โยฮัน บทที่ 20
(7) เป็นขึ้นในสง่าราศีของพระเจ้า
20:1-13, 17
20:1-13, 17
ก. ทิ้งสิ่งทรงสร้างเก่าไว้ในอุโมงค์เพื่อเป็นพยาน
ซึ่งได้จัดเตรียมไว้โดยผู้ที่ชื่นชอบพระองค์ และถูกพบโดยผู้ที่เสาะหาพระองค์
ข้อ 1-10
ซึ่งได้จัดเตรียมไว้โดยผู้ที่ชื่นชอบพระองค์ และถูกพบโดยผู้ที่เสาะหาพระองค์
ข้อ 1-10
ยฮ.
20:1 กเมื่อขวัน1คแรกของสัปดาห์ในเวลาเช้ามืด มาเรียชาวมัฆดาลา2มาถึงอุโมงค์และเห็นหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์แล้ว.
ยฮ.
20:2 นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตรและสาวกคนนั้นที่พระเยซูทรงรัก และพูดกับพวกเขาว่า "มีคนเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากอุโมงค์แล้ว และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน."
ยฮ.
20:3 เปโตรกับสาวกคนนั้นจึงออกมาแล้วไปยังอุโมงค์.
ยฮ.
20:4 เขาทั้งสองก็วิ่งไปพร้อมกัน แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตร จึงมาถึงอุโมงค์ก่อน.
ยฮ.
20:5 เขาจึงก้มลงมองดู เห็น1ผ้าป่านเนื้อละเอียดวางอยู่ แต่ยังไม่ได้เข้าไป.
ยฮ.
20:6 ฝ่ายซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง แล้วเข้าไปในอุโมงค์ เห็นผ้าป่านเนื้อละเอียดวางอยู่
ยฮ.
20:7 และได้เห็น1ผ้าพันพระเศียรของพระองค์ มิได้วางอยู่กับผ้าป่านเนื้อละเอียดแต่พับวางไว้ต่างหาก.
ยฮ.
20:8 ขณะนั้นสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็เข้าไปด้วย จึงได้เห็นและเชื่อ.
ยฮ.
20:9 เพราะว่าเขายังไม่ได้เข้าใจกข้อพระคัมภีร์[ที่เขียนไว้แล้วว่า] "พระองค์ต้อง1ขเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย."
ยฮ.
20:10 แล้วสาวกทั้งสองนั้นจึงกลับไปยัง[ที่อาศัย]ของตน.
ข. มีพยานจากทูตสวรรค์ที่พระเจ้าใช้มา
ข้อ 11-13
ข้อ 11-13
ยฮ.
20:11 ฝ่ายมาเรียยังยืน1ร้องไห้อยู่ข้างนอกอุโมงค์ เมื่อกำลังร้องไห้อยู่ เธอก้มลงมองดูในอุโมงค์
ยฮ.
20:12 และได้เห็นทูตสวรรค์สององค์สวม[เสื้อ]ขาวนั่งอยู่ ณ ที่ซึ่งเขาวางพระวรกายของพระเยซูไว้ องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระเศียร องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระบาท.
ยฮ.
20:13 ทูตสวรรค์ทั้งสองนั้นจึงพูดกับมาเรียว่า "หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม?" มาเรียจึงตอบพวกเขาว่า "เพราะมีคนเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าไปเสียแล้ว และข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน."
ค. ก่อกำเนิดพี่น้องมากมาย เพื่อให้พระบิดาและพระเจ้าของพระองค์
กลายเป็นพระบิดาและพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
ข้อ 17
กลายเป็นพระบิดาและพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
ข้อ 17
4. ชีวิตที่อยู่ในการเป็นขึ้น
20:14—21:25
20:14—21:25
(1) ทรงปรากฏแก่ผู้ที่เสาะหา และเสด็จขึ้นไปหาพระบิดา
20:14-18
20:14-18
ยฮ.
20:14 เมื่อมาเรียพูดอย่างนั้นแล้ว จึงหันกลับมาและเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู.
ยฮ.
20:15 พระเยซูตรัสแก่เธอว่า "หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม? ท่านตามหาผู้ใด?" มาเรียคิดว่าเป็นคนเฝ้าสวน จึงพูดกับพระองค์ว่า "นายเจ้าข้า ถ้าท่านได้เอาพระองค์ไป ได้โปรดบอกดิฉันให้รู้ว่า ท่านเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน และดิฉันจะไปรับพระองค์."
ยฮ.
20:16 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "มาเรียเอ๋ย." มาเรียก็หันมาทูลพระองค์เป็นภาษาเฮ็บรายว่า "รับโบนี!" (ซึ่งแปลว่าอาจารย์).
ยฮ.
20:17 พระเยซูตรัสแก่มาเรียว่า "อย่าได้ถูกต้องเรา เพราะเรายังไม่ได้1ขึ้นไปหาพระบิดา แต่จงไปหา2กพี่น้องของเรา บอกพวกเขาว่า เราจะขขึ้นไปหา3พระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย และจะไปหาพระเจ้าของเรา และพระเจ้าของท่านทั้งหลาย."
ยฮ.
20:18 มาเรียชาวมัฆดาลาจึงไปบอกเหล่าสาวกว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว" และได้บอกเขาทั้งหลายว่า พระองค์ได้ตรัสคำเหล่านี้แก่เธอ.
(2) เสด็จมาโดยเป็นพระวิญญาณนั้นเพื่อถูกระบายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ
20:19-25
20:19-25
ยฮ.
20:19 กค่ำคืนวันนั้น (ก็คือวันแรกของสัปดาห์) ขณะที่ประตู[ห้อง]ซึ่ง1พวกสาวกอยู่ยังปิดอยู่เพราะกลัวพวกยูดายนั้น. พระเยซูก็2เสด็จเข้ามายืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่า "ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีขสันติสุขเถิด."
ยฮ.
20:20 ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์จึงชี้ให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์. เมื่อเหล่าสาวกกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว จึง1ขมีความชื่นชมยินดี.
ยฮ.
20:21 พระเยซูตรัสแก่พวกเขาอีกว่า "ขอให้ท่านทั้งหลายจงกมีสันติสุขเถิด พระบิดา1ทรงใช้เรามาอย่างไรเราก็2ขใช้ท่านทั้งหลายไปอย่างนั้น."
ยฮ.
20:22 พระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว ทรงกระบายลมปราณเข้าสู่เขาทั้งหลายและตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงขรับ1คพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด.
ยฮ.
20:23 ถ้ากท่านจะอภัย1ความบาปของผู้ใด ความบาปของผู้นั้นก็จะได้รับการอภัยและถ้าท่านจะให้ความบาปคงอยู่กับผู้ใด ความบาปก็จะคงอยู่กับผู้นั้น."
ยฮ.
20:24 ฝ่ายโธมาที่เรียกว่า1ดิดุโม ซึ่งเป็นคนหนึ่งใน[สาวก]สิบสองคนนั้น2ไม่ได้อยู่กับเขาเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามา.
ยฮ.
20:25 สาวกอื่นๆ จึงบอกโธมาว่า "เราได้เห็นกองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว." โธมาจึงตอบเขาว่า "ถ้าเราไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และมิได้เอานิ้วมือของเราแยงเข้าที่รอยตะปูนั้น และมิได้เอามือของเราแยงเข้าไปในสีข้างของพระองค์แล้ว เราจะไม่เชื่อ."
(3) ร่วมชุมนุมกับผู้เชื่อ
20:26-31
20:26-31
ยฮ.
20:26 ครั้น1กล่วงไปแปดวันแล้ว 2เหล่าสาวกชุมนุมกันอยู่ใน[เรือน]นั้นอีก และโธมาก็อยู่กับเขาด้วย. ถึงแม้ประตูปิดแล้ว พระเยซูยัง3เสด็จเข้ามายืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่า "ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีขสันติสุขเถิด."
ยฮ.
20:27 แล้วพระองค์ตรัสแก่โธมาว่า "จงเอานิ้วของท่าน1สัมผัสที่ฝ่ามือของเรา และเอามือของท่านแยงเข้าไปในสีข้างของเรา แล้วอย่าได้ไม่เชื่อ แต่จงเชื่อเถิด."
ยฮ.
20:28 โธมาทูลตอบพระองค์ว่า "กองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าและ1ขพระเจ้าของข้าพเจ้า."
ยฮ.
20:29 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อ. ผู้ที่มิได้เห็นเราแต่ได้เชื่อก็เป็นสุข."
ยฮ.
20:30 แล้วมีกการอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการที่พระเยซูทรงกระทำต่อหน้าเหล่าสาวกของพระองค์ที่มิได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้.
ยฮ.
20:31 แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเป็น1กพระคริสต์ขพระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีคความเชื่อแล้ว ท่านจะได้ชีวิตในพระนามของพระองค์.
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 20
ยฮ.
20:1 ก ข้อ 1-18: มธ.28:1-10; มก.16:1-11; ลก.24:1-12
ยฮ.
20:1 ข ลวต.23:11, 15; บพส.118:24; 2:7; กจ.13:33; ฮร.1:5; มธ.16:21; ยฮ.2:19, 22; 1กธ.15:4
ยฮ.
20:1 ค กจ.20:7; 1กธ.16:2; วว.1:10
ยฮ.
20:1 1ค วันแรกของสัปดาห์ หรือวันรุ่งขึ้นถัดจากวันซะบาโตเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเริ่มต้นใหม่และยุคสมัยใหม่. ใน ลวต.23:10-11, 15 กล่าวว่าจะต้องเอาฟ่อนข้าวที่เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกมัดหนึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาแกว่งแก่พระยะโฮวาในวันรุ่งขึ้นถัดจากวันซะบาโต. ฟ่อนข้าวที่เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกมัดนี้เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกในการเป็นขึ้น (1กธ.15:20, 23). พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นในวันรุ่งขึ้นถัดจากวันซะบาโต. พระองค์ทรงสิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่าโดยอาศัยการตายที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง. สิ่งทรงสร้างเก่านั้นต้องใช้เวลาสร้างหกวันจึงสำเร็จ วันถัดจากนั้นก็เป็นวันซะบาโต. พระองค์ทรงใช้ชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์
ก่อกำเนิดสิ่งทรงสร้างใหม่ในการเป็นขึ้น. ดังนั้นนี่จึงเป็นการเริ่มต้นของสัปดาห์ใหม่—ยุคสมัยใหม่. วันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นนี้เป็นวันที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ (บพส.118:24) และถูกพยากรณ์ไว้เป็น "วันนี้" ใน บพส.2:7. พระองค์เองก็ทรงพยากรณ์ไว้ว่าเป็นวันที่สาม (มธ.16:21; ยฮ.2:19, 22). ต่อมาคริสเตียนในยุคแรกได้เรียกวันนี้ว่า "วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (วว.1:10). ในวันนี้พระคริสต์ก็ได้บังเกิดเป็นบุตรหัวปีของพระเจ้าในการเป็นขึ้น (กจ.13:33; ฮร.1:5) ทรงเป็นคนแรกที่เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายและเป็นศีรษะของพระกายคือคริสตจักรนั้น (กซ.1:18).
ยฮ.
20:1 2 การเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สำเร็จแล้ว แต่พวกสาวกยังต้องไปเสาะหาโดยอยู่ในความรักที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงจะพบกับพระองค์. เหตุนี้เองมาเรียชาวมัฆดาลาจึงได้ค้นพบการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า, ได้รับการปรากฏที่ใหม่สดขององค์พระผู้เป็นเจ้า, ได้รับการเปิดเผยถึงผลลัพธ์แห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ซึ่งก็คือการที่พระบิดาของพระองค์ได้กลายเป็นพระ
บิดาของผู้ที่ได้เชื่อเข้าสู่พระองค์ และผู้ที่ได้เชื่อเข้าสู่พระองค์ได้กลายเป็นพี่น้องทั้งหลายของพระองค์ (ข้อ 17; ดู ข้อ 17
คำอธิบาย 2 และ 3). เปโตรกับโยฮันได้รู้เพียงเรื่องราวที่ค้นพบเท่านั้น แต่มาเรียนั้นได้ประสบการณ์. พี่น้องชายสองคนนี้อิ่มเอมพอใจไปกับการได้เชื่อในความจริงแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์เท่านั้น แต่พี่น้องหญิงคนนี้ได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งโดยได้เสาะหาตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นขึ้น คือได้เสาะหาประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่นั่นตลอดเวลาจนกระทั่งถึงข้อที่ 16 แล้วพระองค์จึงค่อยปรากฏออกมา.
ยฮ.
20:5 1 ทุกสิ่งที่ได้ถอดทิ้งไปจากพระวรกายแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและถูกละทิ้งไว้ในอุโมงค์นั้นล้วนเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งทรงสร้างเก่าที่พระองค์ได้สวมใส่อยู่ในขณะที่เสด็จเข้าไปในอุโมงค์พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนพร้อมด้วยสิ่งทรงสร้างเก่า และได้ถูกฝังพร้อมด้วยสิ่งทรงสร้างเก่า. แต่พระองค์ได้เป็นขึ้นมาจากสิ่งทรงสร้างเก่าและได้ละทิ้งสิ่งทรงสร้างเก่าไว้ในอุโมงค์
แล้วพระองค์ได้กลายเป็นผลสุกงอมรุ่นแรกของสิ่งทรงสร้างใหม่. ทุกสิ่งที่ทิ้งไว้ในอุโมงค์นั้นล้วนเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า. หากไม่มีสิ่งเหล่านี้วางไว้ที่นั่นอย่างเป็นระเบียบเปโตรและโยฮันก็ยากที่จะเชื่อว่า (ข้อ 8) องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ถูกคนขโมยไป แต่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาเอง. สิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งที่สาวกของพระองค์สองคนคือโยเซฟและนิโกเดโมได้ถวาย
แก่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อใช้พันพระวรกายของพระองค์ (19:38-42). สิ่งที่เขาได้กระทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในความรักนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ข้อ 6 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
20:7 1 ดู ข้อ 5 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
20:9 ก บพส.16:10; กจ.2:25-31; บพส.2:7; กจ.13:33-37
ยฮ.
20:9 ข 1กธ.15:4, 20, 23; รม.1:4; กจ.13:33
ยฮ.
20:9 1ข องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงเป็นชีวิตเท่านั้นแต่ยังเป็นการเป็นขึ้นด้วย (11:25). ดังนั้นความตายจึงไม่อาจกักขังพระองค์ได้ กจ.2:24). การที่พระองค์เข้าสู่ความตายเป็นไปโดยความสมัครใจของพระองค์เองเพื่อสำเร็จการงานของพระองค์. เมื่อพระองค์ได้สำเร็จการงานของพระองค์แล้ว ก็ได้ออกมาจากความตายและได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว.
ยฮ.
20:11 1 แปลตามตรงคือ โอดครวญ. ข้อ 13, 15 ก็เช่นกัน.
ยฮ.
20:17 1 ในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นนั้นพระองค์ได้เสด็จขึ้นไปหาพระบิดา. ซึ่งเป็นการเสด็จสู่สวรรค์ในด้านที่ซ่อนเร้น เป็นการสำเร็จคำพยากรณ์ที่สุดยอดของคำว่า "ไป" ที่ได้พยากรณ์ไว้ใน 16:7. โดยได้เกิดขึ้นก่อนการเสด็จสู่สวรรค์ในด้านที่เปิดเผย ซึ่งได้ปรากฏต่อสายตาของพวกสาวก (กจ.1:9-11) เป็นเวลาสี่สิบวัน. ในตอนเช้าของวันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้น พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อให้พระบิดาได้อิ่มหนำ และเมื่อถึงเวลาค่ำพระองค์ก็เสด็จกลับมาหาพวกสาวก (ข้อ 19). ความใหม่สดแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์จำต้องให้พระบิดาได้รับสุขก่อน เหมือนกับแบบเล็งของผลสุกงอมรุ่นแรกที่ได้จากการเก็บเกี่ยวซึ่งจะต้องถูกถวายให้แก่พระเจ้าก่อน.
ยฮ.
20:17 ก รม.8:29; ฮร.2:10-12
ยฮ.
20:17 2ก เมื่อก่อนนั้นคำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าใช้เรียกพวกสาวกอย่างใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดก็คือ "มิตรสหาย" (15:14-15). แต่หลังจากที่พระองค์ได้เป็นขึ้นแล้ว พระองค์ก็เริ่มต้นเรียกพวกเขาว่า "พี่น้อง" เพราะโดยการเป็นขึ้นของพระองค์ พวกสาวกก็ได้รับการบังเกิดใหม่ด้วยชีวิตของพระเจ้า (1ปต.1:3) ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมาโดยการตายแห่งการแจกจ่ายชีวิตของพระองค์ ตามที่ระบุไว้ใน 12:24. พระองค์ทรงเป็นเมล็ดข้าวสาลีเม็ดหนึ่งที่ได้ตกลงในดินแล้วตายเสีย และได้งอกขึ้นเกิดผลมากมายเพื่อจะได้ก่อกำเนิดเป็นขนมปังก้อนเดียวซึ่งก็คือพระกายของพระองค์ (1กธ.10:17). เดิมพระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
เป็นการสำแดงส่วนบุคคลของพระบิดา. แต่บัดนี้โดยอาศัยการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์พระบุตรองค์เดียวของพระบิดาก็ได้กลายเป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก (รม.8:29). พี่น้องเป็นอันมากของพระองค์ก็คือบุตรทั้งหลายของพระเจ้า และก็คือคริสตจักร (ฮร.2:10-12) ซึ่งเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระบิดาในพระบุตร. นี่คือน้ำพระทัยที่สุดยอดของพระเจ้า. ดังนั้นพวกพี่น้องเหล่านี้ก็คือการแพร่พันธุ์แห่งชีวิตของพระบิดา และก็เป็นการเพิ่มพูนของพระบุตรในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย. ฉะนั้นในการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้าก็ได้รับการสำเร็จแล้ว.
ยฮ.
20:17 ข ยฮ.16:7
ยฮ.
20:17 3 โดยอาศัยการตายและการเป็นขึ้นแห่งการแจกจ่ายชีวิตนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้เหล่าสาวกเป็นหนึ่งกับพระองค์แล้ว.
ดังนั้นพระบิดาของพระองค์ก็เป็นพระบิดาของพวกสาวกและพระเจ้าของพระองค์ก็เป็นพระเจ้าของพวกสาวกของพระองค์. ในการเป็นขึ้นของพระองค์ เหล่าสาวกก็มีชีวิตของพระบิดาและพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเหมือนกับที่พระองค์ทรงมี. ในการที่พระองค์ทรงกระทำให้พวกสาวกกลายเป็นพี่น้องของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงแจกจ่ายชีวิตของพระบิดาและพระนิสัยของพระเจ้าเข้าสู่ในเขา. โดยการที่พระองค์กระทำให้พระบิดาของพระองค์กลายเป็นพระบิดาของเขาทั้งหลาย และทำให้พระเจ้าของพระองค์กลายเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลายนี้ พระองค์ก็ได้นำเขาเหล่านั้นเข้าไปสู่ฐานะของพระองค์ที่อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระบิดา นั่นก็คืออยู่ในฐานะของบุตรนั่นเอง. ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นชีวิตและนิสัยที่อยู่ภายใน หรือฐานะที่อยู่ภายนอก เขาเหล่านั้นล้วนเหมือนกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาได้เข้าสนิทนั้นทุกประการ.
ยฮ.
20:19 ก ข้อ 19-23: ลก.24:36-49
ยฮ.
20:19 1 การประชุมของเหล่าสาวกในที่นี้ถือได้ว่าเป็นการประชุมกันครั้งแรกของคริสตจักรก่อนวันเพ็นเทคอส. การประชุมนี้ได้เกิดขึ้นตาม ฮร.2:10-12 ซึ่งเป็นการสำเร็จ บพส.22:22 นั่นเอง เพื่อให้พระบุตรได้ประกาศพระนามของพระบิดาต่อพี่น้องทั้งหลายของพระองค์และร้องเพลงสรรเสริญพระบิดาในคริสตจักร ซึ่งประกอบไปด้วยพี่น้องทั้งหลายของพระองค์.
ยฮ.
20:19 2 ถึงแม้ประตูปิดสนิท องค์พระผู้เป็นเจ้ายังเสด็จเข้าไปในห้องที่สาวกอยู่ ด้วยพระวรกายที่เป็นขึ้นของพระองค์ (ลก.24:37-40; 1กธ.15:44). พระองค์จะสามารถเข้าไปได้อย่างไรกันในเมื่อทรงมีทั้งเนื้อและกระดูก? สมองที่มีขีดจำกัดของเรานั้นไม่อาจจะเข้าใจได้เลย แต่เป็นความจริงที่ได้เกิดขึ้น! เราต้องต้อนรับสิ่งนี้ตามการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์. นี่เป็นการสำเร็จคำสัญญาของพระ
องค์ใน 16:16, 19, 22 ด้วย.
ยฮ.
20:19 ข ยฮ.20:21, 26; 14:27; 16:33
ยฮ.
20:20 ก ยฮ.14:19; 16:16, 19
ยฮ.
20:20 ข ยฮ.16:22
ยฮ.
20:20 1ข นี่เป็นการสำเร็จคำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าใน 16:22. บัดนี้พวกเขามีความชื่นชมยินดี เพราะว่าได้เห็น "บุตร" ที่เกิดใหม่นั้น (16:21) ก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นขึ้นได้บังเกิดเป็นพระบุตรของพระเจ้าในการเป็นขึ้นของพระองค์ (กจ.13:33). องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สำเร็จคำสัญญานี้แล้วเสด็จกลับมาหาเหล่าสาวกของพระองค์ และได้นำพระพรห้าประการมาให้แก่พวกเขาคือ (1)
การสถิตอยู่ของพระองค์; (2) สันติสุขของพระองค์; (3) การทรงใช้ออกไปของพระองค์และการมอบหมายของพระองค์ (ข้อ 21); (4) พระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 22); (5) อำนาจของพระองค์ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นตัวแทนของพระองค์ได้ (ข้อ 23).
ยฮ.
20:21 ก ยฮ.20:19
ยฮ.
20:21 1 ดู 1:6 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
20:21 ข ยฮ.17:18
ยฮ.
20:21 2ข องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้สาวกไป โดยมีพระองค์เองเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขาทั้งหลาย (ดู 17:18 คำอธิบาย 1). นี่ก็คือสาเหตุที่พระองค์ทรงระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในพวกเขาหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสว่า "เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปอย่างนั้น." โดยการระบายลมปราณเช่นนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณผู้นี้ก็ได้เข้าสู่ภายในของสาวกและอยู่ภายในของเขาทั้งหลายตลอดไป (14:16-17). เพราะเหตุนี้ไม่ว่าสาวกจะถูกใช้ไปที่ไหนพระองค์ก็จะสถิตอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา. เพราะพระองค์กับเขาทั้งหลายเป็นหนึ่ง.
ยฮ.
20:22 ก เทียบ ยนซ.2:7; ยอค.37:5, 9
ยฮ.
20:22 ข ยฮ.7:39
ยฮ.
20:22 ค ยฮ.14:17, 26; 15:26; 16:7, 13
ยฮ.
20:22 1ค นี่ก็คือพระวิญญาณนั้นที่เราเฝ้าหวังรอคอยใน 7:39 และก็คือพระวิญญาณนั้นที่ได้สัญญาไว้ใน 14:16-17, 26; 15:26; และ 16:7-8, 13 ด้วย. ดังนั้นการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในเหล่าสาวกก็เป็นการสำเร็จคำสัญญาที่เกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยนั่นเอง. การสำเร็จนี้ต่างกับ กจ.2:1-4 ซึ่งเป็นการสำเร็จคำสัญญาของพระบิดา ซึ่งอยู่
ใน ลก.24:49 (ดู 14:17 คำอธิบาย 1). ในหนังสือกิจการพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเหนือเหล่าสาวกประดุจพายุกล้าเป็นฤทธิ์เดชเพื่อการงานของพวกสาวก (กจ.1:8). ส่วนในที่นี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ระบายเข้าสู่ภายในสาวกเหมือนลมปราณเพื่อเป็นชีวิต. โดยการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ระบายพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าสู่ภายในของสาวก พระองค์ก็ได้แจกจ่ายตัวพระองค์เองเข้าสู่ภายในเขาเป็นชีวิตและทุกสิ่ง. ด้วยเหตุนี้ทุกสิ่งที่พระองค์กล่าวไว้ในบทที่ 14-16 ก็ได้สำเร็จแล้ว.
การที่เมล็ดข้าวสาลีตกลงในดินแล้วตายเสียและงอกขึ้นจากดินได้ทำให้เมล็ดเม็ดหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งทั้งใหม่และมีชีวิตได้อย่างไร ทำนองเดียวกันการตายและการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทำให้พระองค์ได้เปลี่ยนรูปลักษณะจากเนื้อหนังไปเป็นพระวิญญาณนั้นได้เช่นเดียวกัน. พระองค์ผู้เป็นอาดามคนสุดท้ายที่อยู่ในเนื้อหนังนี้ได้ผ่านขั้นตอนของการตายและการเป็นขึ้นจึงได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45). พระองค์เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระบิดาฉันใด พระวิญญาณนั้นก็เป็นการแปรสภาพเป็นจริงและความเที่ยงแท้ของพระองค์ด้วยฉันนั้น. พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น จึงสามารถระบายพระองค์เองเข้าสู่ภายในสาวก. พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถให้ผู้เชื่อของพระองค์ต้อนรับเข้าสู่ภายในและหลั่งไหลออกมาจากภายในของพวกเขาดุจแม่น้ำที่มีชีวิต (7:38-39). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถกลับมาหาสาวกทั้งยังเข้าสู่ภายในเขาเป็นองค์ผู้ช่วย และเริ่มต้นอาศัยอยู่ภายในเขาโดยผ่านการตายและการเป็นขึ้น (14:16-17). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นพระองค์จึงสามารถเป็นอยู่ภายในเหล่าสาวกได้และให้สาวกสามารถเป็นอยู่โดยพระองค์ และเป็นอยู่ร่วมกับพระองค์ได้ (14:19). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถอาศัยอยู่ภายในเหล่าสาวกและเหล่าสาวกก็สามารถอาศัยอยู่ภายในพระองค์ (14:20; 15:4-5). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถเสด็จมาหาผู้ที่พระองค์ทรงรักพร้อมกับพระบิดาเพื่อจัดแจงที่อาศัยกับเขา (14:23). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงมีถูกแปรสภาพเป็นจริงอย่างครบถ้วนโดยเหล่าสาวก (16:13-16). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถร่วมชุมนุมกับพี่น้องทั้งหลายของพระองค์ (คริสตจักร) เพื่อประกาศพระนามของพระบิดาแก่เขา และร้องเพลงสรรเสริญพระบิดาในท่ามกลางพวกเขา (ฮร.2:11-12). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถทรงใช้เขาไปเพื่อการมอบหมายของพระองค์โดยมีพระองค์เป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขาเช่นเดียวกับที่พระบิดาทรงใช้พระองค์มา (ข้อ 21). ดังนั้นสาวกจึงมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์โดยมีอำนาจของพระองค์ที่อยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งพระกายของพระองค์ (ข้อ 23) เพื่อปฏิบัติการในการงานของพระองค์.
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น "พระคำ" และพระคำนี้ก็คือพระเจ้าที่นิรันดร์ (1:1). เพื่อการสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้สองขั้นตอน. ขั้นตอนแรกคือการกลายเป็นเนื้อหนัง เพื่อมาเป็นมนุษย์ที่อยู่ในเนื้อหนัง (1:14) เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าที่ได้สำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ (1:29) มาสำแดงพระเจ้าให้มนุษย์ได้เห็น (1:18) และสำแดงพระบิดาให้ผู้เชื่อได้เห็น (14:9-11). ขั้นตอนที่สองคือการตายและการเป็นขึ้นเพื่อที่จะแปรสภาพกลายเป็นพระวิญญาณนั้น เพื่อทำให้พระองค์สามารถแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขา และเพื่อทำให้พระองค์สามารถก่อกำเนิดบุตรทั้งหลายของพระเจ้า ซึ่งก็คือพี่น้องมากมายของพระองค์เพื่อการก่อสร้างพระกายของพระองค์ คือคริสตจักรอันเป็นที่ประทับของพระเจ้า และสำแดงพระเจ้าตรีเอกภาพจวบนิรันดร์. ดังนั้นเมื่อเดิมนั้นพระองค์ทรงเป็นพระคำที่นิรันดร์ ต่อมาโดยการที่พระองค์กลายเป็นเนื้อหนัง พระองค์ก็ได้มาสำเร็จการไถ่ของพระเจ้า และโดยการตายกับการเป็นขึ้นพระองค์ได้กลายเป็นพระวิญญาณนั้นเพื่อกลายเป็นทุกสิ่งและกระทำสำเร็จทุกสิ่ง เพื่อสำเร็จการก่อสร้างของพระเจ้า.
กิตติคุณโยฮันได้เป็นพยานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น (1) พระเจ้า (1:1-2; 5:17-18; 10:30-33; 14:9-11; 20:28); (2) ชีวิต (1:4; 10:10; 11:25; 14:6); และ (3) การเป็นขึ้น (11:25). บทที่ 1-17 พิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ในท่ามกลางมนุษย์. มนุษย์ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าองค์นี้. บทที่ 18-19 ได้พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นชีวิตที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งความตาย. ความตายหรือสภาพแวดล้อมแห่งความตายนี้ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นชีวิตนี้. บทที่ 20-21 ได้พิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นการเป็นขึ้นในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างเก่าคือในชีวิตธรรมชาติ. สิ่งทรงสร้างเก่ากับชีวิตธรรมชาตินี้ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นการเป็นขึ้น. ความเที่ยงแท้ของการเป็นขึ้นก็คือพระวิญญาณนั้น. การเป็นขึ้นนี้สามารถถูกแปรสภาพเป็นจริงได้ในพระวิญญาณนั้นเท่านั้น. ดังนั้นในที่สุดพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นในการเป็นขึ้น. พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในท่ามกลางมนุษย์ (บทที่ 1-17), พระองค์ทรงเป็นชีวิตในท่ามกลางความตาย (บทที่ 18-19), และพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นในการเป็นขึ้น (บทที่ 20-21).
การที่เมล็ดข้าวสาลีตกลงในดินแล้วตายเสียและงอกขึ้นจากดินได้ทำให้เมล็ดเม็ดหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งทั้งใหม่และมีชีวิตได้อย่างไร ทำนองเดียวกันการตายและการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทำให้พระองค์ได้เปลี่ยนรูปลักษณะจากเนื้อหนังไปเป็นพระวิญญาณนั้นได้เช่นเดียวกัน. พระองค์ผู้เป็นอาดามคนสุดท้ายที่อยู่ในเนื้อหนังนี้ได้ผ่านขั้นตอนของการตายและการเป็นขึ้นจึงได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45). พระองค์เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระบิดาฉันใด พระวิญญาณนั้นก็เป็นการแปรสภาพเป็นจริงและความเที่ยงแท้ของพระองค์ด้วยฉันนั้น. พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น จึงสามารถระบายพระองค์เองเข้าสู่ภายในสาวก. พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถให้ผู้เชื่อของพระองค์ต้อนรับเข้าสู่ภายในและหลั่งไหลออกมาจากภายในของพวกเขาดุจแม่น้ำที่มีชีวิต (7:38-39). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถกลับมาหาสาวกทั้งยังเข้าสู่ภายในเขาเป็นองค์ผู้ช่วย และเริ่มต้นอาศัยอยู่ภายในเขาโดยผ่านการตายและการเป็นขึ้น (14:16-17). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นพระองค์จึงสามารถเป็นอยู่ภายในเหล่าสาวกได้และให้สาวกสามารถเป็นอยู่โดยพระองค์ และเป็นอยู่ร่วมกับพระองค์ได้ (14:19). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถอาศัยอยู่ภายในเหล่าสาวกและเหล่าสาวกก็สามารถอาศัยอยู่ภายในพระองค์ (14:20; 15:4-5). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถเสด็จมาหาผู้ที่พระองค์ทรงรักพร้อมกับพระบิดาเพื่อจัดแจงที่อาศัยกับเขา (14:23). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงมีถูกแปรสภาพเป็นจริงอย่างครบถ้วนโดยเหล่าสาวก (16:13-16). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถร่วมชุมนุมกับพี่น้องทั้งหลายของพระองค์ (คริสตจักร) เพื่อประกาศพระนามของพระบิดาแก่เขา และร้องเพลงสรรเสริญพระบิดาในท่ามกลางพวกเขา (ฮร.2:11-12). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นจึงสามารถทรงใช้เขาไปเพื่อการมอบหมายของพระองค์โดยมีพระองค์เป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขาเช่นเดียวกับที่พระบิดาทรงใช้พระองค์มา (ข้อ 21). ดังนั้นสาวกจึงมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์โดยมีอำนาจของพระองค์ที่อยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งพระกายของพระองค์ (ข้อ 23) เพื่อปฏิบัติการในการงานของพระองค์.
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น "พระคำ" และพระคำนี้ก็คือพระเจ้าที่นิรันดร์ (1:1). เพื่อการสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า พระองค์ทรงใช้สองขั้นตอน. ขั้นตอนแรกคือการกลายเป็นเนื้อหนัง เพื่อมาเป็นมนุษย์ที่อยู่ในเนื้อหนัง (1:14) เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าที่ได้สำเร็จการไถ่เพื่อมนุษย์ (1:29) มาสำแดงพระเจ้าให้มนุษย์ได้เห็น (1:18) และสำแดงพระบิดาให้ผู้เชื่อได้เห็น (14:9-11). ขั้นตอนที่สองคือการตายและการเป็นขึ้นเพื่อที่จะแปรสภาพกลายเป็นพระวิญญาณนั้น เพื่อทำให้พระองค์สามารถแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขา และเพื่อทำให้พระองค์สามารถก่อกำเนิดบุตรทั้งหลายของพระเจ้า ซึ่งก็คือพี่น้องมากมายของพระองค์เพื่อการก่อสร้างพระกายของพระองค์ คือคริสตจักรอันเป็นที่ประทับของพระเจ้า และสำแดงพระเจ้าตรีเอกภาพจวบนิรันดร์. ดังนั้นเมื่อเดิมนั้นพระองค์ทรงเป็นพระคำที่นิรันดร์ ต่อมาโดยการที่พระองค์กลายเป็นเนื้อหนัง พระองค์ก็ได้มาสำเร็จการไถ่ของพระเจ้า และโดยการตายกับการเป็นขึ้นพระองค์ได้กลายเป็นพระวิญญาณนั้นเพื่อกลายเป็นทุกสิ่งและกระทำสำเร็จทุกสิ่ง เพื่อสำเร็จการก่อสร้างของพระเจ้า.
กิตติคุณโยฮันได้เป็นพยานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น (1) พระเจ้า (1:1-2; 5:17-18; 10:30-33; 14:9-11; 20:28); (2) ชีวิต (1:4; 10:10; 11:25; 14:6); และ (3) การเป็นขึ้น (11:25). บทที่ 1-17 พิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ในท่ามกลางมนุษย์. มนุษย์ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าองค์นี้. บทที่ 18-19 ได้พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นชีวิตที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งความตาย. ความตายหรือสภาพแวดล้อมแห่งความตายนี้ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นชีวิตนี้. บทที่ 20-21 ได้พิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นการเป็นขึ้นในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างเก่าคือในชีวิตธรรมชาติ. สิ่งทรงสร้างเก่ากับชีวิตธรรมชาตินี้ได้ถูกเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้เป็นการเป็นขึ้น. ความเที่ยงแท้ของการเป็นขึ้นก็คือพระวิญญาณนั้น. การเป็นขึ้นนี้สามารถถูกแปรสภาพเป็นจริงได้ในพระวิญญาณนั้นเท่านั้น. ดังนั้นในที่สุดพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นในการเป็นขึ้น. พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในท่ามกลางมนุษย์ (บทที่ 1-17), พระองค์ทรงเป็นชีวิตในท่ามกลางความตาย (บทที่ 18-19), และพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้นในการเป็นขึ้น (บทที่ 20-21).
ยฮ.
20:23 ก เทียบ มธ.18:18
ยฮ.
20:23 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ยฮ.
20:24 1 หมายถึง ลูกฝาแฝด.
ยฮ.
20:24 2 หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เป็นขึ้นแล้วพระองค์ก็ได้เสด็จมาประชุมกับเหล่าสาวก โดยเริ่มต้นตั้งแต่ค่ำคืนแรก. ดังนั้นในการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า การประชุมร่วมกับวิสุทธิชนทั้งหลายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง. มาเรียชาวมัฆดาลาได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการส่วนตัวในเวลาเช้ามืดและก็ได้รับการอวยพระพรไปแล้ว (ข้อ 16-18) แต่มาเรียก็ยังต้องร่วมประชุม
กับวิสุทธิชนทั้งหลายในค่ำคืนนั้นเพื่อได้พบกับพระองค์อย่างเป็นส่วนรวมเพื่อจะได้รับการอวยพระพรที่มากกว่าและใหญ่กว่า (ข้อ 19-23). ส่วนโธมานั้นพลาดการประชุมครั้งแรกซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ร่วมประชุมกับเหล่าสาวกหลังจากที่
พระองค์ทรงเป็นขึ้น เขาจึงได้สูญเสียการอวยพระพรทั้งหมดด้วย. แต่เขาก็ได้รับการชดเชยในจุดนี้โดยการเข้าร่วมประชุมครั้งที่สอง (ข้อ 25-28).
ยฮ.
20:25 ก ยฮ.20:28; 21:7
ยฮ.
20:26 ก เทียบ ยฮ.20:1, 19
ยฮ.
20:26 1ก นี่เป็นวันแรกของสัปดาห์ที่สอง เป็นวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในสัปดาห์ที่สอง หลังจากที่พระองค์ได้เป็นขึ้น.
ยฮ.
20:26 2 การชุมนุมของเหล่าสาวกในที่นี้ถือได้ว่าเป็นการประชุมกันครั้งที่สองของคริสตจักรซึ่งมี การสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนวันเพ็นเทคอส.
ยฮ.
20:26 3 หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาหาพวกเขาในข้อ 19 ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อแปดวันก่อนก็ไม่มีถ้อยคำที่ชัดเจนหรือร่องรอยใดๆ ในบทบันทึกของโยฮันว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้จากสาวกไป. แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในความเป็นจริงพระองค์ก็ยังคงสถิตอยู่กับเขาเหล่านั้น. ดังนั้นแท้ที่จริงแล้วการเสด็จมาของพระองค์ในข้อนี้คือการปรากฏตัว หรือการเผยตัวของพระองค์ออกมา (ดู 21:1 คำอธิบาย 2). ก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงวายพระชนม์พวกเราก็ยังสามารถมองเห็นการสถิตอยู่ของพระองค์ที่อยู่ในเนื้อหนังได้. ต่อจากนั้นหลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากตายแล้วการสถิตอยู่ของพระองค์ผู้เป็นพระวิญญาณกลับเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น. การปรากฏตัวหรือการเผยตัวของพระองค์ออกมาหลังจากที่ทรงเป็นขึ้นแล้วนั้นมีเพื่อต้องการฝึกฝนสาวกให้เข้าใจ, รับสุข, และเคยชินต่อการสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นของพระองค์นั่นเอง. การสถิตอยู่ที่มองไม่เห็นนี้สะดวก, ดีเด่น, มีคุณค่า, อุดมสมบูรณ์, และเป็นจริงกว่าการสถิตอยู่ที่มองเห็นได้เสียอีก. ในการเป็นขึ้นของพระองค์ การสถิตอยู่ของพระองค์ที่น่ารักนี้ ก็คือพระวิญญาณนั้น. องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงระบายพระวิญญาณนั้นเข้าสู่ภายในเหล่าสาวกแล้ว และพระวิญญาณนั้นก็จะสถิตอยู่กับเขาตลอดไป.
ยฮ.
20:26 ข ยฮ.20:19
ยฮ.
20:27 1 แปลตามตรงคือ ดู.
ยฮ.
20:28 ก ยฮ.20:25; กจ.2:36; 10:36; รม.14:9; 10:12-13; 1กธ.12:3; 2กธ.4:5; ฟป.2:11
ยฮ.
20:28 ข ยฮ.1:1; 5:18; 10:33; รม.9:5; ฟป.2:6; 1ยฮ.5:20
ยฮ.
20:28 1ข กิตติคุณโยฮันได้ยืนยันอย่างหนักแน่น และเจาะจงว่า มนุษย์เยซูนั้นก็คือพระเจ้า (1:1-2; 5:17-18; 10:30-33; 14:9-11).
ยฮ.
20:30 ก ยฮ.21:25
ยฮ.
20:31 ก ยฮ.1:41; 4:25, 29; 7:41-42; มธ.16:16; ลก.2:11
ยฮ.
20:31 1ก แปลตามตรงคือ พระคริสต์นั้น. คำว่า "พระคริสต์" เป็นชื่อเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามหน้าที่และการมอบหมาย. ส่วนคำว่า "พระบุตรของพระเจ้า" เป็นชื่อเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามฐานันดรของพระองค์. ฐานันดรของพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของพระเจ้า ส่วนการมอบหมายของพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับการงานของพระเจ้า. พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเพื่อเป็นพระคริสต์ของพระเจ้า. พระองค์ทรงทำการเพื่อพระเจ้าโดยชีวิตของพระเจ้า เพื่อมนุษย์จะได้รับชีวิตของพระเจ้าโดยการเชื่อพระองค์ เพื่อจะกลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า และทำงานโดยชีวิตของพระเจ้าเพื่อก่อสร้างพระคริสต์แห่งกลุ่มชน (1กธ.12:12) เช่นนี้จึงได้สำเร็จพระประสงค์แห่งการก่อสร้างที่
นิรันดร์ของพระเจ้า.
ยฮ.
20:31 ข ยฮ.1:34, 49; 9:35; 10:36; มธ.16:16; ลก.1:35
ยฮ.
20:31 ค ยฮ.3:15, 16, 36