การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

มาระโก บทที่ 9

มก. 9:1 และพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายตามจริงว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนที่จะไม่ต้องกลิ้มชิมความตาย จนกว่าจะได้เห็นขอาณาจักรของพระเจ้ามาด้วยคฤทธิ์เดช.”
(18) ทรงเปลี่ยนรูปลักษณะบนภูเขา
9:2-13
มก. 9:2 1ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูกทรงพาขเปโตร, ยาโกโบ, และโยฮันขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง แล้วคทรงเปลี่ยนรูปลักษณะต่อหน้าเขา
มก. 9:3 และฉลองพระองค์ก็กขาวขเจิดจ้า จะหาช่างฟอกผ้าทั่วแผ่นดินโลกมาฟอกให้ขาวอย่างนั้นไม่ได้.
มก. 9:4 แล้วเอลียากับโมเซก็ปรากฏแก่พวกเขา และเฝ้าสนทนากับพระเยซู.
มก. 9:5 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระเยซูว่า “กรับบี ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดีนัก ให้พวกข้าพเจ้าสร้างขกระโจมสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง, สำหรับโมเซหลังหนึ่ง, และสำหรับเอลียาหลังหนึ่ง.”
มก. 9:6 เพราะเขากไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เนื่องจากเขาทั้งหลายกลัวยิ่งนัก.
มก. 9:7 แล้วมีกเมฆมาปกคลุมพวกเขาไว้ และมีขพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “1ท่านผู้นี้เป็นบุตรคที่รักของเรา. งจงฟังท่านเถิด!”
มก. 9:8 ทันใดนั้น เมื่อพวกสาวกแลดูรอบๆ ก็ไม่เห็นผู้ใดอีก เห็นแต่พระเยซูทรงอยู่กับพวกเขาเพียงผู้เดียว.
มก. 9:9 และเมื่อพวกเขากกำลังลงมาจากภูเขา พระองค์กำชับพวกเขา1ไม่ให้นำสิ่งที่ได้เห็นนั้นไปเล่าแก่ขผู้ใดเลย จนกว่าบุตรมนุษย์จะคเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.
มก. 9:10 ถ้อยคำนั้นเหล่าสาวกก็เก็บงำไว้ แล้วหารือกันถึงความหมายของคำว่า "เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย."
มก. 9:11 พวกเขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “เหตุไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่า กเอลียาจะต้องมาก่อน?”
มก. 9:12 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เอลียาต้องมาก่อนจริงและกทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพเดิม. เหตุใดจึงมีขคำเขียนเกี่ยวกับบุตรมนุษย์ไว้ว่า พระองค์จะต้องคทนทุกข์ทรมานหลายประการ และจะถูกงมองว่าไม่นับเป็นอะไรเลย?
มก. 9:13 แต่เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า 1แท้จริงกเอลียาได้มาแล้ว และซึ่งเขาใคร่ทำแก่ท่านอย่างไร เขาก็ได้กระทำแล้ว ตามที่มีคำเขียนกล่าวไว้ถึงท่าน.”
(19) ทรงขับวิญญาณใบ้
9:14-29
มก. 9:14 1เมื่อพระเยซูกับสาวกทั้งสามมาหาสาวกอื่นๆ ก็เห็นฝูงชนเป็นอันมากอยู่ล้อมรอบพวกเขา และ2กพวกธรรมาจารย์กำลังถกเถียงกับพวกเขาอยู่.
มก. 9:15 กในทันใดนั้น เมื่อฝูงชนเห็นพระองค์ขก็ประหลาดใจนัก จึงวิ่งเข้ามาทักทายพระองค์.
มก. 9:16 พระองค์จึงตรัสถามพวกเขาว่า “ท่านมาถกเถียงกับพวกเขาด้วยเรื่องอะไร?”
มก. 9:17 1มีกคนหนึ่งในฝูงชนทูลตอบพระองค์ว่า “ขอาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าได้พาบุตรชายของข้าพเจ้าที่มีควิญญาณใบ้เข้าสิงมาหาท่าน
มก. 9:18 ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน วิญญาณนั้นก็จับฉวยเขาไว้ 1ทำให้เขาล้มลง น้ำลายฟูมปาก และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วเขาก็ซูบผอมไป. ข้าพเจ้าได้ขอเหล่าสาวกของพระองค์ให้กขับวิญญาณนั้นออกเสีย แต่เขาไม่สามารถขับออกได้.”
มก. 9:19 พระเยซูตรัสตอบคนเหล่านั้นว่า “1โอ คนในยุคที่ไม่เชื่อ! เราจะอยู่กกับพวกท่านอีกนานเท่าใด? เราจะต้องทนต่อพวกท่านอีกนานเท่าใด? จงพาเด็กนั้นมาหาเรา.”
มก. 9:20 พวกเขาก็พาเด็กนั้นมาหาพระองค์. เมื่อวิญญาณนั้นเห็นพระองค์แล้ว กทันใดนั้นมันก็ทำให้เขาขชักอย่างรุนแรงล้มลงกลิ้งเกลือกที่ดินมีน้ำลายฟูมปาก.
มก. 9:21 พระองค์จึงถามบิดาของเขาว่า “เป็นอย่างนี้มานานเท่าใดแล้ว?” บิดาทูลตอบว่า “ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ มา
มก. 9:22 และมันก็ทำให้เด็กตกในไฟและในน้ำบ่อยๆ หมายจะกำจัดเขาเสีย. แต่ถ้าพระองค์สามารถทำอะไรได้ ขอ1โปรดเมตตาพวกเราและช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด.”
มก. 9:23 พระเยซูจึงตรัสแก่บิดานั้นว่า “1[ท่านกล่าวว่า] ‘ถ้าพระองค์สามารถ.’ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้สำหรับผู้ที่กเชื่อ.”
มก. 9:24 กในทันใดนั้น บิดาของเด็กก็ร้องทูลว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อนั้น ขอโปรดขช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วย!”
มก. 9:25 เมื่อพระเยซูทรงเห็นฝูงชนกำลังวิ่งเข้ามา พระองค์จึงทรงกติเตียนวิญญาณโสโครกนั้นว่า “ขอ้ายวิญญาณใบ้ หูหนวก เราสั่งเอ็งให้1ออกจากเขา อย่าได้กลับเข้าสิงเขาอีกเลย.”
มก. 9:26 วิญญาณนั้นจึงร้องอื้ออึง กทำให้[เด็ก]นั้นชักเป็นอันมาก แล้วก็ออกมา. เด็กนั้นก็แน่นิ่งเหมือนคนตาย จนมีหลายคนกล่าวว่า “เขาตายแล้ว.”
มก. 9:27 แต่พระเยซู1กทรงจับมือเด็กนั้นพยุงขึ้น เด็กนั้นก็ยืนขึ้น.
มก. 9:28 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกเรือนแล้ว เหล่าสาวกมาทูลถามพระองค์เป็นการส่วนตัวว่า “เหตุไฉนพวกข้าพเจ้าขับผีนั้นออกไม่ได้?”
มก. 9:29 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “[วิญญาณ]อย่างนี้จะขับให้ออกไม่ได้เลย เว้นแต่โดยการอธิษฐาน1.”
(20) ทรงเปิดเผยถึงการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์เป็นครั้งที่สอง
9:30-32
มก. 9:30 และพวกเขาได้ออกไปจากที่นั่น ดำเนินผ่านกมณฑลฆาลิลาย แต่พระองค์ไม่ประสงค์จะให้ผู้ใดรู้
มก. 9:31 ด้วยว่าพระองค์กกำลังสอนพวกสาวกของพระองค์และบอกเขาว่า “บุตรมนุษย์กำลังจะถูกมอบไว้ในมือคนทั้งหลาย และเขาจะขฆ่าท่านเสีย. เมื่อฆ่าแล้วสามวัน ท่านจะเป็นขึ้น.”
มก. 9:32 แต่พวกสาวกไม่กเข้าใจในถ้อยคำเหล่านี้ และไม่กล้าทูลถามพระองค์.
(21) ทรงสอนเรื่องการถ่อมตัว
9:33-37
มก. 9:33 และพวกเขามาถึงเมืองกกัปเรนาอูม. เมื่อพระองค์อยู่ในเรือนแล้ว ทรงขถามเหล่าสาวกว่า “ขณะมาตามทางนั้น ท่านทั้งหลายได้ถกเหตุผลกันด้วยเรื่องใด?”
มก. 9:34 เหล่าสาวกก็นิ่งเงียบ เพราะขณะมาตามทางนั้นพวกเขาเถียงกันว่า “ใครจะเป็นกใหญ่กว่ากัน.”
มก. 9:35 พระเยซูได้ทรงนั่งลง ทรงเรียก[สาวก]ทั้งสิบสองคนมา แล้วตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น เขาจะต้องเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของคนทั้งปวง.”
มก. 9:36 พระองค์จึงพา1เด็กเล็กๆ คนหนึ่งมา ให้เขายืนท่ามกลางเหล่าสาวก แล้วทรงกอุ้มเด็กขึ้นมา ตรัสแก่เหล่าสาวกว่า
มก. 9:37 “ผู้ใดที่กรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่ง1เพราะนามของเรา2ก็ได้รับเรา และผู้ใดที่ได้รับเรา ผู้นั้นมิได้รับเรา แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา.”
(22) ทรงสอนเรื่องการยอมอดกลั้นเพื่อความเป็นหนึ่ง
9:38-50
มก. 9:38 กโยฮันได้ทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าได้เห็นบางคนขขับผีออกในคพระนามของพระองค์ พวกข้าพเจ้าจึงได้1ห้ามเขาเสีย เพราะเขามิได้ติดตามพวกเรา.”
มก. 9:39 แต่พระเยซูตรัสว่า “1อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่ากไม่มีผู้ใดจะทำการอิทธิฤทธิ์ในนามของเรา แล้วอีกประเดี๋ยวหนึ่งกลับพูดใส่ร้ายต่อเราได้.
มก. 9:40 เพราะ1ผู้ใดที่มิได้ต่อต้านเราก็ช่วยเหลือเราแล้ว.
มก. 9:41 ผู้ใดที่เอาน้ำกแก้วหนึ่งให้1พวกท่านดื่ม เพราะท่านทั้งหลายมีชื่อว่า เป็น2ขของพระคริสต์แล้ว เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ผู้นั้นจะไม่สูญเสีย3บำเหน็จไปอย่างแน่นอน.
มก. 9:42 ผู้ใดจะทำให้1ผู้กเล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่เชื่อเข้าสู่ในเราสะดุดไป หากเอา2หินโม่ก้อนใหญ่คล้องคอผู้นั้นถ่วงเสียในทะเลก็ดีกว่า.
มก. 9:43 ถ้า1กมือของท่านทำให้สะดุด2จงตัดทิ้งเสีย. ท่านจะเข้าใน3ชีวิตด้วยมือด้วนยังดีกว่ามีสองมือแล้วต้องตกเข้าไปยัง4เกเฮนนะ ใน5ขไฟที่ไม่รู้จักดับ.”
มก. 9:44 [ดูคำอธิบาย 1 ข้อ 44].1
มก. 9:45 “ถ้าเท้าของท่านทำให้ท่านสะดุด จงตัดทิ้งเสีย. ท่านจะเข้าในชีวิตด้วยเท้าด้วน ยังดีกว่ามีสองเท้าแล้วต้องถูกโยนลงในเกเฮนนะ1.”
มก. 9:46 [ดูคำอธิบาย 1 ข้อ 46].1
มก. 9:47 “ถ้ากตาของท่านทำให้ท่านสะดุด จงควักทิ้งเสีย. ท่านจะเข้าใน1ขอาณาจักรของพระเจ้าด้วยตาข้างเดียว ยังดีกว่ามีตาสองข้างแล้วต้องถูกโยนลงในเกเฮนนะ.
มก. 9:48 ในที่นั่น1ตัวหนอนก็ไม่ตายและไฟก็ไม่ดับเลย.
มก. 9:49 ด้วยว่าคนทั้งปวงจะต้องถูก1หมักด้วยเกลือ ชำระด้วย2ไฟ3.
มก. 9:50 1เกลือเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเกลือ2หมดรสเค็มแล้ว จะใช้อะไรมาทำให้มันกลับเค็มได้อีกเล่า? ท่านทั้งหลายจงมีเกลือในตัว และจงอยู่ร่วมกันกอย่างสันติเถิด.”

คำอธิบาย มาระโก บทที่ 9

มก. 9:1 ก ยฮ.8:52; ฮร.2:9
มก. 9:1 ข มก.1:15; 4:26; ลก.22:18
มก. 9:1 ค มก.13:26
มก. 9:2 1 ข้อ 2-13 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.17:1-13.
มก. 9:2 ก ข้อ 2-9: มธ.17:1-9; ลก.9:28-36
มก. 9:2 ข มก.5:37; 14:33
มก. 9:2 ค เทียบ 2กธ.3:18; ฟป.3:21
มก. 9:3 ก ดนอ.7:9; มธ.28:3
มก. 9:3 ข บพส.104:2
มก. 9:5 ก ยฮ.1:38
มก. 9:5 ข ลวต.23:42; นฮย.8:15
มก. 9:6 ก มก.14:40
มก. 9:7 ก อซด.24:15-16
มก. 9:7 ข 2ปต.1:17
มก. 9:7 1 แปลตามตรงคือ ผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้เป็นที่รัก.
มก. 9:7 ค มก.1:11; 12:6
มก. 9:7 ง กจ.3:22
มก. 9:9 ก ข้อ 9-13: มธ.17:9-13
มก. 9:9 1 ดู 1:44 คำอธิบาย 1.
มก. 9:9 ข มก.5:43
มก. 9:9 ค มก.8:31
มก. 9:11 ก มลค.4:5; ลก.1:17; มก.6:15
มก. 9:12 ก กจ.1:6; 3:21
มก. 9:12 ข มก.14:21
มก. 9:12 ค มก.8:31
มก. 9:12 ง ยซย.53:3
มก. 9:13 1 หรือ ด้วย.
มก. 9:13 ก มธ.11:14
มก. 9:14 1 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเป็นคำว่า “พระองค์”.
มก. 9:14 ก มก.2:16; 11:27; 12:28; กจ.23:9
มก. 9:14 2ก ดู 2:6 คำอธิบาย 1.
มก. 9:15 ก มก.8:10; 9:20
มก. 9:15 ข มก.10:32
มก. 9:17 1 ข้อ 17-29 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.17:14-21.
มก. 9:17 ก ข้อ 17-29:มธ.17:14-21; ลก.9:38- 42
มก. 9:17 ข ยฮ.11:28; 13:13
มก. 9:17 ค มก.9:25; ลก.11:14
มก. 9:18 1 หรือ ฉีกเขา.
มก. 9:18 ก มก.3:15
มก. 9:19 1 นี่คือคำทอดถอนใจที่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยตรัส เพราะเหตุความไม่เชื่อของมนุษย์.
มก. 9:19 ก ยฮ.14:9
มก. 9:20 ก มก.9:15, 24
มก. 9:20 ข มก.9:26; 1:26
มก. 9:22 1 หรือ โปรดช่วยเรา เมตตาเราด้วยเถิด.
มก. 9:23 1 หรือ เกี่ยวกับที่ว่า (คำนำหน้านามเฉพาะ)
มก. 9:23 ก มก.11:23; ยฮ.11:40
มก. 9:24 ก มก.9:20; 10:52
มก. 9:24 ข เทียบ ลก.17:5
มก. 9:25 ก มก.1:25
มก. 9:25 ข มก.9:17
มก. 9:25 1 ดู 1:23 คำอธิบาย 1.
มก. 9:26 ก มก.9:20
มก. 9:27 ก มก.1:31
มก. 9:27 1ก ดู 8:23 คำอธิบาย 1.
มก. 9:28 ก มก.3:20
มก. 9:29 1 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเพิ่มข้อความว่า “และอดอาหาร”.
มก. 9:30 ก ลก.24:6
มก. 9:31 ก ข้อ31-32: มธ. 17:22-23; ลก.9:43-45
มก. 9:31 ข มก.8:31; 10:33-34
มก. 9:32 ก มก.6:52; ลก.2:50; ยฮ.10:6; 12:16; 16:18
มก. 9:33 ก มธ.17:24
มก. 9:33 ข ข้อ 33-37: มธ.18:1-5; ลก.9:46-48
มก. 9:34 ก ข้อ 34-35: มก.10:42-44; มธ.20:25-26; ลก.22:24-27
มก. 9:36 1 สภาพมนุษย์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้สำแดงออกในความรักอันนุ่มนวลที่พระองค์ทรงมีต่อผู้เล็กน้อย. (ดู 8:23 คำอธิบาย 1 และ 10:14 คำอธิบาย 2).
มก. 9:36 ก มก.10:13-16
มก. 9:37 ก มธ.10:40-41
มก. 9:37 1 แปลตามตรงคือ โดยพึ่งนามของเรา. มีนัยว่า เนื่องจากนามของเรา.
มก. 9:37 2 นี่แสดงว่าองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย ได้กลายเป็นหนึ่งกับเด็กเล็กๆ.
มก. 9:38 ก ข้อ38-40: ลก.9:49-50
มก. 9:38 ข มธ.12:28
มก. 9:38 ค มก.16:17; มธ.7:22; ลก.10:17; กจ.19:13
มก. 9:38 1 นี่เป็นการกระทำอันหุนหันพลันแล่นของโยฮันลูกฟ้าร้อง การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคุณธรรมขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยซึ่งเขาได้ติดตามอยู่นั้น (ดู 3:17 คำอธิบาย 1). ท่าทีของโยฮันในที่นี้ก็เหมือนกับท่าทีของยะโฮซูอะใน อฤธ.11:28.
มก. 9:39 1 นี่แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างในภาคปฏิบัติของการปรนนิบัติด้านกิตติคุณที่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยมีต่อผู้เชื่อของพระองค์ ซึ่งเป็นพวกที่แตกต่างไปจากคนที่อยู่ใกล้ตัวของพระองค์. ในเรื่องนี้ท่าทีของอัครทูตเปาโลใน ฟป.1:16-18 และท่าทีของโมเซใน อฤธ.11:26-29 ก็เหมือนกับท่าทีของพระองค์ แต่ท่าทีของโยฮันผู้หุนหันพลันแล่นนั้นต่างออกไป. การที่ข้อความในข้อ 38-50 อยู่ต่อกับข้อความในข้อ 33-37 นั้นมีความหมายมาก. ในที่นั้นองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้สอนผู้ติดตามพระองค์ถึงเรื่องความถ่อมใจเพราะเขาทุ่มเถียงกันว่า ใครจะเป็นใหญ่กว่ากัน. ในการทุ่มเถียงกันครั้งนั้น บางทีลูกฟ้าร้องทั้งสองคือยาโกโบและโยฮันอาจมีบทบาทเป็นผู้นำ (เทียบ 10:35-45). ในที่นี้โยฮันคนเดียวกันนี่เองก็ไม่ยอมประนีประนอมต่อผู้เชื่อที่แตกต่างออกไป. พฤติกรรมอันหุนหันพลันแล่นนี้ บางทีอาจเกี่ยวพันกับความทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่ของเขา. อาจเป็นไปได้ว่า เพราะความทะเยอทะยานนี้เองจึงก่อให้เกิดการไม่ประนีประนอมต่อภาคปฏิบัติที่แตกต่างกันของผู้เชื่ออื่นๆ. สิ่งนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการแตกแยกในท่ามกลางพวกคริสเตียน. แน่นอนทีเดียวองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยไม่ทรงเห็นด้วยกับโยฮันในเรื่องนี้.
มก. 9:39 ก เทียบ 1กธ.12:3
มก. 9:40 1 ถ้อยคำนี้มิได้ขัดแย้งกับถ้อยคำใน มธ.12:30. ถ้อยคำทั้งสองต่างออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยและอาจถือได้ว่าเป็นคติพจน์. คติพจน์ในข้อนี้กล่าวถึงความพร้อมเพรียงกันในภาคปฏิบัติทางภายนอก โดยเกี่ยวข้องกับผู้ที่ไม่ต่อต้านพระองค์ (มก.9:39). ส่วนในมัดธายกล่าวถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้านวัตถุประสงค์ทางภายใน โดยเกี่ยวข้องกับผู้คนซึ่งต่อต้านพระองค์ (มธ.12:24). การจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางภายในนั้น เราต้องปฏิบัติตามถ้อยคำในมัดธาย. ส่วนการจะดำรงไว้ซึ่งความพร้อมเพรียงกันทางภายนอก เราต้องปฏิบัติตามถ้อยคำในข้อนี้ คือมีใจกว้างต่อผู้ที่เชื่อแตกต่างกันออกไป.
มก. 9:41 ก มธ.10:42
มก. 9:41 1 พฤติกรรมของโยฮันนั้นเป็นการจัดการต่อผู้อื่น. แต่ถ้อยคำอันชาญฉลาดขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยในที่นี้ ได้ทำให้โยฮันและสาวกคนอื่นๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นผู้ถูกกระทำ. สิ่งนี้แสดงว่าไม่ว่าจะเป็นพวกสาวกหรือผู้เชื่ออื่นๆ ก็ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น เพราะทุกคนเป็นของพระองค์. ไม่ว่าจะเป็นการที่พวกสาวกกระทำต่อผู้เชื่ออื่นๆ หรือจะเป็นการที่ผู้เชื่อคนอื่นกระทำต่อพวกสาวก หากเป็นการกระทำในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แม้จะเป็นเพียงการให้น้ำดื่มเพียงจอกเดียว ก็จะได้รับบำเหน็จจากองค์พระผู้เป็นเจ้า.
มก. 9:41 ข รม.8:9; 1กธ.3:23
มก. 9:41 2ข นี่แสดงว่าองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยทรงถือว่าผู้ที่ถูกโยฮันกล่าวห้ามนั้นเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงซึ่งเป็นคนของพระองค์คนหนึ่ง. สิ่งนี้ควรจะเป็นบทเรียนแก่โยฮัน.
มก. 9:41 3 บำเหน็จนี้จะทรงประทานให้ในยุคอาณาจักรที่จะมาถึง (ลก.14:14). ดู ฮร.10:35 คำอธิบาย 1 และ 2กธ.5:10 คำอธิบาย 2.
มก. 9:42 1 ในที่นี้ องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้ทรงเปลี่ยนหัวข้อที่กล่าวถึงโยฮันและอัครทูตคนอื่นๆ มาเป็นกลุ่มผู้เชื่อของพระองค์โดยรวม ซึ่งทั้งหมดนี้พระองค์ทรงถือว่าเป็นผู้เล็กน้อย (ไม่เกี่ยวกับเด็กเล็กๆในข้อ 37) โดยรวมถึงโยฮัน, สาวกคนอื่น, และคนที่พวกเขากล่าวห้าม. สิ่งนี้อาจถือเป็นการเตือนไม่ให้โยฮันและสาวกคนอื่นๆ ทำให้ผู้เชื่อคนอื่นที่มีวิธีการติดตามพระองค์แตกต่างจากพวกเขาต้องสะดุด.
มก. 9:42 ก มธ.18:6; ลก.17:1-2
มก. 9:42 2 แปลตามตรงคือ หินโม่ที่ใช้ลา (ลาก).
มก. 9:43 ก มธ.5:30; 18:8
มก. 9:43 1ก ในที่นี้ สิ่งที่ทำให้เกิดการสะดุดได้เปลี่ยนจากตัวบุคคลไปเป็นอวัยวะที่อยู่ในร่างกายของผู้เชื่อ. ผู้เชื่อไม่ควรทำให้ผู้อื่นสะดุด อีกทั้งไม่ควรให้อวัยวะในกายของตนทำให้ตัวเองสะดุด. สิ่งนี้บ่งบอกถึงความล้ำค่าของผู้เชื่อในสายพระเนตรขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย. พวกเขาทุกคนควรได้รับการรักษาไว้เพื่อพระองค์. ปัจจัยใดๆ ที่ทำให้ผู้เชื่อสะดุด ควรจะถูกจัดการอย่างจริงจัง.
มก. 9:43 2 ดู มธ.5:29 คำอธิบาย 1. ข้อ 45 ก็เช่นกัน.
มก. 9:43 3 ชีวิต ในที่นี้หมายถึง ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งผู้เชื่อที่มีชัยชนะจะได้รับสุขในอาณาจักรที่จะมาถึง (10:30; เทียบ มธ.19:29 คำอธิบาย 3). การที่จะเข้าสู่การรับสุขในยุคที่จะมาถึง ก็คือการเข้าสู่อาณาจักรที่จะมาถึง (ข้อ 47) และมีส่วนร่วมในการรับสุขชีวิตนิรันดร์ของอาณาจักรนี้.
มก. 9:43 4 ดู มธ.5:22 คำอธิบาย 9. ข้ออื่นๆ ก็เช่นกัน.
มก. 9:43 ข มธ.3:12; 25:41
มก. 9:43 5ข มีความหมายเดียวกับคำว่า “นรก”. ตามเนื้อความในที่นี้จะมีนัยถึง การลงโทษแห่งยุคสมัยซึ่งผู้เชื่อที่พ่ายแพ้จะได้รับ (เหมือนการถูกทำร้ายโดยความตายครั้งที่สองใน วว.2:11) แต่ไม่ใช่การพินาศนิรันดร์. (ดูข้อ 49 คำอธิบาย 2).
มก. 9:44 1 สำเนาต้นฉบับบางเล่มแทรกข้อความในข้อ 44 ไว้ว่า “ตัวหนอนที่นั่นจะไม่รู้จักตายและไฟก็ไม่รู้ดับเลย”.
มก. 9:45 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มข้อความว่า “ในไฟที่ไม่รู้จักดับ”.
มก. 9:46 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับแทรกข้อความในข้อ 46 ไว้ว่า “ตัวหนอนที่นั่นจะไม่รู้จักตายและไฟก็ไม่รู้ดับเลย”.
มก. 9:47 ก มธ.5:29; 18:9
มก. 9:47 ข มก.1:15; 4:26; 10:14-15; 14:25
มก. 9:47 1ข นี่คือการเข้าสู่การรับสุขชีวิตนิรันดร์ในยุคที่จะมาถึง. ดู ข้อ 43 คำอธิบาย 3.
มก. 9:48 1 ข้อความในข้อนี้กับในข้อ 44 และ 46 (ซึ่งสำเนาต้นฉบับบางเล่มได้แทรกไว้) ถูกคัดลอกมาจาก ยซย.66:24. ใน มธ.5:29-30; 18:8-9; หรือใน ลก.12:5 ไม่ได้มีการบันทึกข้อความนี้ไว้.
มก. 9:49 1 แปลตามตรงคือ หมักด้วยไฟ. เพื่อประหารและกำจัดเชื้อโรคที่มาทำลายมนุษย์โดยอาศัยความบาป เพื่อรักษาผู้เชื่อที่ได้กระทำบาป (เทียบ ลวต.2:13; ยอค.43:24).
มก. 9:49 2 นี่คือไฟแห่งการหล่อหลอม (มลค.3:2) ไฟที่จะมาชำระ, หลอมให้บริสุทธิ์ ดังที่กล่าวไว้ใน 1กธ.3:13, 15 (เทียบ ยซย.33:14). ในยุคของอาณาจักร ไฟนี้จะหลอมบรรดาผู้เชื่อที่ทำบาป แต่ไม่ยอมกลับใจในยุคนี้ให้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นการลงโทษแห่งยุคสมัย (ดูข้อ 43 คำอธิบาย 5). แม้แต่ในยุคนี้ พระเจ้าก็ทรงใช้การทดสอบดุจไฟมาหลอมผู้เชื่อให้บริสุทธิ์เหมือนกัน (1ปต.1:7; 4:12,17). การลงโทษแห่งยุคสมัยด้วยไฟในยุคหน้านั้นก็อยู่ในหลักการเดียวกันกับการเฆี่ยนตีของพระเจ้าโดยการทนทุกข์ดุจไฟในยุคนี้.
มก. 9:49 3 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเพิ่มข้อความว่า “และเครื่องบูชาทุกอย่างจะต้องถูกหมักด้วยเกลือ”.
มก. 9:50 1 ดู มธ.5:13 คำอธิบาย 2. การปรับใช้ถ้อยคำในที่นี้แตกต่างไปจากใน มธ.5:13 และ ลก.14:34. ในมัดธายและลูกา เกลือนั้นบรรยายถึงผลสะท้อนที่ผู้เชื่อมีต่อโลกคือ มีไว้เพื่อหมักโลกที่เสื่อมเสีย. เกลือในข้อนี้มีความหมายเดียวกับไฟ แห่งการหลอมให้บริสุทธิ์ คือมีไว้เพื่อหมักผู้เชื่อที่กระทำบาปดังเช่นการเฆี่ยนตีของพระเจ้าที่มีไว้สำหรับผู้เชื่อที่กระทำบาปในยุคนี้. ฉะนั้นผู้เชื่อควรมีเกลือในตัวเองเพื่อจะถูกชำระให้บริสุทธิ์ไม่เพียงพ้นจากความบาป แต่ยังพ้นจากปัจจัยแห่งการแตกแยกทุกประการอีกด้วย (เหมือนกับที่โยฮันผู้หุนหันพลันแล่นได้แสดงไว้ในการห้ามพี่น้องที่ต่างออกไป และในการถกเถียงกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่) เพื่อเขาจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ. เกลือแห่งการหลอมให้บริสุทธิ์นี้จะหล่อหลอมวาจาของผู้เชื่อ เพื่อเขาจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (กซ.4:6). ถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้บ่งบอกว่า คำพูดของโยฮันที่ได้กล่าวแก่พี่น้องที่ต่างออกไปนั้นยังไม่ผ่านการหล่อหลอมให้บริสุทธิ์. ดังนั้นข้อความในข้อ 38-50 นี้จึงนำเสนอคำสอนขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยที่ให้ผู้เชื่อประนีประนอมเพื่อความเป็นหนึ่ง.
มก. 9:50 2 ดู มธ.5:13 คำอธิบาย 3.
มก. 9:50 ก รม.12:18; 14:19; 2กธ.13:11; 1ธซ.5:13; ฮร.12:14
สารบัญ