การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21

โยฮัน บทที่ 6

(5) ความต้องการของผู้หิวโหย — การเลี้ยงดูของชีวิต
6:1-71
ก. โลกที่หิวโหยกับพระคริสต์ที่เลี้ยงดู
ข้อ 1-15
ยฮ. 6:1 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้น พระเยซูจึงเสด็จข้าม1ทะเลฆาลิลาย คือทะเลติเบเรียไป
ยฮ. 6:2 ฝูงชนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นเห็นกการอัศจรรย์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย.
ยฮ. 6:3 พระเยซูเสด็จขึ้นไปบน1ภูเขา และทรงนั่งลงที่นั่นกับเหล่าสาวกของพระองค์.
ยฮ. 6:4 ขณะนั้นใกล้จะถึง1กปัศคาซึ่งเป็นเทศกาลของพวกยูดายแล้ว.
ยฮ. 6:5 กเมื่อพระเยซูเงยพระพักตร์เห็นฝูงชนเป็นอันมากมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสแก่ฟีลิปว่า "เราจะซื้อขนมปังให้คนเหล่านี้กินได้จากที่ใด?"
ยฮ. 6:6 พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะทดลองฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่าพระองค์จะทรงทำประการใด.
ยฮ. 6:7 ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า "ขนมปังมูลค่าสองร้อย1เดนาริอันก็ไม่พอให้พวกเขากินคนละเล็กละน้อย."
ยฮ. 6:8 สาวกคนหนึ่งของพระองค์คืออันดะเรอา น้องชายของซีโมนเปโตร ทูลพระองค์ว่า
ยฮ. 6:9 "ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมี1ขนมปังบาร์เลย์2ห้าก้อนกับ1ปลา2สองตัว เท่านั้นจะพออะไรสำหรับคนมากอย่างนี้?"
ยฮ. 6:10 พระเยซูตรัสว่า "ให้คนทั้งหลายนั่งลงเถิด." ที่นั่นมีหญ้ามาก. คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน.
ยฮ. 6:11 พระเยซูจึงทรงหยิบขนมปังนั้น เมื่อทรงขอบพระคุณแล้ว จึงทรงแจกให้แก่บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วย โดยแจกให้ตามที่เขาปรารถนา.
ยฮ. 6:12 เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้ว พระเยซูตรัสแก่เหล่าสาวกว่า "จงเก็บเศษอาหารที่เหลือนั้น เพื่อมิให้สิ่งใดเสียไป."
ยฮ. 6:13 เขาจึงเก็บเศษขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อน ซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้นใส่ตะกร้าได้1สิบสองใบเต็ม.
ยฮ. 6:14 ดังนั้นเมื่อคนทั้งหลายได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำ จึงพูดว่า "คนนี้เป็นกผู้เผยพระวจนะผู้นั้นที่จะเข้ามาในโลกอย่างแท้จริง."
ยฮ. 6:15 เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมา1บังคับพระองค์ให้เป็นกกษัตริย์ พระองค์จึงขเสด็จจากไปยังภูเขาอีกแต่ลำพัง.
ข. โลกที่ถูกรบกวนกับพระคริสต์ที่ประทานสันติสุข
ข้อ 16-21
ยฮ. 6:16 เมื่อพลบค่ำ เหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ไปที่ทะเล
ยฮ. 6:17 แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองกัปเรนาอูม. ครั้นมืดแล้ว พระเยซูก็ยังไม่ได้เสด็จไปถึงพวกเขา.
ยฮ. 6:18 1ทะเลนั้นก็ปั่นป่วนเพราะลมพัดกล้า.
ยฮ. 6:19 เมื่อพวกเขาตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหรือหกกิโลเมตร เขาเห็น1พระเยซูเสด็จดำเนินบนทะเลมาใกล้เรือ เขาต่างก็ตกใจกลัว.
ยฮ. 6:20 แต่พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "คือเราเอง อย่ากลัวเลย."
ยฮ. 6:21 เขาจึงยอม1รับพระองค์ขึ้นบนเรือ แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น.
ค. อาหารแห่งชีวิต
ข้อ 22-71
(ก) ผู้แสวงหาอาหารที่ต้องเน่าเสียไป
ข้อ 22-31
ยฮ. 6:22 วันรุ่งขึ้น ฝูงชนที่ยืนอยู่ฝั่งทะเลข้างโน้นเห็นว่า ก่อนหน้านั้นมีเรือเล็กๆ อยู่ที่นั่นเพียงลำเดียว และ[รู้]ว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก แต่เหล่าสาวกของพระองค์ไปกันตามลำพังเท่านั้น.
ยฮ. 6:23 แต่มีเรือเล็กลำอื่นมาจากเมืองติเบเรีย ใกล้สถานที่ซึ่งพวกเขาได้กินขนมปัง หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้วนั้น.
ยฮ. 6:24 เหตุฉะนั้นเมื่อฝูงชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่อยู่ที่นั่น พวกเขาจึงลงเรือมาตามหาพระเยซูที่เมืองกัปเรนาอูม.
ยฮ. 6:25 ครั้นเขาพบพระองค์ที่ฝั่งทะเลข้างโน้นแล้ว เขาทูลพระองค์ว่า "รับบี ท่านมาที่นี่เมื่อไร?"
ยฮ. 6:26 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า ท่านมิได้ตามหาเราเพราะได้เห็นการอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม.
ยฮ. 6:27 อย่ากทำงานเพื่ออาหารที่ต้องเน่าเสียไปนั้น แต่จงทำงานเพื่อขอาหารที่ดำรงอยู่ถึง1ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่านทั้งหลาย เพราะพระองค์เป็นผู้ที่พระบิดาคือพระเจ้าได้ทรงประทับตราหมายไว้."
ยฮ. 6:28 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้อง1ทำประการใดจึงจะนับว่า1ทำงานของพระเจ้า?"
ยฮ. 6:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "งานของพระเจ้านั้นคือการที่ท่าน1เชื่อเข้าสู่พระองค์ที่พระเจ้าทรง2ใช้มานั้น."
ยฮ. 6:30 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า "ถ้าเช่นนั้นท่านจะกระทำกการอัศจรรย์อะไรให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เห็นเพื่อจะได้เชื่อท่าน? แท้จริงแล้วท่านจะกระทำการงานอะไร?
ยฮ. 6:31 บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กกินมานาในป่ากันดารนั้น ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า 'ขพระองค์ได้ประทาน1อาหารจากสวรรค์ให้เขากิน.' "
(ข) อาหารที่ดำรงอยู่ถึงชีวิตนิรันดร์
ข้อ 32-71
a. กลายเป็นเนื้อหนัง
ข้อ 32-51ก
ยฮ. 6:32 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า โมเซมิได้เป็นผู้ให้อาหารที่มาจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน แต่พระบิดาของเราได้ประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์ให้แก่ท่านทั้งหลาย.
ยฮ. 6:33 เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือท่านที่1ลงมาจากสวรรค์และประทานชีวิตแก่มนุษย์โลก."
ยฮ. 6:34 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดประทานอาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด."
ยฮ. 6:35 พระเยซูตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "เราเป็น1อาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเรากจะ2ไม่หิวโหยอีก และผู้ที่เชื่อเข้าสู่เราจะไม่กระหายอีกเลยเป็นนิตย์.
ยฮ. 6:36 แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านได้เห็นเราแล้ว แต่ก็ไม่เชื่อ.
ยฮ. 6:37 คนทั้งปวงที่พระบิดากประทานแก่เราจะมาหาเรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาไว้ภายนอกเลย.
ยฮ. 6:38 เพราะว่ากเราได้ลงมาจากสวรรค์ ขมิใช่เพื่อจะกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อจะกระทำตามคพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
ยฮ. 6:39 และพระประสงค์ของพระบิดาที่ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่เรากมิให้หายไปสักคนเดียว แต่ขให้เป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
ยฮ. 6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์แห่งพระบิดาของเรา คือให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และเชื่อเข้าสู่พระบุตรนั้นจะได้รับชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด."
ยฮ. 6:41 พวกยูดายจึงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพระองค์ เพราะพระองค์ตรัสว่า "เราเป็นอาหารซึ่งกลงมาจากสวรรค์."
ยฮ. 6:42 เขาทั้งหลายว่า "กคนนี้คือเยซู1ลูกของโยเซฟมิใช่หรือ? พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก เหตุใดวันนี้เขาจึงพูดว่า ข 'เราได้ลงมาจากสวรรค์?' "
ยฮ. 6:43 พระเยซูตรัสตอบเขาเหล่านั้นว่า "อย่าวิพากษ์วิจารณ์กันเลย.
ยฮ. 6:44 กไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้ นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงขดึงดูดให้เขามา และเราจะคให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
ยฮ. 6:45 มีคำเขียนไว้ในคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะว่า 'กคนทั้งหลายจะรับขการสั่งสอนจากพระเจ้าสิ้นทุกคน.' ทุกคนที่ได้ยินและได้เรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา.
ยฮ. 6:46 กมิใช่ว่ามีผู้ใดได้เห็นพระบิดา เว้นแต่พระองค์ที่1ขมาจากพระเจ้า ท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว.
ยฮ. 6:47 เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า ผู้ใดที่เชื่อกก็มีชีวิตนิรันดร์.
ยฮ. 6:48 เราเป็นอาหารแห่งชีวิต.
ยฮ. 6:49 บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในป่ากันดารก็ตายไปแล้ว.
ยฮ. 6:50 [แต่]นี่เป็นอาหารซึ่งกลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ขกินอาหารนี้แล้วก็จะไม่ตาย.
ยฮ. 6:51 เราเป็น1อาหารที่มีชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ กผู้นั้นก็มีชีวิตดำรงอยู่นิรันดร์.
b. ถูกฆ่า
ข้อ 51ข-55
และอาหารที่เราจะให้2เพื่อชีวิตของขมนุษย์โลกนั้นก็คือ3เนื้อของเรา."
ยฮ. 6:52 ดังนั้น พวกยูดายจึงทุ่มเถียงกันว่า "ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร?"
ยฮ. 6:53 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและไม่ดื่ม1โลหิตของบุตรมนุษย์ ก็จะไม่มีชีวิตในตัวท่าน.
ยฮ. 6:54 ผู้ที่1กิน2เนื้อและดื่ม2โลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะกให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันที่สุด.
ยฮ. 6:55 เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้.
c. เป็นขึ้นเพื่ออาศัยอยู่ภายใน
ข้อ 56-59
ยฮ. 6:56 ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็กอาศัยอยู่ในเรา และ1เราอาศัยอยู่ในผู้นั้น.
ยฮ. 6:57 พระบิดาผู้ทรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิตเป็นอยู่เพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่1กินเรา ผู้นั้นก็จะกมีชีวิตเป็นอยู่เพราะเราฉันนั้น.
ยฮ. 6:58 นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ผู้ที่กินอาหารนี้จะกมีชีวิตดำรงอยู่นิรันดร์ ไม่เหมือนกับที่บรรพบุรุษ[ของท่านทั้งหลาย]ได้กิน[มานา]และได้ตายไป."
ยฮ. 6:59 คำเหล่านั้นพระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ในเมืองกัปเรนาอูม.
d. เสด็จสู่สวรรค์
ข้อ 60-62
ยฮ. 6:60 เหตุฉะนั้นเหล่าสาวกของพระองค์หลายคน เมื่อเขาได้ยิน[อย่างนั้น]แล้ว จึงพูดว่าถ้อยคำเหล่านั้นยากนัก ใครจะฟังได้?
ยฮ. 6:61 แต่พระเยซูเองทรงทราบว่าเหล่าสาวกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อความนั้น จึงตรัสแก่เขาว่า "ข้อความนั้นทำให้ท่านทั้งหลายกสะดุดล้มหรือ?
ยฮ. 6:62 ถ้าท่านทั้งหลายได้เห็นบุตรมนุษย์1กเสด็จขึ้นไปยังที่ซึ่งพระองค์ทรงอยู่แต่ก่อนนั้น ท่านจะว่าอย่างไรเล่า?
e. กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต
ข้อ 63-65
ยฮ. 6:63 1กพระวิญญาณนั้นเป็นที่ให้มีชีวิต 2เนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด 3ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้นก็เป็นวิญญาณและเป็นชีวิต.
ยฮ. 6:64 แต่ว่าในพวกท่านมีบางคนที่ไม่เชื่อ." เพราะพระเยซูกทรงทราบแต่แรกแล้วว่าเป็นผู้ใดที่มิได้เชื่อและเป็นขผู้ใดที่จะ1ขายพระองค์.
ยฮ. 6:65 พระองค์ตรัสว่า "เหตุฉะนั้นเราจึงได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า กไม่มีผู้ใดจะมาถึงเราได้ เว้นไว้พระบิดาของเราได้ทรงโปรดขประทานให้ผู้นั้นมา."
f. แปรสภาพเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในพระคำแห่งชีวิต
ข้อ 66-71
ยฮ. 6:66 ตั้งแต่นั้นมาพวกสาวกของพระองค์หลายคนจึงถอยไปและไม่ร่วมดำเนินชีวิตกับพระองค์อีก.
ยฮ. 6:67 เหตุฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสแก่[สาวก]สิบสองคนนั้นว่า "ท่านทั้งหลายก็จะไปด้วยหรือ?"
ยฮ. 6:68 ซีโมนเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พวกข้าพเจ้าจะไปหาผู้ใดเล่า? กพระคำแห่งชีวิตนิรันดร์นั้นมีอยู่ที่พระองค์,
ยฮ. 6:69 และข้าพเจ้าทั้งหลายได้เชื่อและได้รู้แล้วว่าพระองค์เป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า."
ยฮ. 6:70 พระเยซูตรัสตอบว่า "เราได้กเลือกพวกท่านสิบสองคนนี้มิใช่หรือ? แต่คนหนึ่งในพวกท่านเป็นขมาร."
ยฮ. 6:71 พระองค์ตรัสเล็งถึงยูดา [บุตร]ซีโมน อิศการิโอด เพราะว่าคนนี้ซึ่งเป็นคนหนึ่งใน[สาวก]สิบสองคนเป็นผู้ที่ขายพระเยซูในเวลาต่อมา.

คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 6

ยฮ. 6:1 1 เรื่องราวในกรณีนี้แตกต่างกับเรื่องราวในกรณีของบทที่ 5. บทที่ 5 มีชายผู้หนึ่งอยู่ข้างสระ บทนี้มีผู้คนอยู่ที่ชายทะเล. ฉากหลังในบทที่ 5 คือเมืองบริสุทธิ์และสระศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาผู้คนได้. ส่วนฉากหลังในบทนี้เป็นป่าและทะเลธรรมดาที่ให้มนุษย์หาเลี้ยงชีพ. ผู้คนในบทที่แล้วเป็นผู้ที่อ่อนแอและไร้สมรรถภาพ ต้องการการชุบให้เป็นขึ้นของชีวิต ผู้คนในบทนี้เป็นผู้หิวโหยต้องการการเลี้ยงดูของชีวิต. ในด้านแบบเล็งนั้นแผ่นดินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงผืนพิภพที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างไว้ให้มนุษย์ดำรงชีวิต. ทะเลเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโลกที่ถูกซาตานทำลายไป และมีมนุษย์ที่ตกต่ำอาศัยอยู่. มนุษย์ในโลกล้วนหิวโหยไม่มีความอิ่มหนำ. มนุษยชาติที่อยู่ในโลกนี้ล้วนถูกรบกวนทำให้ไม่มีสันติสุข ดังที่ได้บรรยายไว้ในข้อ 18 นั่นเอง.
ยฮ. 6:2 ก ยฮ.2:11; 4:54
ยฮ. 6:3 1 ภูเขานั้นอยู่สูงกว่าแผ่นดินและทะเล เป็นเครื่องหมายเล็งถึงฐานะที่สูงล้ำ. การที่มนุษย์จะรับสุขการเลี้ยงดูของพระคริสต์ได้นั้นก็จำต้องขึ้นไปบนภูเขาร่วมกับพระคริสต์.
ยฮ. 6:4 ก ยฮ.2:13; อซด.12:11, 14
ยฮ. 6:4 1ก ในเทศกาลปัศคาผู้คนจะฆ่าแกะสำหรับไถ่บาป, เอาเลือดแกะมาปะพรม, และกินเนื้อแกะ. นี่เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นปัศคาของเรา (1กธ.5:7). พระองค์ทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าสำหรับมาไถ่บาป (1:29, 36) ทรงถูกฆ่าเพื่อให้เราสามารถกินเนื้อของพระองค์และดื่มพระโลหิตของพระองค์ได้คือต้อนรับพระองค์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา เพื่อจะดำเนินชีวิต เป็นอยู่โดยพระองค์.
ยฮ. 6:5 ก ข้อ 5-13: มธ.14:14-21; มก.6:34-44; ลก.9:12-17; เทียบ มธ.15:32-37
ยฮ. 6:7 1 หน่วย เดนาริอัน เป็นหน่วยเงินหลักของชาวโรมัน. หนึ่งเดนาริอันถือเป็นค่าแรงที่สูงมากสำหรับหนึ่งวัน (ดู มธ.20:2).
ยฮ. 6:9 1 ขนมปังเป็นชีวิตฝ่ายพืช อันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงชีวิตของพระคริสต์ในด้านการให้กำเนิด. ปลาเป็นชีวิตฝ่ายสัตว์ เป็นเครื่องหมายเล็งถึงชีวิตของพระคริสต์ในด้านการไถ่. ในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตแห่งการให้กำเนิด พระคริสต์ทรงเติบโตอยู่บนผืนดินคือผืนพิภพที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง. ในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตแห่งการไถ่ พระคริสต์ทรงดำเนินชีวิตอยู่ในทะเลคือโลกที่ถูกซาตานทำลาย. ในการที่จะให้เราได้รับการบังเกิดใหม่ พระองค์ได้เติบโตอยู่บนผืนพิภพที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างเพื่อพระองค์จะได้แพร่พันธุ์. ส่วนในการที่จะช่วยไถ่เรานั้น พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอยู่ในโลกที่ชั่วช้าของซาตาน. แต่พระองค์ไม่มีบาป ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากโลก ดุจปลาที่มีชีวิตอยู่ในน้ำเค็ม แต่ไม่มีความเค็ม.
ในแผ่นดินยูดายนั้น ข้าวบาร์เลย์จะสุกก่อนเป็นอันดับแรกและจะถูกเก็บเกี่ยวก่อน ดังนั้นจึงเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้น (ลวต.23:10). ฉะนั้นขนมปังบาร์เลย์จึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้อยู่ในการเป็นขึ้นมาเป็นอาหารของเรา.
ทั้งขนมปังบาร์เลย์ และปลาล้วนเป็นสิ่งของที่เล็ก เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความเล็กน้อยของพระคริสต์ ซึ่งทำให้พระองค์กลายเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราได้. บรรดาผู้ที่แสวงหาการอัศจรรย์เห็นว่า พระคริสต์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ จึงได้บีบบังคับพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ (ข้อ 14-15) แต่พระองค์ไม่ปรารถนาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนา กลับประสงค์จะเป็นขนมปังกับปลาเล็กๆ เพื่อมนุษย์จะกินพระองค์ได้.
ยฮ. 6:9 2 หมายเลขห้า เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการรับผิดชอบ ชี้บ่งว่าพระคริสต์ทรงรับผิดชอบสำหรับการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา. หมายเลขสองเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพยานคือ เป็นพยานว่าพระคริสต์ทรงเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา.
ยฮ. 6:13 1 อาหารที่เหลืออยู่ถึงสิบสองตะกร้านั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึง ความอุดมสมบูรณ์แห่งการหล่อเลี้ยงในชีวิตของพระคริสต์ที่ได้เปี่ยมล้นออกมา. ขนมปังห้าก้อนซึ่งเล็งถึงการหล่อเลี้ยงนี้ ไม่เพียงได้เลี้ยงผู้คนมากกว่าเดิมถึงหนึ่งพันเท่า (ห้าพันคน) ให้อิ่มได้เท่านั้น แต่ยังมีเหลืออีกด้วย.
ยฮ. 6:14 ก พบญ.18:15, 18; ยฮ.5:46
ยฮ. 6:15 1 แปลตามตรงคือ จับ หมายถึงยกให้พระองค์เป็นพระมาซีฮา.
ยฮ. 6:15 ก ยฮ.1:49
ยฮ. 6:15 ข ข้อ 15ข-21: มธ.14:22-33; มก.6:45-51
ยฮ. 6:18 1 ทะเลที่ปั่นป่วน เป็นเครื่องหมายอันเล็งถึงปัญหาที่มารบกวนในชีวิตมนุษย์.
ยฮ. 6:19 1 สิ่งนี้เล็งถึงว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถพิชิตปัญหาทั้งหมดที่มารบกวนในชีวิตของมนุษย์. พระองค์สามารถดำเนินอยู่เหนือคลื่นแห่งปัญหาที่มารบกวนชีวิตของมนุษย์ ทรงเหยียบปัญหาทั้งหมดที่มารบกวนไว้ใต้พระบาทของพระองค์.
ยฮ. 6:21 1 เราจำต้องรับองค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นบน "เรือ" ของเรา (ชีวิตสมรส, ครอบครัว, อาชีพการงานของเรา ฯลฯ) และรับสุขสันติสุขบนวิถีชีวิตมนุษย์ด้วยกันกับพระองค์.
ยฮ. 6:27 ก ยซย.55:2
ยฮ. 6:27 ข ยฮ.6:53-54
ยฮ. 6:27 1 ดู 3:15 คำอธิบาย 1 ข้อ 40, 47, 54, 68 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ. 6:28 1 ทัศนะของมนุษย์ที่ตกต่ำที่มีต่อพระเจ้าก็คือ เขาต้องการทำบางสิ่งเพื่อพระเจ้า และทำงานเพื่อพระเจ้า. นี่ก็คือหลักการของต้นไม้แห่งความรู้, ความดี, และความชั่วในเยเนซิศบทที่ 2 นั่นเอง.
ยฮ. 6:29 1 ทัศนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อพระเจ้าก็คือ มนุษย์ต้องเชื่อเข้าสู่พระองค์ นั่นก็คือต้อนรับพระองค์เป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต. นี่คือหลักการของต้นไม้แห่งชีวิตที่นำมาซึ่งชีวิตในเยเนซิศบทที่ 2. นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับหลักการของต้นไม้แห่งความรู้ที่นำมาซึ่งความตายนั่นเอง.
ยฮ. 6:29 2 ดู 1:6 คำอธิบาย 1. ข้อ 57 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ. 6:30 ก 1กธ.1:22
ยฮ. 6:31 ก อซด.16:15-18, 31; 1กธ.10:3
ยฮ. 6:31 ข อซด.16:4; นฮย.9:15; บพส.78:24; 105:40
ยฮ. 6:31 1 ภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "ขนมปัง" ในข้อ 5, 9. ข้อความถัดไปก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ. 6:33 1 โดยการกลายเป็นเนื้อหนัง.
ยฮ. 6:35 1 อาหารแห่งชีวิตก็คือ การหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตในรูปแบบของอาหาร ซึ่งเหมือนกับต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:9) ที่เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของมนุษย์คือ "เหมาะที่จะกินเป็นอาหาร."
ยฮ. 6:35 ก ยฮ.4:14
ยฮ. 6:35 2 ตามหลักการที่ได้กำหนดไว้ในบทที่ 2 นี่ก็คือการเปลี่ยนความตายเป็นชีวิตด้วยเช่นกัน. ต้นกำเนิดของความตายก็คือต้นไม้แห่งความรู้ ส่วนต้นกำเนิดของชีวิตคือต้นไม้แห่งชีวิต.
ยฮ. 6:37 ก ยฮ.6:39, 65; 17:2, 24
ยฮ. 6:38 ก ยฮ.3:13; 6:41, 50, 58
ยฮ. 6:38 ข มธ.26:39
ยฮ. 6:38 ค ยฮ.4:34; 5:30
ยฮ. 6:39 ก ยฮ.17:12; 18:9
ยฮ. 6:39 ข ยฮ.6:44, 54
ยฮ. 6:41 ก ยฮ.6:38, 50, 58; 3:13
ยฮ. 6:42 ก ลก.4:22
ยฮ. 6:42 1 ดู 1:45 คำอธิบาย 1.
ยฮ. 6:42 ข ยฮ.6:38
ยฮ. 6:44 ก ยฮ.6:65
ยฮ. 6:44 ข ยรม.31:3; ยฮ.6:65
ยฮ. 6:44 ค ยฮ.6:39, 54
ยฮ. 6:45 ก ยซย.54:13
ยฮ. 6:45 ข 1ธซ.4:9
ยฮ. 6:46 ก ยฮ.1:18
ยฮ. 6:46 ข ยฮ.7:29; 16:27; 17:8
ยฮ. 6:46 1ข ดู 1:14 คำอธิบาย 6.
ยฮ. 6:47 ก ยฮ.3:16; 5:24
ยฮ. 6:50 ก ยฮ.6:38, 41
ยฮ. 6:50 ข ยฮ.6:57
ยฮ. 6:51 1 อาหารแห่งชีวิต (ข้อ 35) มีนัยถึงธาตุแท้ของอาหารซึ่งก็คือชีวิต. อาหารที่มีชีวิตมีนัยถึงสภาพของอาหารซึ่งมีชีวิตอยู่.
ยฮ. 6:51 ก ยฮ.6:58
ยฮ. 6:51 2 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสละร่างกาย ซึ่งก็คือเนื้อหนังของพระองค์ ทรงตายเพื่อให้เราได้รับชีวิต.
ยฮ. 6:51 ข ยฮ.1:29
ยฮ. 6:51 3 เมื่อถึงจุดนี้อาหารนั้นก็ได้เปลี่ยนเป็นเนื้อ. อาหารในที่นี้เป็นชีวิตฝ่ายพืช และมีเพื่อการป้อนเลี้ยงเท่านั้น. ส่วนเนื้อเป็นชีวิตฝ่ายสัตว์ซึ่งไม่มีเพื่อการป้อนเลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อการไถ่ด้วย. ก่อนที่มนุษย์จะตกต่ำนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:9) ซึ่งมีเพื่อการป้อนเลี้ยงมนุษย์เท่านั้น. แต่หลังจากที่มนุษย์ได้ตกต่ำอยู่ในความบาป องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงกลาย เป็นพระเมษโปดก (1:29) ซึ่งไม่เพียงมีไว้เพื่อป้อนเลี้ยงมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเพื่อการช่วยไถ่อีกด้วย (อซด.12:4, 7-8).
ยฮ. 6:53 1 เมื่อถึงตรงนี้พระโ่ลหิตก็ถูกเพิ่มเข้ามาด้วย. พระโลหิตเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการไถ่ (19:34; ฮร.9:22; มธ.26:28; 1ปต.1:18-19; รม.3:25).
ยฮ. 6:54 1 กิน แปลตามตรงคือ เคี้ยวอย่างละเอียด. ข้อ 56, 57, และวรรคแรกในข้อ 58 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ. 6:54 2 ในที่นี้ได้กล่าวถึง เนื้อและโลหิตโดยแยกจากกัน. การแยกจากกันของโลหิตและเนื้อนั้นชี้บ่งถึงการตาย. ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้แจงถึงการตายของพระองค์คือ การที่พระองค์ต้องถูกฆ่าไว้อย่างชัดเจน. พระองค์ได้ทรงสละร่างกายและทรงหลั่งโลหิตเพื่อให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์. การกินเนื้อของพระองค์ก็คือ การต้อนรับด้วยความเชื่อในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำสำเร็จ โดยการสละร่างกายของพระองค์เพื่อเรา. การดื่มโลหิตของพระองค์ก็คือ การต้อนรับด้วยความเชื่อในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสำเร็จโดยการหลั่งโลหิตของพระองค์เพื่อเรา. การกินเนื้อและดื่มโลหิตของพระองค์ก็คือ การต้อนรับพระองค์ที่อยู่ในการช่วยไถ่ของพระองค์มาเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงของชีวิต โดยการเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จเพื่อเราบนกางเขน. เมื่อเราเปรียบเทียบข้อนี้กับข้อ 47 ก็จะเห็นว่าการกินเนื้อและดื่มโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เท่ากับการเชื่อในพระองค์ เพราะการเชื่อ หรือการเชื่อเข้าสู่ก็คือการต้อนรับนั่นเอง (1:12).
ยฮ. 6:54 ก ยฮ.6:39, 44
ยฮ. 6:56 ก ยฮ.15:5
ยฮ. 6:56 1 สิ่งนี้บ่งบอกว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจำต้องคืนพระชนม์จึงจะสามารถอยู่ในเรา เพื่อเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราได้.
ยฮ. 6:57 1 การกินก็คือการรับอาหารเข้าสู่ภายในเราเพื่อจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเราอย่างอินทรียภาพ. ดังนั้นการกินพระเยซูก็คือต้อนรับพระองค์เข้าสู่ภายในเรา เพื่อคนใหม่ที่ได้รับการบังเกิดใหม่จะได้ดูดซึมพระองค์เข้ามาด้วยวิธีของชีวิต. จากนั้นเราก็จะดำเนินชีวิตโดยพระองค์ที่เราได้ต้อนรับ. ด้วยเหตุนี้พระองค์ผู้คืนพระชนม์จึงดำเนินชีวิตอยู่ภายในเราทั้งหลาย (14:19-20).
ยฮ. 6:57 ก ยฮ.14:19; ฆต.2:20; ฟป.1:21
ยฮ. 6:58 ก ยฮ.6:51
ยฮ. 6:61 ก มธ.11:6
ยฮ. 6:62 ก ยฮ.3:13
ยฮ. 6:62 1ก ข้อ 56 ได้กล่าวเป็นนัยถึงการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ในข้อนี้ได้กล่าวอย่างชัดแจ้งถึงการเสด็จสู่สวรรค์ หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้น. การเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพยานหลักฐานที่แน่ชัดของการงานแห่งการช่วยไถ่ที่ได้สำเร็จแล้ว (ฮร.1:3ข).
ยฮ. 6:63 ก 1กธ.15:45; 2กธ.3:6
ยฮ. 6:63 1ก เมื่อถึงตรงนี้ พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตก็ถูกนำเข้ามา. หนังสือ 1 โกรินโธ 15:45 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า หลังจากเป็นขึ้นมาแล้ว และโดยการเป็นขึ้นนี้ พระเยซูผู้ได้ทรงกลายเป็นเนื้อหนังนั้น (1:14) ก็ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต. เพราะพระองค์เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต พระองค์จึงสามารถกลายเป็นชีวิต และการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา. ในขณะที่เราต้อนรับพระผู้ช่วยที่ถูกตรึงตายและเป็นขึ้นมาผู้นี้พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตก็ได้เข้าสู่ภายในเรา และแจกจ่ายชีวิตนิรันดร์ให้แก่เรา. ผู้ที่เราต้อนรับคือองค์พระเยซูเจ้า แต่เรากลับได้รับพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต.
ยฮ. 6:63 2 เมื่อดูจากประโยคหน้าหลังแล้ว คำว่า "เนื้อหนัง" ในที่นี้ชี้ถึงเนื้อของร่างกายทางกายภาพ. เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "อาหารที่เราจะให้นั้นคือเนื้อของเรา" (ข้อ 51). ชาวยูดายคิดไปว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะให้เขากินเนื้อของร่างกายทางกายภาพของพระองค์ (ข้อ 52). พวกเขาไม่ได้เข้าใจในถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเที่ยงตรง. สำหรับพวกเขาแล้วถ้อยคำเหล่านั้นยากนัก (ข้อ 60). ดังนั้นในข้อนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงอธิบายว่าสิ่งที่พระองค์จะทรงประทานให้นั้นไม่ใช่เนื้อของร่างกายทางกายภาพของพระองค์. เนื้อซึ่งเป็นเนื้อในร่างกายของมนุษย์นี้ไม่สู้เป็นประโยชน์นัก. ในที่สุดสิ่งที่พระองค์ต้องการประทานให้มนุษย์ก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ซึ่งก็คือตัวพระองค์เองที่อยู่ในการเป็นขึ้นนั่นเอง.
ยฮ. 6:63 3 คำว่า "ถ้อยคำ" ในข้อนี้และข้อ 68 ภาษากรีกคือ Rhema (เรม่า) หมายถึง พระคำยามฉับพลันที่ตรัสในทันทีทันใด ซึ่งต่างกับ Logos (โลโกส) คำว่า "พระคำ" ใน 1:1 ของกิตติคุณเล่มนี้ ซึ่งหมายถึงพระคำยามปกติ. ในข้อนี้ได้กล่าวถึงคำว่า "พระคำ" ต่อจากคำว่า "พระวิญญาณ." พระวิญญาณนั้นมีชีวิตและจริงแท้ แต่พระวิญญาณก็ลึกลับมาก, สัมผัสจับต้องไม่ได้, และยากที่มนุษย์จะเข้าใจ. ส่วนพระคำนั้นเป็นรูปธรรม. ก่อนอื่นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงชี้ชัดว่า พระองค์ต้องกลายเป็นพระวิญญาณเพื่อประทานชีวิตแก่มนุษย์. จากนั้นพระองค์ตรัสว่า "ถ้อยคำซึ่งพระองค์ได้กล่าวนั้นก็เป็นวิญญาณและเป็นชีวิต." สิ่งนี้แสดงว่าคำซึ่งพระองค์ได้ตรัสนั้นคือ การแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระวิญญาณแห่งชีวิต. บัดนี้พระองค์เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตในการเป็นขึ้นและพระวิญญาณนี้ได้แปรสภาพเป็นรูปธรรมอยู่ในพระคำของพระองค์. เมื่อเราต้อนรับพระคำของพระองค์โดยใช้วิญญาณของเรา เราก็จะได้รับพระวิญญาณผู้เป็นชีวิต.
ยฮ. 6:64 ก ยฮ.2:25
ยฮ. 6:64 ข ยฮ.6:71; 13:11
ยฮ. 6:64 1 แปลตามตรงคือ มอบพระองค์. ใช้เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม.
ยฮ. 6:65 ก ยฮ.6:44
ยฮ. 6:65 ข ยฮ.6:37, 39; 17:2, 24
ยฮ. 6:68 ก ยฮ.6:63; 17:8
ยฮ. 6:70 ก ยฮ.15:16
ยฮ. 6:70 ข ยฮ.13:2, 27; 8:44; 17:12
สารบัญ