มาระโก บทที่ 10
(23) เสด็จมาที่มณฑลยูดาย
10:1
10:1
มก.
10:1 ฝ่ายพระเยซูได้ทรงลุกขึ้นเสด็จกจากที่นั่นเข้าใน1เขตแดนมณฑลยูดาย ขทางแม่น้ำจอร์แดนฟากข้างโน้น และฝูงชนก็พากันมาหาพระองค์อีก พระองค์จึง2ตรัสสั่งสอนเขาตามที่พระองค์เคยสอนนั้น.
(24) ทรงสอนห้ามการหย่าร้าง
10:2-12
10:2-12
มก.
10:2 1มี2พวกฟาริซายมาทูลถามว่า “การที่ผู้ชายจะ3หย่าภรรยาของตนนั้นผิดกฎบัญญัติหรือไม่?” เพื่อจะได้กล่อลวงพระองค์.
มก.
10:3 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “โมเซได้สั่งพวกท่านไว้ว่าอย่างไร?”
มก.
10:4 พวกเขาทูลว่า “โมเซอนุญาตให้เขียนกหนังสือหย่าขึ้นมา แล้วก็หย่าได้.”
มก.
10:5 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “โมเซได้เขียนพระบัญญัติข้อนั้นให้พวกเจ้า เพราะกความแข็งกระด้างในใจของพวกเจ้า.
มก.
10:6 แต่เมื่อกแรกเริ่มของการเนรมิตสร้างนั้น พระเจ้าขได้ทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง
มก.
10:7 เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน1 ไปกเข้าสนิทอยู่กับภรรยาของตน
มก.
10:8 และพวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นกกายเดียวกัน. เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นกายอันเดียวกัน.
มก.
10:9 เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพัน1กให้เป็นคู่ครองกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ขทำให้แยกจากกันเลย.”
มก.
10:10 เมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว เหล่าสาวกทูลถามพระองค์อีกถึงเรื่องนั้น.
มก.
10:11 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ผู้ใดกหย่าภรรยาของตนแล้วไปมีภรรยาใหม่ ผู้นั้นก็ได้ขคบชู้ซึ่งเป็นการทรยศต่อภรรยา.
มก.
10:12 และถ้าภรรยาจะกละทิ้งสามีของตน แล้วไปแต่งงานใหม่ หญิงนั้นก็คบชู้เหมือนกัน.”
(25) ทรงอวยพรเด็กเล็กๆ
10:13-16
10:13-16
มก.
10:13 มีคนกพาเด็กเล็กๆ มาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น แต่เหล่าสาวกกลับขติเตียนพวกเขา.
มก.
10:14 เมื่อพระเยซูทรงเห็นดังนั้นก็1ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จึงตรัสแก่เหล่าสาวกว่า “2จงยอมให้กเด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา. ขอย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าคอาณาจักรของพระเจ้าย่อมเป็นของ3คนเช่นนี้.
มก.
10:15 เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ผู้ใดที่มิได้ต้อนรับกอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนขเด็กเล็กๆ จะเข้าในอาณาจักรนั้นไม่ได้เป็นแน่.”
มก.
10:16 แล้วกทรงอุ้มเด็กเล็กๆ เหล่านั้น ขทรงวางพระหัตถ์ให้เขาและทรงอวยพระพรให้เขาด้วยความร้อนรน.
(26) ทรงสอนเรื่องคนมั่งมีและการเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า
10:17-31
10:17-31
มก.
10:17 1เมื่อพระองค์เสด็จออกไปตามทาง มีคนหนึ่งวิ่งมา กคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระองค์ ขทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะทำประการใดจึงจะได้รับคชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก?”
มก.
10:18 พระเยซูตรัสแก่คนนั้นว่า “ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม? กไม่มีผู้ใดประเสริฐเว้นแต่ขพระเจ้าองค์เดียว.
มก.
10:19 ท่านรู้จักพระบัญญัติแล้วที่ว่า ‘กอย่าฆ่าคน, อย่าคบชู้, อย่าลักทรัพย์, อย่าเป็นพยานเท็จ, อย่าฉ้อโกง, จงนับถือบิดามารดาของตน.’”
มก.
10:20 คนนั้นจึงกล่าวกับพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ตั้งแต่เป็นเด็กมา.”
มก.
10:21 พระเยซูทรงกเพ่งดูคนนั้น ก็1ขทรงรักเขา จึงตรัสว่า “ท่านยังขาดอยู่สิ่งหนึ่งคือจงไปคขายบรรดาสิ่งของที่ท่านมีอยู่นั้น แล้วแจกจ่ายให้คนจน ท่านจะมีงทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้ว2จจงตามเรามา.”
มก.
10:22 เมื่อเขาได้ยินคำนั้น หน้าของเขาก็สลดลง แล้วคนนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขากมีทรัพย์สินเป็นอันมาก.
มก.
10:23 พระเยซูจึงกทอดพระเนตรรอบๆ แล้วตรัสแก่เหล่าสาวกว่า “คนขมั่งมีจะเข้าในคอาณาจักรของพระเจ้าก็ยากยิ่งนัก!”
มก.
10:24 เหล่าสาวกก็กแปลกใจด้วยพระคำของพระองค์. แต่พระเยซูก็ตรัสแก่เขาอีกว่า “ขลูกเอ๋ย 1คนที่พึ่งพิงในทรัพย์สมบัติจะคเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าก็ยากยิ่งนัก!
มก.
10:25 ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้า.”
มก.
10:26 แต่เหล่าสาวกก็ยิ่งกประหลาดใจนัก จึงพูด1ต่อกันว่า “ถ้าอย่างนั้นใครอาจรอดได้?”
มก.
10:27 พระเยซูกทอดพระเนตรเหล่าสาวกแล้วตรัสว่า “ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่ฝ่ายพระเจ้ามิได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าพระเจ้าขทรงกระทำได้สารพัด.”
มก.
10:28 เปโตรจึงทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด พวกข้าพเจ้าได้สละสิ่งสารพัดและได้กติดตามพระองค์มา.”
มก.
10:29 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ไม่มีผู้ใดที่ได้สละเรือน, พี่น้องชาย, พี่น้องหญิง, มารดา, บิดา, บุตร, หรือไร่นา เพราะเห็นแก่เราและเพราะเห็นแก่กกิตติคุณ
มก.
10:30 แล้วจะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยกเท่าในยุคนี้ คือเรือน, พี่น้องชาย, พี่น้องหญิง, มารดา, บุตร, และไร่นา, อีกทั้งขการถูกข่มเหงต่างๆ นานาด้วย, และในคยุคหน้าจะได้1ชีวิตงนิรันดร์.
มก.
10:31 แต่มีหลายคนที่อยู่กข้างต้นจะไปอยู่ข้างปลาย และที่อยู่ข้างปลายจะไปอยู่ข้างต้น.”
(27) ทรงเปิดเผยถึงการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์เป็นครั้งที่สาม
10:32-34
10:32-34
มก.
10:32 เมื่อพวกเขาอยู่ในระหว่างทางกจะขึ้นไปยังขกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูก็เสด็จนำหน้าเขา. ฝ่ายเหล่าสาวกก็พากันคประหลาดใจ และคนที่เดินตามมาก็หวาดกลัว. พระองค์จึงพา[สาวก]สิบสองคนมาอยู่ข้างๆ แล้วทรงเล่าให้พวกเขาทราบถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดแก่พระองค์นั้น:
มก.
10:33 “ดูเถิด เราทั้งหลายกำลังขึ้นไปยังกกรุงเยรูซาเล็ม และบุตรมนุษย์จะถูก1มอบไว้กับพวกหัวหน้าปุโรหิตและ2พวกธรรมาจารย์. และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึง3ขตาย และจะมอบท่านไว้กับพวกต่างชาติ.
มก.
10:34 และพวกเขาจะกเยาะเย้ยท่าน, ขถ่มน้ำลายรดท่าน, จะคเฆี่ยนตีท่าน, และเขาจะงฆ่าท่านเสีย. แล้วเมื่อล่วงไปสามวัน ท่านจะเป็นขึ้น.”
(28) ทรงสอนเกี่ยวกับหนทางที่จะขึ้นสู่พระที่นั่ง
10:35-45
10:35-45
มก.
10:35 1ฝ่ายยาโกโบกับโยฮันบุตรของกเซเบดายเข้ามาทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งสองปรารถนาขอให้พระองค์ทรงกระทำตามที่พวกข้าพเจ้าขขอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร.”
มก.
10:36 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งสองปรารถนาจะให้เรากทำสิ่งใดให้ท่าน?”
มก.
10:37 เขาจึงทูลว่า “ขอทรงโปรดให้พวกข้าพเจ้ากนั่งที่เบื้องขวาคนหนึ่งเบื้องซ้ายคนหนึ่งในขสง่าราศีของพระองค์.”
มก.
10:38 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านกไม่รู้ว่าสิ่งที่ท่านขอนั้นคืออะไร. 1ขจอกซึ่งเราดื่มนั้น ท่านจะดื่มได้หรือ? และ1บัพติศมาซึ่งเรารับนั้น ท่านสามารถรับได้หรือ?”
มก.
10:39 เขาทั้งสองทูลว่า “พวกเราสามารถ.” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “จอกซึ่งเราดื่ม ท่านจำต้องดื่ม และบัพติศมาที่เรารับนั้น ท่านจำต้องรับด้วย.
มก.
10:40 แต่ที่จะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่เราจะประทานให้ได้ แต่ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น.”
มก.
10:41 เมื่ออีกสิบคนได้ยินแล้วก็โกรธยาโกโบและโยฮันยิ่งนัก.
มก.
10:42 พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมากตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ที่ถูกเคารพนับถือให้เป็นกษัตริย์ของพวกต่างชาตินั้นย่อมเป็นนายปกครองพวกเขา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ใช้อำนาจบังคับบัญชาพวกเขา.
มก.
10:43 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ตรงกันข้ามผู้ใดใคร่จะได้เป็นกใหญ่ในพวกท่านเขาจะต้องเป็นผู้รับใช้ของท่าน
มก.
10:44 และถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้นในพวกท่าน เขาจะต้องเป็นกทาสของคนทั้งปวง.
มก.
10:45 เพราะว่า1บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่เพื่อจะกปรนนิบัติเขา และเพื่อจะขสละ2ชีวิตให้เป็น3คค่าไถ่แก่งคนเป็นอันมาก.”
(29) ทรงรักษาบาระทีมาย
10:46-52
10:46-52
มก.
10:46 ฝ่ายพระเยซูกับพวกสาวกกมาถึงขเมืองยะริโฮ. และเมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองยะริโฮกับพวกสาวกและฝูงชนเป็นอันมาก มีขอทาน1คตาบอดคนหนึ่งชื่อบาระทีมายบุตรของทีมาย นั่งอยู่ที่ริมทาง.
มก.
10:47 เมื่อคนนั้นได้ยินว่าเป็นพระเยซูกชาวนาซาเร็ธ จึงร้องขึ้นว่า “พระเยซู1ขบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอโปรดคสงสารข้าพเจ้าเถิด!”
มก.
10:48 มีหลายคนกติเตียนเขาให้นิ่งเสีย แต่เขายิ่งร้องเสียงดังมากขึ้นว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้าขอโปรดสงสารข้าพเจ้าเถิด!”
มก.
10:49 พระเยซูทรงหยุดยืนอยู่แล้วตรัสว่า “1จงเรียกเขามา[ที่นี่].” เขาจึงเรียกคนตาบอดนั้น และกล่าวแก่เขาว่า “2จงวางใจ รีบลุกขึ้นเถิด พระองค์ทรงเรียกเจ้า.”
มก.
10:50 คนนั้นก็ทิ้งเสื้อผ้าของตนเสีย กระโดดลุกขึ้นมาหาพระเยซู.
มก.
10:51 พระเยซูจึงตรัสว่า “1เจ้าปรารถนาจะให้เรากทำอะไรให้เจ้า?” คนตาบอดนั้นทูลพระองค์ว่า “ขรับโบนี ขอให้ข้าพเจ้ามองเห็นได้.”
มก.
10:52 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “จงไปเถิด กความเชื่อของเจ้าได้1ช่วยให้เจ้าหายปกติแล้ว.” ขในทันใดนั้นเขาก็เห็นได้และได้ติดตามพระองค์ไปตามถนน.
คำอธิบาย มาระโก บทที่ 10
มก.
10:1 ก ข้อ 1-12: มธ.19:1-9
มก.
10:1 1 องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยทรงใช้เวลามากกว่าสามปี เพื่อดำเนินการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์ในดินแดนฆาลิลายที่ถูกเหยียดหยาม (ดู1:14 คำอธิบาย 2 ย่อหน้า 2) ซึ่งอยู่ห่างไกลจากพระวิหารและเมืองบริสุทธิ์ เป็นสถานที่ซึ่งพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์เพื่อสำเร็จแผนการที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ในฐานะที่ทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า (ยฮ.1:29) พระองค์ต้องถูกถวายแด่พระเจ้าที่ภูเขาโมรียาอันเป็นสถานที่ซึ่งอับราฮามได้ถวายยิศฮาคและได้รับสุขการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมลูกแกะไว้แทนที่บุตรชายของเขา (ยนซ.22:2, 9-14). พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มก็ถูกสร้างขึ้นบนภูเขาโมรียา (2คนก.3:1). ตามมติที่ตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าได้ทรงกำหนด (กจ.2:23) พระองค์จะต้องถูกมอบไว้แก่พวกผู้นำชาวยูดาย (9:31; 10:33) และถูกพวกเขาซึ่งเป็นนายช่างก่อสร้างของพระเจ้าปฏิเสธ (8:31; กจ.4:11). พระองค์ยังจะต้องถูกตรึงกางเขนตามวิธีการลงโทษด้วยการประหารของพวกโรมัน ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย (ยฮ.18:31-32 และคำอธิบาย; 19:6, 14-15) เพื่อให้สำเร็จตามคำพยากรณ์เกี่ยวกับการตายของพระองค์ (อฤธ.21:8-9; ยฮ.3:14). นอกจากนั้น ตามคำพยากรณ์ของดานิเอล (ดนอ.9:24-26) ปีนั้นก็เป็นปีที่พระมาซีฮา (พระคริสต์) จะต้องถูกตัดออก (ถูกประหาร). ยิ่งไปกว่านี้ในฐานะที่ทรงเป็นแกะปัศคา (1กธ.5:7) พระองค์จะต้องถูกฆ่าในเดือนปัศคา (อซด.12:1-11). ดังนั้นพระองค์จำต้องเสด็จไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม (ข้อ 33; 11:1, 11, 15, 27; ยฮ.12:12) ก่อนเทศกาลปัศคา (ยฮ.12:1; มก.14:1) เพื่อพระองค์จะได้สิ้นพระชนม์ที่นั่นในวันปัศคา (14:12-17; ยฮ.18:28) ตามสถานที่และเวลาที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า.
มก.
10:1 ข มธ.4:25
มก.
10:1 2 ดู 1:21 คำอธิบาย 2.
มก.
10:2 1 ข้อ 2-12 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.19:3-9
มก.
10:2 2 ดู 2:6 คำอธิบาย 1.
มก.
10:2 3 แปลตามตรงคือ ปลดปล่อย. ในข้ออื่นๆก็เช่นกัน.
มก.
10:2 ก มก.8:11; 12:15
มก.
10:4 ก พบญ.24:1, 3; มธ.5:31
มก.
10:5 ก มก.3:5; 16:14; ฮร.3:8
มก.
10:6 ก มก.13:19; 2ปต.3:4
มก.
10:6 ข ยนซ.1:27; 5:2
มก.
10:7 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับไม่มีข้อความว่า “ไปเข้าสนิทอยู่กับภรรยาของตน”.
มก.
10:7 ก ยนซ.2:24; อฟ.5:31
มก.
10:8 ก 1กธ.6:16
มก.
10:9 ก 2กธ.6:14
มก.
10:9 1ก แปลตามตรงคือ ให้เทียมแอกกันแล้ว
มก.
10:9 ข 1กธ.7:10
มก.
10:11 ก มลค.2:16
มก.
10:11 ข มธ.5:32; ลก.16:18
มก.
10:12 ก 1กธ.7:10-13; รม.7:3
มก.
10:13 ก ข้อ 13-16: มธ.19:13-15; ลก.18:15-17
มก.
10:13 ข มก.10:48
มก.
10:14 1 สิ่งนี้แสดงออกถึงความจริงใจในสภาพมนุษย์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย. ดู 3:5 คำอธิบาย 1.
มก.
10:14 2 การที่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยไม่ดูหมิ่นหรือละเลยเด็กเล็กๆ ก็สำแดงสภาพมนุษย์ของพระองค์. ดูข้อ 21 คำอธิบาย 1 และ 9:36 คำอธิบาย1.
มก.
10:14 ก มก.9:36
มก.
10:14 ข มก.9:39
มก.
10:14 ค มก.1:15; 10:23
มก.
10:14 3 ดู มธ.19:14 คำอธิบาย 1.
มก.
10:15 ก ยฮ.3:3, 5
มก.
10:15 ข มธ.18:3; 1กธ.14:20; 1ปต.2:2
มก.
10:16 ก มก.9:36
มก.
10:16 ข มก.5:23
มก.
10:17 1 ข้อ 17-31 ให้ดูคำอธิบาย มธ.19:16-30.
มก.
10:17 ก มก.1:40
มก.
10:17 ข ข้อ 17-30: มธ.19:16-29; 18:18-30; เทียบ ลก.10:25-28
มก.
10:17 ค มก.10:30
มก.
10:18 ก รม.3:12
มก.
10:18 ข บพส.119:68
มก.
10:19 ก อซด.20:12-16; พบญ.5:16-20; มธ.5:21, 27; รม.13:9
มก.
10:21 ก มก.10:27; ยฮ.1:42; ลก.22:61
มก.
10:21 ข ยฮ.11:5; 13:23
มก.
10:21 1ข สิ่งนี้ก็แสดงถึงสภาพมนุษย์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเช่นกัน. ดูข้อ 14 คำอธิบาย 2 และข้อ 49 คำอธิบาย 1.
มก.
10:21 ค กจ.2:45; 4:34
มก.
10:21 ง มธ.6:20; ลก.12:33
มก.
10:21 จ มก.10:28; 1:18
มก.
10:21 2จ สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น แบกกางเขนของตนตามเรามา.
มก.
10:22 ก เทียบ ยอค.33:31
มก.
10:23 ก มก.3:5
มก.
10:23 ข มก.4:19; 1ตธ.6:9-10, 17; โยบ 31:24-25
มก.
10:23 ค มก.9:47; 10:14-15; 1กธ.6:10; อฟ.5:5
มก.
10:24 ก มก.10:32; 1:27; 2:12
มก.
10:24 ข มก.2:5; ยฮ.21:5
มก.
10:24 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับไม่มีข้อความที่ว่า “คนที่พึ่งพิงทรัพย์สมบัติ.”
มก.
10:24 ค มก.9:47
มก.
10:26 ก มก.7:37
มก.
10:26 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น “กับพระองค์”.
มก.
10:27 ก มก.10:21
มก.
10:27 ข มก.14:36; โยบ 42:2
มก.
10:28 ก มก.10:21
มก.
10:29 ก มก.8:35
มก.
10:30 ก เทียบ โยบ 42:10
มก.
10:30 ข ยฮ.15:20; 2ธซ.1:4
มก.
10:30 ค มธ.12:32; อฟ.1:21
มก.
10:30 1 ดู 9:43 คำอธิบาย 3.
มก.
10:30 ง มก.10:17
มก.
10:31 ก มธ.20:16; ลก.13:30
มก.
10:32 ก ข้อ 32-34: มธ.20:17-19; ลก.18:31-33
มก.
10:32 ข มก.11:1; ลก.9:51; 19:28
มก.
10:32 ค มก.10:24; 16:5
มก.
10:33 ก มธ.16:21
มก.
10:33 1 องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้พยากรณ์ถึงการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์มาสองครั้งแล้ว (8:31;9:31). เมื่อเวลาที่พระองค์จะต้องวายพระชนม์มาใกล้แล้ว (ดูข้อ 1 คำอธิบาย 1) พระองค์ก็เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มอย่างเต็มพระทัย อีกทั้งยังเสด็จนำหน้าผู้ติดตามพระองค์อย่างรวดเร็วด้วยความกล้าหาญจนทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจ (ข้อ 32). นี่ก็คือการที่พระองค์ทรงเชื่อฟังพระเจ้า จนกระทั่งถึงความมรณา (ฟป.2:8) ตามพระดำริของพระเจ้า (กจ.2:23) เพื่อสำเร็จโครงการแห่งการไถ่ของพระเจ้า (ยซย.53:10). พระองค์ทรงทราบว่าโดยความตายนี้ พระองค์จะได้รับสง่าราศีในการเป็นขึ้น (ลก.24:25-26) และทราบว่าชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จะถูกปลดปล่อยออกมา เพื่อก่อกำเนิดพี่น้องมากมายมาสำแดงพระองค์ (ยฮ.12:23-24; รม.8:29). เพื่อความยินดีที่ได้เตรียมไว้ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์นั้น พระองค์จึงทรงถือว่า ความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร (ฮร.12:2) ยินดีถูกมอบไว้ต่อผู้นำชาวยูดายซึ่งอยู่ใต้อำนาจของซาตาน และยอมให้เขาปรับโทษถึงตาย. เพราะเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงยกชูพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์, ให้พระองค์ประทับอยู่ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ (16:19; กจ.2:33-35), ประทานพระนามอันใหญ่ยิ่งเหนือนามชื่อทั้งปวงให้แก่พระองค์ (ฟป.2:9-10), ทรงตั้งพระองค์ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์ (กจ.2:36), ทั้งได้ทรงประทานมงกุฎแห่งสง่าราศีและยศศักดิ์แก่พระองค์ (ฮร.2:9).
มก.
10:33 2 ดู 2:6 คำอธิบาย 1.
มก.
10:33 ข มธ.26:66; ยฮ.19:7
มก.
10:33 3ข ดู มธ.20:18 คำอธิบาย 1
มก.
10:34 ก มก.15:20, 31
มก.
10:34 ข มก.14:65; 15:19
มก.
10:34 ค มก.15:15
มก.
10:34 ง มก.8:31; 9:31
มก.
10:35 1 ข้อ 35-45 ให้ดูคำอธิบายใน มธ.20:20-28.
มก.
10:35 ก มก.1:19
มก.
10:35 ข ข้อ 35-45: มธ.20:20-28
มก.
10:36 ก มก.10:51
มก.
10:37 ก มธ.19:28
มก.
10:37 ข มธ.25:31; ลก.9:26
มก.
10:38 ก ลก.9:33
มก.
10:38 ข มก.14:36
มก.
10:38 1ข ทั้งจอกและบัพติศมานั้นหมายถึง ความตายขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (ยฮ.18:11; ลก.12:50).จอกเล็งว่า ความตายของพระองค์เป็นส่วนที่พระเจ้าทรงมอบให้พระองค์ เป็นส่วนที่พระองค์ทรงรับไว้เพื่อไถ่คนบาปทั้งปวงให้กับพระเจ้า. บัพติศมาชี้แจงว่าความตายของพระองค์นั้นเป็นวิถีทางที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้พระองค์ต้องเดินผ่านเพื่อสำเร็จการไถ่ที่พระเจ้าตระเตรียมไว้สำหรับคนบาป.
มก.
10:42 ก ข้อ 42-45: ลก.22:24-27
มก.
10:43 ก มธ.23:11
มก.
10:44 ก 2กธ.4:5
มก.
10:45 1 นี่เป็นคำพูดที่หนักแน่นที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยซึ่งเป็นบุตรมนุษย์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์ทรงเป็นผู้ทาสของพระเจ้าเพื่อมาปรนนิบัติคนบาป แม้กระทั่งได้สละชีวิตของพระองค์.
มก.
10:45 ก ฟป.2:7; เทียบ ยฮ.13:4-5
มก.
10:45 ข ยฮ.10:15; 1ยฮ.3:16
มก.
10:45 2 หรือ จิต.
มก.
10:45 ค ยซย.53:10; 1ตธ.2:6
มก.
10:45 3ค นี่แสดงว่าแม้แต่การไถ่บาปขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยก็ยังเป็นการปรนนิบัติที่พระองค์มอบให้แก่คนบาปเพื่อโครงการของพระเจ้า.
มก.
10:45 ง มก.14:24; ฮร.9:28; ยซย.53:11-12
มก.
10:46 ก ข้อ 46-52: มธ.20:29-34; ลก.18:35-43
มก.
10:46 ข ลก.10:30; ยฮซ.6:26
มก.
10:46 ค ยฮ.9:1
มก.
10:46 1ค ดู 8:22 คำอธิบาย 1.
มก.
10:47 ก มก.1:24; 14:67
มก.
10:47 ข มธ.15:22
มก.
10:47 1ข ดู มธ.20:30 คำอธิบาย 1.
มก.
10:47 ค มธ.9:13
มก.
10:48 ก มก.10:13
มก.
10:49 1 แม้หลายคนจะติเตียนคนตาบอดที่ขอทานซึ่งเป็นคนน่าสงสารผู้นี้ แต่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยก็ได้สั่งให้พวกเขาเรียกชายตาบอดที่น่าสงสารมา. นี่เป็นอีกครั้งที่สภาพมนุษย์ของพระองค์ถูกสำแดงออกในความเมตตา, และความเห็นอกเห็นใจที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ทุกข์ยาก. ดูข้อ 51 คำอธิบาย 1 และข้อ 21 คำอธิบาย 1.
มก.
10:49 2 แปลตามตรงคือ จงมีใจกล้า.
มก.
10:51 1 ความรักซึ่งพระองค์มีต่อผู้ที่มีความต้องการนั้นช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก! ความรักนี้ได้สำแดงสภาพมนุษย์ขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจนไม่อาจจินตนาการได้อย่างถี่ถ้วน. ดูข้อ 49 คำอธิบาย 1.
มก.
10:51 ก มก.10:36
มก.
10:51 ข ยฮ.20:16
มก.
10:52 ก มก.5:34; มธ.9:22; ลก.7:50; 8:48
มก.
10:52 1 ดู 1:31 คำอธิบาย 1 และ 5:28 คำอธิบาย 1.
มก.
10:52 ข มก.9:24; 11:2, 3