮ.
8:23 ค ยฮ.17:14, 16
ยฮ.
8:24 ก ยฮ.8:21
ยฮ.
8:24 1 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ยฮ.
8:24 ข ยฮ.8:28, 58; อซด.3:14
ยฮ.
8:24 2ข คำว่า "เราเป็น" (ข้อ 28, 58) เป็นความหมายแห่งพระนามพระยะโฮวา (อซด.3:14) และคำว่า "พระยะโฮวา" เป็นพระนามของพระเจ้า (ยนซ.2:7) ผู้ทรงเป็นในเดี๋ยวนี้, ทรงเป็นในกาลก่อน, และจะทรงเป็นสืบไปนั้น คือเป็นผู้ดำรงอยู่เองและดำรงอยู่
นิรันดร์ (วว.1:4; อซด.3:14-15). พระนามนี้ถูกใช้เมื่อเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์. ดังนั้นพระนามนี้จึงชี้บ่งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงอยู่นิรันดร์ผู้ได้มีความสัมพันธ์กับมนุษย์นั่นเอง. ผู้ใดที่ไม่ได้เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้าองค์นี้ ก็จะตายในการบาปของเขา.
ยฮ.
8:24 ก ยฮ.8:21
ยฮ.
8:25 1 คำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ได้เปิดเผยสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นออกมา โดยเฉพาะสภาพพระเจ้าที่นิรันดร์ของพระองค์ ดัง "เราเป็น" ที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่แล้ว. สิ่งนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ถูกเปิดเผยไว้ในถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ยฮ.
8:26 ก ยฮ.7:28
ยฮ.
8:28 ก ยฮ.3:14; 12:32
ยฮ.
8:28 1ก ศัพท์คำว่า "ยก...ขึ้น" ถูกใช้ใน 3:14 และ 12:31-34 ด้วย. ใน 3:14 องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรมนุษย์จะถูกยกขึ้นในรูปลักษณ์ของงู เพื่อแบกรับการพิพากษาของพระเจ้าแทนมนุษย์ที่ถูกพิษงูทำร้าย. ใน 12:31-34 องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรมนุษย์จะถูกยกขึ้น เพื่อขับไล่งูเฒ่าคือซาตานซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองโลกนี้ออกไป. ดังนั้นในบทนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรมนุษย์ที่ได้ถูกยกขึ้นผู้นี้สามารถช่วยมนุษย์ที่ถูกพิษงูทำร้ายให้หลุดพ้นจากความบาปคือพ้นจากพิษของงูนั่นเอง.
ยฮ.
8:28 ข มธ.27:54
ยฮ.
8:28 ค ยฮ.8:24, 58; อซด.3:14
ยฮ.
8:28 ง ยฮ.5:19
ยฮ.
8:29 ก ยฮ.8:16
ยฮ.
8:31 ก ยฮ.15:7; 2ยฮ.9
ยฮ.
8:32 ก ยฮ.1:14, 17; 14:6
ยฮ.
8:32 1ก ภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า "ความเที่ยงแท้" ใน 1:14, 17. หลักความจริงนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกันว่าหลักความจริงแห่งหลักธรรม แต่เป็นความเที่ยงแท้ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง (ดู 14:6 คำอธิบาย 2; 1:14, 17). ในข้อนี้กล่าวว่า "หลักความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท" ส่วนในข้อ 36 กล่าวว่า "พระบุตรของพระเจ้านั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท." สิ่งนี้พิสูจน์ว่า พระบุตรซึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเป็นหลักความจริงนั่นเอง. ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (กซ.2:9) พระองค์จึงเป็นความเที่ยงแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น. ดังนั้นความเที่ยงแท้ก็คือ องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าที่ได้แปรสภาพเป็นจริงแก่เรานั่นเอง. ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือ "เราเป็น" ผู้ยิ่งใหญ่นี้ได้เข้าสู่ภายในเราเป็นชีวิต พระองค์ก็ฉายส่องเป็นความสว่างอยู่ภายในเรา นำเอาองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ภายในเราเป็นความเที่ยงแท้. ความเที่ยงแท้นี้ก็คือ องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ที่แจกจ่ายเข้าสู่ภายในเราแล้วแปรสภาพเป็นจริงแก่เรานี้เองที่ได้ช่วยให้เราเป็นไท หลุดพ้นจากการเป็นทาสของความบาป โดยอาศัยชีวิตของพระเจ้ามาเป็นความสว่างของมนุษย์. เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระคำของพระเจ้าทรงกลายเป็นเนื้อหนัง (1:14) พระองค์ก็ได้นำพระเจ้าผู้เป็นความเที่ยงแท้มาให้แก่เรา เพื่อให้พระองค์เป็นพระคุณที่ให้เรารับสุขนั่นเอง (1:17).
ยฮ.
8:32 ข ยฮ.8:36
ยฮ.
8:33 ก มธ.3:9
ยฮ.
8:34 ก รม.6:16; 2ปต.2:19
ยฮ.
8:36 ก ยฮ.8:32
ยฮ.
8:37 ก ยฮ.7:1
ยฮ.
8:38 ก ยฮ.12:49
ยฮ.
8:38 ข ยฮ.8:44; 1ยฮ.3:10
ยฮ.
8:39 ก รม.9:7
ยฮ.
8:40 ก ยฮ.8:37; 7:1
ยฮ.
8:41 ก ยฮ.8:38, 44
ยฮ.
8:41 ข พบญ.32:6; ยซย.63:16
ยฮ.
8:42 ก ยฮ.16:28
ยฮ.
8:42 ข ยฮ.7:28
ยฮ.
8:42 1 ดู 1:6 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
8:44 ก ยฮ.8:38, 41; 1ยฮ.3:8, 10
ยฮ.
8:44 1 เพราะเหตุมารเป็นพ่อของคนบาป ฉะนั้นบรรดาคนบาปจึงเป็นลูกของมาร (1ยฮ.3:10). มารนั้นเป็นงูเฒ่า (วว.12:9; 20:2) ส่วนคนบาปก็เป็นชนิดของงู, เป็นชาติงูร้าย (มธ.23:33; 3:7). ดังนั้นคนบาปจึงต้องการให้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้อยู่ในรูปลักษณ์ของงูถูกยกขึ้นบนกางเขนเพื่อเขาทั้งหลาย (3:14) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเขาให้หลุดพ้นจากความบาปเท่านั้น แต่ยังช่วยเขาให้หลุดพ้นจากต้นกำเนิดของความบาปคือมารอีกด้วย (ฮร.2:14).
ยฮ.
8:44 ข ยนซ.4:8; 1ยฮ.3:15
ยฮ.
8:44 ค 1ยฮ.2:4
ยฮ.
8:44 ง มธ.12:34
ยฮ.
8:44 2 คำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ได้เปิดเผยว่าภายในตัวมาร ซึ่งเป็นพ่อของการมุสานั้น มีสิ่งชั่วร้ายที่พิเศษอยู่ อันเป็นสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นต้นกำเนิดของความบาป. สิ่งที่ว่ามานี้เป็นสิ่งของส่วนตัวของมันเอง ซึ่งสิ่งทรงสร้างอื่นๆ ไม่มีสิ่งเหล่านี้.
ยฮ.
8:44 3 หรือพ่อของคำมุสา. เนื่องจากมารเป็นพ่อของผู้พูดมุสา ดังนั้นมันจึงเป็นต้นกำเนิดของความบาป. องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าซึ่งก็คือ ชีวิตและความสว่างที่ทำการอยู่ภายในมนุษย์ได้ปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากการเป็นทาสของความบาป. แต่องค์ประกอบที่ชั่วร้ายของมารซึ่งก็คือความบาปที่ทำการโดยความตายและความมืดอยู่ภายในมนุษย์ได้ทำให้มนุษย์เป็นทาสเพื่อไปทำบาป. นิสัยดั้งเดิมของมันก็คือการพูดมุสาและนำมาซึ่งความตายและความมืด. เมื่อมีความมืดก็มีคำมุสาและคำมุสานั้นตรงข้ามกับหลักความจริง.
ยฮ.
8:45 ก ยฮ.18:37
ยฮ.
8:47 1 ดู 6:63 คำอธิบาย 3.
ยฮ.
8:48 ก ยฮ.4:9; ลก.10:33
ยฮ.
8:48 ข ยฮ.8:52; 7:20; 10:20
ยฮ.
8:49 ก ยฮ.5:23
ยฮ.
8:50 ก ยฮ.7:18; 8:54
ยฮ.
8:51 ก ยฮ.14:23
ยฮ.
8:51 ข ยฮ.5:24
ยฮ.
8:51 1ข นี่ก็เป็นการเปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิตตามหลักการที่ได้กำหนดไว้ในบทที่ 2.
ยฮ.
8:52 ก ยฮ.8:48; 7:20; 10:20
ยฮ.
8:52 ข ฮร.2:9
ยฮ.
8:54 ก ยฮ.8:50; 7:18
ยฮ.
8:54 ข ยฮ.17:1, 5; 13:32
ยฮ.
8:55 ก ยฮ.8:19
ยฮ.
8:55 1 ในภาษากรีก คำว่า "รู้จัก" ในข้อนี้เป็นศัพท์ที่ใช้ต่างกันสองคำ: คำแรกมีนัยถึงการรู้จักทางทัศนะภายนอก ส่วนคำที่สองบ่งบอกถึงความรู้สึกทางทัศนะภายใน. พระเยซูทรงบอกพวกฟาริซายว่าเขายังไม่รู้จักพระบิดา แม้เพียงความรู้ทางทัศนะภายนอกก็ไม่มี แต่พระองค์ทรงรู้จักพระบิดาในความรู้สึกของทัศนะภายใน.
ยฮ.
8:55 ข ยฮ.7:29
ยฮ.
8:55 ค ยฮ.8:44
ยฮ.
8:58 ก ยฮ.17:5, 24; กซ.1:17
ยฮ.
8:58 ข ยฮ.8:24, 28; อซด.3:14
ยฮ.
8:58 1ข องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือ "เราเป็น" ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นพระเจ้าผู้ดำรงอยู่เองและดำรงอยู่นิรันดร์. ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นอยู่ก่อนอับราฮาม และทรงเป็นใหญ่กว่าอับราฮามด้วย (ข้อ 53).