โยฮัน บทที่ 1
หัวข้อหลัก: กิตติคุณแห่งชีวิต—ยืนยันว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าพระผู้ช่วยมาเป็นชีวิต เพื่อให้พระเจ้าได้เพิ่มพูน
ผู้เขียน: อัครทูตโยฮัน (21:20, 24) บุตรของเซเบดาย (มธ.10:2) พี่ชายของ เขาคือยาโกโบ และมารดาของเขาคือซะโลเม (มธ.27:56; มก.15:40).
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ. 90.
สถานที่เขียน: สันนิษฐานว่าอาจจะอยู่ที่เมืองเอเฟโซ.
ผู้รับ: ผู้เชื่อทุกคน ทั้งที่อยู่ในแผ่นดินยูดายและในดินแดนต่างชาติ ซึ่งยืนยัน ได้จากการที่โยฮันต้องอธิบายข้อความใน 1:38; 5:2; และ 19:13.
I. พระคำที่นิรันดร์ได้กลายเป็นเนื้อหนัง
และได้เสด็จมา เพื่อนำพระเจ้าเข้าสู่มนุษย์
1:1—13:38
และได้เสด็จมา เพื่อนำพระเจ้าเข้าสู่มนุษย์
1:1—13:38
1. คำนำของชีวิตกับการก่อสร้าง
1:1-51
1:1-51
(1) พระคำผู้เป็นพระเจ้าในนิรันดร์กาลก่อน ได้ผ่านการเนรมิตสร้าง
มาเป็นชีวิตกับความสว่าง เพื่อก่อกำเนิดบุตรของพระเจ้า
ข้อ 1-13
มาเป็นชีวิตกับความสว่าง เพื่อก่อกำเนิดบุตรของพระเจ้า
ข้อ 1-13
ยฮ.
1:1 1กเมื่อเดิมนั้น2ขพระคำเป็นอยู่แล้ว และพระคำนั้นได้อยู่3กับพระเจ้าและ4พระคำนั้นเป็น5คพระเจ้า.
ยฮ.
1:2 1เมื่อเดิม2พระคำนั้นได้อยู่กับพระเจ้า.
ยฮ.
1:3 กสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมาโดยพระองค์ และในบรรดาสิ่งทั้งปวงที่เป็นมานั้นไม่มีสักสิ่งเดียวที่มิได้เป็นมาโดยพระองค์.
ยฮ.
1:4 ในพระองค์มี1กชีวิต และชีวิตนั้นเป็น2ขความสว่างของมนุษย์ทั้งปวง.
ยฮ.
1:5 กความสว่างนั้นก็ส่องเข้ามาในความมืด แต่ความมืดหาได้มีชัยต่อความสว่างนั้นไม่.
ยฮ.
1:6 มีคนหนึ่งที่พระเจ้าได้1ทรงใช้มา ชื่อโยฮัน.
ยฮ.
1:7 1ท่านมาเพื่อเป็นพยาน โดยเป็นพยานถึงความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้เชื่อโดยท่าน.
ยฮ.
1:8 ท่านมิได้เป็นความสว่างนั้น แต่ท่านเป็นพยานถึงความสว่างนั้น.
ยฮ.
1:9 ความสว่างนั้นเป็นกความสว่างแท้ซึ่งเข้ามาในโลก ขเพื่อส่องสว่างแก่คนทั้งปวง.
ยฮ.
1:10 พระองค์ทรงอยู่ในโลก และโลกนี้เป็นมาโดยพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่.
ยฮ.
1:11 พระองค์ได้เสด็จมายัง[บ้านเมือง]ของพระองค์เอง แต่คนเหล่านั้นที่เป็นของพระองค์หาได้ต้อนรับพระองค์ไม่.
ยฮ.
1:12 แต่ว่าคนทั้งหลายที่ได้1กต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงโปรดประทานอำนาจให้เป็น2บุตรของพระเจ้าได้ คือคนทั้งหลายที่ได้1เชื่อเข้าสู่พระนามของพระองค์
ยฮ.
1:13 ที่มิได้เกิด1จาก2เลือด หรือ1จาก2ความประสงค์ของเนื้อหนัง หรือ1จาก2ความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิด1จากพระเจ้า.
(2) พระคำได้กลายเป็นเนื้อหนัง
ซึ่งบริบูรณ์ไปด้วยพระคุณและความเที่ยงแท้
เพื่อสำแดงพระเจ้าออกมาในพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
ข้อ 14-18
ซึ่งบริบูรณ์ไปด้วยพระคุณและความเที่ยงแท้
เพื่อสำแดงพระเจ้าออกมาในพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
ข้อ 14-18
ยฮ.
1:14 1พระคำนั้นได้กลายเป็น2กเนื้อหนัง และได้3ขตั้งพลับพลาอยู่ท่ามกลางเราบริบูรณ์ไปด้วย4คพระคุณและ4งความเที่ยงแท้. 5จเราก็ได้เห็นสง่าราศีของพระองค์เหมือนสง่าราศีของพระบุตรองค์เดียวที่6มาจากพระบิดา.
ยฮ.
1:15 โยฮันได้เป็นพยานถึงพระองค์ และร้องประกาศว่า "นี่แหละคือพระองค์ที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวว่า กผู้ที่มาภายหลังข้าพเจ้าได้กลายเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า."
ยฮ.
1:16 เราทั้งหลายล้วนได้รับ1จากกความบริบูรณ์ของพระองค์แล้ว และเป็นพระคุณซ้อนพระคุณ.
ยฮ.
1:17 ด้วยว่าได้ประทาน1กฎบัญญัตินั้นโดยโมเซ ส่วน1กพระคุณและ1ความเที่ยงแท้นั้น2มาโดยพระเยซูคริสต์.
ยฮ.
1:18 ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย 1พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงอยู่ใน2พระทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรง3กสำแดง[พระเจ้า]แล้ว.
(3) พระเยซูผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า
พร้อมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ประดุจนกพิราบ
ทรงกระทำให้ผู้เชื่อเป็นศิลา
เพื่อก่อสร้างบ้านของพระเจ้าโดยบุตรมนุษย์
ข้อ 19-51
พร้อมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ประดุจนกพิราบ
ทรงกระทำให้ผู้เชื่อเป็นศิลา
เพื่อก่อสร้างบ้านของพระเจ้าโดยบุตรมนุษย์
ข้อ 19-51
ก. ศาสนาได้เฝ้าหวังผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง
ข้อ 19-28
ข้อ 19-28
ยฮ.
1:19 นี่เป็นคำพยานของโยฮัน คือเมื่อพวกยูดายได้ใช้พวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า "ท่านเป็นผู้ใด?"
ยฮ.
1:20 ท่านได้ยอมรับและมิได้ปฏิเสธ คือได้ยอมรับว่า "ข้าพเจ้ามิใช่กพระคริสต์นั้น."
ยฮ.
1:21 พวกเขาจึงถามท่านว่า "ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า? ท่านเป็นกเอลียาหรือ?" ท่านตอบว่า "ข้าพเจ้ามิใช่." "ท่านเป็นขผู้เผยพระวจนะผู้นั้นหรือ?" ท่านตอบว่า "มิใช่."
ยฮ.
1:22 พวกเขานั้นจึงกล่าวกับท่านว่า "ท่านเป็นผู้ใดกันแน่? เพื่อเราจะได้ให้คำตอบแก่คนเหล่านั้นที่ได้ใช้เรามา. ท่านจะกล่าวถึงตัวเองอย่างไร?"
ยฮ.
1:23 ท่านจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าคือกเสียงของผู้ร้องในป่ากันดารว่า 'จงกระทำทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป!' ตามคำซึ่งยะซายาผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้."
ยฮ.
1:24 ฝ่ายพวกที่ถูกใช้มานั้นคือพวกฟาริซาย.
ยฮ.
1:25 เขาเหล่านั้นได้ถามท่านว่า "ถ้าท่านมิได้เป็นพระคริสต์นั้น, เอลียา, หรือผู้เผยพระวจนะผู้นั้นแล้ว ท่านให้บัพติศมาทำไมเล่า?"
ยฮ.
1:26 โยฮันตอบเขาเหล่านั้นว่า "ข้าพเจ้ากให้บัพติศมาในน้ำ แต่มีพระองค์ผู้หนึ่งทรงยืนอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ซึ่งพวกท่านไม่รู้จัก
ยฮ.
1:27 คือพระองค์ผู้มาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ก็ไม่คู่ควร."
ยฮ.
1:28 เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นใน1หมู่บ้านเบธาเนีย ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน อันเป็นที่ซึ่งโยฮันกำลังให้บัพติศมาอยู่.
ข. พระเยซูถูกแนะนำว่าทรงเป็นพระเมษโปดกพร้อมด้วยนกพิราบ
ข้อ 29-34
ข้อ 29-34
ยฮ.
1:29 วันรุ่งขึ้นโยฮันเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาหาท่าน จึงกล่าวว่า "ดูเถิด 1กพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงขจัดขความบาปของ2มนุษย์โลกไป!
ยฮ.
1:30 คือพระองค์นี้เองที่ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า 'กผู้ที่มาภายหลังข้าพเจ้าได้กลายเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า.'
ยฮ.
1:31 ข้าพเจ้ามิได้รู้จักพระองค์มาก่อน แต่เพื่อพระองค์จะทรงเป็นที่ประจักษ์แก่พวกอิสราเอล ข้าพเจ้าจึงได้มาให้บัพติศมาในน้ำ."
ยฮ.
1:32 โยฮันยังเป็นพยานด้วยว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นพระวิญญาณนั้นประดุจ1กนกพิราบเสด็จลงมาจากฟ้าสวรรค์ และสถิตอยู่2บนพระองค์.
ยฮ.
1:33 ข้าพเจ้ามิได้รู้จักพระองค์มาก่อน แต่พระองค์ผู้ได้ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้บัพติศมาในน้ำ พระองค์ผู้นั้นตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า 'เมื่อเจ้าเห็นพระวิญญาณนั้นเสด็จลงมาสถิตอยู่บนผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นผู้ให้บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์.'
ยฮ.
1:34 และข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว จึงได้เป็นพยานว่า นี่คือกพระบุตรของพระเจ้า."
ค. ก่อกำเนิดศิลาเพื่อการก่อสร้างของพระเจ้า
ข้อ 35-51
ข้อ 35-51
ยฮ.
1:35 วันรุ่งขึ้น โยฮันกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน
ยฮ.
1:36 ท่านได้มองเห็นพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินไปจึงกล่าวว่า "ดูเถิด กพระเมษโปดกของพระเจ้า!"
ยฮ.
1:37 สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพระเยซูไป.
ยฮ.
1:38 เมื่อพระเยซูทรงหันกลับและเห็นเขาตามมา จึงตรัสแก่เขาว่า "ท่านหาอะไร?" เขาทูลพระองค์ว่า "รับบี (แปลว่า อาจารย์) ท่านพำนักอยู่ที่ไหน?"
ยฮ.
1:39 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า "พวกท่านมาดูเถิด." เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์. ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ1สิบนาฬิกาก่อนเที่ยง.
ยฮ.
1:40 คนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินโยฮันพูดและได้ติดตามพระองค์ไปนั้น คืออันดะเรอา น้องชายของซีโมนเปโตร.
ยฮ.
1:41 อันดะเรอาก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า "เราได้พบ1พระมาซีฮาแล้ว (ซึ่งแปลว่า1พระคริสต์)."
ยฮ.
1:42 เขาจึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู. เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว จึงตรัสว่า "ท่านคือซีโมนบุตรของโยฮัน เขาจะเรียกท่านว่า เกฟา (ซึ่งแปลว่า 1กเปโตร)."
ยฮ.
1:43 วันรุ่งขึ้นพระองค์ประสงค์จะเสด็จเข้าไปในมณฑลฆาลิลาย และได้ทรงพบฟีลิป. พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "จงตามเรามา."
ยฮ.
1:44 ฟีลิปนั้นมาจากเมืองเบธซายะดา คือเมืองของอันดะเรอาและเปโตร.
ยฮ.
1:45 ฟีลิปจึงไปหานะธันเอล บอกเขาว่า "เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเซได้กล่าวถึงในหนังสือกฎบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้เขียนถึงด้วย คือพระเยซูชาวนาซาเร็ธ1บุตรของโยเซฟ."
ยฮ.
1:46 นะธันเอลจึงกล่าวกับเขาว่า "สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ?" ฟีลิปตอบว่า "กมาดูเถิด."
ยฮ.
1:47 พระเยซูทอดพระเนตรเห็นนะธันเอลมาหาพระองค์ จึงตรัสถึงเขาว่า "ดูเถิดชาวอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย!"
ยฮ.
1:48 นะธันเอลทูลพระองค์ว่า "พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าได้อย่างไร?" พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศนั้น เราได้เห็นท่าน."
ยฮ.
1:49 นะธันเอลทูลตอบพระองค์ว่า "รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า. พระองค์ทรงเป็น1กกษัตริย์ของชาวอิสราเอล."
ยฮ.
1:50 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "เพราะเราบอกท่านว่า เราได้เห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศ ท่านจึงเชื่อหรือ? ท่านจะได้เห็นเหตุการณ์กใหญ่กว่านี้อีก."
ยฮ.
1:51 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "เราบอกท่านทั้งหลาย1จริงๆ ว่า ท่านจะได้เห็น2กฟ้าสวรรค์เปิดออก และเหล่าทูตของพระเจ้าขึ้นไปและลงมาบน3บุตรมนุษย์."
คำอธิบาย โยฮัน บทที่ 1
ยฮ.
1:1 ก 1ยฮ.1:1; เทียบ กซ.1:17; ยนซ.1:1
ยฮ.
1:1 1ก เมื่อเดิมนั้น หมายถึง ในนิรันดร์กาลก่อน. ในฐานะที่บทนี้เป็นคำนำของหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ จึงได้เริ่มต้นกล่าวตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อนถึงพระเจ้าซึ่งมีแต่สภาพพระเจ้า แต่ไม่มีสภาพมนุษย์ (ข้อ 1), ได้ผ่านการเนรมิตสร้างสรรพสิ่งของพระองค์ (ข้อ 3), ทรงกลายเป็นเนื้อหนัง (ข้อ 14), ทรงเป็นพระเมษโปดกผู้ทรงขจัดความบาปของมนุษย์โลกไป (ข้อ 29), และทรงเป็นพระวิญญาณนั้นผู้ทำให้ผู้เชื่อถูกเปลี่ยนแปลงเป็นศิลาที่มีชีวิตเพื่อการก่อสร้างของพระองค์ (ข้อ 32, 42), และกล่าวต่อเนื่องไปจนถึงนิรันดร์กาลในอนาคต ซึ่งบุตรมนุษย์ผู้มีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลก และเพื่อการเข้าสนิทระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ในโลกนิรันดร์. หลังจากนั้นบทที่ 2 ได้ให้เราเห็นว่า หลักการของพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นชีวิตก็คือ การเปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิต (2:1-11) และเป้าหมายของชีวิตก็คือการก่อสร้างบ้านซึ่งเป็นวิหารของพระเจ้า (2:13-22). ตั้งแต่บทที่ 3-11 ได้ยกตัวอย่างไว้เก้าเรื่องเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าผู้ทรงเป็นชีวิตนี้สามารถตอบสนองความต้องการต่างๆของคนทุกประเภทได้อย่างไร. ผลลัพธ์ในตอนเริ่มต้นของบทที่ 12 ก็คือภาพย่อของคริสตจักรได้ถูกก่อกำเนิดขึ้น (12:1-11). ตั้งแต่ 12:12 ถึงตอนท้ายของบทที่ 17 ได้อธิบายว่าคริสตจักรถูกก่อกำเนิดมาจากการแพร่พันธุ์และการเพิ่มพูนของมนุษย์พระเจ้าที่กลายเป็นเนื้อหนังโดยการตายและเป็นขึ้น. บทที่ 18-20 ได้แสดงให้เราเห็นถึงการสำเร็จแห่งการแพร่พันธุ์ และการเพิ่มพูนซึ่งได้ทำให้พระองค์มีพี่น้องมากมาย (20:17) และให้พระองค์สามารถเข้าสู่ภายในพวกเขาได้ (20:22) เพื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเขา เพื่อเขาจะถูกก่อรูปขึ้นเป็นพระกายของพระองค์ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนและการสำแดงของพระองค์. สุดท้ายบทที่ 21 ได้เปิดเผยว่า พระองค์จะสถิตอยู่กับเขาในลักษณะที่มองไม่เห็นอย่างนี้จนกว่าพระองค์จะเสด็จมาใหม่ (21:22).
ยฮ.
1:1 ข ยฮ.1:14; วว.19:13; 1ยฮ.1:1
ยฮ.
1:1 2ข พระคำเป็นการอธิบาย การชี้แจง และการสำแดงของพระเจ้า. ดังนั้นพระคำก็คือ พระเจ้าที่ได้อธิบาย ชี้แจง และสำแดงออกมานั่นเอง.
ยฮ.
1:1 3 พระคำกับพระเจ้าไม่ได้แยกออกจากกัน. ไม่ใช่ว่าพระคำนํ้นก็เป็นพระคำ ส่วนพระเจ้าก็เป็นพระเจ้า ซึ่งแยกออกจากกันและกัน. แต่ทั้งสองนั้นเป็นหนึ่ง ดังนั้นประโยคต่อมาก็พูดทันทีว่าพระคำนั้นเป็นพระเจ้า.
ยฮ.
1:1 4 การที่พระคำเป็นพระเจ้านั้นได้เปิดเผยเป็นนัยว่า ตัวของพระองค์นั้นซับซ้อน คือทรงเป็นตรีเอกภาพ.
ยฮ.
1:1 ค รม.9:5; ฮร.1:8; 1ยฮ.5:20
ยฮ.
1:1 5ค ไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าพระบุตรเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าตรีเอกภาพที่ครบสมบูรณ์.
ยฮ.
1:2 1 เมื่อเดิม ซึ่งก็คือตั้งแต่ในนิรันดร์กาลก่อนพระคำนั้นได้อยู่กับพระเจ้า. มีบางคนคิดว่าพระคริสต์ไม่ได้อยู่กับพระเจ้า และไม่ได้เป็นพระเจ้ามาตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน แล้วพอถึงเวลาหนึ่งจึงค่อยกลายมาเป็นพระเจ้าและอยู่กับพระเจ้า. นี่เป็นความคิดที่ผิด. สภาพพระเจ้าของพระคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่นิรันดร์และเด็ดขาด. ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อนจนถึงนิรันดร์กาลในอนาคต พระองค์ได้อยู่กับพระเจ้าและพระองค์ทรงเป็นพระเจ้ามาโดยตลอด. ด้วยเหตุนี้หนังสือกิตติคุณเล่มนี้จึงไม่มีลำดับวงศ์ของพระคริสต์ (ฮร.7:3) ไม่เหมือนกับในมัดธายบทที่ 1 และลูกาบทที่ 3.
ยฮ.
1:2 2 หรือ พระองค์ผู้นี้.
ยฮ.
1:3 ก กซ.1:16
ยฮ.
1:4 ก ยฮ.5:26; 11:25; 14:6; 1ยฮ.1:2; 5:11-12
ยฮ.
1:4 1ก ข้อ 3 ชี้ถึงการเนรมิตสร้างในเยเนซิศบทที่ 1 ดังนั้นชีวิตที่ได้กล่าวในข้อนี้คงจะหมายถึงชีวิต ซึ่งมีต้นไม้แห่งชีวิตในเยเนซิศบทที่ 2 เป็นเครื่องหมาย. สิ่งนี้ยืนยันได้โดยการที่โยฮันกล่าวถึงต้นไม้แห่งชีวิตในวิวรณ์บทที่ 22. เพราะในพระองค์มีชีวิต ดังนั้นพระองค์ก็คือชีวิต (11:25; 14:6) และพระองค์ทรงมาเพื่อมนุษย์ทั้งปวงจะได้ชีวิต (10:10ข). คำนำของหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ประกอบ
ด้วยบทนี้ทั้งบท ซึ่งได้เริ่มต้นด้วยชีวิต (ข้อ 4) แล้วจบลงที่การก่อสร้าง (ข้อ 42, 51) ซึ่งก็คือบ้านของพระเจ้า (ดูข้อ 42 คำอธิบาย 1, ข้อ 51 คำอธิบาย 2 และ 3). ฉะนั้นนี่ก็คือคำนำของชีวิตกับการก่อสร้างนั่นเอง.
ยฮ.
1:4 ข ยฮ.8:12; 9:5; 12:46
ยฮ.
1:4 2ข ความสว่างสำหรับสิ่งทรงสร้างเก่าเป็นความสว่างธรรมชาติ (ยนซ.1:3-5, 14-18). ความสว่างสำหรับสิ่งทรงสร้างใหม่เป็นความสว่างแห่งชีวิตที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้นั่นเอง.
ยฮ.
1:5 ก มธ.4:16; เทียบ ยฮ.3:19
ยฮ.
1:6 1 คำกริยานี้มีความหมายถึง "ทูตที่ถูกใช้ออกไปด้วยราชโองการที่พิเศษ."
ยฮ.
1:7 1 หรือ ผู้นี้.
ยฮ.
1:9 ก 1ยฮ.2:8
ยฮ.
1:9 ข อฟ.1:18; 3:9; ฮร.6:4; 10:32
ยฮ.
1:12 ก กซ.2:6
ยฮ.
1:12 1ก เชื่อเข้าสู่ ก็คือ ต้อนรับ.
ยฮ.
1:12 2 การที่มนุษย์กลายเป็นบุตรของพระเจ้านั้นก็คือ การที่มนุษย์มีชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้านั่นเอง.
ยฮ.
1:13 1 แปลตามตรงคือ ออกมาจาก.
ยฮ.
1:13 2 เลือด (ภาษาเดิมเป็นพหูพจน์) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงชีวิตทางกายภาพ ความประสงค์ของเนื้อหนัง ชี้ถึงความประสงค์ของมนุษย์ที่ตกต่ำ หลังจากที่ได้กลายเป็นเนื้อหนัง ความประสงค์ของมนุษย์ ชี้ถึงความประสงค์ของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างไว้.
ยฮ.
1:14 1 การที่พระคำผู้ทรงเป็นพระเจ้าได้บังเกิดเป็นเนื้อหนังก็คือ การที่พระเจ้าได้มีชีวิตและนิสัยของมนุษย์.
ยฮ.
1:14 ก 1ตธ.3:16
ยฮ.
1:14 2ก หนังสือโรม 8:3 ชี้บ่งว่า ถึงแม้เนื้อหนังนี้คือเนื้อหนังแห่งความบาป แต่ก็มีเพียงลักษณะของเนื้อหนังแห่งบาป โดยไม่มีความบาปของเนื้อหนัง. พระคำได้กลายเป็นเนื้อหนัง และพระคำนี้ก็คือพระเจ้า โดยเป็นพระเจ้าตรีเอกภาพที่ครบสมบูรณ์ (ข้อ 1). การที่พระคำนี้กลายเป็นเนื้อหนังก็คือ พระเจ้าตรีเอกภาพได้กลายเป็นมนุษย์แห่งเนื้อหนังมีลักษณะของมนุษย์ที่มีความบาป. ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้เข้าสู่มนุษย์ที่มีบาป และเป็นหนึ่งกับมนุษย์ที่มีความบาป. อย่างไรก็ดีพระองค์ทรงมีแต่ลักษณะของมนุษย์ที่มีบาป แต่ไม่มีความบาปของมนุษย์ที่มีบาป. ดังนั้นพระองค์จึงเป็นมนุษย์พระเจ้าที่ไม่มีความบาป แต่เป็นพระเจ้าที่ครบถ้วนและก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ซึ่งมีทั้งสองสภาพคือ สภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์. ถึงแม้ว่าทั้งสองสภาพได้ผสมกลมกลืนเป็นมนุษย์พระเจ้าผู้หนึ่ง แต่ลักษณะพิเศษของแต่ละสภาพยังคงแยกกันดำรงอยู่ โดยไม่ได้ผสมกันกลายเป็นสภาพที่สาม. แต่เป็นสภาพพระเจ้าดำรงอยู่ในสภาพมนุษย์ และได้สำแดงออกมาโดยสภาพมนุษย์บริบูรณ์ไปด้วยพระคุณและความเที่ยงแท้. พระคุณก็คือพระเจ้ามาให้มนุษย์รับสุข ส่วนความเที่ยงแท้ก็คือพระเจ้ามาให้มนุษย์ได้รับ. เช่นนี้พระเจ้าที่มองไม่เห็นก็ได้สำแดงออกมา เพื่อให้มนุษย์ได้รับและรับสุขพระองค์เป็นชีวิตของเขาทั้งหลายเพื่อสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์.
การที่พระเจ้ากลายเป็นเนื้อหนังนี้เป็นสิ่งที่ค้านกับคำสอนของพวกนอสติก (Gnostics) ในสมัยนั้น. พวกเขายึดมั่นว่า เพราะเหตุเนื้อหนังเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ดังนั้นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์หมดจดจึงไม่มีทางที่จะมาเข้าสนิทกับเนื้อหนังที่ชั่วร้ายได้. ต่อมาพวกโดเซติสท์ (Docetists) ซึ่งยึดเอาคำสอนของพวกนอสติกเป็นพื้นฐาน จึงได้ปฏิเสธการที่พระคริสต์ได้เสด็จมาในเนื้อหนัง (1ยฮ.4:2). การที่โยฮันเขียนหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ก็เพื่อที่จะลบล้างมิจฉาลัทธิของพวกโดเซติสท์ และเพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นชัดเจนว่า พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์พระเจ้าผู้นี้ทรงเป็นพระเจ้าที่มากลายเป็นเนื้อหนังจริงๆ ทว่ามีเพียงลักษณะของเนื้อหนังแห่งความบาป แต่ไม่มีความบาปแห่งเนื้อหนัง เพื่อในด้านหนึ่งพระองค์จะได้อาศัยเนื้อหนังนี้มาทำลายมาร (ฮร.2:14) และได้กำจัดความบาปของมนุษย์ (ฮร.9:26) ส่วนในอีกด้านหนึ่ง โดยอาศัยเนื้อหนังนี้เองจึงทำให้พระเจ้าเข้าสนิทกับมนุษย์และได้รับการสำแดงโดยสภาพมนุษย์ เพื่อสำเร็จตามจุดประสงค์อันสง่าราศีของพระองค์ ที่ได้ทรงวางโครงการไว้ในนิรันดร์กาลก่อนซึ่งมีเพื่อนิรันดร์กาลในอนาคตนั่นเอง.
แนวความคิดอันลึกซึ้งของกิตติคุณโยฮันก็คือพระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่กลายเป็นเนื้อหนัง ทรงเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (ดังที่ได้ยกพลับพลา—ข้อ 14 และพระวิหาร—2:21 มาเปรียบเทียบ) เพื่อให้มนุษย์สามารถติดต่อกับพระองค์และเข้าสู่ภายในพระองค์ได้ และจะได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ในพระเจ้า. ทั้งพลับพลาและพระวิหารนั้นล้วนมีบริเวณภายนอก, ที่บริสุทธิ์, และที่บริสุทธิ์สุด. ดังนั้นก่อนอื่นโยฮันจึงได้ชี้ให้เห็นว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเมษโปดกผู้ขจัดความบาป (ข้อ 29) ที่ถูกถวายอยู่บนแท่นบูชาในบริเวณภายนอกของพลับพลาอันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกางเขน. จากนั้นพระองค์ยังทรงถูกยกขึ้นเหมือนงูทองเหลืองอยู่บนปลายไม้อันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกางเขน ซึ่งทำให้ มนุษย์ได้รับชีวิต (3:14). นี่ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ในการไถ่ของพระคริสต์นั้น ผู้เชื่อทั้งหลายได้รับพระคริสต์เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้หลุดพ้นจากความบาปและได้รับชีวิต เพื่อพวกเขาจะได้เข้าสู่ในพระองค์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าซึ่งมีพลับพลาเป็นแบบเล็งเพื่อมารับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นภายในพระเจ้า. การล้างเท้าที่อยู่ในบทที่ 13 ก็อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการล้างชำระที่อ่างล้างชำระซึ่งอยู่ในบริเวณภายนอกของพลับพลาที่ชำระความมลทินของผู้มาใกล้ชิดพระเจ้าที่ได้รับจากโลก เพื่อจะได้รักษาไว้ซึ่งการสามัคคีธรรมระหว่างเขากับพระเจ้า และการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันท่ามกลางพวกเขาด้วย. เมื่อถึงบทที่ 14 พระคริสต์ทรงนำผู้ที่ได้ต้อนรับพระองค์เข้าสู่ที่บริสุทธิ์เพื่อจะประสบการณ์พระองค์เป็นอาหารแห่งชีวิต (6:35) และเป็นความสว่างแห่งชีวิต (8:12; 9:5) ซึ่งมีขนมปังตั้งโต๊ะถวายและคันประทีปทองคำเป็นเครื่องหมาย. สุดท้ายในบทที่ 17 โดยอาศัยการอธิษฐานที่สูงสุดและลับลึกที่สุด ซึ่งมีเครื่องหอมที่เผาอยู่บนแท่นทองคำเผาเครื่องหอมเป็นแบบเล็ง พระคริสต์ก็ได้นำผู้ที่รับสุขพระองค์เป็นชีวิตและเป็นความสว่างเหล่านั้นเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด เพื่อเข้าสู่การรับสุขที่ลึกที่สุดที่มีต่อพระเจ้าร่วมกับพระองค์และเพื่อรับสุขสง่าราศีที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่พระองค์ (17:22-24).
การที่พระเจ้ากลายเป็นเนื้อหนังนี้เป็นสิ่งที่ค้านกับคำสอนของพวกนอสติก (Gnostics) ในสมัยนั้น. พวกเขายึดมั่นว่า เพราะเหตุเนื้อหนังเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ดังนั้นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์หมดจดจึงไม่มีทางที่จะมาเข้าสนิทกับเนื้อหนังที่ชั่วร้ายได้. ต่อมาพวกโดเซติสท์ (Docetists) ซึ่งยึดเอาคำสอนของพวกนอสติกเป็นพื้นฐาน จึงได้ปฏิเสธการที่พระคริสต์ได้เสด็จมาในเนื้อหนัง (1ยฮ.4:2). การที่โยฮันเขียนหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ก็เพื่อที่จะลบล้างมิจฉาลัทธิของพวกโดเซติสท์ และเพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นชัดเจนว่า พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์พระเจ้าผู้นี้ทรงเป็นพระเจ้าที่มากลายเป็นเนื้อหนังจริงๆ ทว่ามีเพียงลักษณะของเนื้อหนังแห่งความบาป แต่ไม่มีความบาปแห่งเนื้อหนัง เพื่อในด้านหนึ่งพระองค์จะได้อาศัยเนื้อหนังนี้มาทำลายมาร (ฮร.2:14) และได้กำจัดความบาปของมนุษย์ (ฮร.9:26) ส่วนในอีกด้านหนึ่ง โดยอาศัยเนื้อหนังนี้เองจึงทำให้พระเจ้าเข้าสนิทกับมนุษย์และได้รับการสำแดงโดยสภาพมนุษย์ เพื่อสำเร็จตามจุดประสงค์อันสง่าราศีของพระองค์ ที่ได้ทรงวางโครงการไว้ในนิรันดร์กาลก่อนซึ่งมีเพื่อนิรันดร์กาลในอนาคตนั่นเอง.
แนวความคิดอันลึกซึ้งของกิตติคุณโยฮันก็คือพระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่กลายเป็นเนื้อหนัง ทรงเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (ดังที่ได้ยกพลับพลา—ข้อ 14 และพระวิหาร—2:21 มาเปรียบเทียบ) เพื่อให้มนุษย์สามารถติดต่อกับพระองค์และเข้าสู่ภายในพระองค์ได้ และจะได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ในพระเจ้า. ทั้งพลับพลาและพระวิหารนั้นล้วนมีบริเวณภายนอก, ที่บริสุทธิ์, และที่บริสุทธิ์สุด. ดังนั้นก่อนอื่นโยฮันจึงได้ชี้ให้เห็นว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระเมษโปดกผู้ขจัดความบาป (ข้อ 29) ที่ถูกถวายอยู่บนแท่นบูชาในบริเวณภายนอกของพลับพลาอันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกางเขน. จากนั้นพระองค์ยังทรงถูกยกขึ้นเหมือนงูทองเหลืองอยู่บนปลายไม้อันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกางเขน ซึ่งทำให้ มนุษย์ได้รับชีวิต (3:14). นี่ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ในการไถ่ของพระคริสต์นั้น ผู้เชื่อทั้งหลายได้รับพระคริสต์เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้หลุดพ้นจากความบาปและได้รับชีวิต เพื่อพวกเขาจะได้เข้าสู่ในพระองค์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าซึ่งมีพลับพลาเป็นแบบเล็งเพื่อมารับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นภายในพระเจ้า. การล้างเท้าที่อยู่ในบทที่ 13 ก็อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการล้างชำระที่อ่างล้างชำระซึ่งอยู่ในบริเวณภายนอกของพลับพลาที่ชำระความมลทินของผู้มาใกล้ชิดพระเจ้าที่ได้รับจากโลก เพื่อจะได้รักษาไว้ซึ่งการสามัคคีธรรมระหว่างเขากับพระเจ้า และการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันท่ามกลางพวกเขาด้วย. เมื่อถึงบทที่ 14 พระคริสต์ทรงนำผู้ที่ได้ต้อนรับพระองค์เข้าสู่ที่บริสุทธิ์เพื่อจะประสบการณ์พระองค์เป็นอาหารแห่งชีวิต (6:35) และเป็นความสว่างแห่งชีวิต (8:12; 9:5) ซึ่งมีขนมปังตั้งโต๊ะถวายและคันประทีปทองคำเป็นเครื่องหมาย. สุดท้ายในบทที่ 17 โดยอาศัยการอธิษฐานที่สูงสุดและลับลึกที่สุด ซึ่งมีเครื่องหอมที่เผาอยู่บนแท่นทองคำเผาเครื่องหอมเป็นแบบเล็ง พระคริสต์ก็ได้นำผู้ที่รับสุขพระองค์เป็นชีวิตและเป็นความสว่างเหล่านั้นเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด เพื่อเข้าสู่การรับสุขที่ลึกที่สุดที่มีต่อพระเจ้าร่วมกับพระองค์และเพื่อรับสุขสง่าราศีที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่พระองค์ (17:22-24).
ยฮ.
1:14 ข อซด.25:8-9; วว.21:3
ยฮ.
1:14 3ข โดยอาศัยการกลายเป็นเนื้อหนัง พระคำไม่เพียงได้นำพระเจ้าเข้าสู่ในสภาพมนุษย์เท่านั้นแต่ยังได้กลายเป็นพลับพลาของพระเจ้า เป็นที่ประทับของพระเจ้าในท่ามกลางมนุษย์บนโลกนี้อีกด้วย.
ยฮ.
1:14 ค ยฮ.1:16-17; รม.5:2
ยฮ.
1:14 4ค พระคุณคือพระเจ้าอยู่ในพระบุตรทรงเป็นการรับสุขของเรา. ส่วนความเที่ยงแท้คือพระเจ้าที่ได้แปรสภาพเป็นจริงต่อเราในพระบุตร. ตามภาษากรีก คำว่า "ความเที่ยงแท้" ในที่นี้มีความหมายเหมือนกับ คำว่า "หลักความจริง" ใน 5:33; 8:32; 17:17, 19.
ยฮ.
1:14 ง ยฮ.14:6; 8:32
ยฮ.
1:14 จ มธ.17:1-2, 5; ลก.9:32; 2ปต.1:16-18
ยฮ.
1:14 5จ กรณีนี้หมายถึง การเปลี่ยนรูปลักษณะของพระคริสต์บนภูเขา (มธ.17:1-2, 5; ลก.9:32; 2ปต.1:16-18).
ยฮ.
1:14 6 คำว่า "มาจาก" ตามภาษากรีกคือ para หมายถึง อยู่ข้างๆ มีความหมายเป็นนัยว่า "ร่วมกับ" ดังนั้น หากจะแปลตามตรงก็คือ มาจาก...ร่วมกับ...พระบุตรไม่เพียงมาจากพระบิดา แต่ยังมาร่วมกับพระบิดา. ด้านหนึ่งพระองค์ทรงมาจากพระบิดา อีกด้านหนึ่งพระองค์ยังคงอยู่ร่วมกับพระบิดา (8:16ข, 29; 16:32ข).
ยฮ.
1:15 ก ยฮ.1:30
ยฮ.
1:16 1 แปลตามตรงคือ ออกมาจาก.
ยฮ.
1:16 ก กซ.1:19; 2:9
ยฮ.
1:17 1 กฎบัญญัติได้มีข้อเรียกร้องแก่มนุษย์ตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น แต่พระคุณเป็นการหล่อเลี้ยงของมนุษย์ด้วยสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของพระเจ้า. กฎบัญญัตินั้นอย่างมากที่สุด ก็เพียงแค่เป็นพยานถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น (อซด.25:21) แต่ความเที่ยงแท้นั้นเป็นการแปรสภาพสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นให้เป็นจริง. ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่สามารถรับส่วนในพระเจ้าโดยทาง
กฎบัญญัติได้ แต่พระคุณทำให้มนุษย์รับสุขพระเจ้าได้. ความเที่ยงแท้คือการที่พระเจ้าถูกแปรสภาพเป็นจริงต่อมนุษย์ ส่วนพระคุณก็คือพระเจ้าที่ให้มนุษย์ได้รับสุข.
ยฮ.
1:17 ก ยฮ.1:14
ยฮ.
1:17 2 แปลตามตรงคือ กลายเป็น.
ยฮ.
1:18 1 พระบุตรองค์เดียวของพระบิดาได้ทรงสำแดงพระเจ้าออกมาโดยอาศัยพระคำ, ชีวิต, ความสว่าง, พระคุณ, และความเที่ยงแท้. พระคำคือพระเจ้าที่สำแดงออก, ชีวิตคือพระเจ้าที่แจกจ่ายออกมา, ความสว่างคือพระเจ้าที่ฉายส่องออกมา, พระคุณคือพระเจ้าที่ให้เรารับสุข, และความเที่ยงแท้คือพระเจ้าที่ได้แปรสภาพเป็นจริง เป็นที่เข้าใจสำหรับเรา. โดยสิ่งของทั้งห้าประการนี้ พระเจ้าที่อยู่ในพระบุตรก็ได้สําแดงออกมาอย่างสมบูรณ์.
ยฮ.
1:18 2 แปลตามตรงคือ เข้าสู่พระทรวงของพระบิดา.
ยฮ.
1:18 ก ฮร.1:3
ยฮ.
1:18 3ก หรือ อธิบาย.
ยฮ.
1:20 ก ดนอ.9:25-26
ยฮ.
1:21 ก มลค.4:5
ยฮ.
1:21 ข พบญ.18:15, 18
ยฮ.
1:23 ก ยซย.40:3
ยฮ.
1:26 ก มธ.3:11
ยฮ.
1:28 1 หมู่บ้านเบธาเนียในที่นี้เป็นสถานที่แห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนต่างกับหมู่บ้านเบธาเนียใน 11:1 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน.
ยฮ.
1:29 ก ยฮ.1:36; 1ปต.1:19; วว.5:6; 7:14; 12:11; 14:1; 21:9-10, 22-23; 22:1, 3; เทียบ อซด.12:3-4
ยฮ.
1:29 1ก ผู้ที่ร้อนรนในศาสนาเฝ้าหวังผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งตามพระคัมภีร์ (ข้อ 19-25) ดังเช่น พระมาซีฮา, เอลียา, หรือผู้เผยพระวจนะผู้นั้น (ดนอ.9:26; มลค.4:5; พบญ.18:15, 18). แต่พระเยซูกลับถูกแนะนำในฐานะทรงเป็นพระเมษโปดกผู้เล็กน้อยพร้อมด้วยนกพิราบที่เล็กน้อย (ข้อ 29-33). พระเมษโปดกได้ขจัดความบาปของโลกไป, ส่วนนกพิราบได้นำพระเจ้าผู้เป็นชีวิตมาให้แก่มนุษย์. พระเมษโปดกนั้นมีเพื่อการไถ่คือ ไถ่มนุษย์ที่ตกต่ำกลับคืนสู่พระเจ้า, นกพิราบนั้นมีเพื่อการแจกจ่ายชีวิตและการชโลมคือ ชโลมมนุษย์ด้วยสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นเพื่อนำพระเจ้าเข้าสู่ภายในมนุษย์และนำมนุษย์เข้าสู่ภายในพระเจ้า และยังทำให้บรรดาผู้เชื่อเข้าสนิทด้วยกันในพระเจ้า. ถ้ามนุษย์ต้องการจะมีส่วนในพระเจ้าแล้ว ทั้งพระเมษโปดกและนกพิราบก็ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้.
ยฮ.
1:29 ข 1ยฮ.2:2; 1ปต.2:24; 1กธ.15:3; ยซย.53:10ก
ยฮ.
1:29 2 คำศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับ คำว่า "โลก". ใน 3:16 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
1:30 ก ยฮ.1:15
ยฮ.
1:32 ก มธ.3:16
ยฮ.
1:32 1ก ดูข้อ 29 คำอธิบาย 1.
ยฮ.
1:32 2 แปลตามตรงคือ เหนือ. ข้อ 33 ก็เช่นเดียวกัน.
ยฮ.
1:34 ก ยฮ.1:49
ยฮ.
1:36 ก ยฮ.1:29
ยฮ.
1:39 1 แปลตามตรงคือชั่วโมงที่สิบ เป็นเวลาของโรมัน. หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาของโรมันตลอดทั้งเล่ม.
ยฮ.
1:41 1 คำว่า "พระมาซีฮา" เป็นภาษาเฮ็บราย ในภาษากรีกแปลเป็น พระคริสต์. คำนี้มีความหมายว่าผู้ที่ได้รับการชโลมและแต่งตั้งจากพระเจ้า เพื่อมาสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า คือโครงการอันนิรันดร์ของพระเจ้า.
ยฮ.
1:42 ก มธ.16:18; 1ปต.2:5; 1กธ.3:12; วว.21:18-20; เทียบ ยนซ.28:18, 22
ยฮ.
1:42 1ก แปลว่า ศิลา. ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกล่าวถึงการก่อสร้างคริสตจักรแก่เปโตรใน มธ.16:18 พระองค์ก็ได้เอ่ยถึงศัพท์คำนี้เช่นกัน. ต้องเป็นเพราะเหตุนี้เองเปโตรจึงได้รับทัศนะแห่งการเป็นศิลาที่มีชีวิตอยู่สำหรับใช้ในการก่อสร้างวิหารฝ่ายวิญญาณ (1ปต.2:5) ซึ่งก็คือคริสตจักร. ศิลาในที่นี้มีนัยถึงการงานแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อกำเนิดวัสดุสำหรับการก่อสร้างของพระเจ้า
(1กธ.3:12).
ยฮ.
1:45 1 ฟีลิปบอกกับนะธันเอลว่า "พระเยซูเป็นบุตรของโยเซฟและเป็นชาวนาซาเร็ธ". สิ่งนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง. พระเยซูไม่ได้เกิดจากโยเซฟแต่บังเกิดมาจากนางมาเรีย (มธ.1:16) และพระองค์ก็ไม่ได้บังเกิดที่นาซาเร็ธ แต่ได้บังเกิดที่เบ็ธเลเฮม (ลก.2:4-7).
ยฮ.
1:46 ก ยฮ.1:39
ยฮ.
1:49 ก ยฮ.12:13; 19:19
ยฮ.
1:49 1ก ก็คือ พระมาซีฮา.
ยฮ.
1:50 ก ยฮ.14:12
ยฮ.
1:51 1 ตามภาษากรีกคือคำว่า "เอเมนๆ". ใช้เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม.
ยฮ.
1:51 ก ยนซ.28:11-22
ยฮ.
1:51 2ก นี่เป็นการสำเร็จตามความฝันของยาโคบ (ยนซ.28:11-22). พระคริสต์ผู้เป็นบุตรมนุษย์พร้อมด้วยสภาพมนุษย์ของพระองค์ทรงเป็นบันไดที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกและเชื่อมไปสู่ฟ้าสวรรค์, ทำให้ฟ้าสวรรค์เปิดต่อแผ่นดินโลก, และเชื่อมแผ่นดินโลกให้เข้าสนิทกับฟ้าสวรรค์ เพื่อบ้านของพระเจ้าคือ เบ็ธเอล. ยาโคบได้เทน้ำมัน (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เป็นการปรากฏที่สุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพซึ่งเสด็จมาถึงมนุษย์) ลงบนก้อนหิน (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงมนุษย์ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงแล้ว) เพื่อทำให้ที่นั่นกลายเป็นบ้านของพระเจ้า. ในบทนี้มีพระวิญญาณนั้น (ข้อ 32), และศิลา (ข้อ 42), พร้อมด้วยพระคริสต์ในสภาพมนุษย์ของพระองค์ซึ่งล้วนเพื่อบ้านของพระเจ้า. ที่ใดมีสิ่งนี้ที่นั่นก็จะมีฟ้าสวรรค์ที่เปิดออก.
ยฮ.
1:51 3 บทนี้เป็นคำนำของกิตติคุณเล่มนี้ ได้แนะนำพระคริสต์ว่าทรงเป็นทั้งพระบุตรของพระเจ้า (ข้อ 34, 49) และเป็นบุตรมนุษย์ด้วย. นะธันเอลมองออกว่า พระคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าและได้เรียกพระองค์เช่นนั้นด้วย (ข้อ 49) แต่พระคริสต์ได้ตรัสกับนะธันเอลว่า พระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์. พระบุตรของพระเจ้าก็คือพระเจ้าพระองค์จึงทรงมีพระนิสัยของพระเจ้า. บุตรมนุษย์
นั้นเป็นมนุษย์ พระองค์จึงมีนิสัยของมนุษย์. พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าเพื่อสำแดงพระเจ้า (ข้อ 18) และเพื่อนำพระเจ้ามาให้แก่มนุษย์. พระองค์ยังทรงเป็นบุตรมนุษย์เพื่อก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกในท่ามกลางมนุษย์อีกด้วย. การก่อสร้างของพระเจ้าจำเป็นจะต้องมีสภาพมนุษย์ของพระองค์. ในนิรันดร์กาลก่อนนั้นพระคริสต์เป็นเพียงพระเจ้า, คือเป็นเพียงพระบุตรของพระเจ้าและทรงมีเพียงสภาพพระเจ้าเท่านั้น. แต่ในนิรันดร์กาลในอนาคตพระคริสต์ผู้เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อีกทั้งเป็นพระบุตรของพระเจ้าและบุตรมนุษย์นั้นจะทรงมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ด้วยตราบชั่วนิจกาล.