มาระโก บทที่ 4
4. คำอุปมาแห่งอาณาจักรของพระเจ้า
4:1-34
4:1-34
(1) คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช
ข้อ 1-20
ข้อ 1-20
มก.
4:1 1แล้วพระองค์ทรง2สั่งสอนที่กฝั่งคทะเลอีก ฝูงชนเป็นอันมากมาประชุมกันจนพระองค์ต้องเสด็จลงไปประทับในคเรือที่ทะเลและฝูงชนอยู่บนฝั่งหันหน้าสู่ทะเล.
มก.
4:2 พระองค์จึงตรัสสั่งสอนเขาหลายประการเป็นคำอุปมา ในกคำสั่งสอนนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า
มก.
4:3 “ท่านทั้งหลายจงฟัง! ดูเถิด ยังมี1กผู้หว่านคนหนึ่งออกไป2หว่านเมล็ดพืช.
มก.
4:4 และเมื่อหว่านอยู่นั้น บ้างก็ตกอยู่ริมหนทาง แล้วนกก็มาจิกกินเสีย.
มก.
4:5 บ้างก็ตกที่มีหินมากดินน้อย จึงงอกขึ้นกโดยเร็ว เพราะดินไม่ลึก.
มก.
4:6 แต่เมื่อดวงอาทิตย์กขึ้นก็แผดเผา จึงเหี่ยวแห้งไปเพราะไม่มีราก.
มก.
4:7 และบ้างก็ตกลงในกพงหนาม หนามก็งอกขึ้นเบียดบังไว้จนหมด จึงไม่เกิดผล.
มก.
4:8 บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วงอกงามจำเริญขึ้น กเกิดผลสามสิบเท่าบ้าง, หกสิบเท่าบ้าง, ขร้อยเท่าบ้าง.”
มก.
4:9 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ใครมีกหูฟังได้ ก็ให้ฟังเถิด.”
มก.
4:10 เมื่อพระองค์ทรงอยู่กลำพัง คนที่อยู่รอบพระองค์กับ[สาวก]สิบสองคนได้ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น.
มก.
4:11 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “1กข้อลับลึกแห่งอาณาจักรของพระเจ้าจะให้ท่านทั้งหลายรู้เท่านั้น แต่ฝ่ายขคนภายนอกนั้น บรรดาข้อความเหล่านี้ล้วน2เป็นคคำอุปมาทั้งสิ้น.
มก.
4:12 เพื่อเมื่อเขากแลดูก็จะเห็นแต่จะเห็นไม่ชัดแจ้ง ฟังก็จะได้ยินแต่จะขไม่เข้าใจ เกรงว่าเขาจะคหันกลับมาแล้วจะได้รับการอภัย.”
มก.
4:13 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “กคำอุปมานั้นพวกท่านยังไม่1รู้หรือ? ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งหลายจะ1เข้าใจคำอุปมาทั้งปวงได้อย่างไร?
มก.
4:14 กผู้หว่านนั้นก็หว่านขพระคำ.
มก.
4:15 เมล็ดที่หว่านลงริมหนทางนั้นก็คือผู้ที่ได้ฟังพระคำแล้ว กในทันใดนั้นซาตานก็มาชิงเอาพระคำซึ่งถูกหว่านเข้าไปภายในเขานั้นไปเสีย.
มก.
4:16 ทำนองเดียวกันเมล็ดที่หว่านลงในที่มีหินมากก็คือ ผู้ที่ได้ฟังพระคำแล้ว ในทันใดนั้นก็รับด้วยความยินดี.
มก.
4:17 แต่เขาไม่มีรากในตัวจึงคงอยู่กชั่วคราว ครั้นเกิดความทุกข์ยากหรือการข่มเหงเพราะพระคำนั้น เขาก็ขสะดุดลงทันที.
มก.
4:18 เมล็ดที่หว่านลงในพงหนามนั้นก็คือผู้ที่ได้ฟังพระคำแล้ว
มก.
4:19 กความกระวนกระวายแห่งยุคนี้ ขการล่อลวงแห่งคทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งอื่นๆ ก็เบียดบังพระคำนั้นไว้จนหมด จึงไม่เกิดผล.
มก.
4:20 เมล็ดที่หว่านลงในดินดีนั้นก็คือ ผู้ที่ได้ฟังพระคำก็รับไว้ จึงกเกิดผลสามสิบเท่าบ้าง, หกสิบเท่าบ้าง, ร้อยเท่าบ้าง.”
(2) คำอุปมาเรื่องตะเกียง
ข้อ 21-25
ข้อ 21-25
มก.
4:21 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “[เขาเอา]1กตะเกียงมาสำหรับตั้งไว้ใต้2ถังและใต้เตียงนอนหรือ และมิใช่สำหรับตั้งไว้บน3เชิงตะเกียงหรือ?
มก.
4:22 เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่กซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่ต้องแพร่งพราย.
มก.
4:23 ถ้าใครมีกหูฟังได้ ก็ให้ฟังเถิด.”
มก.
4:24 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “จงระวังในสิ่งที่ท่านได้ยินให้ดี. 1ท่านตวงด้วยทะนานอันใด ก็จะตวงให้ท่านด้วยทะนานนั้น ทั้งจะเพิ่มเติมให้อีก.
มก.
4:25 ด้วยว่าผู้ใด1กมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นอีก แต่ผู้ใดไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้นจะต้องเอาไปจากเขา”
(3) คำอุปมาเรื่องเมล็ดพืช
ข้อ 26-29
ข้อ 26-29
มก.
4:26 พระองค์ตรัสว่า “1กอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือน2ชายคนหนึ่งหว่าน3ขเมล็ดพืชลงในดิน.
มก.
4:27 แล้ว1กลางคืนก็นอนหลับและกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายเมล็ดนั้นจะงอกและ2จำเริญขึ้นอย่างไร เขาก็ไม่รู้.
มก.
4:28 เพราะ1ดินนั้นทำให้เกิดผล2ตามธรรมชาติ: ได้แตกหน่อก่อน, ภายหลังก็ออกรวง, แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวงนั้น.
มก.
4:29 ครั้นผลสุกแล้วเขาก็ใช้1กเคียวไปเกี่ยวเก็บขทันที เพราะว่าถึง[ฤดู]เกี่ยวแล้ว.”
(4) คำอุปมาเรื่องเมล็ดมัสตาร์ด
ข้อ 30-34
ข้อ 30-34
มก.
4:30 1และพระองค์ตรัสอีกว่า “กอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนสิ่งใด? หรือจะ2แสดงด้วยคำอุปมาอย่างไร?
มก.
4:31 ก็เหมือนเมล็ดกมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง เวลาเพาะลงในดินนั้นก็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่วทั้งแผ่นดิน.
มก.
4:32 แต่เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้น1เติบโตใหญ่กว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่งก้านใหญ่ให้1นกในอากาศมาทำรังอยู่ใต้ร่มเงานั้นได้.”
มก.
4:33 และพระองค์ได้ตรัสกพระคำแก่เขาเป็น1คำอุปมาอย่างนั้นอีกหลายประการตามที่เขาขจะฟังเข้าใจได้.
มก.
4:34 และนอกจากกคำอุปมา พระองค์มิได้ตรัสแก่เขาเลย พระองค์จึงทรงอธิบายสิ่งสารพัดแก่เหล่าสาวกเป็นขการส่วนตัว.
5. การเคลื่อนไหวแห่งการปรนนิบัติด้านกิตติคุณ
4:35—10:52
4:35—10:52
(1) ทรงห้ามลมพายุและทะเลให้สงบ
4:35-41
4:35-41
มก.
4:35 ครั้นพลบค่ำในวันนั้นพระองค์ได้ตรัสแก่สาวกทั้งหลายว่า “ให้พวกเรากข้ามไปอีกฟากหนึ่งเถิด.”
มก.
4:36 1และเมื่อเหล่าสาวกละจากฝูงชนแล้ว เขาจึงพาพระองค์เสด็จไปในกเรือที่พระองค์ประทับอยู่นั้น และเรือลำอื่นๆ ก็[แล่น]ออกไปด้วยกัน.
มก.
4:37 และกลมพายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้นและคลื่นก็ซัดเข้าไปในขเรือจนเต็มเรือ.
มก.
4:38 ฝ่ายพระองค์ทรงหนุนหมอน1บรรทมอยู่ที่ท้ายเรือ. เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายจวนจะพินาศอยู่แล้ว พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงบ้างหรือ?”
มก.
4:39 พระองค์จึงทรงตื่นขึ้น 1กติเตียนลมและตรัสแก่ทะเลว่า “จงสงบเงียบเถิด” แล้วลมก็ขหยุด และคสงบเงียบ.
มก.
4:40 พระองค์จึงตรัสแก่พวกเขาว่า “ทำไมจึงกขลาดกลัวเช่นนี้? ท่านยังไม่มีขความเชื่อหรือ?”
มก.
4:41 ฝ่ายเขาก็เกรงกลัวยิ่งนักและพูดกันว่า “พระองค์เป็นผู้ใด แม้แต่ลมและทะเลก็ยัง1กเชื่อฟังพระองค์?”
คำอธิบาย มาระโก บทที่ 4
มก.
4:1 1 ข้อ 1-12 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.13:1-15.
มก.
4:1 2 ดู 1:21 คำอธิบาย 2. ข้อถัดไปคำว่า “สั่งสอน” ดูคำอธิบายเดียวกัน.
มก.
4:1 ก ข้อ 1-12: มธ.13:1-15; ลก.8:4-10
มก.
4:1 ค มก.3:7; 5:1
มก.
4:2 ก มก.1:22; 12:38
มก.
4:3 ก ยซย.55:10
มก.
4:3 1ก เล็งถึงองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (มธ.13:37) ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เสด็จมาเพื่อหว่านพระองค์เองในฐานะเป็นเมล็ดแห่งชีวิต (ดูข้อ 26 คำอธิบาย 2) ที่อยู่ในพระคำของพระองค์ (ข้อ 14) เข้าสู่ใจมนุษย์ เพื่อพระองค์จะได้เจริญเติบโตและอาศัยอยู่ในพวกเขาและสำแดงออกจากภายในพวกเขา.
มก.
4:3 2 การหว่านนี้ก็คือ การป่าวประกาศกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยซึ่งนำเอาอาณาจักรของพระเจ้าเข้ามา (1:14-15). ตามข้อ 26 การหว่านนี้เป็นการหว่านเมล็ดแห่งชีวิตที่อยู่ในพระคำ (ข้อ 14) ที่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้ตรัสไว้ โดยบ่งบอกว่า การปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์ก็คือการหว่านชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ประชาชนที่พระองค์ทรงปรนนิบัติ. การเจริญเติบโตของชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของผู้ที่ได้รับการปรนนิบัติเอง. ส่วนผลที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ที่แตกต่างกันของพวกเขาตามที่บรรยายไว้ในคำอุปมานี้.
มก.
4:5 ก มก.3:6; 4:15-17
มก.
4:6 ก ยก.1:11
มก.
4:7 ก ยรม.4:3
มก.
4:8 ก ยฮ.15:5, 16; กซ.1:6
มก.
4:8 ข มก.4:20; ยนซ.26:12
มก.
4:9 ก มธ.11:15; วว.2:7
มก.
4:10 ก มก.4:34
มก.
4:11 ก รม.16:25-26; อฟ.3:3
มก.
4:11 1ก แผนการบริหารของพระเจ้าเกี่ยวกับอาณาจักรของพระองค์นั้นเป็นความลับลึกที่ซ่อนเร้นซึ่งถูกเปิดเผยออกต่อสาวกขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย. อย่างไรก็ดีเนื่องจากคุณสมบัติและคุณลักษณะของอาณาจักรของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างสิ้นเชิง และองค์ประกอบที่ก่อกำเนิดอาณาจักรของพระเจ้าก็คือ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (ดูข้อ 3 คำอธิบาย 1, ข้อ
26 คำอธิบาย 1, และข้อ 21 คำอธิบาย 1) ดังนั้นอาณาจักรของพระเจ้าโดยเฉพาะในด้านความเที่ยงแท้ของอาณาจักร ซึ่งก็คือคริสตจักรที่แท้จริงในยุคนี้นั้น (รม.14:17) ยังคงเป็นสิ่งลึกลับสำหรับมนุษย์ธรรมชาติ จำต้องมีการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์จึงจะสามารถเข้าใจ.
มก.
4:11 ข กซ.4:5; 1ธซ.4:12
มก.
4:11 2 หรือ กลายเป็น.
มก.
4:11 ค มธ.13:34-35
มก.
4:12 ก ยซย.6:9-10; ยอค.12:2; กจ.28:26; รม.11:8
มก.
4:12 ข มก.8:17, 21; มธ.13:19
มก.
4:12 ค ยฮ.12:40; กจ.3:26; 28:27
มก.
4:13 ก ข้อ 13-20: มธ.13:18-23; ลก.8:11-15
มก.
4:13 1 รู้ มีนัยถึงความเข้าใจแห่งทัศนะภายใน. เข้าใจ มีนัยถึงความรู้ทางทัศนะภายนอก.
มก.
4:14 ก มธ.13:37
มก.
4:14 ข มก.4:33; กจ.8:4; ยก.1:21; 1ปต.1:23
มก.
4:15 ก มก.4:5, 16
มก.
4:17 ก ยฮ.5:35; เทียบ ฆต.1:6
มก.
4:17 ข มธ.11:6
มก.
4:19 ก มธ.6:25, 27, 28
มก.
4:19 ข ฮร.3:13
มก.
4:19 ค มก.10:23; มธ.19:23; ลก.18:24; 1ตธ.6:9, 10, 17
มก.
4:20 ก มก.4:8
มก.
4:21 ก มธ.5:15; ลก.8:16; 11:33
มก.
4:21 1ก ตะเกียงซึ่งส่องสว่าง นี่ก็แสดงว่าการปรนนิบัติด้านกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยไม่เพียงแต่หว่านชีวิตเข้าสู่ประชาชนที่พระองค์ปรนนิบัติเท่านั้น แต่ยังนำความสว่างมาสู่พวกเขาด้วย. ดังนั้นผลลัพธ์แห่งการปรนนิบัติที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ทำให้ผู้เชื่อเป็นดวงสว่าง (ฟป.2:15) และคริสตจักรทั้งหลายเป็นเชิงตะเกียง (คันประทีป) (วว.1:20) ส่องสว่างในยุคมืดนี้ในฐานะพยานของพระองค์ และสำเร็จเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งมีคุณลักษณะที่ปรากฏออกของชีวิตและความสว่าง (วว.22:1-2; 21:11, 23-24).
มก.
4:21 2 ดู มธ.5:15 คำอธิบาย 1.
มก.
4:21 3 ดู มธ.5:15 คำอธิบาย 2.
มก.
4:22 ก มธ.10:26; ลก.12:2
มก.
4:23 ก มธ.10:26; ลก.12:2
มก.
4:24 1 ใน มธ.7:2 และ ลก.6:38 พระคำนี้ถูกประยุกต์ใช้กับท่าทีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่น. ในที่นี้ถ้อยคำนี้ถูกประยุกต์ใช้เกี่ยวกับวิธีการที่เราฟังพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานให้แก่เราได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับขนาดของเราในการฟัง.
มก.
4:25 ก มธ.25:29; ลก.19:26
มก.
4:25 1ก พระคำในตอนนี้ ก็เกี่ยวข้องกับท่าทีของเราว่า เราฟังพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร ซึ่งเหมือนกับใน มธ.13:10-13 และ 8:18.
มก.
4:26 ก มก.1:15; 4:30; ยฮ.3:3, 5; กจ.1:3, 14:22; 28:31; รม.14:17; 1กธ.6:9-10
มก.
4:26 1ก อาณาจักรของพระเจ้าคือ ความเที่ยงแท้ของคริสตจักรที่ถูกนำมาโดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ในทางกิตติคุณ (1กธ.4:15). การบังเกิดใหม่คือประตูทางเข้าของอาณาจักร (ยฮ.3:5) ส่วนการเจริญเติบโตของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ภายในผู้เชื่อก็คือการแผ่ขยายของอาณาจักร (2ปต.1:3-11). ดูคำอธิบายที่ 1 ใน 1:15.
มก.
4:26 2 องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยทรงเป็นผู้หว่าน. ดูข้อ 3 คำอธิบาย 1.
มก.
4:26 ข ข้อ 26-29: เทียบ มธ.13:24-26, 30
มก.
4:26 3ข เมล็ดของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (1ยฮ.3:9; 1ปต. 1:23) ถูกหว่านเข้าสู่ผู้เชื่อขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยแสดงให้เห็นว่า อาณาจักรของพระเจ้าซึ่งเป็นผลลัพธ์และเป้าหมายแห่งกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยและของคริสตจักรในยุคนี้ (รม.14:17) เป็นเรื่องของชีวิต คือชีวิตของพระเจ้า ซึ่งได้แตกหน่อ,เจริญเติบโต, ออกผล, สุกงอม, และให้ผลที่เก็บเกี่ยวได้. สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเรื่องขององค์การที่ปราศจากชีวิต อันเกิดจากสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์. ถ้อยคำของพวกอัครทูตใน 1กธ.3:6-9 และใน วว.14:4, 15-16 ก็สามารถยืนยันถึงสิ่งนี้ได้เช่นกัน.
มก.
4:27 1 ถ้อยคำที่ว่า “กลางคืนก็นอนหลับและกลางวันก็ตื่นขึ้น” และ “ฝ่ายเมล็ดนั้นจะงอกและจำเริญขึ้นอย่างไร เขาก็ไม่รู้” ไม่ควรนำมาประยุกต์ใช้กับองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย. ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตโดยธรรมชาติของเมล็ด (เทียบข้อ 28).
มก.
4:27 2 หรือ เติบโต.
มก.
4:28 1 หรือ ดินดี (ข้อ 8) เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงใจที่ดีงามที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น (ยนซ.1:31) สำหรับให้ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เจริญเติบโตในมนุษย์. ใจที่ดีงามเช่นนี้ทำงานร่วมกับเมล็ดแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหว่านลงไปในใจ เพื่อให้เมล็ดเจริญเติบโตและออกผลโดยธรรมชาติเพื่อให้พระเจ้าได้สำแดงออก. พระคำตอนนี้ทำให้เรามีความเชื่อในการเติบโตโดยธรรมชาติของชีวิต. ดังนั้นข้าวละมานซึ่งเป็นของด้านลบจึงมิได้ถูกกล่าวไว้ในที่นี้ ดังเช่นใน มธ.13:24-30.
มก.
4:28 2 หรือ โดยตัวของมันเอง.
มก.
4:29 ก วว.14:15; ยอล.3:13
มก.
4:29 1ก เล็งถึงพวกทูตสวรรค์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้มาทำการเก็บเกี่ยว (วว.14:16; มธ.13:39).
มก.
4:29 ข มก.4:17; 5:2
มก.
4:30 1 ข้อ 30-32 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.13:31-32.
มก.
4:30 ก มก.4:26; 9:47
มก.
4:30 2 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเป็น เปรียบเทียบ.
มก.
4:31 ก ข้อ 31:32: มธ.13:31-32; (17:20); ลก.13:18-19
มก.
4:32 1 นัยสำคัญของเมล็ดพืชในข้อ 3 และ 26 และตะเกียงในข้อ 21 นั้นได้เปิดเผยถึงธาตุแท้และความเที่ยงแท้ด้านภายในของอาณาจักรของพระเจ้า. ส่วนนัยสำคัญของเมล็ดมัสตาร์ดซึ่งได้เติบโตขึ้นโดยมิได้เป็นไปตามชนิดของมันและทำให้นกมาอาศัยใต้ร่มเงาได้นั้น กล่าวถึงความเสื่อมเสียและเปลือกนอกของอาณาจักรของพระเจ้า.
มก.
4:33 ก มก.4:14
มก.
4:33 1 คำอุปมาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปัญญาและความรู้อันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (มธ.13:34-35).
มก.
4:33 ข เทียบ ยฮ.16:12; 1กธ.3:2; ฮร.5:12
มก.
4:34 ก ยฮ.16:25
มก.
4:34 ข มก.4:10
มก.
4:35 ก มก.6:45; มธ.8:18; 14:22
มก.
4:36 1 ข้อ 36-41 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.8:23-27.
มก.
4:36 ก ข้อ 36-41: มธ.8:23-27; ลก.8:22-25
มก.
4:37 ก ยฮ.6:18
มก.
4:37 ข มก.6:47
มก.
4:38 1 องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยบรรทมและพักผ่อนอยู่ในเรือขณะที่เกิดลมพายุพัดกระหน่ำ ในขณะที่พวกสาวกต่างก็ตื่นตระหนก. นี่แสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ตื่นตระหนกต่อลมพายุหรือเดือดร้อนเพราะพายุนั้นเลย. ตราบใดที่พวกสาวกมีพระองค์อยู่ในเรือกับพวกเขา ก็ควรจะร่วมมีส่วนในการพักผ่อนและรับสุขในสันติสุขของพระองค์ โดยการเชื่อในพระองค์ (ข้อ 40).
มก.
4:39 ก บพส.104:7; เทียบ มก.1:25; ลก.4:39
มก.
4:39 1ก ในขณะที่พวกสาวกติดตามพระองค์ องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยที่ทรงเป็นมนุษย์ผู้มีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้บังคับควบคุมลมพายุที่คุกคามพวกเขา.
มก.
4:39 ข มก.6:51
มก.
4:39 ค บพส.65:7; 89:9; 107:29
มก.
4:40 ก ยฮ.14:27
มก.
4:40 ข มก.11:23
มก.
4:41 ก มก.1:27
มก.
4:41 1ก สิ่งนี้ไม่เพียงสำแดงถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นพยานยืนยันว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างจักรวาล (ยนซ.1:9; โยบ 38:8-11). พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างที่มีอำนาจ!