โยฮัน บทที่ 12
4. ผลลัพธ์และการเพิ่มพูนของชีวิต
12:1-50
12:1-50
(1) ผลลัพธ์ของชีวิต — บ้านแห่งงานเลี้ยง
(ภาพย่อของการดำเนินชีวิตคริสตจักร)
ข้อ 1-11
(ภาพย่อของการดำเนินชีวิตคริสตจักร)
ข้อ 1-11
ยฮ.
12:1 ก่อนกปัศคาหกวัน พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้าน1ขเบธาเนีย ซึ่งเป็นที่อาศัยของลาซะโรที่คพระองค์ได้ทรงให้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายนั้น.
ยฮ.
12:2 ที่นั่นเขาทั้งหลายจัดอาหารเย็นเลี้ยงพระองค์ กมาธาก็ปรนนิบัติอยู่ และลาซะโรก็เป็นคนหนึ่งที่เอนกายลงรับประทานอาหารด้วยกันกับพระองค์.
ยฮ.
12:3 กมาเรียจึงเอาน้ำมันหอมนาระดาบริสุทธิ์หนักประมาณหนึ่ง1ปอนด์ซึ่งมีราคามากมาชโลมพระบาทของพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ 2เรือนก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำมันนั้น.
ยฮ.
12:4 สาวกของพระองค์คนหนึ่งชื่อกยูดาอิศการิโอด ซึ่งเป็นผู้ที่จะขายพระองค์จึงพูดว่า
ยฮ.
12:5 "เหตุไฉนจึงไม่ขายน้ำมันนั้นเป็นเงินสักสามร้อย1เดนาริอัน แล้วแจกให้แก่คนจน?"
ยฮ.
12:6 เขาพูดอย่างนั้นมิใช่เพราะเขาเอาใจใส่คนจน แต่เพราะเขาเป็นขโมย และเป็นคนกถือถุงเงิน ทั้งยังได้ยักยอกสิ่งของที่ใส่ไว้ในนั้น.
ยฮ.
12:7 1พระเยซูตรัสว่า "ให้เธอ[ทำ]ไปเถิด เธอได้เก็บน้ำมันนี้ไว้เพื่อวันฝังศพของเรา.
ยฮ.
12:8 กด้วยว่ามีคนจนอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ."
ยฮ.
12:9 ฝ่ายพวกยูดายเป็นอันมากรู้ว่าพระองค์อยู่ที่นั่นจึงชวนกันมา มิใช่เพราะพระเยซูเพียงผู้เดียว แต่เพื่อจะดูลาซะโรที่กพระองค์ได้ทรงให้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
ยฮ.
12:10 ส่วนพวกหัวหน้าปุโรหิตจึงปรึกษากันเพื่อจะฆ่าลาซะโรด้วย
ยฮ.
12:11 เพราะลาซะโรเป็นเหตุให้กพวกยูดายหลายคนได้แยกไปและเชื่อเข้าสู่พระเยซู.
(2) การเพิ่มพูนของชีวิตเพื่อคริสตจักร
โดยอาศัยการตายและการเป็นขึ้น
(มีนัยถึงการได้รับสง่าราศีของพระเจ้า กับการถูกพิพากษาของโลกพร้อมด้วยซาตาน)
ข้อ 12-36ก
โดยอาศัยการตายและการเป็นขึ้น
(มีนัยถึงการได้รับสง่าราศีของพระเจ้า กับการถูกพิพากษาของโลกพร้อมด้วยซาตาน)
ข้อ 12-36ก
ยฮ.
12:12 วันรุ่งขึ้นกฝูงชนเป็นอันมากที่มาในขเทศกาล เมื่อได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม
ยฮ.
12:13 เขาก็ถือทางปาล์มออกไปต้อนรับพระองค์ร้องว่า "1โฮซันนา! กคำสรรเสริญจงมีแด่ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือขกษัตริย์ของพวกอิสราเอล!"
ยฮ.
12:14 เมื่อพระเยซูได้พบลูกลาตัวหนึ่งจึงทรงลานั้นเหมือนมีคำเขียนไว้ว่า
ยฮ.
12:15 "กบุตรีของซีโอนเอ๋ย อย่ากลัวเลย ดูเถิด กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา."
ยฮ.
12:16 ครั้งแรกเหล่าสาวกของพระเยซูไม่เข้าใจในเหตุการณ์เหล่านั้น แต่เมื่อพระเยซูกได้รับสง่าราศีแล้ว เขาจึงขระลึกได้ว่า มีคำเช่นนั้นเขียนไว้ถึงพระองค์ และคนทั้งหลายได้ทำอย่างนั้นถวายพระองค์.
ยฮ.
12:17 ฝูงชนซึ่งได้อยู่กับพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกลาซะโรให้ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ และทรงให้เขาเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย ก็เป็นพยาน.
ยฮ.
12:18 เหตุฉะนั้นฝูงชนจึงไปต้อนรับพระองค์ เพราะเขาได้ยินว่าพระองค์ได้ทรงกระทำการอัศจรรย์นั้น.
ยฮ.
12:19 ฝ่ายพวกฟาริซายจึงพูดกันว่า "ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่ว่าท่านกระทำการอย่างไร้ประโยชน์ ดูเถิด มนุษย์โลกล้วนติดตามเขาไปแล้ว."
ยฮ.
12:20 ในหมู่คนทั้งหลายที่ได้ขึ้นไปกนมัสการที่เทศกาลนั้นมีชาวกรีกบ้าง
ยฮ.
12:21 พวกกรีกนั้นจึงไปหากฟีลิปชาวบ้านเบธซายะดาในมณฑลฆาลิลายพูดว่า "ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้าใคร่จะเห็นพระเยซู."
ยฮ.
12:22 ฟีลิปไปบอกอันดะเรอา และอันดะเรอากับฟีลิปจึงไปทูลพระเยซู.
ยฮ.
12:23 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "กเวลาที่บุตรมนุษย์จะ1ขรับสง่าราศีนั้นมาถึงแล้ว.
ยฮ.
12:24 เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆ ว่า กถ้าเมล็ดข้าวสาลีไม่ได้1ตกลงในดินและตายเสียก็จะอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่เมื่อตายแล้วก็จะงอกขึ้น2ขเกิดผลมาก.
ยฮ.
12:25 กผู้ที่รัก1ขชีวิตฝ่ายจิตของตนจะสูญเสียชีวิตฝ่ายจิต แต่ผู้ที่คชัง1ขชีวิตฝ่ายจิตของตนในโลกนี้ก็จะรักษาชีวิตฝ่ายจิตจนบรรลุสู่2ชีวิตนิรันดร์.
ยฮ.
12:26 ถ้าผู้ใดจะปรนนิบัติเรา ก็ให้ผู้นั้นตามเรามา และเราอยู่ที่ไหน ผู้ปรนนิบัติเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย. ถ้าผู้ใดปรนนิบัติเรา พระบิดาของเราจะทรงนับถือผู้นั้น.
ยฮ.
12:27 บัดนี้1กจิตของเราถูกรบกวน และเราจะว่าอะไร? พระบิดาเจ้าข้า ขช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นเวลานี้ด้วย. แต่เพราะ2เหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงได้มาถึงคเวลานี้.
ยฮ.
12:28 พระบิดาเจ้าข้า ขอพระองค์ประทาน1กสง่าราศีแด่พระนามของพระองค์." ขณะนั้นมีขพระสุรเสียงออกมาจากฟ้าสวรรค์ว่า "เราได้ประทาน1กสง่าราศีแล้ว และจะประทาน1กสง่าราศีอีก."
ยฮ.
12:29 ฝูงชนที่ยืนอยู่และได้ยิน จึงพูดกันว่า "ฟ้าร้อง" แต่บางคนว่า "กทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้พูดกับพระองค์."
ยฮ.
12:30 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า "เสียงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเรา แต่เกิดขึ้นเพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย.
ยฮ.
12:31 บัดนี้[เป็นเวลาที่]1โลกนี้จะถูก2กพิพากษา เดี๋ยวนี้ขเจ้าผู้ครองโลกนี้จะต้องถูกขับไล่ออกไป.
ยฮ.
12:32 ถ้าเราได้ถูก1กยกขึ้นจากแผ่นดินแล้ว เราจะขดึงดูดคคนทั้งปวงให้มาหาเรา."
ยฮ.
12:33 พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อกชี้ให้เห็นว่า พระองค์จะ1สิ้นพระชนม์อย่างไร.
ยฮ.
12:34 ฝูงชนจึงทูลตอบพระองค์ว่า "พวกข้าพเจ้าเคยได้ยินจากกฎบัญญัติว่า ก'พระคริสต์นั้นจะดำรงอยู่เป็นนิตย์' เหตุไฉนท่านจึงว่า 'บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น?' บุตรมนุษย์นั้นคือผู้ใดเล่า?'
ยฮ.
12:35 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ความสว่างจะกอยู่กับท่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง. เมื่อยังมีความสว่างอยู่ จงเดินไปเถิด เพื่อความมืดจะไม่มีขชัยต่อท่าน ผู้ที่คเดินในความมืดก็ไม่รู้ว่าตนกำลังไปทางไหน.
ยฮ.
12:36 เมื่อท่านทั้งหลายยังมีกความสว่างอยู่ จงเชื่อเข้าสู่ความสว่างนั้น เพื่อท่านจะได้กลายเป็นขลูกแห่งความสว่าง."
(3) ความไม่เชื่อและความตาบอดของศาสนา
ข้อ 36ข-43
ข้อ 36ข-43
พระเยซูตรัสอย่างนั้นแล้วจึงเสด็จออกไปคและถูกปิดซ่อนไว้จากเขาทั้งหลาย.
ยฮ.
12:37 แต่ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำการอัศจรรย์มากอย่างนั้นต่อหน้าเขา เขาก็ยังไม่เชื่อเข้าสู่พระองค์
ยฮ.
12:38 เพื่อจะสำเร็จเป็นจริงตามคำของยะซายาผู้เผยพระวจนะว่า "กข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครได้เชื่อถ้อยคำที่เราประกาศ? และ1พระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฏแก่ผู้ใด?"
ยฮ.
12:39 เหตุฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถเชื่อ เพราะว่ายะซายายังได้กล่าวอีกว่า
ยฮ.
12:40 "กพระองค์ได้ทรงกระทำให้1 ตาเขาบอด และให้ใจเขาแข็งกระด้างไป เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาและจะเข้าใจและจะหันกลับ แล้วเราจะรักษาเขาให้หาย."
ยฮ.
12:41 ยะซายาได้กล่าวอย่างนั้นเพราะว่าท่านกได้เห็น1สง่าราศีของพระองค์ และได้พูดเกี่ยวกับพระองค์.
ยฮ.
12:42 แม้ในพวกผู้ปกครองก็มีหลายคนที่ได้เชื่อเข้าสู่ในพระองค์ กแต่เขามิได้ยอมรับเพราะกลัวว่าพวกฟาริซายจะขขับไล่เขาเสียจากธรรมศาลา.
ยฮ.
12:43 ด้วยว่าเขารักกสง่าราศีของมนุษย์มากกว่ากสง่าราศีของพระเจ้า.
(4) การป่าวประกาศของชีวิตต่อศาสนาที่ไม่เชื่อ
ข้อ 44-50
ข้อ 44-50
ยฮ.
12:44 ฝ่ายพระเยซู1ทรงร้องเสียงดังว่า "ผู้ที่เชื่อเข้าสู่เรา หาได้เชื่อเข้าสู่เราไม่ แต่ได้กเชื่อเข้าสู่พระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
ยฮ.
12:45 ผู้ที่ได้กเห็นเราก็เห็นพระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
ยฮ.
12:46 เราเข้ามาในโลกในฐานะเป็นกความสว่าง เพื่อทุกคนที่ได้เชื่อเข้าสู่เราจะมิได้อยู่ในความมืด.
ยฮ.
12:47 ผู้ใดได้ยิน1ถ้อยคำของเราและมิได้ถือรักษาไว้ เราก็มิได้พิพากษาคนนั้น เพราะว่าเรามิได้มาเพื่อจะกพิพากษามนุษย์โลก แต่มาเพื่อจะช่วยมนุษย์โลกให้รอด.
ยฮ.
12:48 ถ้าผู้ใดปฏิเสธเราและไม่รับคำของเรา ก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งจะพิพากษาเขา คือกคำที่เราได้กล่าวนั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันที่สุด.
ยฮ.
12:49 เพราะเรามิได้กล่าวสิ่งใดที่มาจากตัวเราเอง แต่ซึ่งเราจะพูดและกล่าวอะไรนั้น พระบิดาที่ทรงใช้เรามาได้กบัญชาไว้แก่เราแล้ว.
ยฮ.
12:50 เรารู้ว่าพระบัญชาของพระองค์นั้นเป็น1ชีวิตนิรันดร์. เหตุฉะนั้นสิ่งที่เรากล่าวนั้น กพระบิดาได้ตรัสกับเราอย่างไร เราก็กล่าวอย่างนั้น."
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 12
ยฮ.
12:1 ก ลวต.23:5; อซด.12:3, 6
ยฮ.
12:1 ข ข้อ 1-8: มธ.26:6-13; มก.14:3-9
ยฮ.
12:1 1ข คำว่า "เบธาเนีย" แปลว่า บ้านแห่งความทุกข์ยาก. ณ จุดนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ภายนอกศาสนายูดาย. โดยอาศัยชีวิตแห่งการเป็นขึ้น พระองค์ก็ทรงได้มาซึ่งครอบครัวหนึ่งที่บ้านเบธาเนียที่สามารถให้พระองค์นั่งรับประทานอาหารเพื่อจะได้รับความสงบสุขและความอิ่มหนำ. บ้านแห่งงานเลี้ยงนี้เป็นภาพย่อของการดำเนินชีวิตคริสตจักร และได้บรรยายถึงสถานการณ์ของคริสตจักรคือ (1) ก่อกำเนิดจากชีวิตแห่งการเป็นขึ้น—ลาซะโร (11:43-44); (2) ได้ประกอบขึ้นด้วยคนบาปที่ได้รับการ—ชำระ—ซีโมนคนโรคเรื้อน (มก.14:3); (3) ทางด้านภายนอกนั้นมีความทุกข์ยาก—เบธาเนีย; (4) ทางด้านภายในนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารในการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 2); (5) มีพี่น้องหญิงมากกว่าพี่น้องชาย (ข้อ 2-3); (6) แต่ละคนมีการใช้งานที่ต่างกัน: การปรนนิบัติ—มาธา, การเป็นพยาน—ลาซะโร, รักองค์พระผู้เป็นเจ้า—มาเรีย (ข้อ 2-3); (7) ถูกคนแปลกปลอมทำให้เป็นมลทิน—ยูดาอิศการิโอด (ข้อ 4); (8) ถูกศาสนาข่มเหง (ข้อ 10); (9) ได้ทดสอบและเปิดโปงผู้คน (ข้อ 6, 10); และ (10) นำเข้ามาซึ่งผู้เชื่อมากมาย (ข้อ 11).
ยฮ.
12:1 ค ยฮ.11:43-44
ยฮ.
12:2 ก ลก.10:38, 40
ยฮ.
12:3 ก ยฮ.11:2
ยฮ.
12:3 1 หน่วยของน้ำหนักในเวลานั้น มีค่าประมาณเศษหนึ่งส่วนสามกิโลกรัม.
ยฮ.
12:3 2 นี่คือเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน (มก.14:3).
ยฮ.
12:4 ก ยฮ.6:71; 13:21, 26
ยฮ.
12:5 1 ดู 6:7 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
12:6 ก ยฮ.13:29
ยฮ.
12:7 1 พระเยซูเป็นการทดสอบของทุกคนที่อยู่รอบข้างพระองค์. พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริซายได้สมคบคิดกันเพื่อจะฆ่าพระองค์ (11:47, 53, 57), ซีโมนคนโรคเรื้อนได้จัดเตรียมบ้านของตนให้พระองค์ใช้ (มธ.26:6) มาธาได้ปรนนิบัติพระองค์
ลาซะโรได้เป็นพยานถึงพระองค์, มาเรียได้รักพระองค์ (2-3) ยูดาอิศการิโอดกำลังจะขายพระองค์ (ข้อ 4) และมีคนมากมายได้เชื่อเข้าสู่ในพระองค์ (ข้อ 11). องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าและยังทรงเป็นเครื่องหมายที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ (ลก.2:34). ทุกคนที่ได้ติดต่อกับพระองค์ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกทดสอบและถูกเปิดโปง.
ยฮ.
12:8 ก พบญ.15:11
ยฮ.
12:9 ก ยฮ.11:43; 12:1, 17
ยฮ.
12:11 ก ยฮ.11:45
ยฮ.
12:12 ก ข้อ 12-15: มธ.21:4-9; มก.11:7-10
ยฮ.
12:12 ข พบญ.16:16
ยฮ.
12:13 1 คำว่า "โฮซันนา" เป็นภาษาเฮ็บราย แปลว่าโปรดช่วยเราทั้งหลายให้รอด (บพส.118:25).
ยฮ.
12:13 ก บพส.118:26
ยฮ.
12:13 ข ยฮ.1:49
ยฮ.
12:15 ก ซคย.9:9
ยฮ.
12:16 ก ยฮ.7:39
ยฮ.
12:16 ข ยฮ.14:26
ยฮ.
12:20 ก กจ.8:27
ยฮ.
12:21 ก ยฮ.1:43-46
ยฮ.
12:23 ก ยฮ.13:31- 32
ยฮ.
12:23 ข ยฮ.2:4; 7:30; 13:1
ยฮ.
12:23 1ข การที่พระเยซูผู้เป็นบุตรมนุษย์จะได้รับสง่าราศีนั้นก็คือ การที่พระองค์ทรงเป็นขึ้น และก็เป็นการที่องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์หรือชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ถูกปลดปล่อยออกมาจากเปลือกกายแห่งสภาพมนุษย์ เพื่อก่อกำเนิดผู้เชื่อมากมายในการเป็นขึ้น (1ปต.1:3) ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 12:24 เกี่ยวกับเมล็ดเม็ดหนึ่งเมื่อได้ตกลงในดินก็จะปลดปล่อยองค์ประกอบแห่งชีวิตออกมาจากนั้นก็จะจำเริญขึ้นจากแผ่นดินเกิดผลมากมาย นั่นก็คือเมล็ดมากมาย. ดู 17:1 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
12:24 ก 1กธ.15:36
ยฮ.
12:24 1 ถ้าพิจารณาดูตามฝ่ายโลกแล้ว เวลานี้พระเยซูกำลังอยู่ในยุคทองของพระองค์. มีฝูงชนชาวยูดายเป็นอันมากได้ยกย่องเชิดชูพระองค์ และทำการต้อนรับอย่างเอิกเกริก เพราะเหตุการเป็นขึ้นจากตายของลาซะโร (ข้อ 12-19). แม้กระทั่งชาวกรีกยังเดินทางมาเพื่อจะเห็นพระองค์ (ข้อ 20-22). แต่พระองค์ยอมที่จะเป็นเหมือนเมล็ดข้าวเม็ดหนึ่งที่ตกลงในดินและตายเสีย เพื่อจะได้บังเกิดเมล็ดมากมายเพื่อคริสตจักรของพระองค์.
ยฮ.
12:24 ข เทียบ ยฮ.12:32
ยฮ.
12:24 2ข เมล็ดมากมายนี้เป็นการเพิ่มพูนของพระคริสต์ในการเป็นขึ้น. การเพิ่มพูนนี้ก็คือสง่าราศีที่พระคริสต์ได้เสด็จเข้าไปโดยการตายและเป็นขึ้นนั่นเอง (ลก.24:26). ตั้งแต่ 12:23 ถึงตอนท้ายของบทที่ 17 นั้นเป็นการบรรยายถึงความลับลึกของสง่าราศีนี้. เดิมทีพระคริสต์ทรงมีสง่าราศีร่วมกับพระเจ้า (17:5). การกลายเป็นเนื้อหนังของพระองค์ ทำให้สง่าราศีอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าถูกซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อหนังของพระองค์. โดยการตายกับการเป็นขึ้นของพระองค์ สง่าราศีของพระองค์ก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมาก่อกำเนิดเมล็ดมากมายซึ่งได้กลายเป็นการเพิ่มพูน ซึ่งเป็นการสำแดงสง่าราศีของพระองค์. สิ่งที่กล่าวไว้ในข้อ 23, 28; 13:31-32; 14:13; 15:8; 16:14; และ 17:1, 4, 5, 10, 22, 24 ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสง่าราศีนี้. ในคำตรัสสุดท้ายของพระองค์ที่มีต่อเหล่า
สาวกในบทที่ 14-16 นั้น มีการสำแดงแห่งกลุ่มชนที่เป็นรูปธรรมถึงสง่าราศีนี้อยู่สามประการคือบ้านของพระบิดา (คริสตจักร) ใน 14:2; กิ่งของต้นองุ่น (องค์ประกอบที่ก่อรูปเป็นพระกายของพระคริสต์) ในบทที่ 15:1-5; และมนุษย์แห่งกลุ่มชนที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ (คนใหม่) ในบทที่ 16:21. ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเล็งถึงคริสตจักร แสดงให้เห็นว่าคริสตจักรเป็นการเพิ่มพูนอันสง่าราศีที่ก่อ
กำเนิดโดยพระคริสต์ผู้สง่าราศีโดยผ่านการตายกับการเป็นขึ้นของพระองค์. ในการเพิ่มพูนอันสง่าราศีนี้ พระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าได้รับสง่าราศี ทำให้พระบิดาได้รับสง่าราศีในการได้รับสง่าราศีของพระคริสต์ด้วยนั่นก็คือได้รับการสำแดงอย่างบริบูรณ์โดยคริสตจักร (อฟ.3:19-21). การสำแดงนี้จะต้องถูกรักษาไว้ในความเป็นหนึ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ฉะนั้นในคำอธิษฐานอันเป็นการสรุปขององค์พระผู้เป็นเจ้าในบทที่ 17 พระองค์ได้ทูลขอเพื่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ (17:20-23). การเพิ่มพูนอันสง่าราศีของพระคริสต์นี้เป็นจุดสูงสุดของข้อลับลึกที่ได้เปิดเผยไว้ในกิตติคุณโยฮันซึ่งจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่
โยฮันได้เขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์. เมืองที่ทั้งบริสุทธิ์และใหม่นี้เป็นการสำเร็จรวบยอดแห่งการเพิ่มพูนของพระคริสต์ในทุกยุคทุกสมัย. สง่าราศีอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์จะได้สำแดงอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดในเมืองนั้น. ในการได้รับสง่าราศีของพระบุตรนั้นพระบิดาก็ได้รับสง่าราศีที่นิรันดร์และไม่อาจเปรียบได้ ซึ่งจะกลายเป็นการสำแดงที่บริบูรณ์ของพระองค์ในโลกนิรันดร์. เช่นนี้
แผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระองค์ ก็จะได้รับการสำเร็จตราบชั่วนิจกาล.
ยฮ.
12:25 ก มธ.10:39
ยฮ.
12:25 ข ยฮ.10:11, 15, 17, 18
ยฮ.
12:25 1ข ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับ ชีวิต ในบทที่ 10:11, 15, 17. องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นเมล็ดข้าวที่ตกลงในดิน ได้สูญเสียชีวิตฝ่ายจิตโดยการตายเพื่อพระองค์จะได้ปลดปล่อยชีวิตนิรันดร์ที่อยู่ในการเป็นขึ้นให้แก่เมล็ดมากมาย. เราทั้งหลายผู้เป็นเมล็ดมากมายนี้ก็จำต้องเสียชีวิตฝ่ายจิตโดยการตายด้วย จึงจะสามารถรับสุขชีวิตนิรันดร์อยู่ในการเป็นขึ้นได้. นี่ก็คือการติดตามพระองค์เพื่อ
จะได้ปรนนิบัติพระองค์และร่วมดำเนินกับพระองค์บนหนทางสายนี้ ซึ่งเป็นหนทางแห่งการสูญเสียชีวิตฝ่ายจิต และการเป็นอยู่ในการเป็นขึ้นของพระองค์ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 26.
ยฮ.
12:25 ค ลก.14:26
ยฮ.
12:25 ข ยฮ.10:11, 15, 17, 18
ยฮ.
12:25 2 ดู 3:15 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
12:27 ก มธ.26:38
ยฮ.
12:27 1ก ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ จิตของพระองค์จึงถูกรบกวนเพราะเหตุการทนทุกข์แห่งความตาย. ดังนั้นพระองค์จึงอธิษฐานว่า "พระบิดาเจ้าข้าช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเวลานี้เถิด." แต่ในวิญญาณของพระองค์นั้นทรงทราบดีว่า เพราะเหตุที่ต้องถวายสง่าราศีแด่พระบิดาพระองค์จึงได้มาถึงเวลาเช่นนี้.
ยฮ.
12:27 ข เทียบ มธ.26:39
ยฮ.
12:27 2 สิ่งนี้ชี้ถึงการถวายสง่าราศีแด่พระนามของพระบิดาในข้อ 28 นั่นเอง.
ยฮ.
12:27 ค ยฮ.7:8; 13:1
ยฮ.
12:28 ก ยฮ.13:31, 32; 17:1
ยฮ.
12:28 1ก การถวายสง่าราศีแด่พระนามของพระบิดาก็คือ การทำให้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาได้รับการสำแดงออก.
องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาก็คือ ชีวิตนิรันดร์ซึ่งมีอยู่ในพระบุตรผู้กลายเป็นเนื้อหนัง. เปลือกกายที่พระบุตรได้สวมใส่ขณะที่กลายเป็นเนื้อหนังนั้นจำต้องแตกหักโดยการตาย องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาซึ่งก็คือชีวิตนิรันดร์จึงจะได้รับการปลดปล่อยและสำแดงออกในการเป็นขึ้นของพระองค์. กรณีนี้ก็ประดุจหนึ่งองค์ประกอบแห่งชีวิตของเมล็ดข้าวสาลีเม็ดหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาโดยการแตกหักของเปลือกนอกและได้รับการสำแดงออกโดยการผลิดอก. นี่ก็คือการที่พระบิดาได้รับสง่าราศีบนตัวของพระบุตร. ดู 17:1คำอธิบาย 1.
ยฮ.
12:28 ข มธ.3:17; 17:5
ยฮ.
12:28 ก ยฮ.13:31, 32; 17:1
ยฮ.
12:28 ก ยฮ.13:31, 32; 17:1
ยฮ.
12:29 ก กจ.23:9
ยฮ.
12:31 1 ภาษากรีกหมายถึง การจัดแจง (ดู 1ยฮ.2:15 คำอธิบาย 2). โลกคือระบบที่ชั่วร้ายซึ่งซาตานได้จัดแจงไว้อย่างเป็นระบบ. ซาตานได้แปรสภาพสิ่งของทั้งหมดบนโลกนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ อีกทั้งสิ่งที่อยู่ในสถานอากาศให้เป็นระบบอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืดของมัน เพื่อจะยึดครองและขัดขวางมนุษย์ไม่ยอมให้มนุษย์ได้สำเร็จพระดำริของพระเจ้าและยังได้รบกวนการรับสุขของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้าอีกด้วย. ในขณะที่เนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้าถูกตรึงกางเขนนั้น ซาตานเจ้าผู้ครอง
โลกนี้ก็ถูกขับไล่ออกไป และระบบที่ชั่วร้ายหรืออาณาจักรแห่งความมืดนี้ก็ได้ถูกพิพากษา. ดู ข้อ31 คำอธิบาย 2.
ยฮ.
12:31 ก ยฮ.16:11
ยฮ.
12:31 2ก องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นบุตรมนุษย์ (ข้อ 23) ได้ถูกยกขึ้นบนกางเขนในรูปลักษณะของงู (3:14) คือในลักษณะของเนื้อหนังแห่งบาป (รม.8:3). ซาตานผู้เป็นงูเฒ่า (วว.12:9; 20:2) และเป็นเจ้าผู้ครองโลกนี้ได้ฉีดตัวของมันเข้าในเนื้อหนังของมนุษย์. โดยการตายของพระองค์บนกางเขนในรูปลักษณะของงู องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำลายซาตานซึ่งอยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ (ฮร.2:14). โดยการพิพากษาซาตาน (16:11) โดยวิธีนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้พิพากษาโลกที่แขวนอยู่บนตัวของซาตานด้วย. ดังนั้นการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าถูกยกขึ้นก็ทำให้โลกนี้ถูกพิพากษาและเจ้าผู้ครองโลกถูกขับไล่ออกไป.
ยฮ.
12:31 ข ยฮ.14:30; 16:11; อฟ.2:2
ยฮ.
12:32 ก ยฮ.3:14; 8:28
ยฮ.
12:32 1ก ในด้านหนึ่ง การตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ การตกลงในดินดังที่เปิดเผยในข้อ 24; ในอีกด้านหนึ่งสิ่งนี้คือการที่พระองค์ถูกยกขึ้นบนต้นไม้ (1ปต.2:24). การตกลงในดินก็เพื่อจะบังเกิดเมล็ดมากมาย ส่วนการถูกยกขึ้นบนต้นไม้ก็เพื่อต้องการดึงดูดคนทั้งปวงให้มาหาพระองค์. เมล็ดมากมายที่ก่อกำเนิดจากการที่พระองค์ได้ตกลงในดินนั้นก็คือ "คนทั้งปวง" ที่ถูกดึงดูดจากการที่พระองค์ถูกยกขึ้นที่ต้นไม้นั่นเอง.
การตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ในบทนี้ไม่ได้เป็นการตายแห่งการไถ่ แต่เป็นการตายแห่งการให้กำเนิดและการแพร่หลาย. โดยการตายนี้เองเปลือกนอกแห่งสภาพมนุษย์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สวมใส่ในขณะกลายเป็นเนื้อหนังก็ได้แตกหักทำให้พระองค์สามารถสำเร็จจุดประสงค์สามประการคือ (1) ได้บังเกิดเมล็ดมากมายดึงดูดคนทั้งปวงให้มาหาพระองค์ (ข้อ 24, 32); (2) ได้ปลดปล่อยองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือ ชีวิตที่นิรันดร์ออกมา (ข้อ 23, 28); (3) ได้พิพากษาโลกและได้ขับไล่ซาตานเจ้าผู้ครองโลกออกไป (ข้อ 31). เราจำต้องประสบการณ์กับการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงจะสามารถมีส่วนในจุดประสงค์สามประการที่พระองค์ได้กระทำสำเร็จแล้วนั้น.
การตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ในบทนี้ไม่ได้เป็นการตายแห่งการไถ่ แต่เป็นการตายแห่งการให้กำเนิดและการแพร่หลาย. โดยการตายนี้เองเปลือกนอกแห่งสภาพมนุษย์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สวมใส่ในขณะกลายเป็นเนื้อหนังก็ได้แตกหักทำให้พระองค์สามารถสำเร็จจุดประสงค์สามประการคือ (1) ได้บังเกิดเมล็ดมากมายดึงดูดคนทั้งปวงให้มาหาพระองค์ (ข้อ 24, 32); (2) ได้ปลดปล่อยองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือ ชีวิตที่นิรันดร์ออกมา (ข้อ 23, 28); (3) ได้พิพากษาโลกและได้ขับไล่ซาตานเจ้าผู้ครองโลกออกไป (ข้อ 31). เราจำต้องประสบการณ์กับการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงจะสามารถมีส่วนในจุดประสงค์สามประการที่พระองค์ได้กระทำสำเร็จแล้วนั้น.
ยฮ.
12:32 ข ยฮ.6:44
ยฮ.
12:32 ค เทียบ ยฮ.12:24
ยฮ.
12:33 ก ยฮ.18:32
ยฮ.
12:33 1 แปลตามตรงคือจะสิ้นพระชนม์ในลักษณะใด.
ยฮ.
12:34 ก บพส.110:4; ยซย.9:7
ยฮ.
12:35 ก ยฮ.7:33
ยฮ.
12:35 ข ยฮ.1:5
ยฮ.
12:35 ค ยฮ.8:12; 1ยฮ.2:11
ยฮ.
12:36 ก ยฮ.8:12; 9:5; 12:46
ยฮ.
12:36 ข อฟ.5:8
ยฮ.
12:36 ค ยฮ.8:59
ยฮ.
12:38 ก ยซย.53:1
ยฮ.
12:38 1 พระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ ตัวขององค์พระเยซูเจ้าเอง.
ยฮ.
12:40 ก ยซย.6:10
ยฮ.
12:40 1 ทั้งการตาบอดและใจแข็งกระด้าง สองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กัน คือเป็นการลงโทษที่มีต่อคนที่ไม่เชื่อ.
ยฮ.
12:41 ก ยซย.6:1
ยฮ.
12:41 1 วลีที่ว่า "สง่าราศีของพระองค์" ในที่นี้ได้ยืนยันว่าพระเยซูก็คือพระเจ้า ก็คือพระยะโฮวาแห่งพลโยธาที่ยะซายาได้เคยเห็นสง่าราศีของพระองค์มาแล้ว (ยซย.6:1, 3). ถึงแม้ยะซายาจะได้เห็นและมีความชื่นชมต่อสง่าราศีนี้ แต่บรรดาผู้เชื่อที่อ่อนแอของพระองค์กลับไม่รักสง่าราศีนี้เลย (ข้อ 42-43).
ยฮ.
12:42 ก ยฮ.7:13
ยฮ.
12:42 ข ยฮ.9:22
ยฮ.
12:43 ก ยฮ.5:44
ยฮ.
12:43 ก ยฮ.5:44
ยฮ.
12:44 1 นี่เป็นคำที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ประกาศแก่นักศาสนาที่ไม่เชื่อ. ซึ่งเปิดเผยเป็นนัยว่า (1) พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ปรากฏแก่มนุษย์ (ข้อ 44-45); (2) พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อเป็นความสว่างสำหรับผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระองค์จะมิได้อยู่ในความมืด
(ข้อ 36, 46); (3) พระองค์ทรงมาหามนุษย์พร้อมด้วยพระคำที่ประกอบด้วยชีวิต. ทุกคนที่ได้ต้อนรับพระคำของพระองค์ก็จะมีชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่บัดนี้จวบนิรันดร์ แต่ทุกคนที่ปฏิเสธถ้อยคำของพระองค์ก็จะถูกพิพากษาโดยพระคำของพระองค์ในวันที่สุด (ข้อ 47-50).
ยฮ.
12:44 ก ยฮ.5:24
ยฮ.
12:45 ก ยฮ.14:9
ยฮ.
12:46 ก ยฮ.12:36; 1:4; 8:12; 9:5
ยฮ.
12:47 1 ดู 6:63 คำอธิบาย 3 เป็นคำเดียวกับ "คำ" ในวรรคแรกของข้อ 48.
ยฮ.
12:47 ก ยฮ.3:17
ยฮ.
12:48 ก พบญ.18:18-19
ยฮ.
12:49 ก ยฮ.17:8
ยฮ.
12:50 1 ดู 3:15 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
12:50 ก ยฮ.8:28