โยฮัน บทที่ 21
(4) ร่วมเคลื่อนไหวและดำเนินชีวิตกับผู้เชื่อ
21:1-14
21:1-14
ยฮ.
21:1 1ภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้ พระเยซูได้ทรง2กปรากฏแก่เหล่าสาวกอีกที่ทะเลติเบเรียดังต่อไปนี้:
ยฮ.
21:2 ซีโมนเปโตร กโธมาที่เรียกว่า1ดิดุโม, ขนะธันเอลชาวบ้านคานามณฑลฆาลิลาย, ค[บุตรทั้งสอง]ของเซเบดาย, และสาวกอีกสองคนได้อยู่พร้อมกัน.
ยฮ.
21:3 ซีโมนเปโตรบอกพวกเขาว่า "เราจะไป1กจับปลา." พวกเขาจึงว่า "พวกเราจะไปกับท่านด้วย." เขาทั้งหลายจึงพากันขลงเรือไป และในคืนวันนั้น เขา2ไม่ได้ปลาเลย.
ยฮ.
21:4 ครั้นใกล้รุ่งเช้า พระเยซูทรงยืนอยู่ที่ฝั่ง แต่เหล่าสาวกกไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู.
ยฮ.
21:5 พระเยซูจึงตรัสแก่พวกเขาว่า "กลูกเล็กๆ เอ๋ย พวกท่านมี1ข[ปลา]กินบ้างหรือเปล่า?" เขาทูลตอบว่า "2ไม่มี."
ยฮ.
21:6 พระองค์จึงตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "จงทอดอวนลงข้างขวาเรือเถิดแล้วจะได้ปลา." เขาจึงทอดอวนลงและได้1ปลาเป็นอันมากจนลากอวนขึ้นไม่ได้.
ยฮ.
21:7 กสาวกคนนั้นที่พระเยซูทรงรักจึงบอกเปโตรว่า "เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า!" เมื่อเปโตรได้ยินว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจึงหยิบเสื้อชั้นนอกมาสวมเพราะ1ตัวเปล่าอยู่แล้วกระโดดลงทะเล.
ยฮ.
21:8 แต่สาวกอื่นๆ นั้นนั่งเรือเล็กมาและลากอวนที่ติดปลานั้นมาด้วย เพราะอยู่ไม่ไกลจากฝั่งนัก ประมาณ1สองร้อยศอกเท่านั้น.
ยฮ.
21:9 เมื่อพวกเขาขึ้นบนฝั่งแล้วก็เห็นถ่านติดไฟอยู่ มี1กปลาวางอยู่ข้างบนและมีขขนมปังด้วย.
ยฮ.
21:10 พระเยซูตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้าง."
ยฮ.
21:11 ซีโมนเปโตรจึงลงไปลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่เต็มมีหนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว แม้จะมากอย่างนั้นอวนก็มิได้ขาด.
ยฮ.
21:12 พระเยซูตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "1เชิญมารับประทานอาหารเช้าเถิด." ในหมู่สาวกไม่มีใครกล้าถามพระองค์ว่า "ท่านเป็นผู้ใด?" เพราะรู้อยู่ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า.
ยฮ.
21:13 พระเยซูทรงเข้ามา กหยิบ1ขนมปังแจกให้เขา และทรงหยิบ1ปลาแจกให้เขาด้วย.
ยฮ.
21:14 นี่เป็นกครั้งที่สามที่พระเยซูทรงปรากฏแก่เหล่าสาวก ภายหลังที่พระองค์ทรงขเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
(5) ร่วมทำงานและเสด็จดำเนินไปกับผู้เชื่อ
21:15-25
21:15-25
ยฮ.
21:15 เมื่อพวกเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว พระเยซูจึงตรัสแก่ซีโมนเปโตรว่า "1ซีโมน[บุตร]โยฮันเอ๋ย ท่าน2รักเรากมากกว่าพวกเหล่านี้หรือ?" เขาทูลพระองค์ว่า "ใช่แล้ว ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพเจ้า3รักพระองค์." พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "จง4ขป้อนเลี้ยง5ลูกแกะของเราเถิด."
ยฮ.
21:16 พระองค์จึงตรัสถามเปโตรครั้งที่สองว่า "ซีโมน[บุตร]โยฮันเอ๋ย ท่านรักเราหรือ?" เปโตรทูลตอบพระองค์ว่า "ใช่แล้ว ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้ารักพระองค์." พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "จง1กเลี้ยงดู2แกะของเราเถิด."
ยฮ.
21:17 พระองค์ตรัสถามเขาเป็น1ครั้งที่สามว่า "ซีโมน[บุตร]โยฮันเอ๋ย ท่านรักเราหรือ?" เปโตรก็เป็นทุกข์ในใจ เพราะพระองค์ทรงถามเขาเป็นครั้งที่สามว่า "ท่านรักเราหรือ?" เขาทูลตอบพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรง2กทราบขทุกสิ่ง พระองค์ทรง2ทราบว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์." พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "จงคป้อนเลี้ยงแกะของเราเถิด.
ยฮ.
21:18 เราบอกท่านจริงๆ ว่า เมื่อท่านยังหนุ่มอยู่ ท่านได้คาดเอวด้วยตัวเอง และ1กเดินไป ตามที่ท่านปรารถนา แต่เมื่อท่านแก่แล้ว ท่านจะยื่นมือออกและคนอื่นจะคาดเอวให้ท่านและพาท่านไปที่ซึ่งท่านไม่ปรารถนาจะไป."
ยฮ.
21:19 พระองค์ตรัสอย่างนั้นก็เพื่อกชี้แจงว่า เปโตรจะถวายสง่าราศีแก่พระเจ้า1ขด้วยความตายอย่างไร. ครั้นพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้วจึงตรัสแก่เปโตรว่า "คจงตามเรามาเถิด."
ยฮ.
21:20 เปโตรหันหลังมาเห็นกสาวกคนนั้นที่พระเยซูทรงรักตามมา คือสาวกที่ขเอนกายลงที่พระทรวงของพระองค์เมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น และทูลถามว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ขายพระองค์นั้นคือผู้ใด?"
ยฮ.
21:21 เปโตรเห็นคนนั้นแล้ว เขาจึงทูลถามพระเยซูว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า คนนี้จะเป็นอย่างไร?"
ยฮ.
21:22 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ถ้าเราจะใคร่กให้เขาอยู่จนเรา1ขมานั้นจะเป็นธุระอะไรของท่านเล่า? ท่าน1คจงตามเรามาเถิด."
ยฮ.
21:23 เหตุฉะนั้นคำที่ว่า สาวกคนนั้นจะไม่ตายจึงลือไปท่ามกลางพวกพี่น้อง แต่พระเยซูมิได้ตรัสแก่เขาว่า "สาวกคนนั้นจะไม่ตาย" แต่ตรัสว่า "ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรา1มานั้น จะเป็นธุระอะไรของเจ้าเล่า?"
ยฮ.
21:24 สาวกคนนี้แหละที่ได้กเป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ และได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง.
ยฮ.
21:25 มีอีก1กหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ทีละเรื่องๆ จนหมดข้าพเจ้าคาดว่า แม้ทั้งโลกก็ไม่มีที่พอสำหรับหนังสือที่จะเขียนนั้น.
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 21
ยฮ.
21:1 1 พอมาถึงตอนท้ายของบทที่ 20 องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้เสด็จกลับมาในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น คือกลายเป็นพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณ (the pneumatic Christ) เพื่อจะสถิตอยู่กับเหล่าสาวกเป็นทุกสิ่งของพวกเขา. ดังนั้นเมื่อถึงตรงนี้ก็สามารถกล่าวได้ว่ากิตติคุณโยฮันได้จบลงแล้ว (20:30-31). แต่ว่าสาวกจะหาเลี้ยงชีพกันอย่างไร? เขาเหล่านั้นควรจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จการมอบหมายขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้? เขาควรจะติดตามพระองค์หลังจากที่พระองคทรงเป็นขึ้นแล้วอย่างไร? อนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร? ดังนั้นจึงต้องเพิ่มอีกบทหนึ่งเข้ามาก็เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้.
ยฮ.
21:1 ก ยฮ.21:14; 14:21; เทียบ มก.16:12
ยฮ.
21:1 2ก สิ่งนี้พิสูจน์ว่า การที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามาหาสาวกใน 20:26 นั้น แท้จริงแล้วเป็นการปรากฏตัวออกมาให้เห็นต่างหาก เพราะในที่นี้ได้กล่าวว่าพระองค์ได้ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกอีก. พระองค์ทรงฝึกฝนพวกเขาอีกครั้งหนึ่งให้เคยชินกับการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์. นี่ไม่ใช่การมาของพระองค์ แต่เป็นการปรากฏตัวออกมาของพระองค์. ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกถึงการสถิตอยู่ของ
พระองค์หรือไม่ พระองค์ก็อยู่ด้วยกันกับเขาตลอดเวลา. เนื่องจากความอ่อนแอของเขา ในบางครั้งพระองค์ก็ต้องสำแดงการสถิตอยู่ของพระองค์ให้เห็นแจ้ง เพื่อเพิ่มกำลังความเชื่อของเขาที่มีต่อพระองค์.
ยฮ.
21:2 ก ยฮ.11:16
ยฮ.
21:2 1 หมายถึง ลูกฝาแฝด.
ยฮ.
21:2 ข ยฮ.1:45
ยฮ.
21:2 ค มธ.4:21
ยฮ.
21:3 ก มธ.4:18
ยฮ.
21:3 1ก ต้องเป็นเพราะการทดลองแห่งความจำเป็นในการดำเนินชีวิต เปโตรจึงถดถอยไปจากการทรงเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้า (มธ.4:19-20; ลก.5:3-11) แล้วหันกลับไปหาอาชีพเดิมของเขาอีก.
ยฮ.
21:3 ข ข้อ 3-10: เทียบ ลก.5:3-11
ยฮ.
21:3 2 เปโตรและลูกชายทั้งสองคนของเซเบดาย (โยฮันและยาโกโบ) มีอาชีพเป็นชาวประมง, ทะเลติเบเรียก็เป็นทะเลกว้างใหญ่และมีปลามาก, และเวลากลางคืนก็เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการจับปลา แต่ตลอดทั้งคืนนั้นเขาจับอะไรไม่ได้เลย. นี่ถือเป็นการอัศจรรย์! นี่ต้องเป็นเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งให้ปลาทั้งหมดออกห่างไปจากอวนของพวกเขาอย่างแน่นอน.
ยฮ.
21:4 ก ยฮ.20:14; ลก.24:16
ยฮ.
21:5 ก 1ยฮ.2:13, 18
ยฮ.
21:5 ข ลก.24:41-42
ยฮ.
21:5 1ข ในภาษากรีกไม่มีคำว่า "ปลา" แต่ภาษากรีกในที่นี้หมายถึงบางสิ่งซึ่งเตรียมไว้เรียบร้อยและสามารถกินได้แล้ว ดังนั้นจึงมีนัยถึงคำว่า "ปลา" แฝงอยู่.
ยฮ.
21:5 2 เมื่อเหล่าสาวกอยู่ในฐานะที่ถูกต้อง ดังที่ได้บันทึกใน ลก.24:41-43 แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในบ้านเขาก็มีปลากิน แล้วก็ยังมีเหลือพอที่จะยื่นให้องค์พระผู้เป็นเจ้ากินด้วย. แต่ในที่นี่เขาอยู่ในสภาพการณ์ที่ท้อถอย ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ทะเลและได้จับปลามาตลอดทั้งคืน ก็ยังไม่มีปลาให้กินแม้แต่ตัวเดียว.
ยฮ.
21:6 1 ตอนรุ่งเช้า (ข้อ 4) ไม่ใช่เวลาที่ดีในการจับปลา แต่พวกเขาได้ทอดอวนลงตามคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ปลาติดอวนเป็นอันมาก. นี่ก็เป็นการอัศจรรย์อย่างแน่นอน! นี่ต้องเป็นเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งให้ปลาเข้าไปในอวนของเขาอย่างแน่นอน.
ใน ลก.5:3-11 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใช้การอัศจรรย์ของการจับปลามาเรียกเปโตร และในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ใช้การอัศจรรย์ของการจับปลามาฟื้นฟูเปโตรไปสู่การทรงเรียกของพระองค์อีก. พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเสมอต้นเสมอปลาย.
ใน ลก.5:3-11 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใช้การอัศจรรย์ของการจับปลามาเรียกเปโตร และในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ใช้การอัศจรรย์ของการจับปลามาฟื้นฟูเปโตรไปสู่การทรงเรียกของพระองค์อีก. พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเสมอต้นเสมอปลาย.
ยฮ.
21:7 ก ยฮ.21:20; 13:23
ยฮ.
21:7 1 หรือ ใส่เพียงเสื้อชั้นใน.
ยฮ.
21:8 1 ประมาณหนึ่งร้อยเมตร.
ยฮ.
21:9 ก ยฮ.6:9
ยฮ.
21:9 1ก ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฝึกฝนเปโตรให้เชื่อและพึ่งพระองค์ในการดำเนินชีวิต. เปโตรและเพื่อนสาวกของเขาจับปลาตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่ได้ปลาเลย. ต่อมาเขาได้ทอดอวนลงตามคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ได้ปลามาเป็นจำนวนมาก. ถึงแม้จะไม่มีปลาเหล่านี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังสามารถจัดเตรียมปลาไว้ให้เขาบนฝั่งที่ไม่มีปลานั้นและยังได้จัดเตรียมขนมปังอีกด้วย. นี่ก็เป็น
การอัศจรรย์อีกประการหนึ่ง! ด้วยเหตุนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ฝึกฝนพวกเขาให้รู้ว่า หากไม่มีการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แม้พวกเขาจะไปยังทะเลที่มีปลามากในเวลากลางคืนอันเป็นเวลาที่เหมาะในการจับปลา ก็ยังจับปลาไม่ได้อยู่ดี. แต่หากมีการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แม้จะอยู่บนฝั่งที่ไม่มีปลา องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังสามารถประทานปลาให้แก่เขาได้. แม้เขาจะจับปลาได้มากมายตามคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์กลับไม่ใช้ปลาเหล่านี้มาเลี้ยงดูเขา. นี่เป็นบทเรียนที่แท้จริงสำหรับเปโตร. ในการดำเนินชีวิตของเขา เขาควรจะต้องเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงบันดาลสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น (รม.4:17).
ยฮ.
21:9 ข ยฮ.6:11
ยฮ.
21:12 1 นี่เป็นการบ่งชี้ถึงการเอาใจใส่ดูแลอันเต็มด้วยพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีต่อความต้องการของผู้ที่พระองค์ทรงเรียก.
ยฮ.
21:13 ก มธ.14:19; ลก.24:30
ยฮ.
21:13 1 ในการหล่อเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นขนมปังเป็นตัวแทนถึงความอุดมสมบูรณ์บนแผ่นดิน ส่วนปลาเป็นตัวแทนถึงความอุดมสมบูรณ์ในทะเล.
ยฮ.
21:14 ก ยฮ.20:19, 26
ยฮ.
21:14 ข ยฮ.2:22; กจ.2:24; รม.4:25; 8:11
ยฮ.
21:15 1 ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฟื้นฟูความรักของเปโตรที่มีต่อพระองค์. เปโตรนั้นมีใจรักองค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆ แต่เขาเชื่อมั่นในกำลังของตนเองซึ่งเป็นกำลังตามธรรมชาติจนเกินไป. ความรักที่เขามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นสิ่งมีค่า แต่กำลังธรรมชาติของเขาเป็นสิ่งที่จำต้องถูกปฏิเสธและถูกจัดการ. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปล่อยให้เขาพ่ายแพ้จนถึงที่สุด คือได้ปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ถึงสามครั้ง (18:17, 25, 27) เพื่อจะทำให้กำลังธรรมชาติ และความเชื่อมั่นในตัวเองของเขาได้รับการจัดการ. ยิ่งไปกว่านั้นเปโตรยังเพิ่งเป็นผู้นำหน้าในการถดถอยไปจากการทรงเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ความเชื่อมั่นตามธรรมชาติในความรักที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาก็ต้องถูกจัดการโดยความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ด้วย. แต่สิ่งนี้ได้ทำให้เขาเกิดความท้อแท้ผิดหวังไม่มากก็น้อย. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเสด็จมาฟื้นฟูความรักของเปโตรที่มีต่อพระองค์โดยการกำชับให้เขาเลี้ยงดูคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า และได้ตระเตรียมเขาสำหรับการพลีชีพของเขาในภายหลังเพื่อเขาจะไม่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยการพึ่งพิงกำลังตามธรรมชาติอีกต่อไป.
ยฮ.
21:15 2 ภาษากรีกหมายถึง ความรักที่สูงส่ง, ความรักที่ประเสริฐ. คำว่า "รัก" คำแรกในข้อ 16 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
21:15 ก เทียบ มธ.26:33; ยฮ.13:37
ยฮ.
21:15 3 ภาษากรีกหมายถึง ความรักที่ใกล้ชิด. คำว่า "รัก" คำที่สองในข้อ 16 และทุกคำในข้อ 17 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
21:15 ข ยฮ.21:17
ยฮ.
21:15 4ข การบังเกิดผลในบทที่ 15 นั้นเป็นการไหลออกซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตภายใน. ส่วนการป้อนเลี้ยงลูกแกะในที่นี้เป็นการบำรุงเลี้ยงผู้คนด้วยความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตภายใน. ถ้าเราต้องการป้อนเลี้ยงผู้อื่น เราก็ต้องรับสุขความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. เพื่อสิ่งนี้แล้วเราจะต้องรักพระองค์. การเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการต้อนรับพระองค์ ส่วนการรักองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการรับสุขพระองค์. องค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา. เราต้องมีความเชื่อต่อพระองค์และมีใจรักต่อพระองค์. กิตติคุณโยฮันได้แสดงให้เห็นว่าหากเราต้องการมีส่วนในองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ต้องมีเงื่อนไขทั้งสองอย่างนี้.
ยฮ.
21:15 5 แปลตามตรงคือ ลูกแกะน้อย.
ยฮ.
21:16 ก กจ.20:28; 1ปต.5:2
ยฮ.
21:16 1ก การเลี้ยงดูนั้นเพื่อฝูงแกะ (10:14, 16) นั่นก็คือคริสตจักร (กจ.20:28) ดังนั้นการเลี้ยงดูจึงมีความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของพระเจ้า (มธ.16:18). ต่อมาเปโตรก็ชี้แจงถึงประเด็นนี้ในหนังสือจดหมายฉบับแรกของเขา โดยกล่าวว่า การเจริญเติบโตขึ้นด้วยการดื่มน้ำนมที่บริสุทธิ์หมดจด ก็คือการก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้า (1ปต.2:2-5) ทั้งยังได้กำชับผู้อาวุโสว่า ต้องเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้า (1ปต.5:1-4).
ยฮ.
21:16 2 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเป็น แกะน้อย. ข้อ 17 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
21:17 1 การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถามเปโตรถึงสามครั้ง อาจจะเป็นการเตือนสติถึงการที่เขาเคยปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง.
ยฮ.
21:17 ก ยฮ.2:25
ยฮ.
21:17 2ก คำว่า "ทราบ" คำแรกชี้ถึงความรู้สึกในด้านทัศนะภายใน ส่วนคำว่า "ทราบ" คำหลัง ชี้ถึงการรู้จักอย่างทัศนะภายนอก. ดู 8:55 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
21:17 ข ฮร.4:13
ยฮ.
21:17 ค ยฮ.21:15
ยฮ.
21:18 ก ยฮ.21:3
ยฮ.
21:18 1ก นี่คงจะชี้ถึงเรื่องการไปจับปลาของเขาในข้อ 3.
ยฮ.
21:19 ก เทียบ ยฮ.12:33; 18:32
ยฮ.
21:19 ข 2ปต.1:14
ยฮ.
21:19 1ข ต่อมาภายหลังเปโตรได้เอ่ยถึงประเด็นนี้ (2ปต.1:14). ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการตระเตรียมเปโตรให้ติดตามพระองค์ตราบเท่าวันตายโดยไม่อาศัยตัวเองและไม่ตามความตั้งใจของตัวเอง.
ยฮ.
21:19 ค ยฮ.21:22; มธ.4:19; ยฮ.13:36; 12:26
ยฮ.
21:20 ก ยฮ.21:7
ยฮ.
21:20 ข ยฮ.13:23, 25
ยฮ.
21:22 ก 1ธซ.4:15
ยฮ.
21:22 ข 1กธ.11:26; วว.22:12, 20
ยฮ.
21:22 1ข ในเวลานั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าก็สถิตอยู่กับสาวกอยู่แล้ว. เหตุใดพระองค์จึงได้ตรัสว่า "จนเรามานั้น?" ในเมื่อพระองค์ทรงอยู่ที่นั่นอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาอีก. ถ้าหากมีความหมายว่าพระองค์จะจากพวกเขาไปแล้วจะมาหาเขาอีกในภายหลังแล้วเหตุใดพระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "จงตามเรามาเถิด" อีก? เขาจะตามพระองค์ได้อย่างไร? คำตอบของปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ที่การสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์. ถ้าพูดตามการสถิตอยู่ที่สามารถมองเห็นได้ของพระองค์แล้ว พระองค์กำลังจะจากไปและจะต้องกลับมาอีกในภายหลัง. แต่ถ้าพูดตามการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์แล้ว พระองค์จะสถิตอยู่กับเขาตลอดไป. ด้านหนึ่งพระองค์ยังสถิตอยู่กับเขา แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับต้องจากเขาไป. ดังนั้นด้านหนึ่งพวกสาวกยังสามารถติดตามพระองค์ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องรอคอยการเสด็จกลับมาของพระองค์. หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นก็ได้สถิตอยู่กับสาวกนานถึงสี่สิบวัน (กจ.1:3-4) เพื่อต้องการฝึกฝนเขาให้ตระหนัก, เคยชิน, และมีชีวิตเป็นอยู่ตามการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์. ในข้อ 23 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้แจงให้เห็นว่า มีผู้เชื่อบางคนจะติดตามพระองค์ตราบเท่าวันตาย และบางคนก็จะมีชีวิตอยู่จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา.
ยฮ.
21:22 ค ยฮ.21:19
ยฮ.
21:23 1 เรื่องราวที่ได้ครอบคลุมอยู่ในสองบทสุดท้ายของกิตติคุณโยฮันนั้นกว้างขวางมาก โดยได้เริ่มต้นตั้งแต่การเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและสิ้นสุดลงด้วยการเสด็จมาใหม่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองเรื่องนี้ก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคริสเตียนในยุคคริสตจักร คือเสาะหาองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความรักที่มีต่อพระองค์; เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในการเป็นขึ้น; ต้อนรับการเปิดเผยถึงผลลัพธ์แห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า—พระบิดาของพระองค์กลายเป็นพระบิดาของเรา และเรากลายเป็นพี่น้องทั้งหลายของพระองค์—โดยการประสบการณ์ต่อการปรากฏให้เห็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า; ร่วมชุมนุมกับผู้เชื่อและรับสุขการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า; รับการระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในเราโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วถูกใช้ออกไปตามการมอบหมายของพระองค์และมีอำนาจเป็นตัวแทนของพระองค์ เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตโดยความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และพึ่งพิงพระองค์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน; รักองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยที่กำลังตามธรรมชาติ
ของเขาได้รับการจัดการแล้ว; เลี้ยงดูฝูงแกะเพื่อการก่อสร้างคริสตจักร; เคยชินต่อการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในท่ามกลางการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นนี้ มีบางคนได้ติดตามพระองค์ตราบเท่าวันตาย เพื่อถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าโดยไม่ได้อาศัยความตั้งใจของตัวเอง แต่ตามการนำพาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และยังมีบางคนที่จะมีชีวิตอยู่จนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา.
ยฮ.
21:24 ก ยฮ.15:27; 1ยฮ.1:2; วว.1:2
ยฮ.
21:25 ก ยฮ.20:30
ยฮ.
21:25 1ก ข้อนี้และ 20:30-31 ได้ยืนยันว่า กิตติคุณโยฮันเป็นบทบันทึกถึงตัวอย่างเรื่องราวบางส่วนที่ได้คัดเลือกมาเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพยานถึงชีวิตและการก่อสร้างนั่นเอง.
ในย่อหน้าที่สองของ มธ.28:20 คำอธิบาย 2 ก็ได้ระบุไว้แล้วว่ากิตติคุณมัดธายและกิตติคุณโยฮันล้วนไม่ได้กล่าวถึงการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. นี่ก็เป็นเพราะว่าหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นแล้ว พระองค์ก็ยังคงอยู่บนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อพระองค์จนถึงยุคสุดปลาย คือเมื่อพระองค์จะทรงปรากฏในสง่าราศีที่มองเห็นได้ (1ปต.1:7; 2ธซ.1:6) นั่นก็คือเมื่อพระองค์จะเสด็จมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง ในการสถิตอยู่ที่มองเห็นได้ของพระองค์ (มธ.16:27) เพื่อก่อตั้งอาณาจักรที่มองเห็นได้ของพระองค์. กิตติคุณมัดธายได้เปิดเผยและเป็นพยานว่าหลังจากพระองค์ได้เป็นขึ้นแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นกษัตริย์ฝ่ายวิญญาณของอาณาจักรสวรรค์ที่มองไม่เห็นยังคงสถิตอยู่กับพลไพร่แห่งอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้ ในพระวิญญาณแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์โดยเป็นการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็น. ดังนั้นมัดธายจึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการจากโลกไปเพื่อเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์. กิตติคุณโยฮันได้เปิดเผยและเป็นพยานว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าตรีเอกภาพที่กลายเป็นเนื้อหนัง (1:14), ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า (1:29), ผู้ทรงสำเร็จการตายแห่งการไถ่เพื่อมนุษย์ ในการเป็นขึ้นนี้พระองค์ได้แปรสภาพเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) เพื่อเข้าสู่ภายในผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระองค์เป็นชีวิตของเขาตราบชั่วนิรันดร์ และจะไม่แยกจากพวกเขาอีก. ดังนั้นจึงไม่เป็นการเหมาะสมที่โยฮันจะกล่าวถึงเรื่องการจากไปในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์.
ยิ่งไปกว่านั้นกิตติคุณทั้งสี่เล่มยังเป็นการเปิดเผยที่ครบถ้วนว่า พระเจ้าตรีเอกภาพเสด็จมาสำเร็จเป็นพระคริสต์ ทำให้พระคริสต์สำเร็จสมบูรณ์ได้อย่างไร. บทบันทึกในกิตติคุณโยฮันมีความสำคัญต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยให้เรามองเห็นว่า การทำให้พระคริสต์ซึ่งได้รับการชโลมและรับการมอบหมายจากพระเจ้ามาสำเร็จพระประสงค์อันนิรันดร์ของพระองค์ การสำเร็จของพระองค์นั้น เป็นโดยการที่พระเจ้าตรีเอกภาพกลายเป็นเนื้อหนังเพื่อเข้าสนิทกับมนุษย์. ก่อนอื่นโดยการตายในเนื้อหนัง พระองค์ก็ได้สำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ จากนั้นโดยการเป็นขึ้นพระองค์ก็ได้แปรสภาพเป็นพระวิญญาณเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ(20:22) เพื่อเข้าสนิทกับเขา เพื่อพวกเขาจะได้เข้าสนิทกันกับพระเจ้าตรีเอกภาพด้วย (17:21). เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้กลายเป็นพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า และทรงสามารถจัดการความบาปของมนุษย์ไป แล้วเข้าสู่ภายในมนุษย์เป็นชีวิตของมนุษย์ เพื่อให้เขากลายเป็นบุตรของพระเจ้า คือเป็นอวัยวะของพระองค์เพื่อก่อรูปเป็นพระกายของพระองค์ นั่นคือเป็นการสำแดงที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นความเที่ยงแท้ทุกอย่างอยู่ภายในเขาและสถิตอยู่กับเขาในลักษณะที่มองไม่เห็นจนกระทั่งร่างกายของเขาถูกเปลี่ยนลักษณะคือได้รับการไถ่ แล้วเข้าสู่การสถิตอยู่ที่มองเห็นได้ของพระองค์ เพื่อเข้าสนิทกับพระองค์อย่างสมบูรณ์ และเป็นเหมือนกับพระองค์อย่างสิ้นเชิงทั้งได้กลายเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่กำลังจะสำเร็จนั้น เพื่อเป็นที่ประทับอยู่ในกันและกันระหว่างพระเจ้าตรีเอกภาพ กับพลไพร่ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้สืบๆ ไปเป็นนิตย์!
ในย่อหน้าที่สองของ มธ.28:20 คำอธิบาย 2 ก็ได้ระบุไว้แล้วว่ากิตติคุณมัดธายและกิตติคุณโยฮันล้วนไม่ได้กล่าวถึงการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. นี่ก็เป็นเพราะว่าหลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นแล้ว พระองค์ก็ยังคงอยู่บนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อพระองค์จนถึงยุคสุดปลาย คือเมื่อพระองค์จะทรงปรากฏในสง่าราศีที่มองเห็นได้ (1ปต.1:7; 2ธซ.1:6) นั่นก็คือเมื่อพระองค์จะเสด็จมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง ในการสถิตอยู่ที่มองเห็นได้ของพระองค์ (มธ.16:27) เพื่อก่อตั้งอาณาจักรที่มองเห็นได้ของพระองค์. กิตติคุณมัดธายได้เปิดเผยและเป็นพยานว่าหลังจากพระองค์ได้เป็นขึ้นแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นกษัตริย์ฝ่ายวิญญาณของอาณาจักรสวรรค์ที่มองไม่เห็นยังคงสถิตอยู่กับพลไพร่แห่งอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้ ในพระวิญญาณแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์โดยเป็นการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็น. ดังนั้นมัดธายจึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการจากโลกไปเพื่อเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์. กิตติคุณโยฮันได้เปิดเผยและเป็นพยานว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าตรีเอกภาพที่กลายเป็นเนื้อหนัง (1:14), ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า (1:29), ผู้ทรงสำเร็จการตายแห่งการไถ่เพื่อมนุษย์ ในการเป็นขึ้นนี้พระองค์ได้แปรสภาพเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) เพื่อเข้าสู่ภายในผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระองค์เป็นชีวิตของเขาตราบชั่วนิรันดร์ และจะไม่แยกจากพวกเขาอีก. ดังนั้นจึงไม่เป็นการเหมาะสมที่โยฮันจะกล่าวถึงเรื่องการจากไปในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์.
ยิ่งไปกว่านั้นกิตติคุณทั้งสี่เล่มยังเป็นการเปิดเผยที่ครบถ้วนว่า พระเจ้าตรีเอกภาพเสด็จมาสำเร็จเป็นพระคริสต์ ทำให้พระคริสต์สำเร็จสมบูรณ์ได้อย่างไร. บทบันทึกในกิตติคุณโยฮันมีความสำคัญต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยให้เรามองเห็นว่า การทำให้พระคริสต์ซึ่งได้รับการชโลมและรับการมอบหมายจากพระเจ้ามาสำเร็จพระประสงค์อันนิรันดร์ของพระองค์ การสำเร็จของพระองค์นั้น เป็นโดยการที่พระเจ้าตรีเอกภาพกลายเป็นเนื้อหนังเพื่อเข้าสนิทกับมนุษย์. ก่อนอื่นโดยการตายในเนื้อหนัง พระองค์ก็ได้สำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ จากนั้นโดยการเป็นขึ้นพระองค์ก็ได้แปรสภาพเป็นพระวิญญาณเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ(20:22) เพื่อเข้าสนิทกับเขา เพื่อพวกเขาจะได้เข้าสนิทกันกับพระเจ้าตรีเอกภาพด้วย (17:21). เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้กลายเป็นพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า และทรงสามารถจัดการความบาปของมนุษย์ไป แล้วเข้าสู่ภายในมนุษย์เป็นชีวิตของมนุษย์ เพื่อให้เขากลายเป็นบุตรของพระเจ้า คือเป็นอวัยวะของพระองค์เพื่อก่อรูปเป็นพระกายของพระองค์ นั่นคือเป็นการสำแดงที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นความเที่ยงแท้ทุกอย่างอยู่ภายในเขาและสถิตอยู่กับเขาในลักษณะที่มองไม่เห็นจนกระทั่งร่างกายของเขาถูกเปลี่ยนลักษณะคือได้รับการไถ่ แล้วเข้าสู่การสถิตอยู่ที่มองเห็นได้ของพระองค์ เพื่อเข้าสนิทกับพระองค์อย่างสมบูรณ์ และเป็นเหมือนกับพระองค์อย่างสิ้นเชิงทั้งได้กลายเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่กำลังจะสำเร็จนั้น เพื่อเป็นที่ประทับอยู่ในกันและกันระหว่างพระเจ้าตรีเอกภาพ กับพลไพร่ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้สืบๆ ไปเป็นนิตย์!