ลูกา บทที่ 1
หัวข้อหลัก: กิตติคุณแห่งการอภัยบาป-ยืนยันว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์มนุษย์พระผู้ช่วย
ผู้เขียน: ลูกา. ดู 1:3 คำอธิบาย 1.
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.60 ก่อนที่จะเขียนหนังสือกิจการ (กจ.1:1).
สถานที่เขียน: อาจจะอยู่ที่กายซาไรอา ขณะที่เปาโลถูกจองจำอยู่ที่นั่น (เทียบ กจ. 23:33; 24:27; 27:1).
ผู้รับ: เธโอฟีโล (1:1). ดู 1:1 คำอธิบาย 1.
I. คำนำ
1:1-4
1:1-4
ลก.
1:1 1กท่านเธโอฟีโลขที่เคารพ 2ด้วยเห็นว่ามี3หลายคนได้4เขียนข้อความบอกเล่าถึง5เรื่องราวซึ่งได้สำเร็จสมบูรณ์แล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย
ลก.
1:2 ตามที่1คนเหล่านั้น กเป็นประจักษ์พยานมาตั้งแต่ต้นและเป็น2ผู้ที่นำเอา3พระคำนั้นมาหล่อเลี้ยง[เรา] ได้4ส่งมอบเรื่องราวเหล่านั้นแก่เรา
ลก.
1:3 ในเมื่อ1ข้าพเจ้าเองก็ได้สืบเสาะถ้วนถี่ในเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น จึงเห็นควรที่จะเขียนเรื่องราวกตามลำดับมาให้ท่าน
ลก.
1:4 เพื่อท่านจะได้รู้อย่างถ่องแท้ถึงความแน่นอนของสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านได้รับการสอนมานั้น.
II. การตระเตรียมขององค์มนุษย์พระผู้ช่วย
ในสภาพมนุษย์ร่วมด้วยสภาพพระเจ้าของพระองค์
1:5 — 4:13
ในสภาพมนุษย์ร่วมด้วยสภาพพระเจ้าของพระองค์
1:5 — 4:13
1. การปฏิสนธิแห่งผู้บุกเบิกของพระองค์
1:5-25
1:5-25
ลก.
1:5 ในคราวเมื่อกเฮโรดเป็นกษัตริย์ยูดาย มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อซะคาระยาอยู่ใน1เวรอะบียา ภรรยาของซะคาระยาชื่อเอลีซาเบธ ซึ่งเป็น2วงศ์วานของขอาโรน.
ลก.
1:6 1เขาทั้งสองเป็น2กคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า และ3ขปฏิบัติตามพระบัญญัติและ4กฎเกณฑ์ทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าคจนไม่มีที่ติเลย.
ลก.
1:7 เขา1ไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว.
ลก.
1:8 ครั้งหนึ่ง เมื่อซะคาระยากำลังปรนนิบัติตามฐานะของปุโรหิตต่อเบื้องพระพักตร์ พระเจ้าอยู่ในกลำดับกลุ่มเวรของท่าน
ลก.
1:9 ตามธรรมเนียมในหน้าที่แห่งการปฏิบัติของปุโรหิตนั้น ท่านจับฉลากได้จึงต้อง เข้าไปในกพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อ1เผาเครื่องหอม.
ลก.
1:10 ส่วนบรรดาประชาชนก็1กอธิษฐานอยู่ภายนอกในเวลาเผาเครื่องหอมนั้น.
ลก.
1:11 ทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่ซะคาระยา ยืนอยู่เบื้องขวา กแท่นเผาเครื่องหอม.
ลก.
1:12 เมื่อซะคาระยาเห็นก็ตกใจกบังเกิดความกลัว.
ลก.
1:13 แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า "ซะคาระยาเอ๋ย กอย่ากลัวเลย ด้วยทรงฟังคำวิงวอนของท่านแล้ว และนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะ1ให้กำเนิดบุตรชายแก่ท่านและท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า 2ขโยฮัน.
ลก.
1:14 ท่านจะโลดเต้นยินดี และคนเป็นอันมากจะยินดีกับการบังเกิดของเขา.
ลก.
1:15 เพราะว่าเขาจะเป็นกใหญ่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะ1ขไม่ดื่มเหล้าองุ่นและของมึนเมาเลย. เขาจะเต็มล้นด้วย2คพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่งครรภ์มารดา.
ลก.
1:16 เขาจะนำลูกหลานของอิสราเอลมากมายหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของพวกเขา.
ลก.
1:17 เขาจะนำกหน้าพระองค์ในวิญญาณและฤทธิ์เดชของ1เอลียา เพื่อหันขใจของบิดาทั้งหลายมาหาบุตร และให้คคนดื้อด้านหัน2สู่3ความฉลาดแห่งคนชอบธรรม เพื่องจัดเตรียมพลเมืองไว้ให้พร้อมสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า."
ลก.
1:18 ซะคาระยาจึงทูลทูตสวรรค์ว่า "ข้าพเจ้าจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? เพราะข้าพเจ้าก็เป็นกชายชรา และภรรยาของข้าพเจ้าก็แก่ชราแล้ว."
ลก.
1:19 ฝ่ายกทูตสวรรค์นั้นจึงตอบเขาว่า "เราคือขฆับรีเอลซึ่งยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า และได้รับใช้ให้มาพูดกับท่าน และนำข่าวดีเหล่านี้มาแจ้งแก่ท่าน.
ลก.
1:20 ดูเถิด เพราะท่าน1มิได้เชื่อถ้อยคำของเราที่จะสำเร็จเป็นจริง ตามเวลากำหนดท่านจะกเป็นใบ้ พูดไม่ได้จนถึงวันที่เรื่องราวเหล่านี้จะสำเร็จ."
ลก.
1:21 ฝ่ายคนทั้งหลายที่คอยซะคาระยาอยู่ก็ประหลาดใจ เพราะท่านอยู่ในกพระวิหารช้านาน.
ลก.
1:22 เมื่อท่านออกมาแล้วก็พูดกับพวกเขาไม่ได้ คนทั้งหลายจึงรู้ว่าท่านได้เห็นกนิมิตในพระวิหาร. ท่านทำท่าทางบอกใบ้ให้แก่พวกเขาโดยยังคงเป็นใบ้อยู่.
ลก.
1:23 เมื่อวันเวลาแห่งการทำหน้าที่ของท่านครบแล้ว ท่านก็กลับบ้าน.
ลก.
1:24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ แล้วไปซ่อนตัวอยู่ห้าเดือนพูดว่า
ลก.
1:25 "องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ได้ทรงดูแลข้าพเจ้า เพื่อจะยกความกอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงออกไปเสีย."
2. การปฏิสนธิของพระองค์
1:26-56
1:26-56
ลก.
1:26 เมื่อเดือนที่หก พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กฆับรีเอลนั้นให้มายังเมืองหนึ่งใน1มณฑลฆาลิลาย ชื่อขนาซาเร็ธ
ลก.
1:27 มาถึงกหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่ได้หมั้นไว้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อขโยเซฟ ซึ่งเป็นวงศ์วานของ1คดาวิดและหญิงพรหมจารีนั้นชื่อมาเรีย.
ลก.
1:28 และทูตสวรรค์มาถึงหญิงนั้นแล้วกล่าวว่า "จงยินดีเถิด เธอเป็นผู้ที่ได้รับพระคุณยิ่งนัก! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตกกับเธอแล้ว1."
ลก.
1:29 ฝ่ายนางมาเรียก็ตกตะลึงเพราะคำนั้นและเริ่มครุ่นคิดว่า คำทักทายเช่นนี้[หมายความ]ว่าอะไร.
ลก.
1:30 แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า "มาเรียเอ๋ย กอย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นผู้ที่ได้รับขพระคุณต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าแล้ว.
ลก.
1:31 ดูเถิด เธอจะกตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า 1ขเยซู.
ลก.
1:32 บุตรนั้นจะเป็นกใหญ่ และจะได้ชื่อว่าเป็นขบุตรของ1คองค์ผู้สูงสุด และพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานงพระที่นั่งของ2จดาวิดบิดาของท่านให้แก่ท่าน
ลก.
1:33 และท่านจะ1เป็นกษัตริย์ครอบครองวงศ์วานของยาโคบกตลอดไป และ2อาณาจักรของท่านจะขไม่รู้สิ้นสุดเลย."
ลก.
1:34 ฝ่ายนางมาเรียทูลทูตสวรรค์นั้นว่า "เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้ายังไม่ได้แต่งงาน?"
ลก.
1:35 ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า "1พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอและฤทธิ์เดชของกองค์ผู้สูงสุดจะ2ปกคลุมเธอ เหตุฉะนั้น3ของค์บริสุทธิ์ที่จะบังเกิดมานั้นจะถูกขนานนามว่าเป็นคพระบุตรของพระเจ้า.
ลก.
1:36 ดูเถิด นางเอลีซาเบธ ญาติของเธอถึงชราแล้วก็ยังตั้งครรภ์มีบุตรเป็นชาย บัดนี้นางนั้นที่ถือว่าเป็นหมันก็[มีครรภ์]ได้หกเดือนแล้ว
ลก.
1:37 เพราะว่าสำหรับพระเจ้านั้น ไม่มีคำใดเลยที่จะ1กเป็นไปไม่ได้."
ลก.
1:38 ส่วนนางมาเรียจึงทูลว่า "ดูเถิด [ข้าพเจ้าเป็น]ทาสีขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามคำของท่านเถิด." กทูตสวรรค์นั้นจึงไปจากนาง.
ลก.
1:39 คราวนั้นนางมาเรียจึงลุกขึ้น รีบไปยังกแถบภูเขาถึงเมืองหนึ่งในมณฑลยูดาย,
ลก.
1:40 แล้วเข้าไปในเรือนของซะคาระยาและทักทายปราศรัยกับนางเอลีซาเบธ.
ลก.
1:41 เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของนางมาเรีย 1ทารกในครรภ์ของเธอก็ดิ้นและนางเอลีซาเบธก็เต็มล้นไปด้วยกพระวิญญาณบริสุทธิ์
ลก.
1:42 เธอจึงร้องเสียงดังว่า "1กท่านเป็นผู้ที่ได้รับพระพรในท่ามกลางสตรีทั้งปวงและ2ขผลจากครรภ์ของท่านก็ได้รับพระพรด้วย!
ลก.
1:43 และเรื่องนี้[เกิดขึ้น]กับข้าพเจ้าได้อย่างไร เป็นไฉนมารดา1กแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า?
ลก.
1:44 ดูเถิด พอเสียงทักทายของท่านเข้าหูข้าพเจ้า ทารกในครรภ์ของข้าพเจ้าก็ดิ้นด้วยความยินดี.
ลก.
1:45 1สตรีที่2กได้เชื่อก็เป็นสุข เพราะว่า3สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้แก่เธอนั้นจะสำเร็จ."
ลก.
1:46 นางมาเรียจึงกล่าวว่า "1กจิตของข้าพเจ้าก็2ขเทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นใหญ่.
ลก.
1:47 และกวิญญาณของข้าพเจ้าได้1ขปิติยินดีในพระเจ้าคองค์พระผู้ช่วยของข้าพเจ้า
ลก.
1:48 เพราะพระองค์ทรงกระลึกถึงฐานะอันต่ำต้อยแห่งทาสีของพระองค์. ดูเถิด ตั้งแต่นี้ไปคนทุกชั่วอายุจะเรียกข้าพเจ้าว่าขเป็นสุข
ลก.
1:49 เพราะว่า1กองค์ผู้ทรงฤทธานุภาพได้ทรงกระทำขการใหญ่เพื่อข้าพเจ้า และพระนามของพระองค์ก็คบริสุทธิ์.
ลก.
1:50 1กพระเมตตาของพระองค์มีแก่ผู้ขยำเกรงพระองค์คทุกชั่วอายุสืบๆ ไป.
ลก.
1:51 พระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์ด้วยกพระกรของพระองค์ พระองค์ทรงบันดาลให้คนที่ขหยิ่งผยองในความคิดแห่งใจของตนกระจัดกระจายไป.
ลก.
1:52 พระองค์ทรงถอดกผู้มีอำนาจจากพระที่นั่ง และพระองค์ทรงขยกคผู้ที่ถ่อมใจขึ้น
ลก.
1:53 พระองค์ทรงโปรดให้กผู้หิวโหยอิ่มด้วยสิ่งดี และทรงทำให้คนมั่งมีไป[มือ]เปล่า.
ลก.
1:54 พระองค์ได้ทรงช่วยค้ำจุนอิสราเอลกทาสของพระองค์ เพื่อเขาจะขระลึกถึงความเมตตาของพระองค์
ลก.
1:55 ที่มีแก่กอับราฮามและเชื้อสายของท่านเป็นนิตย์ 1เหมือนพระองค์ได้ตรัสไว้แก่บรรพบุรุษของเรา."
ลก.
1:56 และนางมาเรียได้อาศัยอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือน แล้วจึงกลับไปยังบ้านของเธอ.
3. การกำเนิดและช่วงเยาว์วัยแห่งผู้บุกเบิกของพระองค์
1:57-80
1:57-80
ลก.
1:57 ครั้นเวลาซึ่งนางเอลีซาเบธจะคลอดบุตรครบกำหนดแล้ว นางก็คลอดบุตรเป็นชาย.
ลก.
1:58 เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสำแดงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่แก่นาง เขาทั้งปวงก็พากันชื่นชมยินดีด้วย.
ลก.
1:59 ครั้นถึงวันที่แปดแล้ว เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นกรับพิธีสุหนัต และเขาจะตั้งชื่อทารกว่า ซะคาระยา ตามชื่อบิดาของเขา.
ลก.
1:60 ฝ่ายมารดาจึงตอบว่า "ไม่ใช่ แต่ต้องให้ชื่อว่า กโยฮัน."
ลก.
1:61 เขากล่าวกับเธอว่า "ไม่มีผู้ใดในท่ามกลางญาติของท่านมีชื่อเช่นนั้น."
ลก.
1:62 แล้วเขาจึงทำท่าทางบอกใบ้กับบิดา ถามเขาว่าอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร.
ลก.
1:63 บิดาจึงขอกระดานมาเขียนว่า "ชื่อของเขาคือโยฮัน." คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก.
ลก.
1:64 ในทันใดนั้น1ปากของท่านก็เปิดออกและกลิ้นของท่าน[ก็กลับเป็นปกติ] แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า.
ลก.
1:65 คนทั้งปวงที่อาศัยอยู่รอบๆ เขานั้นก็บังเกิดกความยำเกรง และ1เหตุการณ์ทั้งปวงนั้นก็ถูกเลื่องลือไปทั่วขแถบภูเขามณฑลยูดาย.
ลก.
1:66 บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในกใจและว่า "ทารกนั้นจะเป็นอย่างไรหนอ?" ด้วยว่าพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ขกับเขา.
ลก.
1:67 ฝ่ายซะคาระยาผู้เป็นบิดาเต็มล้นด้วยกพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วได้เผยพระวจนะว่า
ลก.
1:68 "กจงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของพวกขอิสราเอล ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงคดูแลและมา1งไถ่พลเมืองของพระองค์
ลก.
1:69 และได้ทรงตั้ง1กเขาสัตว์แห่งความรอดขึ้นมาในวงศ์วานของขดาวิดผู้ทาสของพระองค์
ลก.
1:70 1ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้2ตั้งแต่โบราณ โดยปากของบรรดากผู้เผยพระวจนะที่บริสุทธิ์ของพระองค์
ลก.
1:71 คือทรงกช่วยให้รอดพ้นจากพวกศัตรูของเราทั้งหลายและพ้นจากขมือของคนทั้งปวงที่ชังเรา
ลก.
1:72 เพื่อเป็นการสำแดง1พระเมตตาแก่บรรพบุรุษของเรา และเพื่อเป็นการ2กระลึกถึงขพันธสัญญาอันบริสุทธิ์ของพระองค์
ลก.
1:73 คือ 1กคำปฏิญาณซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำไว้กับอับราฮามบรรพบุรุษของเรา
ลก.
1:74 เพื่อเมื่อเราทั้งหลายพ้นจากมือศัตรูของเราแล้ว จะทรงโปรดให้เรา1ปรนนิบัติพระองค์โดยปราศจากความกลัว
ลก.
1:75 1ด้วยกความบริสุทธิ์และด้วยขความชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ตลอดวันเวลาของเรา.
ลก.
1:76 ท่านทารกเอ๋ย เขาจะเรียกท่านว่าเป็นกผู้เผยพระวจนะของขผู้สูงสุด เพราะว่าท่านจะคนำหน้า1องค์พระผู้เป็นเจ้า2งเพื่อจัดเตรียมมรคาของพระองค์
ลก.
1:77 เพื่อจะให้พลเมืองของพระองค์มีความรู้ถึงกความรอด 1เพราะขการอภัย2บาป.
ลก.
1:78 โดยกพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา 1ขดวงตะวันยามรุ่งสางจะคมาเยี่ยมเยียนเราจากเบื้องสูง
ลก.
1:79 จะส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้นั่งอยู่ในกความมืดและในเงาแห่งความมรณา เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางแห่งขสันติสุข."
ลก.
1:80 ฝ่ายทารกนั้นก็ได้กเจริญเติบโตขึ้นและมีความเข้มแข็งใน1วิญญาณ ท่าน[ไปอาศัย]อยู่ในขป่ากันดาร จนถึงวันที่ท่านจะได้มาปรากฏแก่[ชนชาติ]อิสราเอล.
คำอธิบาย ลูกา บทที่ 1
ลก.
1:1 ก กจ.1:1
ลก.
1:1 1ก ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงรัก หรือ สหายของพระเจ้า. คนผู้นี้อาจเป็นผู้เชื่อชาวต่างชาติที่มีตำแหน่งทางราชการภายใต้จักรวรรดิโรมัน.
ลก.
1:1 ข กจ.23:26; 24:3; 26:25
ลก.
1:1 2 หรือ เนื่องจาก ดังที่เป็นที่รู้จักกันดี.
ลก.
1:1 3 นี่แสดงว่ามีคนมากกว่าสี่คนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตขององค์พระผู้ช่วยบนโลก.
ลก.
1:1 4 หรือ เรียบเรียง.
ลก.
1:1 5 เหตุการณ์เกี่ยวกับการกำเนิด, การปฏิบัติ, และการพลีชีพของโยฮันผู้ให้บัพติศมา; และเกี่ยวกับการกำเนิด, การดำเนินชีวิต, การปฏิบัติ, คำสอน, การตาย, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซู เพื่อสำเร็จการไถ่ของพระเจ้าเพื่อช่วยคนบาปโดยพระคุณ.
ลก.
1:2 1 หมายถึง ผู้เชื่อกลุ่มแรกในพันธสัญญาใหม่ซึ่งได้อยู่กับองค์พระผู้ช่วยในการปฏิบัติของพระองค์บนโลก.
ลก.
1:2 ก 2ปต.1:16; 1ยฮ.1:1-3; กจ.1:3; 4:20
ลก.
1:2 2 แปลตามตรงคือ ผู้รับใช้ หมายถึงผู้มีหน้าที่รับใช้, ผู้สนองคำสั่ง ซึ่งคอยเฝ้ารับใช้เจ้านายหรือผู้มีอำนาจโดยปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งของเขา. คำศัพท์ภาษากรีกนี้ถูกนำมาใช้ใน ลก.4:20; มธ.5:25; มก.14:54; กจ.26:16; และ1กธ.4:1.
ลก.
1:2 3 พระคำแห่งกิตติคุณ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติและประกาศแก่ประชาชน (กจ.6:4; 8:4).
ลก.
1:2 4 นี่แสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนกิตติคุณเล่มนี้ไม่ได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่สาวกซึ่งอยู่กับองค์พระผู้ช่วยขณะที่พระองค์ทรงดำเนินชีวิตบนโลก.
ลก.
1:3 1 คริสตจักรยุคแรกยอมรับกันว่า ลูกาเป็นผู้เขียนกิตติคุณเล่มนี้และหนังสือกิจการ. ลักษณะการเรียบเรียงของหนังสือสองเล่มนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าลูกาเป็นผู้เขียน. ลูกาเป็นชาวต่างชาติ (กซ.4:14; เทียบ กซ.4:11) โดยอาจเป็นชาวกรีกที่อาศัยในมณฑลอาเซีย และเป็นแพทย์ด้วย (กซ.4:14). เขาได้เริ่มต้นร่วมงานกับการปฏิบัติของเปาโลที่เมืองโตรอา และได้ติดตามเปาโลในการเดินทางเพื่อการปฏิบัติสามครั้งสุดท้าย (กจ.16:10-17; 20:5-21:18; 27:1-28:15). เขาเป็นเพื่อนผู้สัตย์ซื่อของเปาโลจนถึงวาระที่เปาโลถูกประหารชีวิต (ฟม.24; 2ตธ.4:11). ดังนั้นหนังสือกิตติคุณของเขานี้ควรจะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงแนวความคิดต่างๆ ของเปาโล เช่นเดียวกับที่หนังสือกิตติคุณของมาระโกเป็นการแสดงออกถึงแนวความคิดของเปโตร (ดู มก.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 1).
หนังสือกิตติคุณของลูกา มัดธาย และมาระโกนั้น มีมุมมองที่เหมือนกันในการกล่าวถึงสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้ช่วย (ดู มก.1:1 คำอธิบาย 1ย่อหน้า 2). หนังสือกิตติคุณของลูกาได้เปิดเผยถึงพระคุณแห่งการช่วยของพระเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่ทรงประทานให้แก่มนุษยชาติที่ตกต่ำ.โดยมีเป้าหมายในการนำเสนอองค์พระผู้ช่วยในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ที่จริงแท้, ปกติ, และสมบูรณ์ไร้ที่ติ. หนังสือกิตติคุณเล่มนี้ได้กล่าวถึงวงศ์ตระกูลของมนุษย์เยซูอย่างสมบูรณ์นับจากบิดามารดาของพระองค์ย้อนขึ้นไปจนถึงอาดามซึ่งเป็นมนุษย์ในชั่วอายุแรกแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็น ลูกหลานที่แท้จริงของมนุษย์ ทรงเป็นบุตรมนุษย์ (ดู มธ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2 และ 3). บทบันทึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ของพระองค์ทำให้เรามีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งถึงความสมบูรณ์ครบถ้วนไร้ที่ติแห่งสภาพมนุษย์ของพระองค์. ดังนั้นจุดเน้นของกิตติคุณเล่มนี้อยู่ที่องค์มนุษย์พระผู้ช่วย. หนังสือเล่มนี้ยึดเอาหลักศีลธรรมที่มนุษย์ใช้กันมาเพื่อนำเสนอข่าวสารแห่งกิตติคุณ ดังเช่นใน 4:16-21; 7:41-43; 12:14-21; และ 13:2-5; คำอุปมาแห่งกิตติคุณ เช่นใน 10:30-37; 14:16-24; 15:3-32; และ 18:9-14; และกรณีตัวอย่างแห่งกิตติคุณ ดังเช่นใน 7:36-50; 13:10-17; 16:19-31; 19:1-10; และ 23:39-43. ทุกกรณีที่กล่าวมานี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในกิตติคุณเล่มอื่นๆ. กิตติคุณเล่มนี้ไม่ได้เน้นเรื่องยุคสมัยหรือเบื้องหลังของชาวยูดายเป็นพิเศษเหมือนในกิตติคุณมัดธาย แต่นี่เป็นกิตติคุณที่เขียนขึ้นสำหรับมวลมนุษยชาติ และเป็นกิตติคุณที่ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนทั้งปวง (2:10). ลักษณะของกิตติคุณเล่มนี้ไม่ได้เป็นแบบชาวยูดายอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นลักษณะของชาวต่างชาติ (4:25-28). กิตติคุณเล่มนี้เป็นกิตติคุณสำหรับคนบาปทุกคน ทั้งที่เป็นชาวยูดายและชาวต่างชาติ. ในเมื่อเป็นเช่นนั้นลำดับในการบันทึกของกิตติคุณนี้จึงเป็นไปตามลำดับของศีลธรรม ไม่ใช่ตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์. ดู มธ.8:16 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2 และมก.14:20 คำอธิบาย1.
หนังสือกิตติคุณของลูกา มัดธาย และมาระโกนั้น มีมุมมองที่เหมือนกันในการกล่าวถึงสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้ช่วย (ดู มก.1:1 คำอธิบาย 1ย่อหน้า 2). หนังสือกิตติคุณของลูกาได้เปิดเผยถึงพระคุณแห่งการช่วยของพระเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่ทรงประทานให้แก่มนุษยชาติที่ตกต่ำ.โดยมีเป้าหมายในการนำเสนอองค์พระผู้ช่วยในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ที่จริงแท้, ปกติ, และสมบูรณ์ไร้ที่ติ. หนังสือกิตติคุณเล่มนี้ได้กล่าวถึงวงศ์ตระกูลของมนุษย์เยซูอย่างสมบูรณ์นับจากบิดามารดาของพระองค์ย้อนขึ้นไปจนถึงอาดามซึ่งเป็นมนุษย์ในชั่วอายุแรกแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็น ลูกหลานที่แท้จริงของมนุษย์ ทรงเป็นบุตรมนุษย์ (ดู มธ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2 และ 3). บทบันทึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ของพระองค์ทำให้เรามีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งถึงความสมบูรณ์ครบถ้วนไร้ที่ติแห่งสภาพมนุษย์ของพระองค์. ดังนั้นจุดเน้นของกิตติคุณเล่มนี้อยู่ที่องค์มนุษย์พระผู้ช่วย. หนังสือเล่มนี้ยึดเอาหลักศีลธรรมที่มนุษย์ใช้กันมาเพื่อนำเสนอข่าวสารแห่งกิตติคุณ ดังเช่นใน 4:16-21; 7:41-43; 12:14-21; และ 13:2-5; คำอุปมาแห่งกิตติคุณ เช่นใน 10:30-37; 14:16-24; 15:3-32; และ 18:9-14; และกรณีตัวอย่างแห่งกิตติคุณ ดังเช่นใน 7:36-50; 13:10-17; 16:19-31; 19:1-10; และ 23:39-43. ทุกกรณีที่กล่าวมานี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในกิตติคุณเล่มอื่นๆ. กิตติคุณเล่มนี้ไม่ได้เน้นเรื่องยุคสมัยหรือเบื้องหลังของชาวยูดายเป็นพิเศษเหมือนในกิตติคุณมัดธาย แต่นี่เป็นกิตติคุณที่เขียนขึ้นสำหรับมวลมนุษยชาติ และเป็นกิตติคุณที่ประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนทั้งปวง (2:10). ลักษณะของกิตติคุณเล่มนี้ไม่ได้เป็นแบบชาวยูดายอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นลักษณะของชาวต่างชาติ (4:25-28). กิตติคุณเล่มนี้เป็นกิตติคุณสำหรับคนบาปทุกคน ทั้งที่เป็นชาวยูดายและชาวต่างชาติ. ในเมื่อเป็นเช่นนั้นลำดับในการบันทึกของกิตติคุณนี้จึงเป็นไปตามลำดับของศีลธรรม ไม่ใช่ตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์. ดู มธ.8:16 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2 และมก.14:20 คำอธิบาย1.
ลก.
1:3 ก กจ.11:4
ลก.
1:5 ก มธ.2:1
ลก.
1:5 1 นี่เป็นเวรกลุ่มที่แปดในจำนวน 24 กลุ่มของการปฏิบัติในหน้าที่ปุโรหิตที่ดาวิดได้กำหนดขึ้น (1คนก.24:10).
ลก.
1:5 2 หรือ บุตรสาว.
ลก.
1:5 ข อซด.28:1; ลวต.8:2
ลก.
1:6 1 พวกเขาเป็นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม และได้ก่อกำเนิดมาจากกฎบัญญัติ เพื่อให้พระเจ้าใช้ในการนำกิตติคุณแห่งพันธสัญญาใหม่เข้ามา.
ลก.
1:6 ก ลก.1:75; 2:25; ยนซ.7:1
ลก.
1:6 2ก สิ่งนี้มิได้ขัดแย้งกับ รม.3:20. ความหมายของการเป็นคนชอบธรรมในที่นี้คือ เป็นผู้ถูกต้องซึ่งก็คือ ปราศจากข้อบกพร่องในสายพระเนตรของพระเจ้าตามพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ในพันธสัญญาเดิม (2:25; ฟป.3:6). มิได้หมายความว่าคนชอบธรรมเหล่านี้ไม่มีบาป, ทั้งบาปแห่งนิสัยและบาปแห่งการประพฤติ. แม้ว่าพวกเขาปราศจากข้อบกพร่อง แต่มิได้ปราศจากด่างพร้อย. พวกเขายังคงต้องการเครื่องบูชาไถ่ และเครื่องบูชาแห่งการล่วงละเมิดที่ปราศจากด่างพร้อยตามแบบเล็ง (ลวต.4:28;5:15) เพื่อไถ่บาป จึงทำให้พวกเขาสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้.
ลก.
1:6 ข 1พกษ.9:4; บพส.119:1
ลก.
1:6 3ข หรือ ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ลก.
1:6 4 กฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม ซึ่งมีชื่อเรียกทั่วไปว่า "กฎบัญญัติ" นั้นมีเนื้อหาแบ่งเป็นสามหมวดด้วยกัน ได้แก่ พระบัญญัติ, บทบัญญัติ, และกฎเกณฑ์. พระบัญญัติซึ่งเป็นพระบัญชาพื้นฐานของพระเจ้านั้นเป็นหลักการทั่วไปแห่งกฎบัญญัติ. โดยมีพระบัญญัติอยู่สิบประการ (อซด.20:2-17). ส่วนบทบัญญัติ, หรือข้อบังคับ, ระเบียบปฏิบัตินั้นเป็นบทบรรยาย, อธิบายรายละเอียด, และขยายความถึงพระบัญญัติ ดังที่บันทึกไว้ใน อซด.20:22-26. ส่วนกฎเกณฑ์นั้นก็เหมือนกับบทบัญญัติคือเป็นบทบรรยาย, อธิบายรายละเอียด, และขยายความถึงพระบัญญัติยิ่งกว่านั้นยังเพิ่มด้วยคำตัดสิน ดังที่ได้บันทึกไว้ใน อซด.21:1—23:19. กฎเกณฑ์นั้นถ้าหักส่วนที่เป็นคำตัดสินออกไปก็กลายเป็นบทบัญญัติ. ศัพท์ในภาษากรีกของคำว่า "กฎเกณฑ์" ในที่นี้
เหมือนกับที่ใช้ใน รม.2:26 และใน ฮร.9:1, 10.
ลก.
1:6 ค ฟป.3:6
ลก.
1:7 1 สิ่งนี้เป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้า. โดยทำให้พระเจ้ามีโอกาสที่จะนำกิตติคุณของพระองค์เข้ามาโดยพระราชกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ มิใช่โดยกำลังตามธรรมชาติของมนุษย์.
ลก.
1:8 ก 1คนก.24:19; 2คนก.8:14
ลก.
1:9 ก ลก.1:21-22; กจ.2:46; 3:1
ลก.
1:9 1 บนแท่นเผาเครื่องหอมในที่บริสุทธิ์ (ข้อ 11; อซด.30:6-8; 1ซมอ.2:28; 1คนก.23:13; 2คนก.29:11).
ลก.
1:10 ก บพส.141:2; วว.8:3-4
ลก.
1:10 1ก คำอธิษฐานของพลไพร่ของพระเจ้าเปิดหนทางให้พระองค์ดำเนินการตามโครงการของพระองค์.
ลก.
1:11 ก อซด.30:1-10
ลก.
1:12 ก ลก.2:9; กจ.10:4
ลก.
1:13 ก ลก.1:30; 2:10; วนฉ.6:23; วว.1:17
ลก.
1:13 1 นี่แสดงว่าซะคาระยาได้อธิษฐานเผื่อภรรยาของเขาให้เธอบังเกิดบุตรให้เขา. นอกจากนี้ยังแสดงว่าคำอธิษฐานของเรานำไปสู่การดำเนินการของพระเจ้า โดยมีนัยว่า กำลังตามธรรมชาติของเราต้องถูกกระทำให้สิ้นสุด เพื่อการดำเนินการของพระเจ้าจะเริ่มต้นได้โดยพระราชกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. สิ่งนี้ได้ถูกเปิดเผยในกรณีของอับราฮามและนางซารา (ยนซ.17:15-19) และในกรณีของนางฮันนาด้วย (1ซมอ.1:5-20).
ลก.
1:13 ข ลก.1:60, 63
ลก.
1:13 2ข คำนี้มาจากภาษาเฮ็บรายคือ Jehohanan (เยโฮฮันนัน) โดยมีรูปย่อคือ Johanan (โยฮันนัน) (2พกษ.25:23; 1คนก.3:24; 2คนก.28:12). มีความหมายว่า พระยะโฮวาทรงเปี่ยมด้วยพระคุณความรัก, พระยะโฮวาทรงสำแดงพระคุณ, หรือ พระยะโฮวา ทรงเป็นผู้ประทานพระคุณ.
ลก.
1:15 ก มธ.11:11
ลก.
1:15 ข ลก.7:33; วนฉ.13:4
ลก.
1:15 1ข สิ่งนี้แสดงว่าโยฮันจะต้องเป็นนาษารีษคนหนึ่ง (อฤธ.6:1-4). เขาไม่ดื่มเหล้าองุ่นและของมึนเมาก็เพื่อจะรับการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์; พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงมาแทนที่เหล้า (อฟ.5:18).
ลก.
1:15 ค ลก.1:35, 41, 67; กจ.2:4
ลก.
1:15 2ค พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นพระนามอันศักดิ์สิทธิ์นามแรกในพันธสัญญาใหม่ที่ใช้เรียกพระวิญญาณของพระเจ้า. พระนามนี้ไม่เคยถูกใช้ในพันธสัญญาเดิม. (ใน บพส.51:11 และ ยซย.63:10-11นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ ควรจะแปลเป็นพระวิญญาณที่แยกบริสุทธิ์.) แต่บัดนี้ซึ่งเป็นเวลาที่จะนำกิตติคุณของพระเจ้าเข้ามาเพื่อเตรียมหนทางสำหรับการเสด็จมาขององค์พระผู้ช่วย และเพื่อจัดเตรียมร่างกายมนุษย์ให้แก่พระองค์ จึงมีการใช้พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิญญาณของพระเจ้านี้. การจัดเตรียมหนทางเพื่อการเสด็จมาขององค์พระผู้ช่วยมีข้อเรียกร้องอยู่ว่า ผู้ที่นำหน้าการเสด็จมาของพระองค์ต้องเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา เพื่อให้เขาสามารถแยกประชาชนจากทุกๆสิ่งที่นอกเหนือพระเจ้ากลับมาสู่พระเจ้า และกระทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ถวายแด่พระองค์เพื่อพระประสงค์ของพระองค์. การจัดเตรียมร่างกายมนุษย์สำหรับองค์พระผู้ช่วยมี
ข้อเรียกร้องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แจกจ่ายพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเข้าสู่สภาพมนุษย์กระทำให้มนุษย์กลับกลายบริสุทธิ์ เพื่อดำเนินตามแผนการแห่งการไถ่ของพระเจ้า.
ลก.
1:15 ง เทียบ ยซย.49:1, 5; ยรม.1:5; ฆต.1:15
ลก.
1:17 ก ลก.1:76; มลค.3:1
ลก.
1:17 1 นี่เป็นการสำเร็จเป็นจริงตาม มลค.4:5 (มธ.11:14 คำอธิบาย 1; มก.9:11-13).
ลก.
1:17 ข มลค.4:6
ลก.
1:17 ค รม.10:21
ลก.
1:17 2 แปลตามตรงคือ ในขอบเขตแห่งความฉลาดของคนชอบธรรม.
ลก.
1:17 3 หรือ คำแนะนำ. สติปัญญาเป็นวิสัยทัศน์ทางภายใน, ส่วนความฉลาดเป็นการปรับใช้ปัญญาที่อยู่ทางภายนอก. ดังนั้นจึงสามารถแปลความฉลาด เป็น คำแนะนำ ได้ด้วย.
ลก.
1:17 ง เทียบ ลก.1:76; 7:27
ลก.
1:18 ก เทียบ ยนซ.17:17; รม.4:19
ลก.
1:19 ก ฮร.1:14
ลก.
1:19 ข ลก.1:26; ดนอ.8:16; 9:21
ลก.
1:20 1 ความเชื่อทำให้เราเปิดปากสรรเสริญและเป็นพยาน (2กธ.4:13) ความไม่เชื่อทำให้เราเป็นใบ้.
ลก.
1:20 ก อซด.4:11; ยอค.3:26
ลก.
1:21 ก ลก.1:9
ลก.
1:22 ก ดนอ.9:23; กจ.10:3, 17; 16:9
ลก.
1:25 ก ยนซ.30:23; ยซย.4:1; 54:4
ลก.
1:26 ก ลก.1:19
ลก.
1:26 1 ฆาลิลายเป็นดินแดนที่ไม่มีเกียรติ, ส่วนนาซาเร็ธก็เป็นเมืองที่ผู้คนดูหมิ่น (ยฮ.7:52; 1:46).
ลก.
1:26 ข มธ.2:23; ยฮ.1:45
ลก.
1:27 ก ยซย.7:14
ลก.
1:27 ข ลก.3:23; มธ.1:16, 18
ลก.
1:27 ค ลก.1:69; มธ.1:20; ลก.2:4
ลก.
1:27 1ค มาเรียหญิงพรหมจารีอาศัยอยู่ในเมืองที่ผู้คนดูหมิ่นในดินแดนที่ไร้ชื่อเสียง แต่เธอเป็นผู้สืบตระกูลแห่งราชวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด (ข้อ 31-32; มธ.1:16 คำอธิบาย 1 และ 2).
ลก.
1:28 ก ลก.1:66; วนฉ.6:12
ลก.
1:28 1 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเพิ่มคำว่า เธอเป็นผู้ได้รับพระพรท่ามกลางหญิงทั้งหลาย.
ลก.
1:30 ก ลก.1:13
ลก.
1:30 ข กจ.7:46; ฮร.4:16
ลก.
1:31 ก ยซย.7:14; มธ.1:23
ลก.
1:31 ข ลก.2:21
ลก.
1:31 1ข ดู มธ.1:21 คำอธิบาย 1
ลก.
1:32 ก ตต.2:13 คำอธิบาย 4
ลก.
1:32 ข ลก.1:35; รม.1:4; ยฮ.1:34
ลก.
1:32 ค ลก.1:35, 76; 6:35; มก.5:7; กจ.7:48
ลก.
1:32 1ค พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงองค์ผู้สูงสุด (พระเจ้า—ยนซ.14:18) ดังนั้นในภาษากรีกจึงไม่มีคำนำหน้านาม (article). พระเยซูจะเป็นใหญ่เพราะพระองค์เป็นบุตรขององค์ผู้สูงสุด.
ลก.
1:32 ง 2ซมอ.7:13
ลก.
1:32 จ ลก.1:69; รม.1:3
ลก.
1:32 2จ พระเยซูผู้ได้ปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และบังเกิดโดยหญิงพรหมจารี ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด และขณะเดียวกันก็เป็นลูกหลานกษัตริย์ดาวิดผู้เป็นมนุษย์ที่มีฐานะสูงส่ง (มธ.1:1; 22:45). ฐานะของพระองค์นั้นเป็นฐานะอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นของมนุษย์ด้วย.
ลก.
1:33 1 พระเยซูจะต้องได้รับวงศ์วานของยาโคบซึ่งก็คือชนชาติอิสราเอลมาเป็นศูนย์กลางแห่งการครองอำนาจของพระองค์ (กจ.1:6; 15:16) โดยพระองค์จะปกครองเหนือโลกทั้งโลกที่เป็นอาณาจักรของพระองค์ผ่านทางชนชาติอิสราเอล (วว.11:15) ในยุคอาณาจักรพันปีก่อน (วว.20:4, 6) และต่อมาในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ตราบชั่วนิรันดร์ (วว.22:3, 5).
ลก.
1:33 ก 2ซมอ.7:12-13; มคา.4:7
ลก.
1:33 2 ข้อที่แล้วเปิดเผยถึงวงศ์ตระกูลของพระเยซูส่วนข้อนี้เปิดเผยถึงอาณาจักรของพระองค์.
ลก.
1:33 ข ดนอ.2:44; 7:14, 18; ฮร.1:8; วว.11:15
ลก.
1:35 1 ดู ข้อ 15 คำอธิบาย 2.
ลก.
1:35 ก ลก.1:32
ลก.
1:35 2 เช่นเดียวกับการปกคลุมของเมฆบนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปลักษณะ (มธ.17:5) และเหนือพลับพลา (อซด.40:34, 38). ตามข้อนี้ดูเหมือนว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือนางมาเรียเพื่อเป็นฤทธิ์เดชให้เธอตั้งครรภ์เป็นทารกบริสุทธิ์. แต่อย่างไรก็ตาม มธ.1:18, 20 บอกเราว่า นางมาเรีย "ได้ตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" และ "ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์." นี่แสดงว่าธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของนางมาเรีย ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดทารกเยซูเสียอีก. การปฏิสนธิของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหญิงพรหมจารีที่เป็นมนุษย์ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จด้วยธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์และธาตุแท้ของมนุษย์นี้ได้ก่อให้เกิดการผสมกลมกลืนกันระหว่างสภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์ได้ก่อกำเนิดมนุษย์พระเจ้าขึ้นมา คือองค์ผู้ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าที่ครบถ้วนและมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ที่เด่นชัด โดยไม่ก่อให้เกิดสภาพที่สาม. นี่เป็นสถานภาพที่อัศจรรย์ที่สุดและล้ำเลิศที่สุดของพระเยซูผู้เป็นพระยะโฮวาพระผู้ช่วย.
การปฏิสนธิของโยฮันผู้ให้บัพติศมาและของพระเยซูองค์พระผู้ช่วยนั้นมีธาตุแท้ที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง. การปฏิสนธิของโยฮันผู้ให้บัพติศมานั้นเป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จด้วยธาตุแท้ของมนุษย์ที่เกินวัย ซึ่งเป็นไปโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ไม่มีธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. ดังนั้นจึงก่อกำเนิดมนุษย์คนหนึ่งซึ่งเต็มล้นไปด้วย พระวิญญาณของพระเจ้า (1:15) แต่ไม่มีสภาพพระเจ้า. การปฏิสนธิขององค์พระผู้ช่วยนั้นคือการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคำ (ยฮ.1:14) ซึ่งมิได้กระทำสำเร็จโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังประกอบขึ้นโดยธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์รวมกับธาตุแท้ของมนุษย์ด้วย ดังนั้นจึงได้ก่อกำเนิดมนุษย์พระเจ้าซึ่งมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์. โดยขั้นตอนนี้เองตัวของพระเจ้าจึงได้ เข้าสนิทกับสภาพมนุษย์ เพื่อพระองค์จะสามารถสำแดงออกในเนื้อหนัง (1ตธ.3:16) และสามารถเป็นองค์มนุษย์พระผู้ช่วยได้ (2:11).
การปฏิสนธิของโยฮันผู้ให้บัพติศมาและของพระเยซูองค์พระผู้ช่วยนั้นมีธาตุแท้ที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง. การปฏิสนธิของโยฮันผู้ให้บัพติศมานั้นเป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จด้วยธาตุแท้ของมนุษย์ที่เกินวัย ซึ่งเป็นไปโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ไม่มีธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. ดังนั้นจึงก่อกำเนิดมนุษย์คนหนึ่งซึ่งเต็มล้นไปด้วย พระวิญญาณของพระเจ้า (1:15) แต่ไม่มีสภาพพระเจ้า. การปฏิสนธิขององค์พระผู้ช่วยนั้นคือการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคำ (ยฮ.1:14) ซึ่งมิได้กระทำสำเร็จโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังประกอบขึ้นโดยธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์รวมกับธาตุแท้ของมนุษย์ด้วย ดังนั้นจึงได้ก่อกำเนิดมนุษย์พระเจ้าซึ่งมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์. โดยขั้นตอนนี้เองตัวของพระเจ้าจึงได้ เข้าสนิทกับสภาพมนุษย์ เพื่อพระองค์จะสามารถสำแดงออกในเนื้อหนัง (1ตธ.3:16) และสามารถเป็นองค์มนุษย์พระผู้ช่วยได้ (2:11).
ลก.
1:35 ข ยฮ.6:69
ลก.
1:35 3ข แปลตามตรงคือ สิ่งที่บริสุทธิ์. เพราะการปฏิสนธินั้นเป็นไปโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น ผู้ที่ถือกำเนิดมาจากการปฏิสนธินี้จึงเป็นองค์บริสุทธิ์ คือทรงบริสุทธิ์ในด้านธาตุแท้ที่อยู่ภายใน. นี่คือพระเยซูองค์พระผู้ช่วยของเรา.
ลก.
1:35 ค ลก.1:32; มก.1:1; มธ.14:33; ยฮ.20:31; กจ.8:37
ลก.
1:37 ก มธ.19:26; รม.4:21
ลก.
1:37 1ก หรือ ปราศจากฤทธิ์เดช.
ลก.
1:38 ก กจ.12:10
ลก.
1:39 ก ลก.1:65; ยฮซ.20:7; 21:11
ลก.
1:41 1 ผู้บุกเบิกรู้สึกโลดเต้นยินดี (ข้อ 44) เมื่อได้พบองค์พระผู้ช่วย แม้ในขณะที่ทั้งคู่ยังอยู่ในครรภ์มารดา.
ลก.
1:41 ก ลก.1:15
ลก.
1:42 ก เทียบ วนฉ.5:24
ลก.
1:42 1ก คำอวยพรของนางเอลีซาเบธที่เป็นมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 41) ได้เปิดเผยว่า สภาพมนุษย์ของพระองค์ก็คือ "ผล" และสภาพพระเจ้าของพระองค์ก็คือ "องค์พระผู้เป็นเจ้า" (ข้อ 43) และยืนยันถึงความเชื่อของนางมาเรียที่มีต่อพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 45). การอวยพรเช่นนี้บ่งบอกว่านางเอลีซาเบธก็เป็นสตรีที่อยู่ในธรรมและเหมาะสมที่จะให้พระเจ้าใช้ในการดำเนินการตามพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ.
ลก.
1:42 ข เทียบ พบญ.28:4
ลก.
1:42 2ข คำว่า ผล ในที่นี้และใน กจ.2:30 ถูกใช้เพื่อเล็งถึงพระคริสต์ที่ทรงเป็นผู้สืบเชื้อสาย. คำศัพท์ในภาษากรีกคำเดียวกันนี้ถูกใช้ใน วว.22:2 โดยหมายถึงผลไม้ของต้นไม้แห่งชีวิต. พระคริสต์ทรงเป็นหน่อของพระยะโฮวา (ยซย.4:2) และของดาวิด (ยรม.23:5) และยังทรงเป็นผลของนางมาเรียและของดาวิด (กจ.2:30) เพื่อให้เรากินพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นต้นไม้แห่งชีวิต (วว.2:7).
ลก.
1:43 ก ลก.20:42; ยฮ.20:28
ลก.
1:43 1ก เมื่อนางเอลีซาเบธเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 41) ก็ได้ตระหนักว่า ทารกใน ครรภ์ของนางมาเรียก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าของเธอ คือได้ยอมรับถึงสภาพพระเจ้าของทารกที่จะบังเกิดจากนางมาเรีย (บพส.110:1; มธ.22:43-45).
ลก.
1:45 1 หรือ พระพรจงมีแก่สตรีที่ได้เชื่อว่า สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้แก่เธอนั้นจะสำเร็จ.
ลก.
1:45 ก ยฮ.20:29
ลก.
1:45 2ก ซึ่งตรงข้ามกับซะคาระยาผู้ไม่เชื่อ (ข้อ 20).
ลก.
1:45 3 นี่คือคำพยากรณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้ (ข้อ 41) เพื่อยืนยันพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทูตสวรรค์ฆับรีเอลได้ตรัสแก่นางมาเรียในข้อ 30-37.
ลก.
1:46 ก ข้อ 46-53: เทียบ 1ซมอ.2:1-10
ลก.
1:46 1ก คำสรรเสริญอันเป็นบทกลอนของมาเรียประกอบด้วยข้อความที่ยกมาจากพันธสัญญาเดิมหลายตอนบ่งบอกว่า เธอก็เป็นสตรีที่อยู่ในธรรมซึ่งมีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางสำหรับการกลายเป็นเนื้อหนังขององค์พระผู้ช่วยและให้พระเยซูได้เติบโตขึ้นมาในครอบครัว ซึ่งบริบูรณ์ไปด้วยความรู้และความรักที่มีต่อพระคำอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า.
ลก.
1:46 ข บพส.34:2-3; 69:30; กจ.10:46; 19:17
ลก.
1:46 2ข คำสรรเสริญของนางมาเรียได้เทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของเธอที่มีต่อพระเจ้า ในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระผู้ช่วยของเธอ โดยพระเมตตาอันนิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 47-50) และยังมีพื้นฐานจากการที่เธอเฝ้าสำรวจประสบการณ์ของผู้อื่นที่มีต่อพระราชกิจอันเปี่ยมด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ข้อ 51-55). เนื้อหาและมาตรฐานของคำสรรเสริญของเธอนั้นเหมือนกับบทเพลงสรรเสริญบางบทในพันธสัญญาเดิม. อย่างไรก็ดีเธอมิได้กล่าวถึงสิ่งใดๆ เกี่ยวกับพระคริสต์เหมือนกับที่นางเอลีซาเบธกล่าวในคำอวยพรของเธอ (ข้อ 41-43) หรือเหมือนกับคำพยากรณ์ของซะคาระยา (ข้อ 67-71, 76-79) ที่ได้กล่าวโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ลก.
1:47 ก ยฮ.4:24; รม.1:9
ลก.
1:47 ข ฮบฆ.3:18
ลก.
1:47 1ข ในตอนแรกวิญญาณของนางมาเรียรู้สึกปิติยินดีในพระเจ้า จากนั้นจิตของเธอจึงเทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นใหญ่. คำสรรเสริญที่เธอมีต่อพระเจ้านั้นเริ่มต้นจากวิญญาณของเธอ และแสดงออกผ่านทางจิตของเธอ. วิญญาณของเธอเต็มไปด้วยความยินดีในพระเจ้าพระผู้ช่วยของเธอและจิตของเธอก็ได้แสดงความยินดีนั้นออกมาเพื่อเทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นใหญ่. เธอดำเนินชีวิตและกระทำการต่างๆ อยู่ในวิญญาณของเธอ ซึ่งได้ชี้นำจิตของเธอ. การที่วิญญาณของเธอปิติยินดีในพระเจ้านั้นได้สืบเนื่องมาจากการที่เธอรับสุขพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยของเธอ ส่วนการที่จิตของเธอเทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นใหญ่นั้น สืบเนื่องมาจากการที่เธอยกชูองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระยะโฮวา "เราเป็น" ที่ยิ่งใหญ่.
ลก.
1:47 ค บพส.106:21; 1ตธ.1:1; 2:3; ตต.1:3; 2:10; 3:4; ยด.25
ลก.
1:48 ก 1ซมอ.1:11; บพส.138:6
ลก.
1:48 ข ลก.11:27; มลค.3:12
ลก.
1:49 ก บพส.66:7
ลก.
1:49 1ก หรือ องค์ผู้เปี่ยมฤทธิ์เดช
ลก.
1:49 ข บพส.126:2-3; 71:19
ลก.
1:49 ค บพส.111:9; ยซย.57:15
ลก.
1:50 ก อซด.34:6; ฮซอ.6:6
ลก.
1:50 1ก ทั้งนางมาเรียและซะคาระยาได้เน้นพระเมตตาของพระเจ้า (ข้อ 54, 58, 72, 78; ดู ฮร.4:16คำอธิบาย 2 และ ตต.3:5 คำอธิบาย 2) ดังนั้นจึงได้ยอมรับถึงฐานะอันต่ำต้อยของเขา (ข้อ 48) และถ่อมใจลง (ข้อ 52) โดยตระหนักว่า พวกเขาไม่มีค่าควรแก่การที่จะรับพระคุณของพระเจ้า.
ลก.
1:50 ข บพส.25:14; 111:10; 112:1
ลก.
1:50 ค ยนซ.17:7; พบญ.7:9
ลก.
1:51 ก บพส.89:10; 98:1; ยซย.40:10; 51:9
ลก.
1:51 ข ดนอ.4:37
ลก.
1:52 ก ดนอ.2:21
ลก.
1:52 ข 1ซมอ.2:7; โยบ 5:11; บพส.75:7; ลก.18:14
ลก.
1:52 ค สภษ.3:34
ลก.
1:53 ก 1ซมอ.2:5; บพส.107:9
ลก.
1:54 ก ยซย.41:8-9; 44:21; 49:3
ลก.
1:54 ข บพส.98:3; เทียบ ลก.1:72
ลก.
1:55 ก ฆต.3:16
ลก.
1:55 1 หมายถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการรักษาคำตรัสของพระองค์. ทั้งนางมาเรียและซะคาระยาไม่เพียงแต่เน้นพระเมตตาของพระเจ้าเท่านั้น (ดูข้อ 50 คำอธิบาย 1) แต่ยังเน้นความสัตย์ซื่อของพระองค์ (ข้อ 70 และ 72 คำอธิบาย2). พระเมตตาของพระเจ้าทรงดูแลสภาพการณ์ของพวกเขา ส่วนความสัตย์ซื่อของพระองค์ก็ทรงคำนึงถึงฐานะของพระองค์เอง เพื่อพระองค์จะสามารถกรุณาต่อเขาโดยพระราชกิจแห่งพระคุณของพระองค์.
ลก.
1:59 ก ลก.2:21; ยนซ.17:12; ลวต.12:3; ฟป.3:5
ลก.
1:60 ก ลก.1:13
ลก.
1:64 1 ดูข้อ 20 คำอธิบาย 1.
ลก.
1:64 ก มก.7:35
ลก.
1:65 ก ลก.5:26; กจ.2:43
ลก.
1:65 1 แปลตามตรงคือ ถ้อยคำ.
ลก.
1:65 ข ลก.1:39
ลก.
1:66 ก ลก.2:19, 51
ลก.
1:66 ข ลก.1:28; ยนซ.39:2-3; กจ.11:21
ลก.
1:67 ก ลก.1:15; ยอล.2:28
ลก.
1:68 ก 1พกษ.1:48 1คนก.29:10; บพส.41:13; 106:48
ลก.
1:68 ข ยซย.29:23; มธ.15:31
ลก.
1:68 ค ลก.1:78; 7:16; อซด.3:16; 4:31
ลก.
1:68 ง บพส.111:9
ลก.
1:68 1ง แปลตามตรงคือสำเร็จการไถ่ คำพยากรณ์ของซะคาระยานั้นเกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวแห่งการไถ่ของพระเจ้า ซึ่งได้นำไปสู่ความรอดของพลไพร่ของพระองค์ โดยการให้พระคริสต์ถือกำเนิดขึ้นโดยพระเมตตาที่อุดมสมบูรณ์ตามพันธสัญญาอันบริสุทธิ์ของพระองค์. ในสภาพมนุษย์ของพระคริสต์นั้น พระองค์ทรงเป็นเขาสัตว์แห่งความรอดของชาวอิสราเอล ส่วนในสภาพพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นแสงตะวันยามรุ่งสาง (ข้อ68-73, 76-79). เมื่อกล่าวถึงสถานภาพที่ทรงมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ขององค์มนุษย์พระผู้ช่วย และพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์นั้น คำพยากรณ์ของซะคาระยาให้ความกระจ่างมากกว่าคำอวยพรของนางเอลีซาเบธ ถึงกระนั้นก็ยังเป็นรูปแบบของพันธสัญญาเดิม ซึ่งมีทั้งสีสันและกลิ่นไอของพันธสัญญาเดิมเช่นเดียวกับคำสรรเสริญของนางมาเรียและคำอวยพรของนางเอลีซาเบธ.
ลก.
1:69 ก ลก.1:77; 1ซมอ.2:10 บพส.132:17
ลก.
1:69 1ก พระเยซูองค์พระผู้ช่วยซึ่งมาจากวงศ์วานของดาวิด (ยรม.23:5-6).
ลก.
1:69 ข ลก.1:27
ลก.
1:70 1 ดูข้อ 55 คำอธิบาย 1.
ลก.
1:70 2 หรือ ตั้งแต่แรกสร้างโลก.
ลก.
1:70 ก รม.1:2; กจ.3:21
ลก.
1:71 ก ลก.1:77
ลก.
1:71 ข ลก.1:74; บพส.106:10
ลก.
1:72 1 ดูข้อ 50 คำอธิบาย 1. ข้อ 78 ก็เช่นกัน.
ลก.
1:72 ก ลวต.26:42; เทียบ ลก.1:54
ลก.
1:72 2ก หมายถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการถือรักษาพระคำของพระองค์ ซึ่งได้ถูกตั้งเป็นพันธสัญญาโดยคำปฏิญาณของพระองค์ (ข้อ 73).
ลก.
1:72 ข ยนซ.15:18
ลก.
1:73 ก ยนซ.22:16-18; ฮร.6:13-14
ลก.
1:73 1ก พันธสัญญาของพระเจ้าถูกตั้งขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่บนคำสัญญาของพระองค์ (ฮร.8:6). คำสัญญาเป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ยังไม่ได้รับการยืนยันด้วยคำปฏิญาณ. ในพันธสัญญาเดิม หลังจากที่พระเจ้าทรงตั้งสัญญาใดๆ พระองค์ก็ทรงประทับตราด้วยคำปฏิญาณ. พระองค์ทรงปฏิญาณโดยฐานันดรความเป็นพระเจ้าของพระองค์ เพื่อยืนยันคำสัญญาของพระองค์ เพื่อทำให้คำสัญญาถูกตั้งขึ้นเป็นพันธสัญญาของพระองค์.
ลก.
1:74 1 แปลตามตรงคือ เป็นปุโรหิตปรนนิบัติพระเจ้า.
ลก.
1:75 1 แปลตามตรงคือ ในความบริสุทธิ์และความชอบธรรม. ความบริสุทธิ์ ในที่นี้เน้นถึงการอยู่ในธรรม, ความเกรงกลัวพระเจ้า.
คำศัพท์ในภาษากรีกในที่นี้แตกต่างกับคำว่า "บริสุทธิ์" ที่ใช้ใน รม.1:2. ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มีต่อพระเจ้าเป็นประการสำคัญ ส่วนความชอบธรรมเป็นสิ่งที่มีต่อมนุษย์. หนังสือเล่มนี้เน้นสภาพมนุษย์ของพระเยซู ดังนั้นจึงเลือกเน้นความบริสุทธิ์และความชอบธรรมเป็นลักษณะสำคัญแห่งการประพฤติของมนุษย์ที่มีต่อพระพักตร์พระเจ้าเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า.
ลก.
1:75 ก อฟ.4:24
ลก.
1:75 ข ลก.1:6; ตต.2:12
ลก.
1:76 ก ลก.7:26; 20:6
ลก.
1:76 ข ลก.1:32
ลก.
1:76 ค ลก.1:17
ลก.
1:76 1 พระเยซูองค์พระผู้ช่วย (ข้อ 17; มลค.3:1).
ลก.
1:76 ง มลค.3:1; ยซย.40:3; มธ.11:10; เทียบ ลก.1:17
ลก.
1:76 2ง ดู มก.1:3 คำอธิบาย 3.
ลก.
1:77 ก ลก.1:69; 2:30; 3:6
ลก.
1:77 1 หรือ โดย.
ลก.
1:77 ข ลก.3:3; กจ.2:38; 5:31
ลก.
1:77 2 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ลก.
1:78 ก ฟป.1:8
ลก.
1:78 ข มลค.4:2; อฟ.5:14
ลก.
1:78 1ข พระเยซูองค์พระผู้ช่วยทรงเป็นดวงตะวันยามรุ่งสางแห่งยุคมืด. การเสด็จมาของพระองค์ทำให้ราตรีแห่งพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลง และได้เริ่มต้นเวลากลางวันแห่งพันธสัญญาใหม่. ในฐานะที่ทรงเป็นผลในคำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42 คำอธิบาย 2) พระองค์ทรงเป็นชีวิตของเรา (ยฮ.14:6); และในฐานะที่ทรงเป็นดวงตะวันในคำพยากรณ์ของซะคาระยา พระองค์ทรงเป็นความสว่างของเรา (ยฮ.9:5; มธ.4:16). พระองค์ผู้นี้จึงเป็นผู้สำเร็จและเป็นศูนย์กลางแห่งการไถ่ของพระเจ้าเพื่อให้พลไพร่ของพระองค์ได้รับความรอด.
ลก.
1:78 ค ลก.1:68
ลก.
1:79 ก บพส.107:10; ยซย.9:2; มธ.4:16; กจ.26:18
ลก.
1:79 ข รม.3:17; ลก.7:50
ลก.
1:80 ก ลก.2:40
ลก.
1:80 1 บิดามารดาของผู้บุกเบิกต่างเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 41, 67). ซึ่งเป็นการง่ายที่บุตรของพวกเขาจะเติบโตและเข้มแข็งในวิญญาณแล้วไปอาศัยอยู่ในป่ากันดาร. การที่เขาเติบโตและเข้มแข็งในวิญญาณหมายความว่าเขาอยู่กับพระเจ้าและอยู่เพื่อพระเจ้า ส่วนการที่เขาอยู่ในป่ากันดารนั้นหมายความว่า เขาได้แยกออกจากวัฒนธรรมและศาสนาของมนุษย์ เพื่อให้
พระเจ้าได้มีหนทางอย่างอิสระและชัดเจนที่จะใช้เขาให้เป็นผู้บุกเบิกขององค์พระผู้ช่วย.
ลก.
1:80 ข มธ.3:1; 11:7