การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

มัดธาย บทที่ 7

(6) เกี่ยวกับหลักการปฏิบัติต่อผู้อื่นของพลไพร่แห่งอาณาจักร
7:1-12
มธ. 7:1 1กอย่า2พิพากษา[เขา] เพื่อ[เขา]จะไม่พิพากษาท่าน.
มธ. 7:2 เพราะว่า1ท่านทั้งหลายจะพิพากษา[เขา]อย่างไร [เขา]ก็จะพิพากษาท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้[เขา]ด้วยกทะนานอันใด [เขา]ก็จะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น.
มธ. 7:3 เหตุไฉนท่านมองดูกเสี้ยนไม้ที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านกลับไม่1พิจารณา?
มธ. 7:4 หรือเหตุไฉนท่านจะว่าแก่พี่น้องของท่านว่า ‘ให้เราเขี่ยเสี้ยนไม้ออกจากตาของท่าน’ แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ที่ในตาของท่านเอง?
มธ. 7:5 เจ้า1กคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกเสียจากตาของเจ้าก่อน แล้วเจ้าจะ2เห็นได้ชัดจึงจะเขี่ยเสี้ยนไม้ออกจากตาพี่น้องของเจ้าได้.
มธ. 7:6 อย่าให้1กของบริสุทธิ์แก่2ขสุนัข อย่าโยน1คไข่มุกของท่านไว้ตรงหน้า2งสุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำของเหล่านั้นแล้วหันมากัดฉีกท่านด้วย.
มธ. 7:7 จง1กขอแล้วจะให้แก่ท่าน จงขหาแล้วท่านจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
มธ. 7:8 เพราะว่าทุกคนที่1ขอก็จะได้รับ คนที่2หาก็จะพบ คนที่3เคาะก็จะเปิดให้เขา.
มธ. 7:9 ในพวกท่านมีผู้ใด ถ้าบุตรขอกขนมปังจะเอาก้อนหินให้บุตรหรือ?
มธ. 7:10 ถ้าบุตรขอกปลาจะเอางูให้บุตรหรือ?
มธ. 7:11 เหตุฉะนั้นถ้าท่านเองผู้เป็นคน1กชั่วยังรู้จักให้2ของดีแก่บุตรของตน 3ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายจะประทาน4ขของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์!
มธ. 7:12 เหตุฉะนั้นสิ่งสารพัดซึ่งท่านปรารถนาให้มนุษย์กทำแก่ท่าน จงกระทำอย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน เพราะนี่เป็น[บทสรุปของ]1ขกฎบัญญัติและเหล่าผู้เผยพระวจนะ.
(7) เกี่ยวกับพื้นฐานในการดำเนินชีวิต และการทำงานของพลไพร่แห่งอาณาจักร
7:13-29
มธ. 7:13 1จงเข้าไปทางกประตูคับ เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้าง2นำไปสู่3การทำลาย และคนที่เข้าไปในทางนั้นก็มีมาก.
มธ. 7:14 เพราะว่า1กประตูขคับและคทางแคบนำไปถึง2ชีวิต และคนที่ค้นพบก็มีงน้อย.
มธ. 7:15 จงระวังป้องกันกผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาดุจขสุนัขป่าที่1ตะกละ.
มธ. 7:16 ท่านจะรู้จักเขาก็เพราะกผลของเขา. เขาเคยเก็บผลองุ่นจากต้นหนามหรือ? เขาเคยเก็บขผลมะเดื่อเทศจากหญ้าหนามหรือ?
มธ. 7:17 ดังนั้นแหละกต้นไม้ดีทุกต้นก็ย่อมเกิดขผลดี แต่ต้นไม้ชั่วก็ย่อมเกิดคผลชั่ว.
มธ. 7:18 ต้นไม้ดีจะเกิดผลชั่วก็ไม่ได้ หรือต้นไม้ชั่วจะเกิดผลดีก็ไม่ได้.
มธ. 7:19 ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีย่อมต้องฟันลงกทิ้งเสียในไฟ.
มธ. 7:20 เหตุฉะนั้นท่านจะรู้จักเขาได้จากกผลของเขา.
มธ. 7:21 มิใช่ทุกคนที่พูดกับเราว่า ‘กข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า, ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้1ขเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย แต่ผู้ที่คปฏิบัติตามงน้ำพระทัยของพระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายเท่านั้นจึงจะเข้าได้.
มธ. 7:22 ใน1วันนั้นจะมีคนเป็นอันมากมาพูดกับเราว่า ‘ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า, ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ยังได้กขับผีในพระนามของพระองค์ และยังได้ขกระทำการอิทธิฤทธิ์มากมายในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ?’
มธ. 7:23 ขณะนั้นเราจะประกาศแก่เขาว่า ‘เราไม่1กรู้จักพวกเจ้าเลย. พวกเจ้าผู้ทำการขล่วงกฎบัญญัติ จงคถอยไปจากเรา.’
มธ. 7:24 เหตุฉะนั้นกทุกคนที่เคยฟังคำเหล่านี้ของเรา และขประพฤติตาม เราจะเปรียบเขาเหมือนคคนฉลาดคนหนึ่งที่สร้างเรือนของตนไว้บน1งศิลา.
มธ. 7:25 1ฝนก็ตกและแม่น้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือน2มิได้พังลงเพราะว่าฐานรากตั้งอยู่บนศิลา.
มธ. 7:26 ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและกไม่ประพฤติตาม เราจะเปรียบเขาเหมือนคนโง่คนหนึ่งที่สร้างเรือนของตนไว้1บนทราย.
มธ. 7:27 กฝนก็ตกและแม่น้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็1พังลงและการพังทลายของเรือนนั้นก็ใหญ่ยิ่ง.”
มธ. 7:28 ครั้นพระเยซูตรัสคำเหล่านี้แล้ว ฝูงชนก็กอัศจรรย์ใจด้วยคำสอนของพระองค์
มธ. 7:29 เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสอนเขากดุจผู้มี1ขอำนาจ ไม่เหมือนพวกธรรมาจารย์ของเขา.

คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 7

มธ. 7:1 ก ข้อ 1-2: ลก. 6:37-38; รม.14:3-4, 10, 13; 1กธ.4:5; ยก.4:11-12; 5:9; 2:13
มธ. 7:1 1ก ข้อ 1-12 เป็นหมวดที่หกของรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรที่กษัตริย์ทรงประกาศอยู่บนภูเขาซึ่งกล่าวถึงหลักในการปฏิบัติต่อผู้อื่นของพลไพร่แห่งอาณาจักร.
มธ. 7:1 2 หรือว่า กล่าวโทษ พลไพร่แห่งอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักร ได้เป็นอยู่ในวิญญาณที่ถ่อมตัวย่อมกล่าวโทษ (พิพากษา) ตัวเอง ไม่กล่าวโทษ (พิพากษา) ผู้อื่น.
มธ. 7:2 1 ภายใต้การปกครองฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรนั้น พลไพร่แห่งอาณาจักรได้พิพากษาผู้อื่นอย่างไร ตัวเขาเองก็จะถูกพิพากษาอย่างนั้น. ถ้าหากเขาใช้ความชอบธรรมพิพากษาผู้อื่น เขาก็จะได้รับการพิพากษาแห่งความชอบธรรมขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย ถ้าหากเขาใช้ความเมตตาพิพากษาผู้อื่น เขาก็จะได้รับการพิพากษาแห่งความเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน. ความเมตตากรุณาย่อมมีชัยชนะต่อการพิพากษา (ยก.2:13).
มธ. 7:2 ก มก.4:24
มธ. 7:3 ก ข้อ 3-5: ลก. 6:41-42; เทียบ ยฮ.8:7
มธ. 7:3 1 เราทั้งหลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรและเป็นอยู่ในวิญญาณที่ถ่อมตัว ทุกครั้งที่เรามองเห็นเสี้ยนไม้ที่อยู่ในตาของพี่น้อง ก็ให้เราพินิจพิจารณาถึงไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของตัวเอง. เสี้ยนไม้ที่อยู่ในตาของพี่น้องเป็นการเตือนให้เราพินิจพิจารณาถึงไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของตัวเอง.
มธ. 7:5 ก มธ.6:2
มธ. 7:5 1ก ดู 6:2 คำอธิบาย 2.
มธ. 7:5 2 ตราบใดที่ไม้ทั้งท่อนยังอยู่ในตาของเราก็จะทำให้สายตาของเราพร่ามัว ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน.
มธ. 7:6 ก เทียบ สภษ.23:9; กจ. 13:45-46
มธ. 7:6 1ก ของบริสุทธิ์นั้นต้องชี้ถึงหลักความจริงแห่งทัศนะภายนอกอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นของที่อยู่ฝ่ายพระเจ้า ส่วนไข่มุกของท่าน จะต้องชี้ถึงประสบการณ์แห่งทัศนะภายในซึ่งเป็นของของพวกเรา.
มธ. 7:6 ข มธ.15:26; ฟป.3:2; 2ปต.2:22; ยซย. 56:10-11; วว.22:15
มธ. 7:6 2ข สุนัขไม่มีกีบเท้าและก็ไม่เคี้ยวเอื้อง สุกรถึงแม้เป็นสัตว์ที่มีเท้าแยกกีบออกเป็นสองแต่ก็ไม่ได้เคี้ยวเอื้อง ดังนั้นสัตว์ทั้งสองชนิดล้วนเป็นสัตว์ที่มลทิน (ลวต.11:27, 7). ตามการเปิดเผยใน 2ปต.2:12, 19-22; ฟป.3:2 นั้นสุนัขและสุกรในที่นี้ต้องชี้ถึงผู้ที่เคร่งในศาสนาแต่ก็เป็นผู้ที่มลทิน.
มธ. 7:6 ค มธ.13:46; วว.21:21
มธ. 7:6 ง ลวต.11:7; 2ปต.2:22
มธ. 7:7 ก ข้อ 7-11: ลก.11:9-13; มธ.18:19; 21:22; มก.11:24; ยฮ.14:13; 15:7, 16, 16:23-24; ยก.1:5-6; 1ยฮ.3:22; 5:14-15
มธ. 7:7 1ก ก่อนอื่นต้องขอ จากนั้นต้องหา สุดท้ายคือเคาะ. การขอเป็นการอธิษฐานธรรมดาทั่วไป การหานั้นเป็นการอ้อนวอนที่เป็นลักษณะเฉพาะเจาะจง การเคาะเป็นการร้องขอที่เข้าใกล้ที่สุดและอย่างเร่งร้อน.
มธ. 7:7 ข 1คนก.28:9; 2คนก.15:2; สภษ.8:17; ยรม.29:13
มธ. 7:8 1 คำสัญญาส่วนนี้ของกษัตริย์ในข้อนี้เหมาะสมกับการอธิษฐานของพลไพร่แห่งอาณาจักรสำหรับการปฏิบัติตามกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักร ถ้าเขาทำการทูลขอเพื่อสิ่งนี้ก็จะได้รับ.
มธ. 7:8 2 คำสัญญาของกษัตริย์ในส่วนนี้เหมาะกับบทที่ 6 ข้อ 33. ในการที่พลไพร่แห่งอาณาจักรทำการแสวงหาอาณาจักรของพระบิดาและความชอบธรรมของพระองค์ก็จะพบ.
มธ. 7:8 3 คำสัญญาของกษัตริย์ในส่วนนี้สอดคล้องกับข้อ 14. ในการที่พลไพร่แห่งอาณาจักรทำการเคาะประตูนั้น ประตูแคบก็จะเปิดออกให้เขา.
มธ. 7:9 ก มธ.14:17,19
มธ. 7:10 ก มธ.14:17, 19; ลก.24:42; ยฮ.21:9, 13
มธ. 7:11 ก มธ.12:34
มธ. 7:11 1ก แปลตามตรงคือ ชั่วร้าย.
มธ. 7:11 2 แปลตามตรงคือ ของกำนัล.
มธ. 7:11 3 นี่เป็นคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่. คำสัญญานี้ยืนยันว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรนั้นอยู่ภายใต้การดูแลและการหล่อเลี้ยงของพระบิดาของเขาผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย. ดังนั้นเขาจึงมีความสามารถพอจะสำเร็จกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรและเป็นอยู่ในความเที่ยงแท้ของอาณาจักรเพื่อให้เขาสามารถเข้าสู่ในการปรากฏของอาณาจักรได้.
มธ. 7:11 ข บพส.84:11; ยก.1:17
มธ. 7:11 4ข ลก.11:13 ซึ่งเป็นข้อที่เทียบเคียงกับข้อนี้นั่นคือคำว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์” ใช้แทนที่คำว่า“ของดี” เพราะว่าสิ่งที่ลูกาได้เน้นนั้นก็คือพระพรแห่งกิตติคุณซึ่งมีพระวิญญาณนั้นเป็นศูนย์กลาง (ฆต.3:8, 14). ส่วนที่มัดธายได้เน้นก็คืออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย “ของดี” จึงควรหมายถึงพระพรที่เที่ยงแท้ของอาณาจักรตามที่ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 5—7 ซึ่งเป็นของกำนัลที่มอบให้แก่พลไพร่แห่งอาณาจักร.
มธ. 7:12 ก ลก.6:31; รม. 13:8-10; ฆต.5:14
มธ. 7:12 ข มธ.5:17; 22:40; ฆต.5:14
มธ. 7:12 1ข กฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรย่อมไม่ค้านกับกฎบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ แต่กลับกระทำให้สำเร็จและยิ่งกว่านั้นยังทำให้ครบถ้วนอีกด้วย.
มธ. 7:13 1 ข้อ 13-29 เป็นหมวดที่เจ็ดของรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรที่กษัตริย์ทรงประกาศ และก็เป็นตอนสุดท้ายด้วย ซึ่งกล่าวถึงรากฐานของการดำเนินชีวิตและการทำงานของพลไพร่แห่งอาณาจักร.
มธ. 7:13 ก ลก.13:24
มธ. 7:13 2 “นำไป” แปลตามตรงคือ เปิดทางสู่. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
มธ. 7:13 3 ความพินาศ ณ ที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงความพินาศของตัวมนุษย์เอง แต่ชี้ถึงความเสียหายของการประพฤติกับการทำงานของเขา (1กธ. 3:15).
มธ. 7:14 ก เทียบ มธ.19:24
มธ. 7:14 1ก ประตูนั้นก็คับและทางนั้นก็แคบ เพราะว่ากฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรนั้นเข้มงวดกว่ากฎบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม อีกทั้งข้อเรียกร้องของอาณาจักรก็สูงกว่าข้อเรียกร้องแห่งพันธสัญญาเดิมอีกด้วย. ประตูคับไม่ได้จัดการการประพฤติทางภายนอกเท่านั้น แต่ยังได้จัดการกับเจตนารมณ์ภายในอีกด้วย. ไม่ว่าจะเป็นคนเก่า, ตัวตน, เนื้อหนัง, ทัศนะของมนุษย์, โลก, และสง่าราศีของโลกจะต้องถูกกำจัดออกไปภายนอก มีเพียงสิ่งที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าจึงจะสามารถเข้าไป. พลไพร่แห่งอาณาจักรจะต้องเข้าไปในประตูคับเช่นนี้ก่อน ต่อจากนั้นก็ต้องเดินทางแคบอีกด้วย. ไม่ใช่เดินทางก่อนแล้วจึงจะเข้าประตู. การเข้าสู่ประตูจึงเป็นเพียงการเริ่มต้นของการเดินทางและทางสายนี้ก็ต้องเดินตลอดชีวิตเลยทีเดียว.
มธ. 7:14 ข บพส.118:19-20
มธ. 7:14 ค บพส.16:11; ยรม.21:8; ยฮ.14:6; กจ.9:2; 19:9, 23; 24:22
มธ. 7:14 2 ชีวิตในที่นี้ชี้ถึงสภาพการณ์ที่ได้รับพระพรเป็นนิตย์ของอาณาจักร ซึ่งในอาณาจักรนี้เติมเต็มไปด้วยชีวิตที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ในวันนี้ชีวิตนี้อยู่ในความเที่ยงแท้ของอาณาจักรและในอนาคตชีวิตนี้จะอยู่ในการมาปรากฏของอาณาจักร (19:29; ลก.18:30).
มธ. 7:14 ง มธ.22:14
มธ. 7:15 ก ยรม.14:14; มธ.24:11, 24; มก.13:22; ลก.6:26; กจ.13:6; 2ปต.2:1; 1ยฮ.4:1; วว.16:13; 19:20
มธ. 7:15 ข ยอค.22:27; ยฮ.10:12; กจ.20:29
มธ. 7:15 1 แปลตามตรงคือ ที่ขู่กรรโชก.
มธ. 7:16 ก มธ.7:20; 12:33; ลก.6:44
มธ. 7:16 ข ยก.3:12
มธ. 7:17 ก มธ.12:33; ลก.6:43
มธ. 7:17 ข เทียบ ฆต.5:22-23
มธ. 7:17 ค เทียบ ฆต.5:19-21
มธ. 7:19 ก มธ.12:33; ลก.6:43
มธ. 7:20 ก มธ.7:16
มธ. 7:21 ก มธ.25:11; ลก.6:46; 13:25; รม.10:13
มธ. 7:21 ข มธ.5:20; กจ.14:22; 2ปต.1:11; เทียบ ยฮ.3:5
มธ. 7:21 1ข การที่เราจะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายจะต้องกระทำเรื่องสองอย่างคือ ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์. ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เพียงพอที่จะให้เราได้รับความรอด (รม.10:13) แต่จะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นยังต้องปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์อีกด้วย. ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่พูดว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า, ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า” จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย มีเพียงผู้ที่ร้องเรียกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าและก็ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์ด้วยจึงจะสามารถเข้าไปได้.
ในเมื่อการเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมีข้อเรียกร้องในเรื่องของการปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์ จึงมีความแตกต่างกับการเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าโดยการบังเกิดใหม่อย่างชัดเจน (ยฮ.3:3, 5). การเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้านั้นต้องผ่านการบังเกิดด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการเข้าสู่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นต้องอาศัยการดำเนินชีวิตตามชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์.
มธ. 7:21 ค 1ยฮ.2:17
มธ. 7:21 ง มธ.12:50; รม.12:2; อฟ.5:17; กซ.1:9
มธ. 7:22 1 วันนั้นก็คือวันแห่งการพิพากษาบนบัลลังก์ของพระคริสต์ (1กธ.3:13; 4:5; 2กธ.5:10).
มธ. 7:22 ก มก.9:38
มธ. 7:22 ข มก.16:17-18
มธ. 7:23 ก มธ.25:12; ลก.13:25
มธ. 7:23 1ก การรู้จักตรงนี้หมายถึงรับรอง. คำเดียวกันนี้ใน รม.7:15 ได้แปลเป็นยินยอม. องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เคยรับรองต่อผู้ที่ร้องออกพระนามของพระองค์, เผยพระวจนะ, ขับผี, และทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มากมาย (ข้อ 22) แต่กลับไม่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์ทั้งหลาย (ข้อ 21). องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาได้กระทำเรื่องราวเหล่านั้น แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นได้ผิดกฎบัญญัติ เพราะว่าได้กระทำโดยไม่ได้ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์อีกทั้งไม่ได้กระทำให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์. ดังนั้นทั้งๆ ที่เขาได้กระทำเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่สามารถที่จะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายได้ แต่กลับต้อง “ถอย” ไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือถูกกันออกไปอยู่ภายนอกแห่งการปรากฏของอาณาจักรในโลกหน้าทำให้ไม่สามารถได้รับบำเหน็จแห่งอาณาจักร.
มธ. 7:23 ข ลก.13:27; เทียบ มธ.25:41
มธ. 7:23 ค เทียบ มธ.13:41; 24:12; ฮร.1:9
มธ. 7:24 ก ข้อ 24-27: ลก.6:47-49
มธ. 7:24 ข ยก.1:22-25
มธ. 7:24 ค มธ.25:2; สภษ.24:3
มธ. 7:24 ง เทียบ มธ.16:18
มธ. 7:24 1ง ศิลานี้ไม่ใช่อ้างถึงพระคริสต์ แต่เป็นพระคำแห่งสติปัญญาของพระคริสต์ซึ่งเป็นพระคำที่เปิดเผยน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์.การดำเนินชีวิตและการงานของเหล่าพลไพร่แห่งอาณาจักรนั้น ต้องก่อตั้งอยู่บนถ้อยคำของกษัตริย์ใหม่ เพื่อจะสำเร็จน้ำพระทัยของพระบิดาฝ่ายสวรรค์. กรณีนี้ก็คือการเข้าสู่ประตูคับและเดินทางแคบซึ่งนำไปถึงชีวิต.
มธ. 7:25 1 ฝนนั้นมาจากพระเจ้า ตกลงมาจากสวรรค์ทั้งหลาย แม่น้ำนั้นมาจากมนุษย์ได้ไหลมาจากแผ่นดิน ส่วนลมนั้นมาจากซาตานได้พัดมาจากท่ามกลางอากาศ. ทั้งหมดนี้ล้วนเพื่อทำการทดสอบการดำเนินชีวิตและการงานของพลไพร่แห่งอาณาจักร.
มธ. 7:25 2 บ้านเรือนที่สร้างอยู่บนศิลาไม่พังลงมานั้นก็เหมือนกับการงานที่ก่อสร้างด้วยทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย ซึ่งสามารถทนการทดสอบจากไฟได้ (1กธ.3:12-13).
มธ. 7:26 ก ยอค.33:32
มธ. 7:26 1 ทราย ณ ที่นี้ได้ชี้ถึงทัศนะของมนุษย์และวิธีการตามธรรมชาติของมนุษย์. ถ้าหากเราดำเนินชีวิตและทำงานตามทัศนะและวิธีการแห่งธรรมชาติของมนุษย์ การดำเนินชีวิตกับการงานของเราก็ได้ตั้งอยู่บนทรายที่มีแต่จะจมลง. กรณีนี้ก็คือการเข้าสู่ประตูใหญ่ เดินทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ.
มธ. 7:27 ก ยอค.13:10-14
มธ. 7:27 1 บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนทรายแล้วพังลงมานั้นก็เหมือนการงานที่ก่อสร้างด้วยไม้, หญ้าแห้ง, และฟาง ซึ่งจะถูกไฟแห่งการทดสอบไหม้เสีย. แต่อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ที่ก่อสร้างนั้นเองจะรอด (1กธ.3:12-15).
มธ. 7:28 ก มธ.13:54; 22:33; มก.1:22; 6:2; 11:18; ลก.4:32
มธ. 7:29 ก ยฮ.7:46
มธ. 7:29 ข มธ.21:23-24; 28:18
มธ. 7:29 1ข พระคริสต์ผู้เป็นกษัตริย์ใหม่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้น ในขณะที่พระองค์ทำการประกาศกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรอยู่นั้น พระคำของพระองค์ก็นำมาซึ่งอำนาจด้วย.
สารบัญ