ลูกา บทที่ 10
(3) ทรงแต่งตั้งสาวกเจ็ดสิบคนเพื่อแผ่ขยายการปฏิบัติของพระองค์
10:1-24
10:1-24
ลก.
10:1 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงตั้ง[สาวก]อื่นอีก1เจ็ดสิบคนไว้ และกใช้เขาออกไปทีละ2สองคนๆ ให้ล่วงหน้าพระองค์ไปก่อน ให้เขาไปทุกเมืองและทุกที่ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปนั้น.
ลก.
10:2 พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "กรวงข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก แต่คนงานยังน้อยอยู่ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลาย1จงวิงวอนต่อเจ้าของรวงข้าวนั้น ให้เร่งคนงานหลายคนไป2เก็บเกี่ยวรวงข้าวของพระองค์.
ลก.
10:3 ท่านทั้งหลายจงไปเถิด ดูเถิด เราใช้ท่านทั้งหลายไปดุจกลูกแกะอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า.
ลก.
10:4 1กอย่าเอาถุงเงิน หรือย่าม หรือรองเท้าไป และอย่าทักทายขผู้ใดตามทาง.
ลก.
10:5 ถ้าจะเข้าไปในเรือนใดๆ จงพูดก่อนว่า 'ขอให้กสันติสุขมีแก่เรือนนี้เถิด.'
ลก.
10:6 ถ้า1ลูกแห่งสันติสุขอยู่ที่นั่น สันติสุขของท่านจะได้อยู่กับ2เรือนนั้น ถ้าหาไม่แล้ว สันติสุขของท่านจะกกลับคืนมาอยู่กับท่านอีก.
ลก.
10:7 กท่านทั้งหลายจงอาศัยอยู่ในเรือนนั้น ขกินและดื่มของซึ่งเขา[จัดให้]นั้น ด้วยว่าคผู้ทำการสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน. อย่าโยกย้ายจากเรือน[นี้]ไปเรือน[โน้น].
ลก.
10:8 ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆ และเขารับรองท่านไว้ จงกินของที่เขากตั้งให้.
ลก.
10:9 และกจงรักษาคนป่วยในเมืองนั้นให้หาย และกล่าวแก่เขาว่า '1ขอาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว.'
ลก.
10:10 แต่ถ้าท่านจะเข้าไปในเมืองใดๆ และเขาไม่รับรองท่านไว้ จงออกไปที่ตามถนนของเมืองนั้นแล้วกล่าวว่า
ลก.
10:11 'ถึงแม้กผงคลีดินแห่งเมืองของเจ้าทั้งหลายที่ติดอยู่กับเท้าของพวกเรา พวกเราก็เช็ดออกต่อหน้าเจ้า แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งหลายจงรับรู้ไว้เถิดว่า อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว.'
ลก.
10:12 เราบอกท่านทั้งหลายว่า [โทษ]ของเมืองกซะโดมในวันนั้นจะ1เบากว่า[โทษ]ของเมืองนั้นอีก.
ลก.
10:13 วิบัติแก่เจ้า เมืองกโคราซิน! วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธซายะดา! ด้วยว่าถ้าขการอิทธิฤทธิ์ที่กระทำในท่ามกลางเจ้าได้กระทำในเมืองคตุโรและเมืองซีโดน พวกเขาคงได้งนุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งจมกองขี้เถ้า กลับใจเสียใหม่นานแล้ว.
ลก.
10:14 แต่ในวันพิพากษา [โทษ]ที่เมืองตุโรและเมืองซีโดนได้รับนั้นจะเบากว่า[โทษ]ของเจ้า.
ลก.
10:15 ฝ่ายเจ้า เมืองกัปเรนาอูม เจ้าเคยกถูกยกขึ้นเทียมฟ้า แต่เจ้าจะต้องขถูกนำลงไปถึง1คแดนมรณาด้วย."
ลก.
10:16 "ผู้ที่ฟังท่านทั้งหลายก็ฟังเรา ผู้ที่กปฏิเสธท่านทั้งหลายก็ปฏิเสธเรา ผู้ที่ปฏิเสธเราก็ปฏิเสธผู้ที่ขใช้เรามา."
ลก.
10:17 ฝ่าย[สาวก]เจ็ดสิบคนนั้นจึงกลับมาด้วยความยินดีทูลว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพเจ้ากในพระนามของพระองค์."
ลก.
10:18 พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า "เราได้เห็นซาตาน1ตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ.
ลก.
10:19 ดูเถิด เราได้ให้พวกท่านมี1กอำนาจเหยียบ2ขงูร้ายและ2แมงป่อง และมีอำนาจใหญ่ยิ่งกว่า1ฤทธิ์เดชทั้งหลายของศัตรู ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่ท่านได้เลย.
ลก.
10:20 แต่ว่าอย่ายินดีในสิ่งนี้ คือที่พวกกวิญญาณอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงยินดีเพราะชื่อของท่านได้ถูกขจารึกไว้ในสวรรค์ทั้งหลาย."
ลก.
10:21 1ในโมงนั้นเองพระองค์ทรงมีความลิงโลดยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์และกตรัสว่า "พระบิดาเจ้าข้า ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพเจ้าเทิดทูนพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปิดซ่อนสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ไว้จากขคนมีปัญญาและคนที่เฉลียวฉลาด และได้เปิดเผยให้คทารก. ใช่แล้ว พระบิดาเจ้าข้า ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเป็นที่งชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์.
ลก.
10:22 พระบิดาของเราได้ทรงมอบกสิ่งสารพัดให้แก่เราแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าพระบุตรเป็นผู้ใดเว้นแต่พระบิดา และไม่มีใครรู้ว่าพระบิดาเป็นผู้ใดขเว้นแต่พระบุตรและผู้ที่พระบุตรพอพระทัยจะคเปิดเผยให้รู้."
ลก.
10:23 พระองค์ทรงหันมาแล้วตรัสแก่เหล่าสาวกเป็นการส่วนตัวว่า "นัยน์ตาทั้งหลายที่ได้กเห็นสิ่งที่พวกท่านได้เห็นก็เป็นสุข.
ลก.
10:24 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า เคยมีกผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์มากมายปรารถนาจะขเห็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้เห็น แต่ก็มิได้เห็น และใคร่ปรารถนาจะได้ยินสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ยิน แต่ก็มิได้ยิน."
(4) ทรงบรรยายให้เห็นว่าพระองค์เองก็คือ
ชาวซะมาเรียที่ดีซึ่งมีศีลธรรมสูงสุด
10:25-37
ชาวซะมาเรียที่ดีซึ่งมีศีลธรรมสูงสุด
10:25-37
ลก.
10:25 ดูเถิด มีนักกฎหมายคนหนึ่งยืนขึ้น1ทดลองพระองค์กทูลว่า "อาจารย์เจ้าข้า2ข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไรจึงจะสามารถ3ได้ชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก?"
ลก.
10:26 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า "มีคำเขียนไว้ในกฎบัญญัติว่าอย่างไร? ท่านได้อ่าน[เข้าใจ]อย่างไร?"
ลก.
10:27 เขาทูลตอบว่า "กจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า1ด้วยสุดใจ, 2ด้วยสุดจิต, ด้วยสุดกำลัง, และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า และขจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง."
ลก.
10:28 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "ท่านตอบถูกแล้ว กจงกระทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต."
ลก.
10:29 แต่ผู้นั้นปรารถนาที่จะสำแดงว่า1ตัวเป็นผู้ที่ชอบธรรม จึงทูลพระเยซูว่า "ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?"
ลก.
10:30 พระเยซูตรัสต่อไปว่า "มี1คนหนึ่ง2ลงไปจาก3กรุงเยรูซาเล็ม จะไปยัง3กเมืองยะริโฮ และเขาถูก4พวกโจรปล้น โจรนั้นได้5เปลื้องเสื้อผ้าของเขา,6ทุบตีเขาปางตายและก็7ละทิ้งเขาไว้แล้วหนีไป.
ลก.
10:31 เผอิญ1ปุโรหิตคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้นแล้ว ก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง.
ลก.
10:32 ในทำนองเดียวกันคนหนึ่งในพวก1เลวี เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้ว ก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง.
ลก.
10:33 แต่1กชาวซะมาเรียคนหนึ่งเมื่อเดินทางมาถึงที่เขาอยู่นั้น ครั้นเห็นแล้วก็มีใจขสงสาร
ลก.
10:34 เข้าไปหาเขาแล้วช่วย1กพันแผลให้ เอาน้ำมันกับเหล้าองุ่นเทใส่บาดแผลนั้นพยุงเขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง แล้วพามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และดูแลเขา.
ลก.
10:35 วันรุ่งขึ้น เขาก็เอาเงินสอง1กเดนาริอันมอบให้เจ้าของโรงแรมบอกว่า 'จงดูแลเขา และค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกินกว่านี้ เมื่อกลับมาข้าพเจ้าจะใช้ให้.'
ลก.
10:36 ในสามคนนั้น ท่านคิดว่าคนไหนเป็น1เพื่อนบ้านของคนที่ตกอยู่ใน[มือของ]พวกโจร?"
ลก.
10:37 เขาทูลว่า "คือ1คนที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขานั้นแหละ." พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า "ท่านจงไปกระทำอย่างนั้นเหมือนกันเถิด."
(5) ทรงรับการต้อนรับจากนางมาธา
10:38-42
10:38-42
ลก.
10:38 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป พระองค์ได้เข้าไปใน1หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ2กมาธาขต้อนรับพระองค์ไว้ในเรือนของเธอ.
ลก.
10:39 มาธามีน้องสาวชื่อ 1มาเรีย และมาเรียก็มานั่งใกล้กพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้าฟังถ้อยคำของพระองค์ด้วย.
ลก.
10:40 แต่มาธา1กวุ่นอยู่กับการปรนนิบัติในหลายสิ่ง เธอจึงมาทูลพระองค์ว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือ ซึ่งน้องสาวของข้าพเจ้าปล่อยให้ข้าพเจ้าทำการปรนนิบัติแต่คนเดียว? ขอพระองค์บอกเธอให้มาทำในส่วนที่ควรทำด้วยกัน
กับข้าพเจ้าเถิด."
ลก.
10:41 แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า "มาธา มาธาเอ๋ย ท่านกกระวนกระวายและว้าวุ่นด้วยหลายสิ่งนัก
ลก.
10:42 แต่สิ่งซึ่งจำเป็นนั้นมีเพียงกสิ่งเดียว มาเรียได้เลือกเอา1ขส่วนดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้."
คำอธิบาย ลูกา บทที่ 10
ลก.
10:1 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น เจ็ดสิบสองคน (ข้อ 17 ก็เช่นเดียวกัน). องค์พระผู้ช่วยทรงแต่งตั้งสาวกเจ็ดสิบคนให้มีส่วนในการปฏิบัติของพระองค์ เช่นเดียวกับที่โมเซได้แต่งตั้งผู้อาวุโสเจ็ดสิบคนเพื่อร่วมมีส่วนในภาระกิจของพระองค์ตามที่พระเจ้าทรงบัญชานั้น (อฤธ.11:16-17; อซด. 24:1, 9).
ลก.
10:1 ก มก.6:7; ลก.9:2
ลก.
10:1 2 ให้เป็นพยานบุคคล (พบญ.17:6; 19:15; มธ.18:16).
ลก.
10:2 ก มธ.9:37-38; ยฮ.4:35
ลก.
10:2 1 ดู มธ.9:38 คำอธิบาย 1.
ลก.
10:2 2 ดู มธ.9:38 คำอธิบาย 3.
ลก.
10:3 ก มธ.10:16 และ คำอธิบาย
ลก.
10:4 ก ข้อ 4-12: มธ.10:9-15; มก.6:8-11; ลก.9:3-5; เทียบ ลก.22:35-36
ลก.
10:4 1ก ดู มธ.10:9 คำอธิบาย 1.
ลก.
10:4 ข 2พกษ.4:29
ลก.
10:5 ก 1ซมอ.25:6
ลก.
10:6 1 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้สาวกของพระองค์ออกไปประกาศกิตติคุณยังทุกเมืองทุกตำบลและไปเยี่ยมเยียนตามบ้านตามเรือน. นี่เป็นข้อยืนยันถึงการออกไปเคาะประตู เยี่ยมเยียน, ประกาศกิตติคุณตามบ้านตามเรือนของเราในวันนี้. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้สาวกออกไปดุจลูกแกะเข้าไปในท่ามกลางฝูงสุนัขป่า (ข้อ 3). แต่ว่าท่ามกลางฝูงสุนัขป่ามีลูกแห่งสันติสุขที่พระเจ้าทรง
เลือกสรร คือแกะที่พระองค์ทรงห่วงใย (มธ.9:36)รวงข้าวที่พระองค์จะเก็บเกี่ยว (ข้อ 2; มธ.9:37-38). สิ่งที่เป็นของพระองค์เหล่านี้ ทั้งแกะและรวงข้าวได้ปะปนอยู่ในท่ามกลางฝูงสุนัขป่า จึงจำเป็นต้องให้สาวกของพระองค์ไปท่ามกลางฝูงสุนัขป่านั้นเพื่อนำพวกเขากลับมาทีละบ้านๆ โดยการเก็บเกี่ยว. ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน. การออกไปประกาศกิตติคุณยังทุกแห่งโดยเยี่ยมเยียนตามครัวเรือนเป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ซึ่งแตกต่างกับการประกาศของศาสนาคริสต์ในทุกวันนี้ที่ใช้วิธีการรวบรวมผู้คนมาฟังการประกาศอย่างสิ้นเชิง.
ลก.
10:6 2 หรือ เขา.
ลก.
10:6 ก บพส.35:13
ลก.
10:7 ก มธ.10:11
ลก.
10:7 ข เทียบ 1กธ.9:7-14
ลก.
10:7 ค 1ตธ.5:18
ลก.
10:8 ก 1กธ.10:27
ลก.
10:9 ก ลก.9:1
ลก.
10:9 ข ลก.10:11; 4:43; 6:20; มก.1:15
ลก.
10:9 1ข ดู 4:43 คำอธิบาย 2.
ลก.
10:11 ก กจ.13:51
ลก.
10:12 ก มธ.11:24
ลก.
10:12 1 ดู มธ.10:15 คำอธิบาย 1.
ลก.
10:13 ก ข้อ 13-15: มธ.11:21-23
ลก.
10:13 ข มธ.7:22
ลก.
10:13 ค ยซย.23:1-18; ยอค.28:2-24; อมศ.1:9-10
ลก.
10:13 ง ยนา.3:6
ลก.
10:15 ก เทียบ ยซย.14:13-14; ยรม.51:53
ลก.
10:15 ข เทียบ ยซย.14:15
ลก.
10:15 ค ลก.16:23; มธ.16:18; กจ.2:27; วว.1:18
ลก.
10:15 1ค ดู มธ.11:23 คำอธิบาย 1.
ลก.
10:16 ก ยฮ.12:48; 1ธซ.4:8; เทียบ มธ.10:40 และ คำอธิบาย
ลก.
10:16 ข ยฮ.5:23; 13:20
ลก.
10:17 ก มก.16:17
ลก.
10:18 1 ในเวลาที่ซาตานกบฏต่อพระเจ้าซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเนรมิตสร้างมนุษย์นั้น ซาตานได้ถูกพิพากษาและตัดสินโทษให้ผลักทิ้งลงไปในแดนมรณาและลงไปยังส่วนลึกที่สุดของเหว (ยซย.14:15; ยอค.28:17). จากนั้นพระเจ้าทรงเริ่มปฏิบัติให้เป็นไปตามคำตัดสินที่พระองค์มีต่อซาตานในโอกาสต่างๆกัน ตามความหนักเบาที่ไม่เท่ากันมาโดยตลอด เช่น โดยสาวกเจ็ดสิบคนในลูกาบทที่ 10, โดยพระคริสต์บนกางเขน (ฮร.2:14; ยฮ.12:31), โดยบุตรชายและทูตสวรรค์มิคาเอลซึ่งซาตานจะถูกจับโยนลงมายังแผ่นดินโลกก่อนภัยพิบัติครั้งใหญ่ (วว.12:5, 7-10, 13), และโดยทูตสวรรค์ซึ่งซาตานจะถูกจับโยนลงสู่เหวลึกก่อนยุคอาณาจักรพันปี (วว.20:1-3). ในที่สุดมันจะถูกโยนทิ้งลงไปในบึงไฟรับการลงโทษจากไฟนิรันดร์หลังยุคอาณาจักรพันปี (วว.20:10) ไปตราบชั่วนิรันดร์.
ลก.
10:19 ก ลก.9:1; มก.3:15
ลก.
10:19 1ก สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้แก่เหล่าสาวกคืออำนาจ ส่วนสิ่งที่ศัตรูมีคือฤทธิ์เดช. แต่อำนาจย่อมสยบฤทธิ์เดช.
ลก.
10:19 ข บพส.91:13; มก.16:18; กจ.28:3-5
ลก.
10:19 2ข งูร้ายเล็งถึงซาตานและทูตของมัน (อฟ.2:2; 6:11-12); แมงป่องเล็งถึงผีร้าย (ข้อ 17, 20). เหล่าสาวกได้มีชัยต่อฤทธิ์เดชที่ชั่วร้ายของพวกมันโดยอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ลก.
10:20 ก ลก.4:33
ลก.
10:20 ข ฟป.4:3; ฮร.12:23; วว.21:27; เทียบ อซด.32:33; ยซย.4:3; ดนอ.12:1
ลก.
10:21 1 ข้อ 21-22 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.11:25-27.
ลก.
10:21 ก ข้อ 21-22: มธ.11:25-27
ลก.
10:21 ข 1กธ.1:18-29
ลก.
10:21 ค บพส.8:2; มธ.21:16
ลก.
10:21 ง ฟป.4:18; ฮร.13:16, 21; กซ.3:20; 1:10; 1ธซ.2:4
ลก.
10:22 ก ยฮ.3:35; 13:3; 16:15
ลก.
10:22 ข ยฮ.1:18; 6:46
ลก.
10:22 ค ยฮ.17:26
ลก.
10:23 ก ข้อ 23-24: มธ.13:16-17
ลก.
10:24 ก 1ปต.1:10
ลก.
10:24 ข เทียบ ยฮ.8:56; ฮร.11:13
ลก.
10:25 1 ดู มธ.4:7 คำอธิบาย 2.
ลก.
10:25 ก ข้อ 25-28: เทียบ ลก.18:18-20; มธ.19:16-19; มก.10:17-19; มธ.22:35-39
ลก.
10:25 2 แปลตามตรงคือ ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์?
ลก.
10:25 3 ดู มธ.19:29 คำอธิบาย 3 กับ 19:17 คำอธิบาย 3.
ลก.
10:27 ก บพญ.6:5
ลก.
10:27 1 หรือ ด้วยใจทั้งหมด. แปลตามตรงคือออกมาจากใจทั้งหมดของเจ้า.
ลก.
10:27 2 หรือ ด้วยทั้งจิต, ด้วยกำลังทั้งหมด, และด้วยความคิดทั้งหมดของเจ้า. คำว่า "ด้วย" แปลตามตรงคือ ใน.
ลก.
10:27 ข ลวต.19:18
ลก.
10:28 ก ลวต.18:5; นฮย.9:29; ยอค.20:11; รม.10:5; ฆต.3:12
ลก.
10:29 1 เขาจะต้องเป็นคนหนึ่งในพวกฟาริซายที่ถือว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรมอย่างแน่นอน (16:14-15; 18:9-10).
ลก.
10:30 1 นี่เป็นหนึ่งในคำอุปมาที่ได้บรรยายไว้ในหนังสือลูกานี้เท่านั้น. คำอุปมานี้ประกอบด้วยหลักการแห่งคุณธรรมอันสูงส่งในความรอดที่ครบสมบูรณ์ขององค์พระผู้ช่วย. ตามความหมายขององค์พระผู้ช่วยแล้ว ชายคนนี้ก็เล็งถึงนักกฎหมายที่ถือว่าตนเองชอบธรรม (ข้อ 29) ซึ่งเป็นคนบาปที่ได้ตกต่ำจากฐานรากแห่งสันติสุข (กรุงเยรูซาเล็ม) ไปสู่สภาพการณ์ที่ถูกสาปแช่ง (เมืองยะริโฮ).
ลก.
10:30 2 แสดงถึงการตกต่ำจากเมืองที่เป็นฐานรากแห่งสันติสุขไปสู่เมืองแห่งการสาปแช่ง.
ลก.
10:30 3 เยรูซาเล็ม มีความหมายว่า ฐานรากแห่งสันติสุข (เทียบ ฮร.7:2) ส่วนเมืองยะริโฮเป็นเมืองแห่งการสาปแช่ง (ยฮซ.6:26; 1พกษ.16:34).
ลก.
10:30 ก ยฮซ.16:1; ลก.18:35
ลก.
10:30 4 เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพวกอาจารย์สอนกฎบัญญัติที่ยึดถือกฎบัญญัติของยูดาย (ยฮ.10:1) ซึ่งใช้กฎบัญญัติ (1กธ.15:56) มาปล้นผู้ถือรักษากฎบัญญัติดังเช่นนักกฎหมายที่ถือว่าตนเองชอบธรรมผู้นี้.
ลก.
10:30 5 เล็งถึง การที่พวกอาจารย์ของศาสนายูดายใช้กฎบัญญัติอย่างผิดๆ มาริดรอนผู้คน.
ลก.
10:30 6 แปลตามตรงคือ ถูกตี เล็งถึงการประหารแห่งกฎบัญญัติ (รม.7:9-10).
ลก.
10:30 7 เล็งถึงการที่พวกอาจารย์ของศาสนายูดายปล่อยให้ผู้ที่ถือรักษากฎบัญญัติอยู่ในสภาพการณ์ใกล้ตาย (รม.7:11, 13).
ลก.
10:31 1 ผู้เป็นปุโรหิต ซึ่งมีหน้าที่เอาใจใส่ต่อพลไพร่ของพระเจ้าโดยสอนกฎบัญญัติของพระเจ้าแก่พวกเขานั้น (พบญ.33:10; 2คนก.15:3) ตัวเขาเองก็กำลังเดินทางลงไปทางเดียวกัน และไม่มีกำลังที่จะช่วยผู้ที่ถูกทุบตีนั้น.
ลก.
10:32 1 คนเลวีซึ่งเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือพลไพร่ของพระเจ้าในการนมัสการพระเจ้า (อฤธ.1:50; 3:6-7; 8:19) ก็มาถึงสถานที่แห่งเดียวกันและไม่มีกำลังที่จะช่วยผู้ที่ใกล้จะตายนั้นเช่นกัน.
ลก.
10:33 ก มธ.10:5
ลก.
10:33 1ก เล็งถึง องค์มนุษย์พระผู้ช่วยซึ่งหากมองจากภายนอกแล้วพระองค์เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีฐานะต่ำต้อย. พระองค์ทรงถูกพวกฟาริซายที่ยกย่องตนเองและถือว่าตนเองชอบธรรม รวมทั้งคนที่กำลังสนทนากับพระองค์นี้ (ข้อ 25, 29) เหยียดหยามและใส่ร้ายว่าเป็นชาวซะมาเรียที่ต่ำต้อย (ยฮ.8:48; 4:9 คำอธิบาย 1). ในระหว่างทางแห่งการปฏิบัติเพื่อเสาะหาผู้หลงหายและช่วยเหลือคนบาปขององค์มนุษย์พระผู้ช่วยผู้นี้ (19:10) พระองค์ได้เสด็จลงมายังสถานที่ซึ่งผู้ประสบภัยจากโจรแห่งศาสนายูดายได้นอนอยู่ในสภาพการณ์ที่น่าเวทนาและใกล้ตาย. เมื่อพระองค์ทรงเห็นเขาพระองค์ผู้อยู่ในสภาพมนุษย์ที่ประกอบด้วยสภาพพระเจ้าก็สงสารเขา จึงทรงรักษาอย่างรักใคร่และให้การดูแลแห่งการช่วยให้รอดตามความต้องการที่เร่งด่วนของเขา (ข้อ 34-45).
ลก.
10:33 ข มธ.9:36; 14:14; 15:32; 20:34; มก.1:41
ลก.
10:34 ก ยซย.1:6
ลก.
10:34 1ก ทุกๆ ด้านของการดูแลต่อผู้ใกล้ตายของชาวซะมาเรียใจดีในข้อ 34-35 ล้วนได้บรรยายถึงความเมตตา, ความสนิทสนม, และการดูแลที่ครบถ้วนในสภาพมนุษย์ที่ประกอบด้วยสภาพพระเจ้าขององค์มนุษย์พระผู้ช่วยที่มีต่อคนบาปผู้ถูกปรับโทษภายใต้กฎบัญญัติ และได้แสดงถึงมาตรฐานศีลธรรมอันสูงสุดในพระคุณแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์อย่างครบถ้วนดังนี้: (1) พันแผลให้เขา—รักษาพยาบาลเขา; (2) เอาน้ำมันกับเหล้าองุ่นใส่แผล—ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์และชีวิตของพระเจ้าแก่เขา (มธ.9:17 คำอธิบาย 1; ยฮ.2:9 คำอธิบาย 1); (3) พยุงเขาขึ้นขี่สัตว์ พาหนะของตนเอง (ลา)—นำพาเขาไปโดยวิธีและหน
ทางที่ต้อยต่ำ (ซคย.9:9); (4) พาเขาไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง—พาเขาไปยังคริสตจักร; (5) รักษาพยาบาลเขา—ดูแลรักษาเขาโดยอาศัยคริสตจักร; (6)จ่ายเงินค่าโรมแรมเพื่อเขา—อวยพรคริสตจักรเพื่อประโยชน์ของเขา; (7) สิ่งใดที่โรงแรมใช้จ่ายไปเขาจะชดใช้ให้เมื่อกลับมา—สิ่งใดๆ ที่คริสตจักรใช้จ่ายไปในยุคนี้เพื่อผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยนั้นจะได้รับชำระคืนเมื่อองค์พระผู้ช่วยเสด็จกลับมา.
ลก.
10:35 ก มธ.18:28
ลก.
10:35 1ก ดู ยฮ.6:7 คำอธิบาย 1.
ลก.
10:36 1 นักกฎหมายที่ถือว่าตนเองชอบธรรมนั้นคิดว่าเขาสามารถรักเพื่อนบ้านของเขา (ข้อ 29) แต่เพราะเหตุที่ถือว่าตนเองชอบธรรมจึงตาบอดและไม่รู้ว่าตัวเขาเองก็ต้องการเพื่อนบ้านคนหนึ่ง (องค์มนุษย์พระผู้ช่วย) มารักเขา.
ลก.
10:37 1 หรือ คนที่ได้กระทำต่อเขาโดยความเมตตานั้นแหละ. คนที่ถือว่าตนเองชอบธรรมนั้นได้รับการช่วยเหลือให้รู้ว่าเขาต้องการเพื่อนบ้านที่มีความรักคนหนึ่ง (ดังเช่นชาวซะมาเรียใจดีซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงองค์มนุษย์พระผู้ช่วย) มารักเขาไม่ใช่ต้องการให้เขาไปรักเพื่อนบ้าน. องค์พระผู้ช่วยต้องการใช้เรื่องนี้มาเปิดเผยแก่เขาว่า: (1) เขาได้ถูกปรับโทษถึงตายภายใต้กฎบัญญัติไม่สามารถจะดูแลตนเองได้ จึงป่วยการที่จะไปพูดถึงการรักคนอื่น, (2) องค์มนุษย์พระผู้ช่วยก็คือผู้ที่จะรักเขา และประทานความรอดที่ครบสมบูรณ์แก่เขา.
ลก.
10:38 1 หมู่บ้านเบธาเนีย (ยฮ.12:1 คำอธิบาย 1; มก.11:1; มธ.21:17 คำอธิบาย 1).
ลก.
10:38 ก ยฮ.11:1, 19-20; 12:2
ลก.
10:38 2ก อาจจะมาจากภาษาอาราเมอิค หมายความว่า เธอเป็นกบฏ.
ลก.
10:38 ข ลก.19:6
ลก.
10:39 1 ภาษากรีกคือ Maria (มาเรีย) ส่วนภาษาเฮ็บรายคือ Miriam (มิระยาม) ความหมายคือการกบฏของพวกเขา (อฤธ.12:1, 10-15). ความหมายของคำว่า "มาธา" และ "มาเรีย" มีนัยถึงแนวความคิดแห่งการกบฏ นี่อาจชี้ถึงชีวิตธรรมชาติของพวกเขา. การช่วยให้รอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงคนที่กบฏกลายเป็นคนที่นอบน้อมดังที่บรรยายไว้ในเรื่องนี้. บุคคลที่กบฏเหมือนกับมิระยามในพันธสัญญาเดิมกลับกลายเป็นบุคคลที่นอบน้อมเหมือนกับมาเรียในพันธสัญญาใหม่.
ลก.
10:39 ก พบญ.33:3; ลก.8:35
ลก.
10:40 ก 1กธ.7:35
ลก.
10:40 1ก หมายความว่า วุ่นวายจนชุลมุนไปหมด.
ลก.
10:41 ก มธ. 6:25-34; ฟป.4:6
ลก.
10:42 ก บพส.27:4
ลก.
10:42 ข บพส.16:5
ลก.
10:42 1ข องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพอพระทัยให้ผู้ที่พระองค์ทรงช่วยให้รอดและรักพระองค์นั้นฟังพระคำของพระองค์ (ข้อ 39) เพื่อพวกเขาจะเข้าใจถึงพระประสงค์ของพระองค์ มากกว่าที่จะให้พวกเขากระทำสิ่งต่างๆ เพื่อพระองค์ แต่ไม่รู้จักน้ำพระทัยของพระองค์เลย (เทียบ 1ซมอ.15:22; ผปก.5:1).
การบันทึกเรื่องของมาธาและมาเรียต่อจากอุปมาเรื่องชาวซะมาเรียใจดีทันทีนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก. อุปมาเรื่องแรกได้แสดงถึงความสงสารและความรักขององค์พระผู้ช่วยผู้ทรงเป็นมนุษย์และได้กลายเป็นเพื่อนบ้านของคนบาปส่วนเรื่องที่สองเปิดเผยถึงพระทัยปรารถนาและความรักชอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าและได้กลายเป็นเจ้านายของผู้เชื่อ. องค์พระผู้ช่วยทรงประทานความสงสารและความรักของพระองค์เพื่อช่วยพวกเราให้รอด องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระทัยปรารถนาและความรักชอบของพระองค์เพื่อให้เราปรนนิบัติพระองค์. หลังจากที่เราทั้งหลายได้รับความรอดจากองค์พระผู้ช่วยแล้วก็ควรที่จะปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า. เพื่อการได้รับความรอดของเราทั้งหลายแล้ว เราต้องตระหนักถึงความสงสารและความรักขององค์พระผู้ช่วย เพื่อการปรนนิบัติของเราทั้งหลายนั้นเราต้องรู้จักพระทัยปราถนาและความรักชอบขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
การบันทึกเรื่องของมาธาและมาเรียต่อจากอุปมาเรื่องชาวซะมาเรียใจดีทันทีนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก. อุปมาเรื่องแรกได้แสดงถึงความสงสารและความรักขององค์พระผู้ช่วยผู้ทรงเป็นมนุษย์และได้กลายเป็นเพื่อนบ้านของคนบาปส่วนเรื่องที่สองเปิดเผยถึงพระทัยปรารถนาและความรักชอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าและได้กลายเป็นเจ้านายของผู้เชื่อ. องค์พระผู้ช่วยทรงประทานความสงสารและความรักของพระองค์เพื่อช่วยพวกเราให้รอด องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระทัยปรารถนาและความรักชอบของพระองค์เพื่อให้เราปรนนิบัติพระองค์. หลังจากที่เราทั้งหลายได้รับความรอดจากองค์พระผู้ช่วยแล้วก็ควรที่จะปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า. เพื่อการได้รับความรอดของเราทั้งหลายแล้ว เราต้องตระหนักถึงความสงสารและความรักขององค์พระผู้ช่วย เพื่อการปรนนิบัติของเราทั้งหลายนั้นเราต้องรู้จักพระทัยปราถนาและความรักชอบขององค์พระผู้เป็นเจ้า.