มาระโก บทที่ 1
หัวข้อหลัก: กิตติคุณของพระเจ้ายืนยันว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย
ผู้เขียน: มาระโก. ดูรายละเอียดใน 1:1 คำอธิบาย 1.
เวลาที่เขียน: ตามที่กล่าวไว้ใน 13:2 ชี้ให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นก่อนพระ วิหารถูกทำลาย หรือหลังจากที่อัครทูตเปาโลได้เสียชีวิตไปแล้ว ระหว่างปี ค.ศ. 67 ถึง 70.
สถานที่เขียน: อาจจะเป็นที่กรุงโรม. ดู 2ตธ.4:11.
ผู้รับ: ในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายถึงชื่อเรียก, ประเพณี, และเทศกาลของชาว ยูดายหลายครั้ง (3:17; 5:41; 7:3, 11; 14:12; 15:42) ชี้ให้เห็นว่าเขียน ถึงชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวโรมัน.
I. จุดเริ่มต้นของกิตติคุณมาระโกและการถูกนำเข้ามาขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย
1:1-13
1:1-13
1. จุดเริ่มต้นของกิตติคุณมาระโก — โดยการปฏิบัติของผู้บุกเบิก
ข้อ 1-8
ข้อ 1-8
(1) ตามคำพยากรณ์
ข้อ 1-3
ข้อ 1-3
มก.
1:1 1จุดเริ่มต้นแห่ง2กิตติคุณของ3พระเยซูคริสต์4กพระบุตรของพระเจ้า
มก.
1:2 1เหมือนที่ได้เขียนไว้ในหนังสือยะซายาผู้เผยพระวจนะว่า “กดูเถิด 2ข้าพเจ้าใช้3ทูตของข้าพเจ้าไปข้างหน้า4ท่าน ผู้นั้นจะ5ตกแต่งหนทางไว้ข้างหน้าท่าน
มก.
1:3 1เสียงผู้ร้องกใน2ป่ากันดารว่า 3จงจัดเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงกระทำมรคาของพระองค์ให้ตรงไป”
(2) ประกาศบัพติศมาแห่งการกลับใจ
ข้อ 4-6
ข้อ 4-6
มก.
1:4 กโยฮันได้มา1ให้บัพติศมาใน2ขป่ากันดารและป่าวประกาศเรื่อง3คบัพติศมาแห่งงการกลับใจ 4เพื่อ5ความบาปจะได้รับจการอภัย.
มก.
1:5 และคนทั่วกมณฑล1ยูดายและทั่วกรุงเยรูซาเล็มได้ออกไปหาโยฮัน และได้2รับบัพติศมาจากโยฮันที่3แม่น้ำจอร์แดนด้วยการขสารภาพความบาปของตน.
มก.
1:6 โยฮันได้1สวม[เสื้อผ้าทำด้วย]กขนอูฐและใช้หนังสัตว์คาดเอว กินขตั๊กแตนและคน้ำผึ้งป่าเป็นอาหาร.
(3) การแนะนำตัวองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย
ข้อ 7-8
ข้อ 7-8
มก.
1:7 และได้ประกาศว่า “1กพระองค์ผู้มีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่กว่าเราจะเสด็จมาภายหลังเรา ซึ่งเราจะน้อมตัวลงแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ก็ไม่คู่ควร.
มก.
1:8 ข้าพเจ้าให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาใน1กน้ำก็จริง แต่พระองค์นั้นจะให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาใน1ขพระวิญญาณบริสุทธิ์.”
2. การถูกนำเข้ามาขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย
ข้อ 9-13
ข้อ 9-13
(1) ทรงรับบัพติศมา
ข้อ 9-11
ข้อ 9-11
มก.
1:9 คราวนั้นพระเยซูกได้เสด็จมาจากเมือง1ขนาซาเร็ธ มณฑลฆาลิลายและได้รับ2บัพติศมาจากโยฮัน3ในแม่น้ำจอร์แดน.
มก.
1:10 เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ 1กในทันใดนั้นก็ทรงเห็น2ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายขได้แหวกออก และคพระวิญญาณนั้น3ดุจนกพิราบลงมาบนตัวพระองค์4.
มก.
1:11 แล้วมีกพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ทั้งหลายว่า “1ท่านเป็นขบุตรที่รักของเรา เราคชอบใจท่านมาก.”
(2) ทรงรับการทดสอบ
ข้อ 12-13
ข้อ 12-13
มก.
1:12 และกในทันใดนั้นพระวิญญาณนั้นจึง1เร่งพระองค์ให้เข้าไปในขป่ากันดาร.
มก.
1:13 และพระองค์ได้ถูก1ซาตานกล่อลวงอยู่ในป่ากันดารถึง2สี่สิบวัน พระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า และเหล่าขทูตสวรรค์ได้มาปรนนิบัติพระองค์.
II. การปฏิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเพื่อเผยแพร่กิตติคุณ
1:14—10:52
1:14—10:52
1. เนื้อหาของการปรนนิบัติด้านกิตติคุณ
1:14-45
1:14-45
(1) ทรงป่าวประกาศกิตติคุณ
ข้อ 14-20
ข้อ 14-20
มก.
1:14 ครั้นโยฮัน1กถูกจำไว้แล้ว พระเยซูได้เสด็จมายัง2มณฑลฆาลิลาย3ขป่าวประกาศ4คกิตติคุณแห่งพระเจ้าตรัสว่า
มก.
1:15 “เวลาก็กครบกำหนดบริบูรณ์และ1ขอาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว. 2คจงกลับใจเสียใหม่และ3งเชื่อใน4กิตติคุณเถิด.”
มก.
1:16 ครั้นพระองค์กเสด็จไปตาม1ขชายทะเลฆาลิลาย ก็ทอดพระเนตรเห็นคซีโมนและอันดะเรอาน้องของซีโมน2กำลังทอด3งแหอยู่ที่ทะเลเพราะว่าเขาเป็นชาวประมง.
มก.
1:17
พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “จงตามเรามาเถิดและเราจะให้ท่านเป็นชาวประมงที่[หา]คน.”
มก.
1:18 แล้วเขาได้ละ1แห2กตามพระองค์ไปขทันที.
มก.
1:19 ครั้นพระองค์ทรงดำเนินไปจากที่นั่นหน่อยหนึ่ง ก็ทอดพระเนตรเห็นยาโกโบ[บุตร]เซเบดายกับ1กโยฮันน้องชายของเขากำลัง1ชุนอวนอยู่ในเรือ.
มก.
1:20 กในทันใดนั้นพระองค์ขได้ทรงเรียกเขา เขาจึงละเซเบดายบิดาของเขาไว้ที่เรือกับลูกจ้าง และได้1ตามพระองค์ไป.
(2) ทรงสั่งสอนหลักความจริง
ข้อ 21-22
ข้อ 21-22
มก.
1:21 พระองค์กับพวกของพระองค์ได้กเข้าไปในขเมืองกัปเรนาอูม และในวันซะบาโตพระองค์ได้เสด็จเข้าไปใน1คธรรมศาลา2สั่งสอนงทันที.
มก.
1:22 เขาทั้งหลายก็กประหลาดใจด้วยขคำสอนของพระองค์ เพราะพระองค์สั่งสอนเหมือนผู้มี1อำนาจ ไม่เหมือนพวกธรรมาจารย์.
(3) ทรงขับผี
ข้อ 23-28
ข้อ 23-28
มก.
1:23 กในทันใดนั้นมีคนหนึ่งในธรรมศาลา มี1วิญญาณโสโครกสิงอยู่ในตัว และมันร้องตะโกนขึ้นว่า
มก.
1:24 “พระเยซูกชาวนาซาเร็ธ 1เรากับท่านมีอะไรขเกี่ยวข้องกัน? ท่านมาทำลายพวกเราหรือ? เราครู้ว่าท่านเป็นผู้ใด [ท่านเป็น]งผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า.”
มก.
1:25 พระเยซูจึงกติเตียนมันว่า “ขจงนิ่งเสีย และออกมาจากเขา”
มก.
1:26 และเมื่อกวิญญาณโสโครกขได้ทำให้คนนั้นชัก มันร้องด้วยคเสียงอันดัง แล้วออกมาจากเขา.
มก.
1:27 คนทั้งปวงก็กประหลาดใจนักจึงถามกันว่า “การนี้เป็นอย่างไรหนอ? เป็นขคำสั่งสอนใหม่แน่! ท่านนี้มี1คอำนาจสั่งวิญญาณโสโครก และมันงยอมฟัง.”
มก.
1:28 กในทันทีนั้นกิตติศัพท์ของพระองค์ก็ได้เลื่องลือไปทั่วมณฑลฆาลิลาย และบริเวณข้างเคียงโดยรอบ.
(4) ทรงรักษาคนเจ็บป่วย
ข้อ 29-39
ข้อ 29-39
มก.
1:29 และทันทีที่ออกจากธรรมศาลาแล้ว พระองค์กับพวกของพระองค์จึงเข้าไปในกเรือนของซีโมนและอันดะเรอา. ยาโกโบกับโยฮันก็เข้าไปด้วย.
มก.
1:30 กแม่ยายของซีโมนนอน1เป็นไข้อยู่ ขในทันใดนั้นเขาจึงมาทูลพระองค์ให้ทราบด้วยเรื่องผู้หญิงนั้น.
มก.
1:31 แล้วพระองค์ก็เข้าไปกจับมือนางพยุงขึ้น และไข้ก็1หายไป และหญิงนั้นก็2ปรนนิบัติพระองค์กับพวกสาวก.
มก.
1:32 ครั้นพลบค่ำเมื่อตะวันตกดินแล้ว เขาพาบรรดาคนที่เป็นโรคและคนที่มีผีสิงอยู่มาหาพระองค์.
มก.
1:33 คนทั้งเมืองก็มากชุมนุมกันอยู่หน้าประตู.
มก.
1:34 พระองค์1จึงรักษากคนเจ็บป่วยต่างๆ ให้หายหลายคนและได้2ขับผีหลายผีให้ออกเสีย แต่ผีเหล่านั้น พระองค์ขทรงห้ามมิให้พูด เพราะ3พวกมันครู้จักพระองค์.
มก.
1:35 ครั้นกเวลาเช้ามืด พระองค์ได้ทรงตื่นขึ้น เสด็จออกไปยังที่ป่าสงัด และ1ขทรงอธิษฐานที่นั่น.
มก.
1:36 ฝ่ายซีโมนและคนทั้งหลายที่อยู่ด้วยก็ตามหาพระองค์อย่างละเอียด.
มก.
1:37 เมื่อพบแล้ว เขาทูลว่า “คนทั้งปวงเสาะหาพระองค์.”
มก.
1:38 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ให้เราทั้งหลายไปกที่อื่น เข้าไปในบ้านเมืองใกล้เคียงบ้าง เพื่อจะได้1ขประกาศพระคำในที่นั่นด้วย การที่เราคมาก็เพราะ2[จุดประสงค์]นี้เอง.”
มก.
1:39 พระองค์ได้ประกาศพระคำในกธรรมศาลาของคนทั่วมณฑลฆาลิลายและได้ขับผีออกเสีย.
(5) ทรงชำระคนโรคเรื้อนให้สะอาด
ข้อ 40-45
ข้อ 40-45
มก.
1:40 และมี1กคนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาพระองค์ ขคุกเข่าลงวิงวอนทูลพระองค์ว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัยพระองค์ย่อมสามารถให้ข้าพเจ้าคสะอาดได้.”
มก.
1:41 พระเยซู1ทรงมีพระทัยกรุณาจึง2เหยียดพระหัตถ์ถูกต้องคนนั้น ตรัสแก่เขาว่า “เราพอใจแล้ว จง3สะอาดเถิด!”
มก.
1:42 ในกทันใดนั้นโรคเรื้อนก็หายไปและคนนั้นก็ขสะอาด.
มก.
1:43 และพระองค์ได้กกำชับเขาอย่างเข้มงวด แล้วก็ให้เขาไปทันที.
มก.
1:44 และได้ตรัสกับเขาว่า “จงระวัง1อย่าบอกเล่าแก่ผู้ใดเลย แต่จงไปสำแดงตัวแก่กปุโรหิตและถวายเครื่องบรรณาการสำหรับคนที่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว ตามซึ่งโมเซได้สั่งไว้ เพื่อเป็นพยานต่อคนทั้งหลาย.”
มก.
1:45 แต่คนนั้นเมื่อออกไปแล้วก็ตั้งต้นกป่าวร้องมากมายให้1ข่าวนั้นเลื่องลือไปจนพระองค์2จะเข้าไปในเมืองโดยเปิดเผยต่อไปไม่ได้ แต่ต้องอยู่ภายนอกในขป่าสงัด และคมีคนทุกแห่งทุกตำบลมาหาพระองค์.
คำอธิบาย มาระโก บทที่ 1
มก.
1:1 1 ผู้ที่เขียนหนังสือกิตติคุณเล่มนี้คือมาระโกมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โยฮัน (กจ.12:25). เขาเป็นบุตรชายคนหนึ่งของผู้หญิงที่ชื่อมาเรีย (มาเรียผู้นี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับอัครทูตเปโตรที่อยู่ในคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม) (กจ.12:12) และเป็นลูกพี่ลูกน้องของบาระนาบา (กซ.4:10). เขาได้ติดตามบาระนาบาและเซาโลไปในการปฏิบัติของพวกเขา (กจ.12:25) และได้ร่วมไปกับเปาโลในการเดินทางครั้งแรกของท่านที่ไปปรนนิบัติชาวต่างชาติ และในครั้งนั้นได้ละทิ้งท่านเปาโลที่เมืองเประเฆแล้วเดินทางกลับมา (กจ.13:13).การกลับมาดังกล่าวจึงทำให้ท่านเปาโลปฏิเสธไม่ยอมให้เขาเดินทางไปด้วยในการเดินทางครั้งที่สอง. ดังนั้นมาระโกจึงได้ร่วมทำการกับบาระนาบาในช่วงเวลาที่บาระนาบาแยกตัวออกมาจากเปาโล (กจ.15:36-40). อย่างไรก็ดีในช่วงบั้นปลายชีวิตของมาระโกเขากลับมีความสนิทสนมกับเปาโลอีกครั้ง (กซ.4:10;ฟม.24) และเป็นประโยชน์ต่อการปรนนิบัติของท่านเปาโลจนถึงเวลาที่ท่านได้พลีชีพ (2ตธ.4:11). มาระโกมีความสนิทสนมกับเปโตรด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเปโตรถือว่าเขาเป็นเสมือนบุตรชายคนหนึ่ง (1ปต.5:13). ในยุคแรกเริ่มของคริสตจักรกิตติคุณที่มาระโกเขียนถือกันว่าเป็นการเขียนขึ้นมาจากการบอกเล่าด้วยปากของเปโตรผู้ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าในการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระผู้ช่วยตั้งแต่เริ่มต้น (1:16-18) จนถึงสุดท้าย(14:54, 66-72). การบันทึกในกิตติคุณเล่มนี้เป็นไปตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีรายละเอียดด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากกว่ากิตติคุณเล่มอื่นๆ คำกล่าวของเปโตรใน กจ.10:36-42. ก็คือคำบรรยายโดยย่อของกิตติคุณเล่มนี้ทั้งเล่ม.
โยฮันแนะนำถึงพระเจ้าพระผู้ช่วย โดยเน้นพระนิสัยของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ของพระองค์, มัดธายแนะนำถึงกษัตริย์พระผู้ช่วย, มาระโกแนะนำถึงผู้ทาสพระผู้ช่วย, และลูกาแนะนำถึงมนุษย์พระผู้ช่วย. มัดธาย, มาระโก, และลูกาต่างมีมุมมองเดียวกันแต่เน้นคนละด้านเกี่ยวกับสภาพมนุษย์ของพระผู้ช่วยกับสภาพพระเจ้าของพระองค์. เนื่องจากมาระโกแนะนำ องค์พระผู้ช่วยในฐานะของผู้ทาส เขาจึงมิได้กล่าวถึงลำดับวงศ์ตระกูลและสถานภาพของพระองค์เพราะบรรพบุรุษของทาสไม่มีค่าควรแก่การสน ใจ. เขาเองก็มิได้ตั้งใจที่จะทำให้เราประทับใจด้วยถ้อยคำน่าอัศจรรย์ใดๆ ของพระองค์ในฐานะทาส (ดังกรณีของมัดธายที่มีคำสอนที่อัศจรรย์ของพระองค์ กับคำอุปมาเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์ และกรณีของโยฮันที่บันทึกการเปิดเผยที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์) แต่ประสงค์ให้เรามีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งถึงการปรนนิบัติอันประเสริฐเลิศของพระองค์ในกิตติคุณนี้ และได้บันทึกรายละเอียดมากกว่ากิตติคุณเล่มอื่นๆเพื่อพรรณาถึงความขยัน, ความสัตย์ซื่อขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย, และคุณธรรมอื่นๆ ในการปรนนิบัติแห่งการช่วยให้รอดที่พระองค์ประทานแก่คนบาปเพื่อพระเจ้า.กิตติคุณมาระโกเป็นการทำให้สำเร็จเป็นจริงของคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระคริสต์ในฐานะทรงเป็นผู้ทาสของพระยะโฮวาใน ยซย.42:1-4, 6-7; 49:5-7; 50:4-7; 52:13-53:12 และเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้เป็นผู้ทาสของพระเจ้าในฟป.2:5-11. การที่พระองค์ทรงขยันทำงาน, การที่พระองค์ทรงต้องการอาหารรับประทานและต้องการพักผ่อน (3:20-21; 6:31) ,ความโกรธของพระองค์ (3:5), การถอนพระทัยของพระองค์ (7:34), และความรักของพระองค์ต่อผู้คน (10:21) ก็ได้สำแดงถึงสภาพมนุษย์ของพระองค์ในด้านคุณธรรมและความครบสมบูรณ์อย่างงดงาม. ส่วนความเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ (2:28), การล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ (2:8), อำนาจอันมหัศจรรย์ของพระองค์ในการขับผี (1:27; 3:15), การให้อภัยบาป (2:7, 10), และการห้ามลมและทะเลให้สงบ (4:39) ก็สำแดงถึงสง่าราศีและเกียรติยศในสภาพพระเจ้าของพระองค์อย่างเต็มที่. นี่ช่างเป็นผู้ทาสของพระเจ้าจริงๆ! ช่างน่ารักและน่าชื่นชมเสียจริงๆ! ผู้ทาสผู้นี้เป็นทาสที่ปรนนิบัติคนบาปในฐานะองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยของเขา โดยประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คนบาป (10:45) เพื่อให้สำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทาสองค์นี้.
โยฮันแนะนำถึงพระเจ้าพระผู้ช่วย โดยเน้นพระนิสัยของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ของพระองค์, มัดธายแนะนำถึงกษัตริย์พระผู้ช่วย, มาระโกแนะนำถึงผู้ทาสพระผู้ช่วย, และลูกาแนะนำถึงมนุษย์พระผู้ช่วย. มัดธาย, มาระโก, และลูกาต่างมีมุมมองเดียวกันแต่เน้นคนละด้านเกี่ยวกับสภาพมนุษย์ของพระผู้ช่วยกับสภาพพระเจ้าของพระองค์. เนื่องจากมาระโกแนะนำ องค์พระผู้ช่วยในฐานะของผู้ทาส เขาจึงมิได้กล่าวถึงลำดับวงศ์ตระกูลและสถานภาพของพระองค์เพราะบรรพบุรุษของทาสไม่มีค่าควรแก่การสน ใจ. เขาเองก็มิได้ตั้งใจที่จะทำให้เราประทับใจด้วยถ้อยคำน่าอัศจรรย์ใดๆ ของพระองค์ในฐานะทาส (ดังกรณีของมัดธายที่มีคำสอนที่อัศจรรย์ของพระองค์ กับคำอุปมาเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์ และกรณีของโยฮันที่บันทึกการเปิดเผยที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์) แต่ประสงค์ให้เรามีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งถึงการปรนนิบัติอันประเสริฐเลิศของพระองค์ในกิตติคุณนี้ และได้บันทึกรายละเอียดมากกว่ากิตติคุณเล่มอื่นๆเพื่อพรรณาถึงความขยัน, ความสัตย์ซื่อขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย, และคุณธรรมอื่นๆ ในการปรนนิบัติแห่งการช่วยให้รอดที่พระองค์ประทานแก่คนบาปเพื่อพระเจ้า.กิตติคุณมาระโกเป็นการทำให้สำเร็จเป็นจริงของคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระคริสต์ในฐานะทรงเป็นผู้ทาสของพระยะโฮวาใน ยซย.42:1-4, 6-7; 49:5-7; 50:4-7; 52:13-53:12 และเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้เป็นผู้ทาสของพระเจ้าในฟป.2:5-11. การที่พระองค์ทรงขยันทำงาน, การที่พระองค์ทรงต้องการอาหารรับประทานและต้องการพักผ่อน (3:20-21; 6:31) ,ความโกรธของพระองค์ (3:5), การถอนพระทัยของพระองค์ (7:34), และความรักของพระองค์ต่อผู้คน (10:21) ก็ได้สำแดงถึงสภาพมนุษย์ของพระองค์ในด้านคุณธรรมและความครบสมบูรณ์อย่างงดงาม. ส่วนความเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ (2:28), การล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ (2:8), อำนาจอันมหัศจรรย์ของพระองค์ในการขับผี (1:27; 3:15), การให้อภัยบาป (2:7, 10), และการห้ามลมและทะเลให้สงบ (4:39) ก็สำแดงถึงสง่าราศีและเกียรติยศในสภาพพระเจ้าของพระองค์อย่างเต็มที่. นี่ช่างเป็นผู้ทาสของพระเจ้าจริงๆ! ช่างน่ารักและน่าชื่นชมเสียจริงๆ! ผู้ทาสผู้นี้เป็นทาสที่ปรนนิบัติคนบาปในฐานะองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยของเขา โดยประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คนบาป (10:45) เพื่อให้สำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทาสองค์นี้.
มก.
1:1 2 คือ ข่าวที่น่ายินดี, ข่าวดี (รม.10:15). กิตติคุณมาระโกเป็นเรื่องการปรนนิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยในฐานะเป็นทาสของพระเจ้า เพื่อปรนนิบัติ (ปฏิบัติ) ไพร่พลของพระองค์. กิตติคุณมัดธายเริ่มต้นด้วยลำดับวงศ์ของพระคริสต์ผู้เป็นกษัตริย์ (มธ.1:1-17), กิตติคุณลูกาเริ่มต้นด้วยลำดับวงศ์แห่งบรรพบุรุษฝ่ายมนุษย์ของพระเยซู (ลก.3:23-38), และกิตติคุณโยฮันเริ่มต้นด้วยต้นกำเนิดนิรันดร์ของพระบุตรของพระเจ้า (ยฮ.1:1-2). กิตติคุณมาระโกนั้นเริ่มด้วยจุดเริ่มต้นของกิตติคุณคือ จุดเริ่มต้นแห่งการปรนนิบัติของพระเยซูในฐานะผู้ทาสที่ต่ำต้อยของพระเจ้า(ฟป.2:7, มธ.20:27-28) มิได้เริ่มต้นด้วยต้นกำเนิดแห่งสถานภาพของพระองค์. โดยปกติแล้วผู้ที่เป็นทาสมักจะเป็นที่สนใจในด้านการปรนนิบัติ ไม่ใช่ในตัวบุคคลของเขา. ดู มธ.1:1 คำอธิบาย 1.
มก.
1:1 3 กิตติคุณมาระโกเป็นชีวประวัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยผู้ทรงเป็นพระเจ้ามาบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อเป็นผู้ทาสสำหรับช่วยคนบาป.ในชื่อเรียกที่เป็นคำผสมนี้ คือคำว่า “พระเยซูคริสต์” ชี้บ่งถึงสภาพมนุษย์ของพระองค์ และ คำว่า “พระบุตรของพระเจ้า” ชี้บ่งถึงสภาพพระเจ้าของพระองค์. ทั้งสองสภาพถูกสำแดงออกอย่างพอเพียงโดยคุณธรรมในสภาพมนุษย์ของพระองค์ และในคุณลักษณะที่ศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวสำหรับกิตติคุณของพระองค์ดังที่ได้บันทึกไวัในกิตติคุณเล่มนี้.
มก.
1:1 ก มธ.16:16; ยฮ.1:34; 20:31; 1ยฮ.5:12, 20
มก.
1:1 4ก สำเนาต้นฉบับบางฉบับละคำว่า “พระบุตรของพระเจ้า”
มก.
1:2 1 จุดเริ่มต้นของกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเกิดขึ้นตามคำเขียนของยะซายาเกี่ยวกับการปฏิบัติของโยฮันผู้ให้บัพติศมา สิ่งนี้แสดงว่าการประกาศของโยฮันเรื่องการรับบัพติศมาแห่งการกลับใจก็เป็นส่วนหนึ่งของกิตติคุณของพระเยซูคริสต์. การประกาศของโยฮันได้สิ้นสุดยุคแห่งพระบัญญัติและได้นำมาซึ่งยุคแห่งพระคุณ. ดังนั้นยุคแห่งพระคุณได้เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติของโยฮันก่อนการปฏิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย.
มก.
1:2 ก มลค.3:1; มธ.11:10
มก.
1:2 2 หมายถึง พระยะโฮวาจอมพลโยธา (มลค.3:1).
มก.
1:2 3 ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับ ทูตสวรรค์ ดังเช่นใน วว.1:20.
มก.
1:2 4 พระเยซูคริสต์.
มก.
1:2 5 แปลตามตรงคือ ตกแต่ง. การประกาศบัพติศมาแห่งการกลับใจนี้ (ข้อ 4) เป็นการปูทางให้องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเสด็จมาหาคนบาป (ลก.1:76).
มก.
1:3 1 จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติแห่งกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้เริ่มต้นด้วยเสียงเพียงเสียงหนึ่ง มิได้เป็นขบวนแห่งการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่.
มก.
1:3 ก ยซย.40:3; มธ.3:3
มก.
1:3 2 การประกาศเกี่ยวกับกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยมิได้เริ่มต้นที่ศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรือง แต่ได้เริ่มต้นในป่ากันดารซึ่งห่างไกลจากอิทธิพลของวัฒนธรรมมนุษย์. (ดู มธ.3:3 คำอธิบาย 1 และ มธ.3:1 คำอธิบาย 2).
มก.
1:3 3 แปลตามตรงคือ จงเตรียม...ให้พร้อม. การจัดแจงทางของพระเจ้า ก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนเสียใหม่, การให้ความคิดของผู้คนหันสู่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย, และทำให้ใจของผู้คนถูกต้อง, ปรับแต่งทุกส่วนแห่งใจของผู้คนให้ตรง โดยการกลับใจ เพื่อองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจะเสด็จเข้ามาสู่ภายในพวกเขาเพื่อเป็นชีวิตของพวกเขาและครอบครองพวกเขา (ลก.1:17).
มก.
1:4 ก มธ.3:1; ลก.3:2; ยฮ.1:6
มก.
1:4 1 ความหมายคือ ปรากฏ.
มก.
1:4 ข ยฮซ.15:61; วนฉ.1:16
มก.
1:4 2ข โยฮันกำเนิดมาก็เป็นปุโรหิต (ลก.1:8-13, 57-63) ดังนั้นเขาควรจะดำเนินชีวิตอย่างปุโรหิตอยู่ในวิหารเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของปุโรหิต. แต่เขาได้มายังป่ากันดารและประกาศกิตติคุณแสดงว่ายุคของปุโรหิตที่ถวายเครื่องบูชาต่อพระเจ้าได้ถูกแทนที่โดยยุคของกิตติคุณที่นำพาคนบาปมาหาพระเจ้า เพื่อพระเจ้าจะได้รับคนบาปทั้งหลายและคนบาปทั้งหลายก็จะได้รับพระเจ้า.
มก.
1:4 ค กจ.10:37; 19:3-4
มก.
1:4 3ค การกลับใจก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดหันสู่องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย ส่วนการรับบัพติศมาเป็นการฝังคนที่กลับใจ ทำให้พวกเขามีการสิ้นสุดเพื่อองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจะทำให้พวกเขามีการเริ่มต้นแห่งชีวิตใหม่ โดยอาศัยการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:3, 5-6).
มก.
1:4 ง มก.1:15; ลก.24:47
มก.
1:4 4 หรือ เพื่อทำให้. การกลับใจพร้อมด้วยการรับบัพติศมา ก็เพื่อให้และทำให้บาปได้รับการอภัย เพื่อสิ่งกีดขวางจากการตกต่ำของมนุษย์จะถูกขจัดออกไปและมนุษย์จะได้กลับคืนดีกับพระเจ้า.
มก.
1:4 5 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์. ประโยคต่อไปก็มีความหมายเดียวกัน.
มก.
1:4 จ มธ.26:28; กจ.2:38; 10:43
มก.
1:5 ก มธ.3:5-6
มก.
1:5 1 ดินแดนที่มีเมืองบริสุทธิ์, วิหารบริสุทธิ์, และวัฒนธรรมที่สูงส่ง นั่นคือเป็นดินแดนที่มีเกียรติ.
มก.
1:5 2 เมื่อประชาชนกลับใจเพราะได้ฟังคำประกาศของโยฮัน โยฮันก็ให้บัพติศมาโดยจุ่มพวกเขาลงในน้ำแห่งความตายเพื่อฝังพวกเขา, ทำให้พวกเขามีการสิ้นสุด แล้วตระเตรียมพวกเขาให้องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยทำให้เขาเป็นขึ้น และใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เขามีการเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยการที่พวกเขาสารภาพความบาป. (ดู มธ.3:6 คำอธิบาย 1).
มก.
1:5 3 ดู มธ.3:6 คำอธิบาย 2.
มก.
1:5 ข กจ.19:18
มก.
1:6 1 ลักษณะการดำรงชีพของโยฮันแสดงให้เห็นว่าชีวิตและกิจการงานของเขาล้วนอยู่ภายใต้ยุคสมัยใหม่ มิได้เป็นไปตามลักษณะของศาสนา,วัฒนธรรม, และประเพณีเก่าแก่. ดู มธ.3:4 คำอธิบาย 1.
มก.
1:6 ก 2พกษ.1:8
มก.
1:6 ข ลวต.11:22
มก.
1:6 ค อซด.3:8; 1ซมอ. 14:25-27
มก.
1:7 ก มธ.3:11; ยฮ.1:15, 27; กจ.13:25; 19:4
มก.
1:7 1ก ถึงแม้โยฮันได้ประกาศเรื่องบัพติศมาแห่งการกลับใจ แต่เป้าหมายแห่งการปฏิบัติของเขานั้นอยู่ที่บุคคลผู้มหัศจรรย์ คือองค์พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า. เขามิได้กระทำให้ตนเองเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติเหมือนดังเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้อื่นให้มาหาเขา. เขาตระหนักดีว่าเขาเป็นเพียงแค่ทูตที่พระยะโฮวาจอมพลโยธาทรงใช้มา เพื่อนำผู้คนมาหาพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าและยกชูพระองค์ขึ้นเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติ.
มก.
1:8 ก ยฮ.1:26; กจ.1:5; 11:16
มก.
1:8 1ก น้ำเล็งถึงความตายและการฝังเพื่อสิ้นสุดผู้คนที่กลับใจ, พระวิญญาณบริสุทธิ์คือพระวิญญาณแห่งชีวิตและการเป็นขึ้นเพื่อให้คนที่มีการสิ้นสุดแล้วมีการเริ่มต้นใหม่. ประการแรกเป็นเครื่องหมายของการปฏิบัติแห่งการกลับใจของโยฮัน ประการหลังเป็นเครื่องหมายของการปฏิบัติแห่งชีวิตขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย. โยฮันได้ฝังคนที่กลับใจแล้วลงในน้ำแห่งความตาย. องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้ให้เขาเป็นขึ้น เพื่อเขาจะได้รับการบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณแห่งชีวิตที่เป็นขึ้นของพระองค์. น้ำแห่งความตายเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการตายที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระคริสต์. ผู้เชื่อของพระองค์ก็ได้รับบัพติศมาเข้าสู่ความตายนี้ (รม.6:3). น้ำแห่งความตายนี้มิได้ฝังแต่เพียงตัวผู้ที่รับบัพติศมาเท่านั้น แต่ความบาป, โลก, และชีวิตในอดีตพร้อมทั้งประวัติศาสตร์ของเขาก็ได้ถูกฝังไปด้วย (ดังเช่นทะเลแดงได้ฝังฟาโรห์และกองทัพชาวอียิปต์เพื่อชาวอิสราเอล—อซด.14:26-28; 1กธ.10:2) และแบ่งแยกพวกเขาออกจากโลกที่ละทิ้งพระเจ้าและความเสื่อมโทรมของมัน (เช่นเดียวกับน้ำท่วมที่ได้กระทำสำเร็จเพื่อโนฮาและครอบครัวของเขา—1ปต.3:20-21). องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย ได้ให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์รับบัพติศมาเข้าสู่พระวิญญาณบริสุทธิ์. พระวิญญาณนี้เป็นพระวิญญาณของพระคริสต์และก็คือพระวิญญาณของพระเจ้าด้วย (รม.8:9). ดังนั้นการรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือการรับบัพติศมาเข้าสู่พระคริสต์ (ฆต.3:27; รม.6:3), เข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพ (มธ.28:19), และเข้าสู่พระกายของพระคริสต์(1กธ.12:13) ซึ่งพระกายนี้ได้เข้าสนิทกับพระคริสต์ในพระวิญญาณองค์เดียว (1กธ.6:17). โดยการบัพติศมาในน้ำและบัพติศมาในพระวิญญาณเช่นนี้ ผู้เชื่อในพระคริสต์ก็ได้รับการบังเกิดใหม่เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า (ยฮ.3:3, 5 คำอธิบาย 2) คือเข้าสู่ขอบเขตแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และขอบเขตแห่งการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อเขาจะดำรงชีวิตโดยชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าในอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์.
มก.
1:8 ข ยซย.44:3; ยอล.2:28; กจ.2:4; 10:45; 1กธ.12:13
มก.
1:9 ก ข้อ 9-11: มธ.3:13-17; ลก.3:21-22
มก.
1:9 ข มธ.2:23; ยฮ.1:45-46; มก.1:24; 10:47; 14:67; 16:6
มก.
1:9 1ข ฆาลิลายถูกเรียกว่า “ฆาลิลายแห่งชาวต่างชาติ” เป็นดินแดนที่ไร้เกียรติ ถูกดูหมิ่น (ยฮ.7:52, ดู มธ.4:15 คำอธิบาย 1). ส่วนนาซาเร็ธก็เป็นเมืองหนึ่งที่ถูกผู้คนดูหมิ่น. ซึ่งอยู่ในดินแดนที่ถูกดูหมิ่นนั้น. ผู้ทาสที่ต่ำต้อยของพระเจ้าได้เจริญวัยและออกมาจากต้นกำเนิดแห่งดินแดนที่ถูกดูหมิ่นนี้เอง.
มก.
1:9 2 ในฐานะที่เป็นผู้ทาสของพระเจ้า องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยก็ได้รับบัพติศมาด้วย ซึ่งหมายความว่าพระองค์เต็มใจที่จะรับใช้พระเจ้า และจะไม่รับใช้ตามวิธีการแบบธรรมชาติ แต่อาศัยการผ่านความตายและการฟื้นคืนชีพมาปรนนิบัติ (ดูคำอธิบายที่ 1 ใน มธ.3:13 และ 16). การรับบัพติศมาเช่นนี้ก็ได้นำพระองค์เข้าสู่การปรนนิบัติ.
มก.
1:9 3 แปลตามตรงคือ เข้าสู่.
มก.
1:10 ก ข้อ 9-11: มธ.3:13-17; ลก.3:21-22
มก.
1:10 1ก บทบันทึกของมาระโกเกี่ยวกับองค์ผู้ทาสนั้น มิได้สะท้อนภาพความยิ่งใหญ่เลอเลิศแห่งฐานะด้านบุคคลขององค์ผู้ทาสนี้ แต่ได้บันทึกเกี่ยวกับความขยันขันแข็งในการปรนนิบัติของพระองค์. คำว่า “ในทันใดนั้น” ถูกใช้ในบทบันทึกของเขาถึง 42 ครั้ง และมีเพิ่มอีกหนึ่งครั้งในสำเนาต้นฉบับบางฉบับ.
มก.
1:10 2 การที่ท้องฟ้าแหวกออกต่อองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเป็นเครื่องหมายเล็งว่า ความยินดีในการมอบถวายตัวของพระองค์เพื่อเป็นทาสต่อพระเจ้านั้นได้รับการยอมรับอย่างดีจากพระเจ้า. ในส่วนที่พระวิญญาณลงมาบนพระองค์ดุจนกพิราบนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งว่า พระเจ้าทรงชโลมพระองค์ด้วยพระวิญญาณนั้น เพื่อการปรนนิบัติพระเจ้าของพระองค์ (ลก.4:18-19).
มก.
1:10 ข ยนซ.28:17; ยอค.1:1; ยฮ.1:51; กจ.7:56; 10:11; วว.4:1
มก.
1:10 ค ยฮ.1:32; ลก.4:18
มก.
1:10 3 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มคำว่า และสถิตอยู่.
มก.
1:10 4 ดู มธ.3:16 คำอธิบาย 4.
มก.
1:11 ก มก.9:7; ยฮ.12:28
มก.
1:11 1 ดู มธ.3:17 คำอธิบาย 1.
มก.
1:11 ข อฟ.1:6
มก.
1:11 ค ยซย.42:1; มธ.12:18
มก.
1:12 ก มก.1:10, 18
มก.
1:12 1 ภายหลังการยอมรับและการชโลมของพระเจ้า สิ่งแรกที่พระวิญญาณทรงกระทำต่อผู้ทาสของพระเจ้าก็คือ เร่งพระองค์เข้าสู่การทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ครบสมบูรณ์โดยไม่ขาดตกบกพร่อง.
มก.
1:12 ข ข้อ 12-13: มธ.4:1-11; ลก.4:1-13
มก.
1:13 1 ซาตานผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า ถูกใช้มาทดสอบและพิสูจน์องค์ผู้ทาสของพระเจ้า. สัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดินโลก (ซึ่งเป็นด้านลบ) และบรรดาทูตสวรรค์ (ซึ่งเป็นด้านบวก) ต่างก็ถูกใช้เพื่อการทดสอบนี้.
มก.
1:13 ก ฮร.2:18; 4:15; 1ธซ.3:5
มก.
1:13 2 เป็นเวลาของการทดสอบและการทนทุกข์ (พบญ.9:9, 18; 1พกษ.19:8).
มก.
1:13 ข ลก.22:43; มธ.26:53; เทียบ ฮร.1:14; กจ.12:15
มก.
1:14 ก มก.6:17; มธ.4:12; 14:3; ลก.3:20
มก.
1:14 1ก แปลตามตรงคือ ถูกมอบไว้
มก.
1:14 2 การที่โยฮันถูกขังคุกเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า กิตติคุณได้รับการปฏิเสธโดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนที่มีเกียรติ. ดังนั้นองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจึงได้จากดินแดนนั้น กลับมายังดินแดนซึ่งเป็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม เพื่อการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์. ดู มธ.4:12 คำอธิบาย 2 และข้อ15 คำอธิบาย 1.
การปรนนิบัติด้านกิตติคุณได้เริ่มต้นปฏิบัติโดยผู้บุกเบิกที่นำหน้าองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (1:1-11) ในมณฑลยูดายอันเป็นดินแดนที่มีเกียรติ แต่การปฏิบัตินั้นได้กระทำสืบต่อมาโดยองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเป็นเวลาประมาณ 3 ปี (1:14-9:50) ในมณฑลฆาลิลายดินแดนซึ่งถูกเหยียดหยาม. ในช่วงเวลานี้ มาระโกมิได้บันทึกถึงการปฏิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยในกรุงเยรูซาเล็ม และมณฑลยูดายเหมือนที่โยฮันบรรยายในหนังสือกิตติคุณของเขา (ยฮ.1:29-42; 2:13-3:36; 5:1-47; 7:10-11:57). มาระโกได้แต่บันทึกตอนที่พระองค์เดินทางจากมณฑลฆาลิลายมายังกรุงเยรูซาเล็มเป็นครั้งสุดท้าย (10:1) เพื่อสำเร็จการงานแห่งการไถ่บาปของพระองค์. ต่อจากนั้นการปรนนิบัติด้านกิตติคุณก็ดำเนินต่อโดยการปฏิบัติของพระองค์ในระหว่างทางที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็มและในอาณาบริเวณใกล้เคียงกรุงเยรูซาเล็ม (10:1-4:42) และได้จบลงที่การตายของพระองค์เพื่อไถ่บาป, การเป็นขึ้นที่ประทานชีวิตให้, การเสด็จสู่สวรรค์เพื่อได้รับการยกชู, การสืบต่อการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์โดยการป่าวประกาศของสาวกของพระองค์แก่สรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกเนรมิตสร้าง (14:43-16:20).
การปรนนิบัติด้านกิตติคุณได้เริ่มต้นปฏิบัติโดยผู้บุกเบิกที่นำหน้าองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (1:1-11) ในมณฑลยูดายอันเป็นดินแดนที่มีเกียรติ แต่การปฏิบัตินั้นได้กระทำสืบต่อมาโดยองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยเป็นเวลาประมาณ 3 ปี (1:14-9:50) ในมณฑลฆาลิลายดินแดนซึ่งถูกเหยียดหยาม. ในช่วงเวลานี้ มาระโกมิได้บันทึกถึงการปฏิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยในกรุงเยรูซาเล็ม และมณฑลยูดายเหมือนที่โยฮันบรรยายในหนังสือกิตติคุณของเขา (ยฮ.1:29-42; 2:13-3:36; 5:1-47; 7:10-11:57). มาระโกได้แต่บันทึกตอนที่พระองค์เดินทางจากมณฑลฆาลิลายมายังกรุงเยรูซาเล็มเป็นครั้งสุดท้าย (10:1) เพื่อสำเร็จการงานแห่งการไถ่บาปของพระองค์. ต่อจากนั้นการปรนนิบัติด้านกิตติคุณก็ดำเนินต่อโดยการปฏิบัติของพระองค์ในระหว่างทางที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็มและในอาณาบริเวณใกล้เคียงกรุงเยรูซาเล็ม (10:1-4:42) และได้จบลงที่การตายของพระองค์เพื่อไถ่บาป, การเป็นขึ้นที่ประทานชีวิตให้, การเสด็จสู่สวรรค์เพื่อได้รับการยกชู, การสืบต่อการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์โดยการป่าวประกาศของสาวกของพระองค์แก่สรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกเนรมิตสร้าง (14:43-16:20).
มก.
1:14 ข มธ.4:17, 23
มก.
1:14 3ข การป่าวประกาศขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยนั้นมีเพื่อประกาศข่าวแห่งความยินดีของพระเจ้าแก่ประชาชนผู้ทุกข์ยากและตกในพันธนาการ. การสั่งสอนของพระองค์นั้น (ข้อ 21-22) มีเพื่อส่องสว่างแก่คนโง่เขลาที่อยู่ในความมืดด้วยความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลักความจริง. การป่าวประกาศของพระองค์ครอบคลุมไว้ด้วยคำสั่งสอนและคำสั่งสอนของพระองค์ครอบคลุมถึงการป่าวประกาศ (มธ.4:23). นี่เป็นสิ่งแรกที่พระองค์ทรงกระทำในการปฏิบัติของพระองค์ และเป็นโครงสร้างที่ครอบคลุมทุกสิ่งเกี่ยวกับการปรนนิบัติสำหรับการประกาศกิตติคุณของพระองค์ (1:38 -39; 3:14; 6:12; 14:9;16:15, 20).
มก.
1:14 ค รม.1:1; 15:16
มก.
1:14 4ค สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มเป็น “กิตติคุณแห่งอาณาจักรของพระเจ้า.” กิตติคุณของพระเยซูคริสต์ (ข้อ 1) ก็คือกิตติคุณของพระเจ้า (รม.1:1) และก็เป็นกิตติคุณแห่งอาณาจักรของพระเจ้า (เทียบ มธ.4:23).
มก.
1:15 ก เทียบ ฆต.4:4
มก.
1:15 ข มก.4:26; ลก.10:9, 11
มก.
1:15 1ข อาณาจักรของพระเจ้า คือการปกครองของพระเจ้าพร้อมด้วยบรรดาพระพรและการรับสุขของอาณาจักร. อาณาจักรของพระเจ้านี้เป็นเป้าหมายของกิตติคุณของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์ (ดู 4:3 คำอธิบาย 2 และ 4:26 คำอธิบาย 3). การที่จะเข้าสู่อาณาจักรนี้ได้ มนุษย์จำต้องกลับใจจากความบาปและเชื่อในกิตติคุณเพื่อความบาปของเขาจะได้รับการอภัย และพระเจ้าจะให้เขาบังเกิดใหม่ เพื่อจะได้มีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคู่ควรกับธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรนี้ (ยฮ.3:3, 5). ในยุคของคริสตจักรผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกคนสามารถมีส่วนในอาณาจักรนี้โดยการรับสุขพระเจ้าของพวกเขาในความชอบธรรม, สันติสุข, และความยินดีของพระองค์ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (รม.14:17). จากนั้นก็จะกลายเป็นอาณาจักรของพระคริสต์และของพระเจ้า
เพื่อให้ผู้เชื่อที่มีชัยชนะได้รับเป็นมรดกและได้รับสุขในยุคอาณาจักรที่จะมาถึง (1กธ.6:9-10; ฆต.5:21; อฟ.5:5) เพื่อพวกเขาจะเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาหนึ่งพันปี (วว.20:4, 6). ต่อจากนั้นในฐานะที่เป็นอาณาจักรนิรันดร์ อาณาจักรนี้จะเป็นพระพรนิรันดร์แห่งชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าสำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ทุกคนให้เขารับสุขฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ตลอดไปเป็นนิตย์ (วว.21:1-4; 22:1-5, 14, 17). อาณาจักรนี้มาใกล้แล้ว และกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจะนำผู้เชื่อของพระองค์ทุกคนเข้ามาสู่อาณาจักรเช่นนี้เอง. เพราะเหตุอาณาจักรนี้ องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยจึงได้กำชับให้มนุษย์กลับใจและเชื่อในกิตติคุณ. ดู ยฮ.3:3 คำอธิบาย 3, ฮร.12:28 คำอธิบาย 1, และ มธ.5:3 คำอธิบาย 4.
มก.
1:15 ค มก.1:4; กจ.2:38; 5:31
มก.
1:15 2ค ความหมายของภาษากรีกคือ มีการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่. การกลับใจคือการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่โดยการรู้สึกเสียใจต่ออดีตที่ผ่านมาและมีการหันเปลี่ยนเพื่ออนาคต. ในด้านลบแล้วการกลับใจต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ไม่เพียงแต่กลับใจจากความบาปและการล่วงละเมิดเท่านั้น แต่เป็นการกลับใจจากโลกและความเสื่อมเสียของมัน ซึ่งทำให้พลไพร่ของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างเพื่อพระองค์เองได้ถูกครอบงำและเสื่อมเสียไป และยังเป็นการกลับใจจากอดีตของเราที่ละทิ้งพระเจ้า. ส่วนในด้านบวกการกลับใจเป็นการหันสู่พระเจ้าในทุกๆ ด้านและในทุกๆ สิ่ง เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์ในการเนรมิตสร้างมนุษย์. นี่ก็คือ “การกลับใจเพื่อคืนสู่พระเจ้า” และ “กลับใจหันสู่พระเจ้า” (กจ.20:21; 26:20). ดู มธ.3:2 คำอธิบาย 1 และ 2.
มก.
1:15 ง ยฮ.1:12; 3:16; กจ.16:31; รม.10:9, 14
มก.
1:15 3ง โดยหลักแล้ว การกลับใจอยู่ที่ความคิด ส่วนการเชื่ออยู่ที่ใจ (รม.10:9). การเชื่อคือเชื่อเข้าสู่สิ่งที่เราเชื่อ และต้อนรับสิ่งที่เราเชื่อเข้าสู่ในเรา. โดยหลักแล้ว การเชื่อกิตติคุณก็คือการเชื่อในองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย (กจ.16:31) และการเชื่อในพระองค์ก็คือการเชื่อเข้าสู่พระองค์ (ยฮ.3:15-16) และต้อนรับพระองค์เข้าสู่ภายในเรา (ยฮ.1:12) เพื่อเราจะได้เข้าสนิทกับพระองค์อย่างอินทรียภาพ. ความเชื่อในพระคริสต์เช่นนี้ (ฆต.3:22) พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา โดยการที่เราฟังถ้อยคำแห่งหลักความจริงของกิตติคุณ (รม.10:17; อฟ.1:13). ความเชื่อนี้นำเราเข้าสู่พระพรทุกประการของกิตติคุณ (ฆต.3:14) ดังนั้นความเชื่อนี้จึงเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับเรา (2ปต.1:1). การที่จะได้รับความเชื่อที่ล้ำค่าเช่นนี้ ต้องมีการกลับใจเสียก่อน. ดู 16:16 คำอธิบาย 1.
มก.
1:15 4 นี่คือกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า (ข้อ 1), กิตติคุณของพระเจ้า, และกิตติคุณแห่งอาณาจักรของพระเจ้า. พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า, พร้อมด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่พระองค์ทรงผ่าน (เช่นบังเกิดเป็นเนื้อหนัง,การตรึงกางเขน, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์), และการงานแห่งการไถ่ที่พระองค์กระทำสำเร็จล้วนเป็นเนื้อหาของกิตติคุณนี้ (รม.1:2-4; ลก.2:10-11; 1กธ.15:1-4; 2ตธ.2:8). ดังนั้นกิตติคุณนี้จึงเป็นของพระเยซูคริสต์. กิตติคุณนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางโครงการ, ทรงสัญญา,และทรงกระทำให้สำเร็จ (อฟ.1:8-9; กจ.2:23; รม.1:2; 2กธ.5:21; กจ.3:15), และเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการช่วยผู้เชื่อทุกคนให้รอด (รม.1:16) เพื่อพวกเขาจะกลับคืนดีกับพระเจ้า (2กธ.5:19), ได้รับการบังเกิดใหม่โดยพระองค์ (1ปต.1:3), กลายเป็นบุตรของพระองค์ (ยฮ.1:12-13; รม.8:16), และรับสุขความมั่งคั่ง และพระพรทั้งหมดของพระองค์เป็นมรดก (อฟ.1:14). ดังนั้นนี่จึงเป็นกิตติคุณของพระเจ้า. กิตติคุณนี้นำพาผู้เชื่อเข้าสู่ขอบเขตแห่งการปกครองที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะมีส่วนในพระพรของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ในอาณาจักรที่ศักดิ์สิทธิ์ ของพระองค์ (1ธซ.2:12). ดังนั้นจึงเป็นกิตติคุณแห่งอาณาจักรของพระเจ้าด้วย. ฉะนั้นเนื้อหาของกิตติคุณทั้งหมดจึงเป็นเนื้อหาเดียวกันกับของพันธสัญญาใหม่พร้อมด้วยมรดกทั้งสิ้นของพันธสัญญาใหม่. เมื่อเราเชื่อในกิตติคุณนี้เราก็ได้รับพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นมรดกพร้อมด้วยการไถ่ของพระองค์, การช่วยให้รอดของพระองค์, และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ พร้อมทั้งความมั่งคั่งของชีวิตนี้เป็นส่วนแบ่งนิรันดร์ของเรา.
มก.
1:16 ก ข้อ 16-20: มธ.4:18-22; ลก.5:1-11
มก.
1:16 ข มก.2:13; 3:7; 4:1; 5:1; 6:47; 7:31; ยฮ.6:1
มก.
1:16 1ข ดู มธ.4:18 คำอธิบาย 1.
มก.
1:16 ค ยฮ.1:40-42
มก.
1:16 2 ดู มธ.4:18 คำอธิบาย 2.
มก.
1:16 ง มธ.13:47
มก.
1:16 3ง หมายถึง อวนรูปโค้ง.
มก.
1:18 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์. ข้อต่อๆ ไปก็เช่นกัน
มก.
1:18 ก มก.10:28
มก.
1:18 2ก ดู มธ.4:20 คำอธิบาย 2.
มก.
1:18 ข มก.1:12, 20
มก.
1:19 ก เทียบ ยฮ.1:35, 37, 40
มก.
1:19 1ก ดู มธ.4:21 คำอธิบาย 1.
มก.
1:20 ก มก.1:18, 21
มก.
1:20 ข ฆต.1:15
มก.
1:20 1 ดู มธ.4:22 คำอธิบาย 1.
มก.
1:21 ก ข้อ 21-28: ลก.4:31-37
มก.
1:21 ข มธ.4:13; มก.2:1
มก.
1:21 ค มก.1:39; 6:2; มธ.4:23
มก.
1:21 1ค ธรรมศาลาเป็นสถานที่ประชุมซึ่งชาวยูดายมาอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ (ลก.4:16-17; กจ.13:14-15).
มก.
1:21 2 การที่มนุษย์ตกอยู่ในความบาป ก็ได้ตัดขาดจากการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าทำให้มนุษย์ทุกคนโง่เขลาไม่มีความรู้เรื่องของพระเจ้า. การไม่รู้จักพระเจ้าเช่นนี้ ก่อนอื่นก็ทำให้เราตกอยู่ในความมืด และต่อมาก็อยู่ในความตาย. องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยในฐานะเป็นความสว่างของโลก (ยฮ.8:12; 9:5) ได้เสด็จมายังฆาลิลายดินแดนแห่งความมืด โดยเสด็จมาในฐานะเป็นความสว่างอันยิ่งใหญ่ เพื่อส่องสว่างแก่ประชาชนที่นั้งอยู่ในเงาแห่งความตาย (มธ.4:12-16). คำสอนของพระองค์ได้ปลดปล่อยถ้อยคำแห่งความสว่าง เพื่อส่องสว่างให้แก่ผู้ที่อยู่ในความมืดแห่งความตาย เพื่อพวกเขาจะได้รับความสว่างของชีวิต (ยฮ.1:4). เรื่องที่สองซึ่งองค์ผู้ทาสของพระเจ้าในฐานะทรงเป็นองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยของมนุษย์ที่ตกต่ำทรงกระทำในการปรนนิบัติของพระองค์ก็คือ สั่งสอน (2:13; 4:1; 6:2, 6, 30, 34; 10:1; 11:17; 12:35; 14:49) เพื่อนำประชาชนออกจากความมืดของซาตานเข้าสู่ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (กจ.26:18).
มก.
1:21 ง มก.1:20, 23
มก.
1:22 ก มก.6:2; 11:18; มธ.7:28-29
มก.
1:22 ข มก.4:2
มก.
1:22 1 พวกที่ตั้งตัวเองเป็นธรรมาจารย์ ได้สอนความรู้อันว่างเปล่าแก่ผู้คนตามตัวเขาเองซึ่งเขาไม่มีอำนาจหรือฤทธิ์เดชใดๆ ทั้งสิ้น. แต่คำสอนแห่งความเที่ยงแท้ที่มาจากพระเจ้าขององค์ผู้ทาส ซึ่งพระเจ้าทรงมอบอำนาจให้นั้น ไม่เพียงแต่มีฤทธิ์เดชฝ่ายวิญญาณที่สามารถสยบผู้คนได้เท่านั้น แต่ยังมีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำให้พวกเขานอบน้อมยอมจำนนต่อการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์.
มก.
1:23 ก มก.1:21, 28
มก.
1:23 1 มิใช่ทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ แต่เป็นผีร้าย (ข้อ32, 34, 39; ลก.4:33) เป็นวิญญาณที่ปราศจากร่างกายของพวกสิ่งมีชีวิตซึ่งดำรงชีพอยู่ในยุคก่อนอาดามและถูกพระเจ้าพิพากษาในขณะที่พวกมันเข้าร่วมในการกบฏของซาตาน (ดู บทเรียนชีวิตหนังสือเยเนซิศ ตอนที่ 2). ทูตสวรรค์ที่ตกต่ำร่วมงานกับซาตานในสถานอากาศ (อฟ.2:2; 6:11-12) และผีเหล่านี้ซึ่งก็คือวิญญาณโสโครกร่วมงานกับซาตานบนโลก. ทั้งทูตสวรรค์ที่ตกต่ำและวิญญาณโสโครกนี้กระทำสิ่งชั่วร้ายต่อมนุษย์เพื่ออาณาจักรของซาตาน. การที่ผีสิงในผู้คนมีนัยถึงการครอบงำของซาตานที่มีต่อมนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้นเพื่อพระประสงค์ของพระองค์เอง. การงานเรื่องที่สามขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยก็คือทำลายกิจการต่างๆ ของซาตาน (1ยฮ.3:8) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปรนนิบัติพระเจ้าของพระองค์ โดยการขับผีเหล่านี้ออกจากคนที่ถูกมันครอบงำ (1:34, 39; 3:15; 6:7, 13; 16:17) เพื่อพวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยออกจากการผูกมัดของซาตาน (ลก.13:16) ออกจากอำนาจแห่งความมืดของซาตาน (กจ.26:18; กซ.1:13) เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า (ข้อ 15). ในหนังสือกิตติคุณเล่มนี้ มีบันทึกเหตุการณ์เช่นนี้ถึงห้ากรณีเพื่อชี้แจงถึงเรื่องนี้ (1:23-27; 5:2-20; 7:25-30; 9:17-27; 16:9).
มก.
1:24 ก มก.10:47; 14:67; 16:6
มก.
1:24 1 แปลตามตรงคือ มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราและกับท่าน (เป็นสำนวนภาษาเฮ็บราย).
มก.
1:24 ข มก.5:7
มก.
1:24 ค มก.1:34; กจ.19:15
มก.
1:24 ง ลก.1:35; ยฮ.6:69
มก.
1:25 ก มก.9:25; เทียบ มก.4:39
มก.
1:25 ข มก.1:34; ลก.4:41
มก.
1:26 ก มก.1:23
มก.
1:26 ข มก.9:20, 26
มก.
1:26 ค มก.5:7; กจ.8:7
มก.
1:27 ก มก.2:12; 5:42
มก.
1:27 ข กจ.17:19
มก.
1:27 ค มก.3:15
มก.
1:27 1ค มิใช่ฤทธิ์เดช แต่เป็นอำนาจที่ขับผีออกได้. ในการปรนนิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย พระองค์ไม่เพียงแต่มีอำนาจในการสั่งสอนประชาชนเท่านั้น (ข้อ 22) แต่ยังมีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ในการขับผีออกได้ด้วย.
มก.
1:27 ง มก.4:41
มก.
1:28 ก มก.1:23, 29
มก.
1:29 ก ข้อ 29-34: มธ.8:14-16; ลก.4:38-41
มก.
1:30 ก เทียบ 1กธ.9:5
มก.
1:30 1 นี่อาจเป็นเครื่องหมายเล็งถึง อารมณ์ไม่ปกติและไม่สมดุลกัน.
มก.
1:30 ข มก.1:28, 29, 42
มก.
1:31 ก มก.5:41; 9:27; กจ.3:7
มก.
1:31 1 ความป่วยไข้เป็นผลของความบาป และเป็นเครื่องหมายแสดงถึงสภาพการณ์ที่ผิดปกติของมนุษย์ต่อพระพักตร์พระเจ้าเนื่องมาจากความบาป. เรื่องที่สี่ซึ่งองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยได้ทรงกระทำเพื่อช่วยเหลือคนบาป โดยเป็นอีกส่วนหนึ่งของการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์ก็คือ การรักษาสภาพการณ์ความเจ็บป่วยของพวกเขาทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ อีกทั้งฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพการณ์ปกติเพื่อพวกเขาจะได้ปรนนิบัติพระองค์ (1:34; 3:10; 6:5,13, 56). ในกิตติคุณฉบับนี้ พระองค์ได้ทรงรักษาโรคเช่นนี้รวมเก้ารายด้วยกัน (1:30-31, 40-45; 2:3-12; 3:1-5; 5:22-43; 7:32-37; 8:22-26; 10:46-52).
มก.
1:31 2 ขั้นแรกเธอได้รับการรักษา ต่อมาจึงปรนนิบัติ.
มก.
1:33 ก มก.2:2
มก.
1:34 1 ดูข้อ 31 คำอธิบาย 1.
มก.
1:34 ก มธ.4:23
มก.
1:34 2 ดูข้อ 23 คำอธิบาย 1. ข้อ 39 ก็เหมือนกัน.
มก.
1:34 ข มก.1:25; 3:12
มก.
1:34 3 สำเนาต้นฉบับบางเล่มเป็น พวกมันรู้ว่าพระองค์เป็นพระคริสต์.
มก.
1:34 ค มก.1:24
มก.
1:35 ก ลก.4:42
มก.
1:35 ข มธ.14:23; ลก.5:16
มก.
1:35 1ข เพื่อสามัคคีธรรมกับพระเจ้า แสวงหาพระประสงค์และความพอพระทัยของพระเจ้าสำหรับการปรนนิบัติด้านกิตติคุณของพระองค์. องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยมิได้ทรงกระทำการปรนนิบัติด้านกิตติคุณโดยตัวพระองค์เองอย่างเอกเทศจากพระเจ้า หรือดำเนินตามความประสงค์ของพระองค์เองแต่ดำเนินตามพระประสงค์และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า. โดยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. ดูข้อ 38 คำอธิบาย 2.
มก.
1:38 ก ลก.4:43
มก.
1:38 ข ยซย.61:1
มก.
1:38 1ข ดูข้อ 14 คำอธิบาย 3.
มก.
1:38 ค เทียบ ยฮ.16:28
มก.
1:38 2 ในฐานะทรงเป็นผู้ทาสของพระเจ้าเพื่อปรนนิบัติพระเจ้าในกิตติคุณของพระองค์ องค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยมิได้กระทำการปรนนิบัติด้านกิตติคุณเพื่อให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์เองหรือตามข้อเสนอของผู้คน แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงใช้พระองค์มา (ยฮ.6:38; 4:34).
มก.
1:39 ก มก.1:21; 6:2; ลก.4:44
มก.
1:40 ก ข้อ 40-44: มธ.8:2-4; ลก.5:12-14
มก.
1:40 1ก คนโรคเรื้อนเป็นการบรรยายถึงแบบฉบับของคนบาป. โรคเรื้อนเป็นโรคที่ติดต่อง่ายและอันตรายที่สุด อาการหนักกว่าตัวร้อนเป็นไข้อีกมากนัก (ข้อ 30). ผู้เป็นโรคนี้ต้องถูกกีดกันออกไปจากพระเจ้าและมนุษย์ (ดู มธ.8:2 คำอธิบาย 1 และ มธ.8:3 คำอธิบาย 1) การที่จะรักษาโรคเรื้อนให้สะอาดหมายถึง การฟื้นฟูคนบาปให้กลับสู่การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและกับมนุษย์. นี่เป็นจุดสุดยอดของการปรนนิบัติด้านกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยตามการบันทึกในบทนี้.
การปรนนิบัติด้านกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยต่อพระเจ้าประกอบด้วย (1) การประกาศ (ข้อ14-15, 38-39) คือประกาศข่าวอันน่ายินดีแก่ประชาชนผู้ทุกข์ยากซึ่งอยู่ในพันธนาการ; (2) สั่งสอน (ข้อ 21-22) คือส่องสว่างแก่ผู้โง่เขลาซึ่งอยู่ในความมืดด้วยความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลักความจริง; (3) ขับผี (ข้อ 25-26) คือทำลายการครอบงำของซาตานที่มีต่อมนุษย์; (4) รักษาความป่วยไข้ (ข้อ 30-31) เพื่อมนุษย์จะสามารถปรนนิบัติองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย; (5) รักษาคนโรคเรื้อนให้สะอาด (ข้อ 41-42) เพื่อฟื้นฟูคนบาปกลับสู่การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและกับมนุษย์. ช่างเป็นงานที่น่าอัศจรรย์และยอดเยี่ยมจริงๆ!
การปรนนิบัติด้านกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยต่อพระเจ้าประกอบด้วย (1) การประกาศ (ข้อ14-15, 38-39) คือประกาศข่าวอันน่ายินดีแก่ประชาชนผู้ทุกข์ยากซึ่งอยู่ในพันธนาการ; (2) สั่งสอน (ข้อ 21-22) คือส่องสว่างแก่ผู้โง่เขลาซึ่งอยู่ในความมืดด้วยความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลักความจริง; (3) ขับผี (ข้อ 25-26) คือทำลายการครอบงำของซาตานที่มีต่อมนุษย์; (4) รักษาความป่วยไข้ (ข้อ 30-31) เพื่อมนุษย์จะสามารถปรนนิบัติองค์ผู้ทาสพระผู้ช่วย; (5) รักษาคนโรคเรื้อนให้สะอาด (ข้อ 41-42) เพื่อฟื้นฟูคนบาปกลับสู่การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและกับมนุษย์. ช่างเป็นงานที่น่าอัศจรรย์และยอดเยี่ยมจริงๆ!
มก.
1:40 ข มก.10:17; มธ.17:14
มก.
1:40 ค เทียบ ลวต.13:45-46; 14:9, 19-20
มก.
1:41 1 ความกรุณาและความพอพระทัยขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยซึ่งเกิดขึ้นจากความรักของพระองค์ช่างสูงส่งและล้ำค่าต่อคนโรคเรื้อนผู้สิ้นหวัง.
มก.
1:41 2 แสดงถึงความเห็นใจและความสนิทสนมของพระองค์ที่มีต่อคนโรคเรื้อนผู้ทุกข์ยากซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าถูกต้อง.
มก.
1:41 3 ไม่เพียงแต่ได้รับการรักษา (ดู 1:31 คำอธิบาย 1) แต่ถูกทำให้สะอาดด้วย. โรคเรื้อนไม่เพียงต้องการการรักษาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังต้องการการชำระให้สะอาดเช่นเดียวกับความบาปเอกพจน์ (1ยฮ.1:7) ด้วย เนื่องมาจากธาตุแท้ที่มลทินนั้น.
มก.
1:42 ก มก.1:29, 30, 43
มก.
1:42 ข เทียบ 2พกษ.5:1, 10, 14; ลก.4:27
มก.
1:43 ก มธ.9:30
มก.
1:44 1 คำกำชับซึ่งมีอยู่ในบทบันทึกทั้งหมดเกี่ยวกับการปรนนิบัติด้านกิตติคุณขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยนั้นเป็นเรื่องที่พิเศษ (5:43; 7:36; 9:9) เป็นสิ่งที่เหมือนกับคำพยากรณ์ที่กล่าวไว้ใน ยซย.42:2 เกี่ยวกับบุคลิกที่เงียบสงบของพระองค์. พระองค์ประสงค์ที่จะสำเร็จการงานของพระองค์ให้อยู่ภายในขอบเขตแห่งการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง. พระองค์ไม่ประสงค์ให้ความตื่นเต้นหรือการโฆษณาของมนุษย์มาช่วยส่งเสริมการงานของพระองค์. (ดู 8:26 คำอธิบาย 1).
มก.
1:44 ก ลวต.14:2-32; ลก.17:14
มก.
1:45 ก มก.7:36; มธ.9:31
มก.
1:45 1 แปลตามตรงคือ ถ้อยคำ.
มก.
1:45 2 กิจการของมนุษย์ที่เกิดตามแนวความคิดแบบธรรมชาติเป็นตัวทำลายการปรนนิบัติขององค์ผู้ทาสพระผู้ช่วยตามพระประสงค์ของพระเจ้า.
มก.
1:45 ข 2กธ.11:26
มก.
1:45 ค มก.2:2, 13; 3:7; ยฮ.6:2