การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21

โยฮัน บทที่ 7

(6) ความต้องการของผู้กระหาย — การดับความกระหายของชีวิต
7:1-52
ก. ชีวิตที่อยู่ภายใต้การข่มเหงของศาสนา
ข้อ 1-36
(ก) อุบายของศาสนากับเทศกาลของศาสนา
ข้อ 1-2
ยฮ. 7:1 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้พระเยซูได้เสด็จไป[ตามที่ต่างๆ] ในมณฑลฆาลิลาย ด้วยว่าไม่ทรงปรารถนาจะเสด็จไปในมณฑลยูดาย เพราะพวกยูดายกหาทางที่จะ1ฆ่าพระองค์เสีย.
ยฮ. 7:2 ฝ่าย1กเทศกาลตั้งทับอาศัยของพวกยูดายใกล้จะมาถึงแล้ว.
(ข) ชีวิตได้ประสบกับการไม่เชื่อของมนุษย์
ข้อ 3-5
ยฮ. 7:3 พวกน้องๆ ของพระองค์จึงพูดกับพระองค์ว่า "จงออกจากที่นี่ไปยังมณฑลยูดายเพื่อเหล่าสาวกของท่านจะได้เห็นกิจการที่ท่านกำลังกระทำนั้น.
ยฮ. 7:4 เพราะว่าไม่มีผู้ใดกระทำสิ่งใดในที่ลับ เมื่อผู้นั้นอยากให้ตัวปรากฏ. ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้ จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่ชาวโลกเถิด."
ยฮ. 7:5 ด้วยว่าแม้แต่พวกน้องๆ ของพระองค์ก็มิได้เชื่อเข้าสู่พระองค์.
(ค) ชีวิตได้ถูกจำกัดในกาลเวลา
ข้อ 6-9
ยฮ. 7:6 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "1กเวลาของเรายังมาไม่ถึง แต่สำหรับท่านทั้งหลายเวลาไหนๆ ก็เหมาะเสมอ.
ยฮ. 7:7 กมนุษย์โลกจะชังท่านทั้งหลายไม่ได้ แต่ได้ชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่า ขการงานของโลกนั้นชั่วร้าย.
ยฮ. 7:8 ท่านทั้งหลายจงขึ้นไปร่วมเทศกาลเถิด เรายังไม่ขึ้นไปที่เทศกาลนี้ เพราะว่ายังกไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา."
ยฮ. 7:9 เมื่อตรัสเช่นนั้นแก่พวกเขาแล้ว พระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ในมณฑลฆาลิลายต่อไป.
(ง) ชีวิตได้เสาะหาสง่าราศีของพระเจ้า
ข้อ 10-24
ยฮ. 7:10 แต่เมื่อพวกน้องๆ ของพระองค์ขึ้นไปร่วมเทศกาลนั้นแล้ว พระองค์จึงเสด็จขึ้นไปด้วย แต่ไปเป็นการลับ1ไม่เป็นที่เปิดเผย.
ยฮ. 7:11 พวกยูดายจึงกเสาะหาพระองค์ที่งานเลี้ยงเทศกาลนั้น และถามว่า "คนนั้นอยู่ที่ไหน?"
ยฮ. 7:12 ฝูงชนก็วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพระองค์เป็นอันมาก: กบางคนว่า "พระองค์เป็นคนดี" บางคนว่า "มิใช่ แต่พระองค์ชักจูงให้ฝูงชนหลงไป."
ยฮ. 7:13 แต่ไม่มีผู้ใดพูดถึงพระองค์โดยเปิดเผย เพราะกกลัวพวกยูดาย.
ยฮ. 7:14 ครั้นถึงช่วงระหว่างกลางของเทศกาลนั้น พระเยซูจึงเสด็จขึ้นไปในพระวิหารและสั่งสอน.
ยฮ. 7:15 พวกยูดายจึงพากันประหลาดใจและพูดว่า "คนนี้รู้หนังสือได้อย่างไร ในเมื่อเขา1ไม่เคยเล่าเรียนมาก่อน?"
ยฮ. 7:16 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "กคำสอนของเรานั้นไม่ใช่เป็นของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา.
ยฮ. 7:17 ถ้าผู้ใดตั้งใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่า คำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือเราพูดจากตัวเราเอง.
ยฮ. 7:18 ผู้ใดพูดจากตนเอง ผู้นั้นย่อมกแสวงหาสง่าราศีของตนเอง แต่ผู้ที่แสวงหาสง่าราศีของพระองค์ที่ทรงใช้เรามา ผู้นั้นแหละจริงแท้และไม่มีความอธรรมในเขาเลย.
ยฮ. 7:19 กโมเซได้ให้กฎบัญญัติแก่ท่านทั้งหลายมิใช่หรือ? แต่ในพวกท่านไม่มีผู้ใดถือรักษากฎบัญญัตินั้นเลย. ท่านทั้งหลายขหาทางที่จะฆ่าเราทำไม?"
ยฮ. 7:20 ฝูงชนจึงตอบว่า "ท่านกมีผีสิงอยู่! ใครเล่าหาทางที่จะฆ่าท่าน?"
ยฮ. 7:21 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราได้ทำกการสิ่งหนึ่ง และท่านทั้งหลายก็อัศจรรย์ใจเพราะการนั้น.
ยฮ. 7:22 กโมเซได้ให้ท่านทั้งหลายรับพิธีสุหนัต (อันที่จริงไม่ได้[เริ่ม]จากโมเซ แต่จากบรรพบุรุษ) ฉะนั้นท่านทั้งหลายก็ได้ให้คนรับพิธีสุหนัตในวันซะบาโตด้วย.
ยฮ. 7:23 ถ้าคนยังรับพิธีสุหนัตในวันซะบาโต เพื่อมิให้ละเมิดกฎบัญญัติของโมเซ แล้วท่านทั้งหลายยังจะโกรธเรา เพราะเรากกระทำให้คนหนึ่งหายเป็นปกติในวันซะบาโตหรือ?
ยฮ. 7:24 อย่าตัดสินตาม1ที่เห็นภายนอก แต่จง2ทำการตัดสินอย่างชอบธรรมเถิด."
(จ) แหล่งกำเนิดกับต้นกำเนิดของชีวิต — พระบิดา
ข้อ 25-36
ยฮ. 7:25 ชาวกรุงเยรูซาเล็มบางคนจึงพูดว่า "คนนี้มิใช่หรือที่เขาหาทางจะฆ่าเสีย?
ยฮ. 7:26 จงดูซิ ท่านกำลังพูดอยู่อย่างเปิดเผย และเขาทั้งหลายก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านเลย. พวกผู้ปกครองรู้แน่แล้วหรือว่าคนนี้เป็นพระคริสต์นั้น?
ยฮ. 7:27 แต่เรากรู้ว่าคนนี้มาจากไหน เมื่อพระคริสต์นั้นเสด็จมา ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าพระองค์มาจากไหน."
ยฮ. 7:28 ดังนั้นพระเยซูจึงทรงเปล่งเสียงดังสั่งสอนในพระวิหารว่า "ท่านทั้งหลาย1กรู้จักเราและ1รู้ว่าเรามาจากไหน ขเรามิได้มาโดยลำพังเราเอง แต่พระองค์ที่ทรงใช้เรามามีจริง แต่ท่านไม่1รู้จักพระองค์นั้น.
ยฮ. 7:29 กเรารู้จักพระองค์ เพราะเรา1ขมาจากพระองค์ และพระองค์ได้ทรง2ใช้เรามา."
ยฮ. 7:30 เขาทั้งหลายจึงหาทางที่จะกจับพระองค์ แต่ยังไม่มีผู้ใดลงมือจับพระองค์ เพราะขยังไม่ถึงเวลากำหนดของพระองค์.
ยฮ. 7:31 แต่มีหลายคนในฝูงชนนั้นได้เชื่อเข้าสู่พระองค์ และพูดว่า "เมื่อพระคริสต์นั้นจะมา พระองค์จะกระทำการอัศจรรย์มากยิ่งกว่าที่คนนี้ได้กระทำหรือ?"
ยฮ. 7:32 เมื่อพวกฟาริซายได้ยินฝูงชนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพระองค์อย่างนั้น พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริซายจึงได้ใช้เจ้าหน้าที่ไปจับพระองค์.
ยฮ. 7:33 พระเยซูจึงตรัสว่า "กเรายังอยู่กับท่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง แล้วจะขกลับสู่พระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
ยฮ. 7:34 กท่านทั้งหลายจะหาเราแต่หาไม่พบ และที่ซึ่งเราอยู่นั้น ท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้."
ยฮ. 7:35 พวกยูดายจึงพูดกันว่า "คนนี้จะไปที่ไหนเล่าจนทำให้เราหาไม่พบ? เขาจะไปหาพวก[ยูดาย]ที่กระจัดกระจายในท่ามกลางชาวกรีก และสั่งสอนชาวกรีกหรือ?
ยฮ. 7:36 ถ้อยคำซึ่งเขาพูดนั้นเป็นอย่างไรที่ว่า 'ท่านทั้งหลายจะหาเราแต่หาไม่พบ และที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้?' "
ข. การร้องเรียกของชีวิตต่อผู้กระหาย
ข้อ 37-39
ยฮ. 7:37 แล้วใน1วันสุดท้ายซึ่งเป็นวันใหญ่ในเทศกาลนั้น พระเยซูทรงยืนขึ้นตรัสเสียงดังว่า "ถ้าผู้ใดกกระหาย ให้ผู้นั้นขมาหาเราและคดื่ม.
ยฮ. 7:38 ผู้ที่เชื่อเข้าสู่เรา 1กแม่น้ำของน้ำที่มีชีวิตจะ2ไหลออกจากขภายในผู้นั้น เหมือนได้มีคำเขียนไว้แล้ว."
ยฮ. 7:39 คำนั้นพระเยซูตรัสเล็งถึงพระวิญญาณนั้น ซึ่งผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระองค์จะได้รับ เหตุว่าในเวลานั้นยังไม่มี1กพระวิญญาณ[นั้น] เพราะพระเยซูยังไม่ได้รับขสง่าราศี.
ค. การแตกแยกที่เกิดจากการปรากฏออกของชีวิต
ข้อ 40-52
ยฮ. 7:40 เหตุฉะนั้น มีหลายคนในฝูงชน เมื่อได้ยินคำนั้นจึงพูดว่า "ท่านนี้เป็นกผู้เผยพระวจนะผู้นั้นอย่างแท้จริง."
ยฮ. 7:41 บางคนว่า "ท่านเป็นกพระคริสต์นั้น." แต่คนอื่นว่า "พระคริสต์นั้นจะมาจาก1ขฆาลิลายหรือ?"
ยฮ. 7:42 พระคัมภีร์กล่าวแล้วมิใช่หรือว่า "พระคริสต์นั้นจะมาจากกเชื้อสายของดาวิดและจากขหมู่บ้านเบ็ธเลเฮมที่ดาวิดเคยอยู่นั้น?"
ยฮ. 7:43 เหตุฉะนั้นฝูงชนจึงแตกแยกกันเพราะพระองค์.
ยฮ. 7:44 บางคนใคร่จะจับพระองค์ เพียงแต่ยังไม่มีผู้ใดลงมือจับพระองค์.
ยฮ. 7:45 เจ้าหน้าที่จึงมาหาพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริซาย และพวกเหล่านั้น จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า "ทำไมจึงไม่นำตัวเขามา?"
ยฮ. 7:46 เจ้าหน้าที่จึงตอบว่า "กไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนั้นมาก่อน."
ยฮ. 7:47 พวกฟาริซายจึงตอบเขาว่า "พวกเจ้าหลงไปด้วยแล้วหรือ?
ยฮ. 7:48 มีผู้ใดในกพวกผู้ปกครองหรือพวกฟาริซายที่ได้เชื่อเข้าสู่คนนั้นบ้าง?
ยฮ. 7:49 แต่ว่าฝูงชนที่ไม่รู้จักกฎบัญญัติย่อมเป็นที่สาปแช่ง."
ยฮ. 7:50 กนิโกเดโม (ที่ได้มาหาพระองค์คราวก่อนนั้น และเป็นคนหนึ่งในพวกเขา) ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า
ยฮ. 7:51 "กฎบัญญัติของเรา1ปรับโทษคนใด โดยที่ยังไม่ได้ฟังเขาก่อน และรู้ว่าเขาได้ทำอะไรบ้างหรือ?"
ยฮ. 7:52 พวกเขาจึงตอบนิโกเดโมว่า "ท่านก็มาจากฆาลิลายด้วยหรือ? จงค้นดูเถิดเพราะว่าไม่มีผู้เผยพระวจนะเกิดมาจากกฆาลิลาย."
(7) ความต้องการของผู้เป็นทาสแห่งความบาป — การปลดปล่อยของชีวิต
7:53—8:59
ก. ใครไม่มีความบาป?
7:53—8:9
ยฮ. 7:53 แล้ว1ต่างคนต่างได้กลับไปบ้านของตน.

คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 7

ยฮ. 7:1 ก ยฮ.5:16, 18
ยฮ. 7:1 1 แม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าพระผู้สร้างแต่พระองค์ก็ทรงดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์อยู่บนโลก และยังต้องทนรับการข่มเหงจากมนุษย์ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างอีกด้วย.
ยฮ. 7:2 ก ลวต.23:34; พบญ.16:16
ยฮ. 7:2 1ก เรื่องราวในบทที่ 6 เกิดขึ้นในเทศกาลปัศคา. ส่วนเรื่องราวที่อยู่ในบทนี้เกิดขึ้นในเทศกาลตั้งทับอาศัย. เทศกาลปัศคาเป็นเทศกาลแรกในแต่ละปีของชาวยูดาย ส่วนเทศกาลตั้งทับอาศัยนั้นเป็นเทศกาลสุดท้ายในแต่ละปีของเขา (ลวต.23:5, 34). เทศกาลปัศคาซึ่งเป็นเทศกาลแรกของปีนั้นมีนัยถึงการเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ (เทียบ อซด.12:2-3, 6) ซึ่งเกี่ยวกับการที่มนุษย์แสวงหาความอิ่มหนำ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นความหิวโหย. เทศกาลตั้งทับอาศัย ซึ่งเป็นเทศกาลสุดท้ายของปีนั้นมีนัยถึงความครบสมบูรณ์และความสำเร็จในตลอดชั่วชีวิตของมนุษย์ (เทียบ อซด.23:16) ซึ่งจะต้องจบลงในที่สุดและผลลัพธ์ก็คือความกระหาย. ในเหตุการณ์ของเทศกาลปัศคา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกล่าวถึงพระองค์เองว่าทรงเป็นอาหารแห่งชีวิตที่ทำให้ความหิวของมนุษย์อิ่มหนำได้. ในเหตุการณ์ของเทศกาลตั้งทับอาศัยองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คำสัญญาว่าจะไหลออกซึ่งน้ำแห่งชีวิตที่จะดับความกระหายของมนุษย์.
หลังจากที่ชาวยูดายได้เก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จสิ้นลงแล้ว พวกเขาก็ถือเทศกาลตั้งทับอาศัยเพื่อนมัสการพระเจ้าและรับสุขผลที่เขาได้เก็บเกี่ยว (พบญ.16:13-15). ดังนั้นเทศกาลตั้งทับอาศัยจึงเป็นแบบเล็งถึงความสมบูรณ์, การบรรลุผล, และ ความสำเร็จ พร้อมทั้งความสุขสันต์กับการรับสุขของมนุษย์ในอาชีพ, การศึกษา, และเรื่องราวอื่นๆในชีวิตมนุษย์ (รวมทั้งศาสนา) ด้วย.
พระเจ้าได้ตั้งเทศกาลตั้งทับอาศัยเพื่อให้พลไพร่ชาวอิสราเอลได้ระลึกว่า บรรพบุรุษของเขาได้เร่ร่อนอยู่ในป่ากันดารและได้อาศัยอยู่ในกระโจม (ลวต.23:39-43) เฝ้าหวังคอยที่จะเข้าสู่ความสงบสุขของแผ่นดินงามอย่างไร. ดังนั้นเทศกาลนี้จึงเป็นเครื่องเตือนสติว่ามนุษย์ในทุกวันนี้ยังคงอยู่ในป่ากันดารและจำต้องเข้าสู่ความสงบสุขของกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งเป็นพลับพลาที่นิรันดร์ (วว.21:2-3). ทั้งอับราฮาม, ยิศฮาค, และยาโคบก็เคยอาศัยอยู่ในกระโจมและเฝ้ารอคอยพลับพลาที่นิรันดร์ (ฮร.11:9-10) ซึ่งในนั้นมีแม่น้ำแห่งชีวิตไหลออกมาจากพระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกเพื่อดับความกระหายของมนุษย์ (วว.22:1, 17). ในวันสุดท้ายของเทศกาลที่มีเบื้องหลังเช่นนี้ พระคริสต์ได้ประกาศคำสัญญาแห่งแม่น้ำของน้ำแห่งชีวิต ซึ่งทำให้การเฝ้าคอยของมนุษย์ได้อิ่มหนำตราบชั่วนิรันดร์ (ข้อ 37-39).
ยฮ. 7:6 ก ยฮ.7:8, 30; 2:4; เทียบ มธ.26:18
ยฮ. 7:6 1ก ถึงแม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นพระเจ้าผู้ไร้จำกัดชั่วนิรันดร์ พระองค์ยังทรงดำเนินชีวิตบนโลกอย่างมนุษย์ ทรงถูกจำกัดด้วยกาลเวลา.
ยฮ. 7:7 ก ยฮ.17:14
ยฮ. 7:7 ข ยฮ.3:19
ยฮ. 7:8 ก ยฮ.7:6, 30
ยฮ. 7:10 1 ถึงแม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ แต่ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ที่อยู่ภายใต้การข่มเหง พระองค์ก็ทรงถูกจำกัดในการเคลื่อนไหวด้วย.
ยฮ. 7:11 ก ยฮ.7:1; 11:56
ยฮ. 7:12 ก ยฮ.7:40-43, 47
ยฮ. 7:13 ก ยฮ.9:22; 19:38; 20:19
ยฮ. 7:15 1 แม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นพระเจ้าผู้หยั่งรู้สิ่งสารพัด แต่ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ผู้ต่ำต้อย พระองค์ก็ทรงถูกมนุษย์เห็นว่า เป็นผู้ไร้การศึกษา.
ยฮ. 7:16 ก ยฮ.8:28; 12:49-50
ยฮ. 7:18 ก ยฮ.8:50
ยฮ. 7:19 ก ยฮ.1:17
ยฮ. 7:19 ข ยฮ.7:1; 5:16, 18
ยฮ. 7:20 ก ยฮ.8:48, 52; 10:20
ยฮ. 7:21 ก ยฮ.5:2-9
ยฮ. 7:22 ก ลวต.12:3
ยฮ. 7:23 ก ยฮ.5:9
ยฮ. 7:24 1 หรือ โฉมหน้า, ใบหน้า, ลักษณะภายนอก.
ยฮ. 7:24 2 ทำ แปลตามตรงคือ ตัดสิน.
ยฮ. 7:27 ก เทียบ ยฮ.9:29
ยฮ. 7:28 ก ยฮ.6:42
ยฮ. 7:28 1ก คำว่า "รู้จัก" กับคำว่า "รู้" ภาษากรีกเป็นคำเดียวกันชี้ถึงความเข้าใจทางภายในซึ่งเป็นทัศนะภายใน. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ. 7:28 ข ยฮ.8:42
ยฮ. 7:29 ก ยฮ.8:55; 17:25
ยฮ. 7:29 ข ยฮ.6:46; 16:27; 17:8; เทียบ ยฮ.15:26
ยฮ. 7:29 1ข ดู 1:14 คำอธิบาย 6.
ยฮ. 7:29 2 ดู 1:6 คำอธิบาย 1.
ยฮ. 7:30 ก ยฮ.10:39
ยฮ. 7:30 ข ยฮ.8:20
ยฮ. 7:33 ก ยฮ.12:35; 13:33
ยฮ. 7:33 ข ยฮ.16:5, 10, 17, 28
ยฮ. 7:34 ก ยฮ.8:21; 13:33
ยฮ. 7:37 1 วันสุดท้ายในที่นี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงว่าการรับสุขทั้งหมดที่มาจากความสำเร็จใดๆ ในชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องจบลงในที่สุด. สิ่งของฝ่ายวัตถุที่อยู่ในชีวิตทางกายภาพล้วนมี "วันสุดท้าย" ด้วยกันทั้งสิ้น.
ยฮ. 7:37 ก วว.21:6; 22:17
ยฮ. 7:37 ข วว.22:17
ยฮ. 7:37 ค ยฮ.4:14; 1กธ.10:4; บพส.36:8
ยฮ. 7:38 ก เทียบ วว.22:1, 17; 21:6; 7:17; ยนซ.2:10; บพส.36:8; ยอค.47:1, 5; ยซย.58:11
ยฮ. 7:38 1ก แม่น้ำในภาษากรีกเป็นพหูพจน์. แม่น้ำของน้ำที่มีชีวิตชี้บ่งถึงการไหลออกของชีวิตในหลายด้าน (เทียบ รม.15:30; 1ธซ.1:6; 2ธซ.2:13; ฆต.5:22-23) ชีวิตนี้ไหลออกมาจากแม่น้ำของน้ำแห่งชีวิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น (วว.22:1) ซึ่งก็คือพระวิญญาณแห่งชีวิตของพระเจ้านั่นเอง (รม.8:2).
ยฮ. 7:38 2 ตามหลักการที่ได้กำหนดไว้ในบทที่ 2 สิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิตเช่นกัน. ต้นกำเนิดของความตายคือต้นไม้แห่งความรู้. ต้นกำเนิดของชีวิตคือต้นไม้แห่งชีวิต. ในหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ได้ให้เราเห็นว่าชีวิตได้เป็นปฏิปักษ์กับความตาย (5:24-25; 8:24; 11:25-26).
ยฮ. 7:38 ข ดนอ.7:15
ยฮ. 7:39 ก ยฮ.14:16-17; 20:22; รม.8:9; ฟป.1:19
ยฮ. 7:39 1ก พระวิญญาณของพระเจ้าทรงมีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อเดิม (ยนซ.1:1-2) แต่ในขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสคำนี้อยู่ พระวิญญาณนั้นคือ พระวิญญาณของพระคริสต์ (รม.8:9), พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ (ฟป.1:19) ยังไม่มี เพราะว่าพระองค์ยังไม่ได้รับสง่าราศี. พระเยซูได้รับสง่าราศีเมื่อพระองค์เป็นขึ้นมานั่นเอง (ลก.24:26). หลังจากที่พระองค์ได้ทรงเป็นขึ้น พระวิญญาณของ พระเจ้าก็ได้กลายเป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ที่ผ่านการกลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงกางเขน, และเป็นขึ้น. ในค่ำคืนที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นพระองค์ทรงระบายพระวิญญาณนี้เข้าสู่ภายในของเหล่าสาวก (20:22). บัดนี้พระวิญญาณนี้ก็คือผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งซึ่งก็คือ พระวิญญาณแห่งความเที่ยงแท้ที่พระคริสต์ได้ทรงสัญญาไว้ก่อนการตายของพระองค์ (14:16-17). เมื่อ พระวิญญาณนี้ยังเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ พระองค์มีเพียงองค์ประกอบที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น. แต่เมื่อพระองค์ทรงกลายเป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์โดยอาศัยการกลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงกางเขน,และเป็นขึ้นของพระคริสต์ พระองค์ก็มีทั้งองค์ประกอบที่ศักดิ์สิทธิ์กับองค์ประกอบของฝ่ายมนุษย์พร้อมทั้งธาตุแท้และความเที่ยงแท้ทั้งหมดของการกลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงกางเขน, และเป็นขึ้นของพระคริสต์. ดังนั้นบัดนี้พระวิญญาณนั้นก็คือ พระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งของ พระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นน้ำแห่งชีวิตที่ให้เราต้อนรับนั่นเอง (ข้อ 38-39).
ยฮ. 7:39 ข ลก.24:26; ยฮ.12:16, 23; 13:31-32; 17:1, 5
ยฮ. 7:40 ก ยฮ.6:14; พบญ.18:15, 18
ยฮ. 7:41 ก ยฮ.1:41
ยฮ. 7:41 ข ยฮ.7:52; เทียบ ยฮ.1:46
ยฮ. 7:41 1ข องค์พระผู้เป็นเจ้ากำเนิดที่เบ็ธเลเฮม (ลก.2:4-7) แต่ได้ไปเติบโตที่นาซาเร็ธแห่งฆาลิลาย. ขณะนั้นนาซาเร็ธเป็นสถานที่ซึ่งถูกผู้คนดูหมิ่น. พระองค์ทรงเป็นเชื้อวงศ์ของดาวิด แต่ได้กลายเป็นชาวนาซาเร็ธ (มธ.2:23). พระองค์ได้เจริญวัฒนาขึ้น "เหมือนอย่างหน่อที่ผุดออกมาจากดินแห้ง", "ไม่มีรูปร่างต้องตาหรือน่าเสน่หา", "ไม่มีความสวยงามที่เราจะได้เชยชม", และพระองค์ "เป็นที่ดูหมิ่นและคนไม่คบหา" (ยซย.53:2-3). ดังนั้นเราจึงไม่ควรจะรู้จักพระคริสต์ตามเนื้อหนัง (2กธ.5:16) แต่ควรจะรู้จักพระองค์ตามวิญญาณ.
ยฮ. 7:42 ก มธ.1:1
ยฮ. 7:42 ข มธ.2:5; มคา.5:2
ยฮ. 7:46 ก มธ.7:28-29
ยฮ. 7:48 ก ยฮ.12:42
ยฮ. 7:50 ก ยฮ.3:1; 19:39
ยฮ. 7:51 1 หรือ พิพากษา.
ยฮ. 7:52 ก ยฮ.7:41
ยฮ. 7:53 1 สำเนาต้นฉบับหลายเล่มไม่มี 7:53-8:11.
สารบัญ