มัดธาย บทที่ 9
ค. อภัยความผิดบาป
9:1-8
9:1-8
มธ.
9:1 ฝ่ายพระเยซูก็เสด็จลงเรือข้ามฟากมายัง1กเมืองของพระองค์.
มธ.
9:2 กดูเถิด เขาหามคนเป็นอัมพาตคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนเปลมาหาพระองค์. เมื่อพระเยซูทรง1เห็นขความเชื่อของพวกเขา จึงตรัสแก่คนเป็นอัมพาตนั้นว่า “ลูกเอ๋ย2คจงวางใจเถิด3ความบาปของเจ้าได้รับการงอภัยแล้ว.”
มธ.
9:3 ดูเถิด พวก1ธรรมาจารย์บางคนคิดใน[ใจ]ว่า ผู้นี้2กพูดหมิ่นประมาท.
มธ.
9:4 ฝ่ายพระเยซูทรง1กทราบ2ความคิดของเขาจึงตรัสว่า “เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงขคิดเรื่องชั่วในใจเล่า?
มธ.
9:5 ซึ่งจะว่า ‘1ความบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘2จงลุกขึ้นเดินไปเถิด’ อย่างไหนจะ3ง่ายกว่ากัน?
มธ.
9:6 แต่ทั้งนี้ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่ากบุตรมนุษย์มี1อำนาจที่จะขอภัย2ความบาปบนแผ่นดินโลกได้” — พระองค์จึงตรัสกับคนเป็นอัมพาตว่า “จงลุกขึ้น3คยกเปลกลับ4ไปบ้านเถิด.”
มธ.
9:7 เขาจึง1ลุกขึ้นกลับไปบ้านของตน.
มธ.
9:8 แต่เมื่อฝูงชนเห็น[ดังนั้น]จึงเกิดความกยำเกรง แล้วได้ขถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าผู้ทรงประทานอำนาจดังนั้นแก่มนุษย์.
(4) ร่วมความยินดีด้วยกันกับคนบาป
9:9-13
9:9-13
มธ.
9:9 กครั้นพระเยซูเสด็จเลยตำบลนั้นไป ก็เห็นคนหนึ่งชื่อ1ขมัดธายนั่งอยู่ที่ด่านภาษี จึงตรัสแก่เขาว่า “2คจงตามเรามา.” เขาก็ลุกขึ้น3ตามพระองค์ไป.
มธ.
9:10 เมื่อพระองค์เอนพระกาย[เสวยพระกระยาหาร]อยู่1ในเรือน ดูเถิด มี2กพวกเก็บภาษี และเหล่าขคนบาปเป็นอันมากเข้ามาเอนกายลง[รับประทาน]กับพระองค์และกับพวกสาวกของพระองค์.
มธ.
9:11 เมื่อ1พวกฟาริซายเห็นแล้วก็กล่าวแก่สาวกของพระองค์ว่า “เหตุไฉน2อาจารย์ ของท่านจึงรับประทานอาหารด้วยกันกับคนเก็บภาษีและพวกคนบาปเล่า?”
มธ.
9:12 เมื่อพระเยซูทรงได้ยิน[ดังนั้น]แล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า “คนสุขภาพดีไม่ต้องการ1หมอ แต่2คนป่วยต้องการหมอ.
มธ.
9:13 แต่จงไป1ค้นคว้าความหมายของข้อความที่ว่า ‘กเราประสงค์ 2ความเมตตามิใช่ ขเครื่องบูชา’ ด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียก3คคนชอบธรรมแต่มาเพื่อเรียก3คคนบาป.”
(5) ไม่อาจลงรอยกันกับนักศาสนา
9:14-17
9:14-17
มธ.
9:14 กขณะนั้นพวกขสาวกของโยฮันมาหาพระเยซูทูลว่า “1เหตุไฉนพวกข้าพเจ้า และพวกฟาริซาย2คอดอาหาร3บ่อยๆ แต่งพวกสาวกของพระองค์4ไม่อดอาหาร?”
มธ.
9:15 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “1สหายของเจ้าบ่าวจะเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อ2กเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาได้หรือ? แต่ขวันนั้นจะมาถึงคือเมื่อเจ้าบ่าวจะถูกรับ3ไปจากพวกเขาเวลานั้นพวกเขาจะคอดอาหาร.
มธ.
9:16 ไม่มีผู้ใดเอาท่อนผ้าที่1ยังไม่ได้ฟอกมาปะ2เสื้อเก่า เพราะว่าที่ปะไว้นั้นจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก.
มธ.
9:17 ไม่มีผู้ใดเอา1เหล้าองุ่นใหม่มาใส่ใน2กถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาดเหล้าองุ่นก็จะรั่ว ทั้งถุงก็จะเสียไปด้วย แต่เขาย่อมเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ใน3ขถุงหนังใหม่และจะเก็บรักษาไว้ได้ทั้งสองอย่าง.”
(6) มีการอัศจรรย์ต่างๆ ที่มีความหมายของยุคสมัยซ้ำอีก
9:18-34
9:18-34
มธ.
9:18 1กเมื่อพระเยซูกำลังตรัสคำเหล่านี้แก่เขา ดูเถิด มี2นาย[ธรรมศาลา]คนหนึ่งมาขนมัสการพระองค์ทูลว่า “ลูกสาวของข้าพเจ้าเพิ่งตาย ขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนตัวเธอ แล้วเธอจะฟื้นขึ้นอีก.”
มธ.
9:19 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป และพวกสาวกของพระองค์ก็ตามไปด้วย.
มธ.
9:20 ดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็น1กโรคโลหิตตก2มาสิบสองปีแล้ว3ได้เข้ามาข้างหลังและแตะต้อง4ขพู่ห้อยเสื้อของพระองค์
มธ.
9:21 เพราะเธอคิดใน[ใจ]ว่า ถ้าได้กแตะต้องเสื้อของพระองค์เท่านั้น1ก็จะหายโรค.
มธ.
9:22 ฝ่ายพระเยซูทรงหันมาเห็นเธอจึงตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย จง1กวางใจเถิดคความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้เจ้าหายโรค.” ตั้งแต่โมงนั้นผู้หญิงนั้นก็หายโรค.
มธ.
9:23 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปใน1เรือนของนาย[ธรรมศาลา]นั้น ทรงทอดพระเนตรเห็นคนเป่าปี่และฝูงชนกำลังวุ่นวายกันอยู่
มธ.
9:24 พระองค์จึงตรัสว่า “จงถอยออกไปเถิด ด้วยว่าเด็กหญิงนี้ยังไม่ตาย เพียงแต่กนอนหลับอยู่.” เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์.
มธ.
9:25 แต่เมื่อทรงกขับ1ฝูงชนออกไปแล้ว พระองค์ได้เสด็จเข้าไปขจับมือเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้น2ก็ลุกขึ้น.
มธ.
9:26 แล้วกกิตติศัพท์ก็ประกาศไปตลอดทั่วแดนนั้น.
มธ.
9:27 กครั้นพระเยซูได้เสด็จไปจากที่นั่น ก็มี1คนตาบอดสองคนตามพระองค์มาแล้วร้องตะโกนว่า “2ขบุตรดาวิดเจ้าข้า โปรดสงสารข้าพเจ้าเถิด!”
มธ.
9:28 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปใน1เรือนแห่งหนึ่ง คนตาบอดทั้งสองนั้นก็เข้ามาหาพระองค์. พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เจ้าเชื่อหรือว่าเราสามารถกระทำการนี้ได้?” พวกเขาทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อ.”
มธ.
9:29 แล้วพระองค์กทรงแตะต้องตาของพวกเขาตรัสว่า “ให้ขสำเร็จตามคความเชื่อของเจ้าเถิด.”
มธ.
9:30 1กตาของพวกเขาก็เปิดออก. พระเยซูได้ทรงกำชับเขาอย่างหนักแน่นว่า “จงระวัง ขอย่าให้ผู้ใดรู้.”
มธ.
9:31 แต่เมื่อพวกเขาไปแล้ว ก็กประกาศกิตติศัพท์ของพระองค์ตลอดทั่วแดนนั้น.
มธ.
9:32 ขณะเมื่อกำลังออกไป ดูเถิด มีผู้พาคน1กใบ้คนหนึ่งที่มีผีสิงอยู่มาหาพระองค์.
มธ.
9:33 เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็1กพูดได้. ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ไม่เคยขเห็นเรื่องเช่นนี้ในประเทศอิสราเอลเลย.”
มธ.
9:34 แต่พวกฟาริซายกล่าวว่า “คนนี้ขับผีออกด้วย[ฤทธิ์ของ]1กนายผี.”
4. การขยายใหญ่ขึ้นของการปฏิบัติ
9:35—11:1
9:35—11:1
(1) ความต้องการของการเลี้ยงดูและการเก็บเกี่ยว
9:35-38
9:35-38
มธ.
9:35 พระเยซูจึงเสด็จไปกรอบบ้านรอบเมือง ขทรงสอนในธรรมศาลาของเขาประกาศ1กิตติคุณแห่งอาณาจักรและได้ทรงรักษา2โรคและความเจ็บป่วยของพลเมืองให้หาย.
มธ.
9:36 แต่เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นฝูงชนก็ทรงกพระกรุณาเขา ด้วยเขา1ถูกรังควานและกระจัดกระจายไปดุจ2ขฝูงแกะไม่มี2ผู้เลี้ยง.
มธ.
9:37 แล้วพระองค์ตรัสแก่พวกสาวกของพระองค์ว่า “1กรวงข้าวที่จะเกี่ยวนั้นมีมากแต่คนงานยังน้อยอยู่
มธ.
9:38 เหตุฉะนั้นจง1วิงวอนต่อเจ้าของ2รวงข้าวนั้น ให้เร่งกคนงานหลายคนไป3เก็บเกี่ยวรวงข้าวของพระองค์.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 9
มธ.
9:1 ก มธ.4:13
มธ.
9:1 1ก ที่นี่คือเมืองกัปเรนาอูม ขณะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพักอาศัยอยู่ที่นี่ (4:13).
มธ.
9:2 ก ข้อ 2-8: มก.2:3-12; ลก.5:18-26
มธ.
9:2 1 เขารื้อดาดฟ้าหลังคาตึกที่องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่นั้น (มก.2:4) องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้มองเห็นถึงความเชื่อของเขาตรงนี้นี่เอง.
มธ.
9:2 ข มธ.8:10; 9:22, 29; 15:28; มก.10:52; ลก.7:50; 17:19; กจ.14:9
มธ.
9:2 ค มธ.9:22; 14:27; มก.6:50; ยฮ.16:33
มธ.
9:2 2ค แปลตามตรงคือ มีใจกล้า.
มธ.
9:2 3 ตามภาษากรีกเป็นพหูพจน์. กรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า คนอัมพาตได้เจ็บป่วยก็เนื่องมาจากความบาปของเขาเอง.
มธ.
9:2 ง ลก.7:48
มธ.
9:3 1 ดู 2:4 คำอธิบาย 1.
มธ.
9:3 ก มธ.26:65; ยฮ.10:36
มธ.
9:3 2ก พวกธรรมาจารย์คิดว่าตัวเองรู้จักพระคัมภีร์ นึกว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มีอำนาจอภัยความบาปได้ ในสายตาของพวกเขานั้นพระเยซูเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อได้ยินพระองค์ตรัสว่าความบาปของเจ้าทรงโปรดอภัยเสียแล้ว ก็นึกว่าพระองค์ทำการหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า. กรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า. การที่พวกเขาพูดเช่นนี้ก็ได้ปฏิเสธละทิ้งกษัตริย์แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์เสียแล้ว. นี่เป็นการปฏิเสธครั้งแรกของผู้นำศาสนา
ยูดาย.
มธ.
9:4 ก มธ.12:25; มก.12:15; ลก.6:8; ยฮ.2:25
มธ.
9:4 1ก สำเนาต้นฉบับบางเล่มแปลเป็น “ดูออก”. ซึ่งเป็นการเข้าใจในวิญญาณของพระองค์ (มก.2:8).
มธ.
9:4 2 หรือพินิจพิจารณา คิดใคร่ครวญ. มีความรู้สึกหรืออารมณ์ที่รุนแรง มีการคาดเดาที่เต็มไปด้วยเจตนาที่ชั่วร้าย.
มธ.
9:4 ข ยนซ.6:5
มธ.
9:5 1 ตามภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
มธ.
9:5 2 ความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงแต่ได้อภัยความบาปของเราทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังได้ทำให้เราทั้งหลายลุกขึ้นเดินอีกด้วย. ไม่ใช่ลุกขึ้นมาเดินก่อนจึงค่อยมาอภัยความบาป นั่นต้องพึ่งการประพฤติ แต่ทว่าต้องให้ความบาปถูกอภัยเสียก่อนจึงค่อยลุกขึ้นมาเดิน กรณีนี้จำต้องพึ่งพระคุณ.
มธ.
9:5 3 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ตรัสว่าอย่างไหนยากกว่า เพราะว่าสำหรับพระองค์แล้วไม่มีสักเรื่องที่ยาก. การที่พระองค์จะตรัสว่าความบาปของเจ้าอภัยเสียแล้ว ง่ายกว่าที่พระองค์จะตรัสว่าเจ้าจงลุกขึ้นเดินไปเถิด.
มธ.
9:6 ก มธ.8:20
มธ.
9:6 1 การอภัยบาปนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจในโลกนี้. มีเพียงพระผู้ช่วยที่เป็นกษัตริย์ที่ทรงเกียรติเท่านั้นเป็นผู้ที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้าและพระองค์ได้ตายเพื่อไถ่คนบาปจึงมีอำนาจเช่นนี้ (กจ.5:31; 10:43; 13:38). อำนาจเช่นนี้มีไว้สำหรับก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (16:19).
มธ.
9:6 ข ลก.7:49; กจ.5:31
มธ.
9:6 2 ตามภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
มธ.
9:6 ค ยฮ.5:8
มธ.
9:6 3ค องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงให้คนอัมพาตเดินได้ แต่ยังให้เขาสามารถยกเปลเดินไป. เดิมทีเปลแบกรับเขาไว้ แต่บัดนี้เขาได้ยกเปลขึ้น. สิ่งนี้เป็นฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่แห่งความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ.
9:6 4 มีคนได้หามคนอัมพาตผู้นี้มายังเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เขากลับเดินกลับบ้านเองได้. กรณีนี้ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่คนบาปที่จะสามารถเดินมาถึงเบื้องพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ แต่เป็นเพราะคนบาปได้รับความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงทำให้สามารถเดินกลับบ้านได้.
มธ.
9:7 1 การที่คนอัมพาตลุกขึ้นมาเดิน ก็แสดงว่าเขาได้รับการรักษาแล้ว การที่เขาได้รับการรักษาก็เป็นการยืนยันว่าความบาปของเขาได้ถูกอภัยเสียแล้ว.
มธ.
9:8 ก ลก.7:16
มธ.
9:8 ข มธ.15:31
มธ.
9:9 ก ข้อ 9-13: มก.2:14-17; ลก.5:27-32
มธ.
9:9 ข มธ.10:3
มธ.
9:9 1ข มัดธายมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเลวี (มก.2:14; ลก.5:27). เป็นคนเก็บภาษี (10:3) หลังจากที่เขาได้รับความรอดเพราะพระคุณของพระเจ้าก็ได้กลายเป็นอัครทูตคนหนึ่ง (10:2-3; กจ.1:13) เขาก็เป็นผู้เขียนกิตติคุณเล่มนี้.
มธ.
9:9 ค มธ.4:19
มธ.
9:9 2ค การติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้ครอบคลุมไปถึงการเชื่อองค์พระผู้เจ้า ถ้ามนุษย์ไม่เชื่อพระองค์ก็จะติดตามพระองค์ไม่ได้. การเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทำให้ได้รับความรอด (กจ.16:31) การติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการเข้าในประตูคับและเดินทางแคบ ทำให้มีส่วนในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (7:13-14).
มธ.
9:9 3 ตามที่ได้บันทึกในข้อนี้ ดูเหมือนกับว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพบกับมัดธายเป็นครั้งแรก. ในคำพูดหรือลักษณะทางภายนอกของพระองค์นั้นจะต้องมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้มัดธายติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าได้.
มธ.
9:10 1 ที่นี่เป็นบ้านของมัดธาย (ลก.5:29; มก.2:15). เนื่องจากมัดธายเป็นผู้เขียนกิตติคุณเล่มนี้ เขาจึงจงใจไม่บอกว่าเป็นบ้านของเขาและก็ไม่บอกว่าเป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเขาได้จัดสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า. กรณีนี้ก็เป็นการถ่อมตัวของเขานั่นเอง.
มธ.
9:10 ก มธ.5:46; 11:19
มธ.
9:10 2ก ดู 5:46 คำอธิบาย 2.
มธ.
9:10 ข ลก.15:2
มธ.
9:11 1 ดู 3:7 คำอธิบาย 1.
มธ.
9:11 2 คำถามนี้ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า พวกฟาริซายที่ยกตัวเองเป็นผู้ชอบธรรมนั้นยังไม่รู้จักพระคุณของพระเจ้า. เขาทั้งหลายคิดว่าพระเจ้าจะกระทำต่อมนุษย์ตามความชอบธรรมเท่านั้น. การที่เขาถามเช่นนี้ก็ได้เปิดโปงข้อขัดแย้งของพวกเขาที่มีต่อกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์และให้พวกเขาได้ปฏิเสธละทิ้งพระองค์เสีย. และนี่ก็เป็นการต่อเนื่องของการปฏิเสธต่อกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ด้วย. ผู้นำของศาสนายูดายก็ได้เริ่มต้นปฏิเสธพระองค์ตั้งแต่ข้อ 3 เป็นต้นมา.
มธ.
9:12 1 กษัตริย์แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ทรงทำการปฏิบัติในการเรียกให้มนุษย์มาติดตามพระองค์เพื่ออาณาจักรนั้น การปฏิบัติเช่นนี้พระองค์ทรงเป็นหมอ ไม่ใช่เป็นผู้พิพากษา. การพิพากษาของผู้พิพากษานั้นปฏิบัติตามความชอบธรรม ส่วนหมอผู้ทำการรักษาได้ปฏิบัติตามพระเมตตาและพระคุณ. ผู้คนเหล่านั้นซึ่งถูกพระองค์กระทำให้เป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรก็คือผู้ที่เป็นโรคเรื้อน (8:2-4) คนอัมพาต (8:5-13; 9:2-8) ผู้ที่เป็นไข้ (8:14-15) ผู้ที่ถูกผีสิง (8:16, 28-32) บรรดาคนเจ็บป่วย (8:16) รวมทั้งคนเก็บภาษีและคนบาปที่ถูกคนอื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม (ข้อ 9-11). ถ้าหากว่าพระองค์อยู่ในฐานะของผู้พิพากษา แล้วมาหาผู้คนที่น่าสงสารเหล่านี้ พวกนี้ก็ต้องถูกปรับโทษและถูกละทิ้งสิ้นทุกคน ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติพอที่จะถูกเลือกและถูกเรียกให้กลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ได้เลย. แต่พระองค์ทรงมาปฏิบัติด้วยการเป็นหมอ; มารักษา, มาฟื้นฟู, มาชุบชีวิตและมาช่วยพวกเขา เพื่อให้เขาได้รับการก่อรูปขึ้นใหม่กลายเป็นพลเมืองใหม่ฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ สำหรับให้พระองค์ใช้เพื่อมาก่อตั้งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์บนแผ่นดินที่เสื่อมเสียนั้น.
มธ.
9:12 2 ถ้อยคำตรัสของพระองค์ตรงนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พวกฟาริซายที่ยกตัวเป็นผู้ชอบธรรมนั้นไม่เข้าใจว่าพวกเขาต้องการหมอ เขาคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงเป็นปกติดี เพราะเหตุที่คิดว่าตัวเองชอบธรรมจึงทำให้เขาถูกปิดบัง จึงไม่รู้ว่าตัวเองนั้นเป็นคนเจ็บป่วยอยู่.
มธ.
9:13 1 พวกฟาริซายที่ยกตัวเองเป็นผู้ชอบธรรม คิดว่าได้รู้จักเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าหมดแล้ว. องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงบอกให้พวกเขาค้นคว้ามากกว่านี้ เพื่อทำให้พวกเขานอบน้อมถ่อมตัว.
มธ.
9:13 ก ฮซอ.6:6; มธ.12:7
มธ.
9:13 2 ความเมตตาเป็นส่วนหนึ่งของพระคุณที่มนุษย์รับมาจากพระเจ้า (ดู ฮร.4:16 คำอธิบาย 2). แต่ผู้ที่ยกตัวเองเป็นผู้ชอบธรรมยินยอมถวายสิ่งของแก่พระเจ้า กลับไม่ยอมรับพระเมตตาหรือพระคุณจากพระเจ้า. การทำเช่นนี้ได้สวนทางกับพระมรคาในแผนการของพระเจ้า. พระเจ้าประสงค์จะประทานความเมตตาให้แก่คนบาปที่น่าสงสาร เช่นเดียวกันกับที่พระองค์ต้องการให้เราสำแดงความเมตตาในความรักต่อผู้อื่น (มคา.6:6-8; มก.12:33).
มธ.
9:13 ข มคา.6:6-8; มก.12:33; สภษ.21:3; 1ซมอ.15:22
มธ.
9:13 ค ลก.15:7
มธ.
9:13 3ค ไม่มีคนชอบธรรมสักคนหนึ่งไม่มีเลย(รม.3:10). บรรดาคนชอบธรรมทั้งหมดล้วนเหมือนกับพวกฟาริซายที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชอบธรรม (ลก.18:9). พระผู้ช่วยผู้เป็นกษัตริย์อันทรงเกียรติเสด็จมาไม่ใช่เพื่อมาเรียกพวกเขาเหล่านั้น แต่ได้ทรงเรียกพวกคนบาป.
มธ.
9:13 ค ลก.15:7
มธ.
9:14 ก ข้อ 14-17: มก.2:18-22; ลก.5:33-3
มธ.
9:14 ข มธ.11:2; 14:12; ลก.11:1; ยฮ.1:35; 3:25
มธ.
9:14 1 ข้อ 10-13 ได้บันทึกถึงการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการกับปัญหาของพวกฟาริซายซึ่งอยู่ในศาสนาที่เก่าแก่. ตอนนี้มาถึงข้อ 14-17 นั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าได้จัดการกับปัญหาของสาวกของโยฮันที่อยู่ในศาสนาใหม่. โยฮันผู้ให้บัพติศมานั้นได้ละทิ้งศาสนาเก่าและเริ่มต้นการปฏิบัติของเขาที่ป่ากันดารซึ่งอยู่ภายนอกศาสนา (ดู 3:1 คำอธิบาย 2 และข้อ 4 คำอธิบาย 1). แต่พอผ่านไปไม่นานสาวกของเขาก็ได้ก่อรูปกลายเป็นศาสนาใหม่ขึ้น ได้ขัดขวางผู้อื่นในการรับสุขพระคริสต์เหมือนที่พวกฟาริซายแห่งศาสนาเก่าแก่ได้กระทำอยู่. ในการปฏิบัติของโยฮันผู้ให้บัพติศมาได้ชักนำมนุษย์ไปถึงพระคริสต์ ทำให้พระคริสต์กลายเป็นพระผู้ไถ่ของเขาทั้งหลาย, เป็นชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างของเขาทั้งหลาย. แต่ว่าในพวกสาวกของโยฮันก็มีบางคนได้หลุดลอยไปจากเป้าหมายของเขาซึ่งก็คือพระคริสต์ หันไปสู่วิธีการปฏิบัติบางอย่าง กระทำให้วิธีการปฏิบัติเหล่านี้กลายเป็นศาสนาไป. ศาสนาก็คือการทำอะไรบางอย่างเพื่อพระเจ้าแต่ไม่มีพระคริสต์. ถึงแม้จะสอดคล้องกับพระคัมภีร์และเป็นเรื่องที่คล้องจองกับหลักธรรมขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าหากขาดการสถิตอยู่ของพระคริสต์แล้วก็ยังเป็นศาสนาอยู่ดี. สาวกของโยฮันซึ่งเป็นนักศาสนาใหม่กับพวกฟาริซายซึ่งเป็นผู้นับถือศาสนาเก่าล้วนมีการอดอาหารอยู่เสมอ แต่กลับไม่มีพระคริสต์. สาวกของพระคริสต์ที่พวกเขาได้ปรับโทษนั้น
แม้ว่าจะไม่ได้อดอาหาร แต่ก็มีพระคริสต์สถิตอยู่กับเขาทั้งหลายและได้เป็นอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์อีกด้วย.
มธ.
9:14 ค ลก.18:12
มธ.
9:14 2ค ดู 6:16 คำอธิบาย 1.
มธ.
9:14 3 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่ที่มีอิทธิพลบางเล่มไม่มีคำว่า บ่อยๆ.
มธ.
9:14 ง มธ.15:2
มธ.
9:14 4 พวกฟาริซายที่ตั้งตนเป็นผู้ชอบธรรมซึ่งเป็นนักศาสนาเก่านั้น เพราะเหตุที่พระคริสต์ได้เป็นมิตรกับคนเก็บภาษีและคนบาปที่พวกเขาได้ปรับโทษ จึงเป็นเหตุให้พวกเขารู้สึกถูกรบกวน (ข้อ 11). ส่วนสาวกของโยฮันที่ถือศีลอดอาหารซึ่งเป็นผู้นับถือศาสนาใหม่นั้น เพราะเหตุที่พระคริสต์ได้ร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าสาวกจึงทำให้พวกเขารู้สึกลำบากใจ (ข้อ 10).
มธ.
9:15 1 สหายของเจ้าบ่าวเหล่านี้ก็คือเหล่าสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลกนั้น สาวกของพระองค์เป็นสหายของพระองค์ต่อไปเขาจะกลายเป็นเจ้าสาวของพระองค์ (ยฮ.3:29; วว.19:7).
มธ.
9:15 ก ยฮ.3:29
มธ.
9:15 2ก ขณะที่องค์กษัตริย์พระผู้ช่วยผู้ทรงเกียรติกำลังจัดการกับพวกฟาริซายผู้ตั้งตัวเป็นผู้ชอบธรรมและยึดถือในศาสนาเก่าที่แตกต่างออกไป พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นหมอเพื่อรักษาคนป่วย (ข้อ 12). ขณะที่พระองค์จัดการกับสาวกของโยฮันที่อดอาหารและยึดถือในศาสนาใหม่ที่แตกต่างออกไปก็ทรงเปิดเผยว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าบ่าวที่จะมารับเจ้าสาว โยฮันผู้ให้บัพติศมาเคยบอกสาวกของเขาว่า พระคริสต์เป็นเจ้าบ่าวที่จะมาสู่ขอเจ้าสาว (ยฮ.3:25-29). บัดนี้พระคริสต์ผู้เป็นพระผู้ช่วยแห่งกษัตริย์ที่ทรงเกียรติก็ได้นำเรื่องนี้เตือนบางคนในพวกเขา. ทั้งหมอและเจ้าบ่าวล้วนเป็นที่นิยมชมชอบ พระผู้ช่วยผู้เป็นกษัตริย์ที่ทรงเกียรตินั้น ประการแรกก็ได้ทำการรักษาผู้ที่ติดตามพระองค์ ต่อมาก็ทำให้เขาได้กลายเป็นสหาย สุดท้ายจะทำให้เขากลายเป็นเจ้าสาว. พวกเขาไม่เพียงถือว่าพระองค์เป็นหมอเพื่อฟื้นฟูชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ยังต้องยกพระองค์ให้เป็นเจ้าบ่าว เพื่อจะได้รับสุขในการดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์. พวกเขาได้อยู่ร่วมกับพระองค์ในงานสมรสที่ชื่นชมยินดี ซึ่งไม่ใช่ร่วมงานศพที่โศกเศร้าที่ไม่มีพระองค์อยู่ด้วย. ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเขาจึงต้องอดอาหารและไม่เลี้ยงกันให้สุขสำราญต่อพระพักตร์ของพระผู้ช่วยผู้เป็นกษัตริย์ที่ทรงเกียรติเล่า? ปัญหาที่ขัดแย้งนี้ชี้ให้เห็นว่าสาวกบางคนของโยฮันได้ตกเข้าสู่ในศาสนาใหม่และได้ปฏิเสธละทิ้งพระผู้ช่วยแห่งกษัตริย์ที่ทรงเกียรติผู้นี้เสียแล้ว.
สิ่งที่สาวกของโยฮันได้ถามนั้นคล้ายกับเป็นปัญหาของหลักธรรม แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ตอบเขาด้วยหลักธรรม แต่ทรงเป็นเจ้าบ่าวที่น่าชื่นชอบของผู้คน. คนในศาสนามักสนใจหลักธรรมและมักถามในหลักธรรมว่าเพราะเหตุอันใด แต่พระคริสต์สนใจแต่ตัวของพระองค์เอง. การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวของผู้ที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ควรถูกควบคุมและนำพาโดยหลักธรรมใดๆ แต่ควรตามตัวพระองค์เองและการสถิตอยู่ของพระองค์.
สิ่งที่สาวกของโยฮันได้ถามนั้นคล้ายกับเป็นปัญหาของหลักธรรม แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ตอบเขาด้วยหลักธรรม แต่ทรงเป็นเจ้าบ่าวที่น่าชื่นชอบของผู้คน. คนในศาสนามักสนใจหลักธรรมและมักถามในหลักธรรมว่าเพราะเหตุอันใด แต่พระคริสต์สนใจแต่ตัวของพระองค์เอง. การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวของผู้ที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ควรถูกควบคุมและนำพาโดยหลักธรรมใดๆ แต่ควรตามตัวพระองค์เองและการสถิตอยู่ของพระองค์.
มธ.
9:15 ข ลก.17:22
มธ.
9:15 3 เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในเวลาที่พระผู้ช่วยแห่งกษัตริย์ที่ทรงเกียรติถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ และจากสาวกไป (กจ.1:11). ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็เริ่มอดอาหาร (กจ.13:2-3; 14:23).
มธ.
9:15 ค กจ.13:2-3; 14:23
มธ.
9:16 1 หรือว่า ที่ใหม่, ที่ดิบ, ที่ยังไม่ได้ผ่านกรรมวิธี, ภาษากรีกนั้นก่อรูปมาจากคำว่า “ไม่” กับคำว่า “แปรงหรือแต่งขนแกะ” ดังนั้นจึงหมายความว่าที่ยังไม่แปรงหรือแต่ง, ที่ยังไม่ต้มหรือซัก, ที่ยังไม่สำเร็จ, ที่ยังไม่ฟอก, ที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีนั่นเอง. ผ้าที่ยังไม่ได้ฟอกนั้นเล็งถึงพระคริสต์ตั้งแต่ทรงกลายเป็นเนื้อหนังจนถึงก่อนถูกตรึงบนกางเขนเหมือนดังผ้าท่อนใหม่ที่ยังไม่ได้ผ่านกรรมวิธี ซึ่งยังไม่ได้ทำเป็นผ้าสำเร็จ ส่วนเสื้อใหม่ใน ลก.5:36 เล็งถึงพระคริสต์ที่ได้ผ่านกรรมวิธีจัดการจากไม้กางเขนเหมือนดังเสื้อใหม่ตัวหนึ่ง (คำว่า "ใหม่" ใน ลก.5:36 ตามภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า “ใหม่” ของถุงหนังใหม่ใน มธ.9:17). พระคริสต์ทรงเป็นผ้าที่ยังไม่ได้ผ่านการฟอกเพื่อจะทำเป็นเสื้อใหม่ตัวหนึ่ง จากนั้นพระองค์อาศัยการตายและเป็นขึ้นได้ทำให้สำเร็จเป็นเสื้อใหม่ตัวหนึ่ง กลายเป็นความชอบธรรมของเราทั้งหลายมาปกปิดพวกเราอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า ทำให้เราทั้งหลายได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้าและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า (ลก.15:22; ฆต.3:27; 1กธ.1:30). เมื่อนำเอาผ้าที่ยังไม่ได้ฟอกมาปะเสื้อเก่า ผ้าที่ปะไว้นั้นก็จะดึงเสื้อเก่าให้ขาดไปเพราะแรงหดตัว ทำให้ขาดมากขึ้นกว่าเดิม. การกระทำเช่นนี้คือการกระทำเลียนแบบพระคริสต์ในขณะที่ทรงดำเนินชีวิตมนุษย์อยู่บนโลกนี้. นี่เป็นสิ่งที่พวกที่มีแนวคิดสมัยใหม่ได้ลองทำอยู่ในทุกวันนี้. พวกเขาได้เลียนแบบการดำเนินชีวิตมนุษย์ของพระเยซูเพื่อนำมาปรับปรุงการประพฤติของพวกเขาให้ดีขึ้น พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูที่ตรึงกางเขนเป็นพระผู้ไถ่ของเขา และไม่เชื่อว่าพระคริสต์ที่เป็นขึ้นทรงเป็นความชอบธรรมของเขาเพื่อให้เขาสามารถได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้าและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า. เขาทั้งหลายเลียนแบบการดำเนินชีวิตเช่นมนุษย์ของ
พระคริสต์ แต่กลับทำให้เสื้อเก่าของเขาคือการประพฤติตามชีวิตเก่าแห่งธรรมชาตินั้นขาดไป. พลไพร่แห่งอาณาจักรไม่กระทำเช่นนี้ เขาทั้งหลายได้ต้อนรับพระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขนและเป็นขึ้นมาเป็นเสื้อใหม่ เพื่อเป็นความชอบธรรมของเขามาปกปิดเขาต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า.
มธ.
9:16 2 เสื้อเก่าในที่นี้ได้เล็งถึงมนุษย์ที่ได้มีการเคลื่อนไหว, การประพฤติและวิธีการกระทำของศาสนาที่ดีโดยพึ่งชีวิตเก่าแห่งธรรมชาตินั่นเอง.
มธ.
9:17 1 คำว่า “ใหม่” ในภาษากรีกชี้ถึง ความใหม่ในกาลเวลา, คือเมื่อเร็วๆ นี้, หรือเพิ่งได้มาใหม่ๆ. เหล้าองุ่นใหม่นี่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ทรงเป็นชีวิตใหม่ที่เต็มด้วยความกระปรี้ประเปร่า ทำให้รู้สึกตื่นเต้น พระผู้ช่วยผู้เป็นกษัตริย์ที่ทรงเกียรติไม่เพียงแต่เป็นเจ้าบ่าวของพลไพร่แห่งอาณาจักรเพื่อให้เขาทั้งหลายรับสุขเท่านั้น ยังเป็นเสื้อใหม่ของเขาที่ตกแต่งอยู่ภายนอกของเขาเพื่อให้เขามีคุณสมบัติในการร่วมงานมงคลสมรส. นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นชีวิตใหม่ของเขากระตุ้นและเร่งเร้าอยู่ภายในของเขา เพื่อการรับสุขพระองค์ที่เป็นเจ้าบ่าวของเขาด้วย. พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ก็คือเจ้าบ่าว เป็นการรับสุขของพลไพร่แห่งอาณาจักร อาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ก็เป็นงานเลี้ยงสมรสของพระองค์ (22:2) เพื่อให้พวกเขาสามารถรับสุขพระองค์. พวกเขาทั้งหลายจะอยู่ในงานเลี้ยงแห่งอาณาจักร ถ้าหากจะรับสุขพระองค์เป็นเจ้าบ่าว ก็ต้องให้พระองค์เป็นเสื้อใหม่ของเขาทั้งหลายทางภายนอกและเป็นเหล้าองุ่นใหม่ของเขาทั้งหลายทางภายในด้วย.
มธ.
9:17 ก ยฮซ.9:4
มธ.
9:17 2ก ถุงหนังเก่านั้นเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงวิธีการกระทำของศาสนาอย่างเช่นการอดอาหารที่พวกฟาริซายแห่งศาสนาเก่า รวมทั้งพวกสาวกของโยฮันแห่งศาสนาใหม่ได้ถือปฏิบัติอยู่. ศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นถุงหนังเก่า. การนำเอาเหล้าองุ่นใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า เพราะเหตุเหล้าองุ่นได้ถูกหมักจนเกิดแก๊สขึ้นและเกิดแรงดันทำให้ถุงหนังแตกขาดได้. การที่นำเหล้าองุ่นใหม่ใส่ในถุงหนังเก่านั้น คือการนำเอาพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตที่ทำให้ตื่นเต้นนี้มาใส่ไว้ในศาสนาหนึ่งนั่นเอง. นี่ก็คือการกระทำของผู้นับถือหลักข้อเชื่อมูลฐาน (fundamentalist) กับพวกเพ็นเทคอสในทุกวันนี้นั่นเอง เขาทั้งหลายมุ่งพยายามที่จะนำพระคริสต์สอดแทรกเข้าในพิธีการ, วิธีการ, และการกระทำในรูปแบบที่ต่างกันของเขาทั้งหลาย. พลไพร่แห่งอาณาจักรไม่ควรทำอย่างนี้เด็ดขาด พวกเขาต้องเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ไว้ในถุงหนังใหม่.
มธ.
9:17 ข โยบ 32:19
มธ.
9:17 3ข คำว่า “ใหม่” ณ ที่นี้ตามภาษากรีกได้ชี้ถึงใหม่ในด้านคุณสมบัติ คุณภาพ หรือรูปแบบซึ่งไม่มีความเคยชินยังไม่เคยถูกใช้ ดังนั้นจึงใหม่. ถุงหนังใหม่เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการดำเนินชีวิตคริสตจักรของคริสตจักรท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาชนะบรรจุเหล้าองุ่นใหม่ เหล้าองุ่นใหม่ก็คือตัวพระคริสต์เองที่เป็นชีวิตซึ่งทำให้ตื่นเต้นนั่นเอง. พลไพร่แห่งอาณาจักรได้ก่อสร้างอยู่ท่ามกลางคริสตจักร (16:18) และคริสตจักรก็ได้รับการสำแดงโดยคริสตจักรท้องถิ่นที่เขาเป็นอยู่นั้น (18:15-20). พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับการบังเกิดใหม่ ก่อรูปเป็นพระกายของพระคริสต์ กลายเป็นคริสตจักร (รม.12:5; อฟ.1:22-23). พระกายของพระคริสต์คือความบริบูรณ์ของพระองค์ ถูกเรียกอีกว่า “พระคริสต์นั้น” (1กธ.12:12 แปลตามตรง) ก็คือพระคริสต์แห่งกลุ่มชน. พระคริสต์ส่วนบุคคลเป็นเหล้าองุ่นใหม่ เป็นชีวิตที่ทำให้ตื่นเต้นอยู่ภายในส่วนพระคริสต์แห่งกลุ่มชนคือถุงหนังใหม่ เป็นภาชนะบรรจุเหล้าองุ่นใหม่ทางภายนอก. พลไพร่แห่งอาณาจักรไม่ใช่ยึดเอาการถือศีลอดอาหารหรือมีวิธีการปฏิบัติใดๆ ของศาสานา แต่ยึดเอาพระคริสต์เป็นเนื้อหาสาระในการดำเนินชีวิตคริสตจักร. พระคริสต์เสด็จมาไม่ใช่เพื่อทำการก่อตั้งศาสนาแห่งพิธีการฝ่ายแผ่นดินโลก แต่เพื่อทำการก่อตั้งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์แห่งชีวิต ไม่ใช่ยึดเอาวิธีการปฏิบัติใดๆ ของศาสนาที่ตาย แต่ยึดเอาพระองค์เองซึ่งเป็นตัวตนที่มีชีวิต, เป็นพระผู้ช่วย, เป็นหมอ, เป็นเจ้าบ่าว, เป็นผ้าที่ยังไม่ได้ฟอก, และเป็นเหล้าองุ่นใหม่ของผู้ติดตามพระองค์ เป็นการรับสุขที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของเขาทั้งหลาย เพื่อให้เขาทั้งหลายสามารถกลายเป็นถุงหนังใหม่ของพระองค์ มาบรรจุพระองค์และกลายเป็นองค์ประกอบในการก่อรูปแห่งอาณาจักรของพระองค์.
มธ.
9:18 ก ข้อ18-26: มก.5:22-43; ลก.8:41-56
มธ.
9:18 1ก ข้อ 18-34 เป็นภาพย่อที่บรรยายถึงโลกนี้กับโลกหน้า. ดังนั้นการบันทึกในตอนนี้มีความหมายของยุคสมัยอยู่ด้วย เช่นเดียวกับ 8:1-17. ลูกสาวของนายธรรมศาลาเป็นตัวแทนของชาวยูดาย ผู้หญิงที่เป็นโรคโลหิตตกเป็นตัวแทนของชาวต่างชาติ. ในขณะที่ลูกสาวคนนั้นตายไปผู้หญิงนั้นก็ได้รับการรักษา หลังจากที่ผู้หญิงนั้นได้รับการรักษา ลูกสาวคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมา. จากนั้นก็มีคนตาบอดสองคนกับคนใบ้คนหนึ่งล้วนได้รับการรักษา. นี่คือแบบเล็ง ซึ่งแสดงว่าในขณะที่ชาวยูดายถูกตัดทิ้งนั้น ชาวต่างชาติก็ได้รับความรอดจวบจนกระทั่งชาวต่างชาติที่ได้รอดเข้ามาจนครบจำนวนแล้วชาวยูดายก็จะได้รับความรอด (รม.11:15, 17, 19, 23-26) จากนั้นอาณาจักรพันปีก็เริ่มต้นขึ้น แล้วคนตาบอดกับคนใบ้ทั้งหมดก็จะได้รับการรักษา(ยซย.35:5-6).
มธ.
9:18 2 นายธรรมศาลามีชื่อว่าญายโร (มก.5:22; ลก.8:41) หมายถึงเขาจะฉายส่อง หรือได้รับการฉายส่อง เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าจะฉายส่องชาวต่างชาติ แล้วเขาทั้งหลายก็จะได้รับการฉายส่องด้วย (กจ.13:46-48).
มธ.
9:18 ข มธ.8:2
มธ.
9:20 ก ลวต.15:25
มธ.
9:20 1ก เลือดออกอย่างผิดปกติ เลือดไหล หรือโลหิตตก (ลวต.15:25) เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังก็อยู่ในเลือด (ลวต.17:11). ดังนั้นโรคชนิดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงชีวิตซึ่งไม่สามารถรักษาให้คงไว้ได้.
มธ.
9:20 2 ผู้หญิงเป็นโรคสิบสองปี เลขสิบสองก็คืออายุของลูกสาวที่ตายไปของนายธรรมศาลาพอดี (ลก.8:42).
มธ.
9:20 3 ผู้หญิงในที่นี้กับนายร้อยใน 8:5-10 นั้นล้วนเป็นตัวแทนของชาวต่างชาติ พวกเขาได้ใช้ความเชื่อมาติดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกันทั้งสองคน. ผู้หญิงคนนี้ได้รับการรักษาให้หายในระหว่างทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จไปยังบ้านของนายธรรมศาลา เล็งถึงชาวต่างชาติได้รับความรอดในระหว่างทางที่พระคริสต์มุ่งสู่บ้านของชาวอิสราเอลนั่นเอง.
มธ.
9:20 ข มธ.14:36; อฤธ.15:38-39; พบญ.22:12
มธ.
9:20 4ข วลีที่ว่า “เสื้อของพระองค์” นี่เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการประพฤติแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์และพู่ห้อยเสื้อเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการปกครองฝ่ายสวรรค์ (อฤธ.15:38-39). คุณธรรมที่เกิดจากการประพฤติของพระคริสต์ซึ่งถูกปกครองโดยสวรรค์ทั้งหลายกลายเป็นฤทธิ์เดชแห่งการรักษา (14:36).
มธ.
9:21 ก มธ.14:36; มก.3:10; ลก.6:19
มธ.
9:21 1 นี่เป็นความเชื่อของเธอ. หรือได้รับการช่วย หรือฟื้นฟูสภาพขึ้น.
มธ.
9:22 ก มธ.9:2
มธ.
9:22 1ก แปลตามตรงคือ ใจกล้า.
มธ.
9:22 ค มธ.9:2
มธ.
9:23 1 หญิงสาวในที่นี้กับแม่ยายของเปโตรใน 8:14-15 นั้น ล้วนเป็นตัวแทนของชาวยูดายในยุคสุดปลาย เขาทั้งหลายได้รับการรักษาในบ้านเรือนเนื่องจากการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและการสัมผัสแตะต้องโดยตรงของพระองค์. กรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าในยุคสุดปลายชาวยูดายที่เหลืออยู่จะได้รับความรอดในบ้านเรือนของชาวอิสราเอลโดยการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและ
การสัมผัสแตะต้องโดยตรงของพระองค์ (รม.11:25-26; ซคย.12:10).
มธ.
9:24 ก ยฮ.11:11, 13; 1ธซ.4:15
มธ.
9:25 ก กจ.9:40
มธ.
9:25 1 ในขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทำการปฏิบัตินั้น พระองค์ไม่สนใจฝูงชนเลย. (ดู 8:18 คำอธิบาย 1).
มธ.
9:25 ข มก.9:27; กจ.3:7; 9:41
มธ.
9:25 2 แปลตามตรงคือ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น.
มธ.
9:26 ก มธ.4:24; มก.1:28; ลก.5:15
มธ.
9:27 ก ข้อ 27-30: เทียบ มธ. 20:30-34; มก.10:46-52; ลก.18:35-43; ยฮ.9:1-7
มธ.
9:27 1 ตาบอดแสดงว่าไม่มีกำลังของสายตาในด้านทัศนะภายใน มองไม่เห็นพระเจ้าและเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเจ้า (2กธ.4:4; วว.3:18).
มธ.
9:27 ข มธ.1:1
มธ.
9:27 2ข อาณาจักรพันปีก็คือพลับพลาของดาวิดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ (กจ.15:16) ในอาณาจักรของพระมาซีฮานั้น ชาวยูดายจะยอมรับว่าพระคริสต์เป็นบุตรของดาวิดและตาของพวกเขาก็จะได้รับการรักษา. การที่คนตาบอดสองคนได้ยอมรับพระคริสต์เป็นบุตรของดาวิดก็เป็นแบบเล็งถึงเรื่องนี้.
มธ.
9:28 1 คนตาบอดทั้งสองนั้นก็อยู่ในเรือนด้วยเนื่องจากการสัมผัสแตะต้องโดยตรงจากองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้รับการรักษา (ข้อ 29) เช่นเดียวกับลูกสาวของนายธรรมศาลา (ข้อ 23) และแม่ยายของเปโตร (8:14).
มธ.
9:29 ก มธ.8:3
มธ.
9:29 ข มธ.8:13
มธ.
9:29 ค มธ.9:2
มธ.
9:30 ก ยซย.35:5; ลก.4:18; กจ.26:18
มธ.
9:30 1ก การที่ตาของคนตาบอดเปิดออกได้ ก็แสดงว่ากำลังของสายตาในด้านภายในถูกฟื้นฟูแล้ว ทำให้มองเห็นพระเจ้าและเรื่องราวสิ่งของฝ่ายวิญญาณ (กจ.9:18; 26:18; อฟ.1:18; วว.3:18).
มธ.
9:30 ข มธ.8:4; 12:16; มก.5:43; 7:36
มธ.
9:31 ก มธ.9:26; มก.1:45
มธ.
9:32 ก มธ.12:22; ลก.11:14
มธ.
9:32 1ก เป็นใบ้เพราะถูกผีสิงอยู่ ก็แสดงว่ามนุษย์ได้กราบไหว้รูปเคารพที่เป็นใบ้พูดไม่ได้ (1กธ.12:2) ทำให้ไม่มีกำลังพูดเพื่อพระเจ้าได้
(ยซย.56:10) และไม่สามารถสรรเสริญพระเจ้า (ยซย.35:6).
มธ.
9:33 ก ยซย.35:6
มธ.
9:33 1ก คนใบ้ก็พูดได้ แสดงว่ามนุษย์ได้ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าเติมเต็มอยู่ในวิญญาณ ได้ฟื้นฟูกำลังในการพูดและการสรรเสริญแล้ว (อฟ.5:18-19).
มธ.
9:33 ข มก.2:12
มธ.
9:34 ก มธ.12:24; มก.3:22; ลก.11:15
มธ.
9:34 1ก นายผีก็คือผีมาร มีชื่อว่าเบละซะบูล(12:24). การที่พวกฟาริซายพูดจาหมิ่นประมาทเช่นนี้ก็แสดงว่าผู้นำของศาสนายูดายได้ปฏิเสธกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ด้วยความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง.
มธ.
9:35 ก มก.6:6; ลก.13:22
มธ.
9:35 ข มธ.4:23
มธ.
9:35 1 ดู 4:23 คำอธิบาย 2.
มธ.
9:35 2 โรคและความเจ็บป่วยเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงอาการเจ็บป่วยฝ่ายวิญญาณ.
มธ.
9:36 ก มธ.14:14; มก.6:34
มธ.
9:36 1 ตามภาษากรีกนั้น การถูกรังควานได้ชี้ถึงการที่ฝูงแกะประสบกับความเจ็บปวดในการถูกถลกหนังจากผู้เลี้ยงที่โหดร้าย การกระจัดกระจายได้ชี้ถึงการที่ฝูงแกะถูกละทิ้งจากผู้เลี้ยงที่ชั่วร้าย และอยู่ในสภาพการณ์ที่ต้องเร่ร่อนอย่างไร้ที่พึ่ง. คำพูดของพระเยซูชี้ถึงสถานการณ์ที่น่าสงสารของชาวอิสราเอลซึ่งได้ประสบความทุกข์และความเจ็บปวดอยู่ภายใต้น้ำมือของพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงที่โหดร้ายของพวกเขานั่นเอง.
มธ.
9:36 ข อฤธ.27:17; 1พก.22:17; ยอค.34:5; ซคย.10:2
มธ.
9:36 2ข กรณีนี้ชี้แจงให้เห็นว่ากษัตริย์ฝ่ายสวรรค์เห็นว่าชาวอิสราเอลเป็นแกะ พระองค์เองเป็นผู้เลี้ยงของเขาทั้งหลาย. ในขณะที่พระคริสต์ได้เสด็จมาถึงชาวอิสราเอลครั้งแรก เขาทั้งหลายก็เหมือนกับเป็นคนโรคเรื้อน, เป็นคนอัมพาต, เป็นคนถูกผีสิงและเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะว่าเขาทั้งหลายไม่มีผู้เลี้ยงมาดูแล. บัดนี้พระคริสต์ต้องการจะก่อตั้งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ พระองค์จึงไม่ใช่เป็นแต่เพียงหมอในการปฏิบัติแห่งกษัตริย์ที่ทรงเกียรติของพระองค์เท่านั้นพระองค์ยังเป็นผู้เลี้ยงมาปรนนิบัติเขาทั้งหลายอีกด้วย ใน ยซย.53:6 และ 40:11 ได้พยากรณ์เอาไว้.
มธ.
9:37 ก ลก.10:2; ยฮ.4:35
มธ.
9:37 1ก กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ไม่เพียงแต่เห็นว่าพลเมืองเป็นแกะเท่านั้น ก็ยังเห็นเป็นรวงข้าวด้วย. แกะต้องการการเลี้ยงดู ส่วนรวงข้าวต้องการการเก็บเกี่ยว. ถึงแม้ว่าผู้นำของชาวอิสราเอลได้ปฏิเสธละทิ้งกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์แล้ว แต่ในท่ามกลางพลเมืองก็ยังคงมีจำนวนมากที่ต้องการการเก็บเกี่ยวอยู่.
มธ.
9:38 1 ก่อนอื่นพระเจ้าทรงมีโครงการอย่างหนึ่งในแผนการบริหารของพระองค์ที่จะต้องสำเร็จ ต่อจากนั้นทรงต้องการให้พลไพร่ของพระองค์มาทูลวิงวอนและอธิษฐานเพื่อโครงการนี้. แล้วพระองค์จะทรงตอบรับคำอธิษฐานของเขาทั้งหลาย เพื่อสำเร็จสิ่งที่พวกเขาทูลขอเพื่อโครงการของพระองค์.
มธ.
9:38 2 กษัตริย์แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์เห็นว่าพระองค์นั้นไม่ใช่เป็นแค่ผู้เลี้ยงของแกะเท่านั้นแต่ยังทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของรวงข้าวด้วย. อาณาจักรของพระองค์ก่อตั้งโดยใช้สิ่งของแห่งชีวิตซึ่งสามารถเติบโตและเพิ่มพูนได้ พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเจ้าของรวงข้าวนี้.
มธ.
9:38 ก มธ.20:1-2
มธ.
9:38 3 แปลตามตรงคือ เข้าสู่ในการเกี่ยวของพระองค์ หมายถึงมีส่วนในการเก็บเกี่ยวของพระองค์.