การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

มัดธาย บทที่ 5

2. การประกาศรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักร
5:1—7:29
(1) เกี่ยวกับคุณสมบัติของพลไพร่แห่งอาณาจักร
5:1-12
มธ. 5:1 ครั้นทอดพระเนตรเห็นกคนเป็นอันมาก พระองค์ก็1เสด็จขึ้นขภูเขาและเมื่อทรงนั่งลงแล้ว 2เหล่าสาวกของพระองค์ก็มาเฝ้าพระองค์.
มธ. 5:2 แล้วพระองค์จึงกออกพระโอษฐ์สอนเขาว่า
มธ. 5:3 “บุคคลผู้ใด1กยากจนใน2วิญญาณก็3เป็นสุข เพราะ4ขอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นของเขาแล้ว.
มธ. 5:4 บุคคลผู้ใด1กโศกเศร้าก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการ2ขปลอบโยน.
มธ. 5:5 บุคคลผู้ใด1กอ่อนสุภาพก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้2ขแผ่นดินโลกเป็นมรดก.
มธ. 5:6 บุคคลผู้ใดหิวกกระหาย1ขความชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้2คอิ่มบริบูรณ์
มธ. 5:7 บุคคลผู้ใด1กเมตตา[ผู้อื่น]ก็เป็นสุข เพราะเขาจะ2ได้รับความเมตตาเหมือนกัน.
มธ. 5:8 บุคคลผู้ใด1กมีใจบริสุทธิ์หมดจดก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้2ขเห็นพระเจ้า.
มธ. 5:9 บุคคลผู้ใด1กสร้างสันติก็เป็นสุข เพราะเขาจะถูกเรียกว่า2ขบุตรของพระเจ้า.
มธ. 5:10 บุคคลผู้ใด1กถูกข่มเหงเพราะขความชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะคอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็เป็น2ของเขาแล้ว.
มธ. 5:11 เมื่อเขาจะ1กด่าว่าขข่มเหง และใส่ร้ายแก่ท่านทั้งหลายต่างๆ เป็นคความเท็จ2เพราะเรา ท่านก็เป็นสุข.
มธ. 5:12 กจงยินดีและโลดเต้น เพราะ1ขบำเหน็จของท่านใหญ่ยิ่งในสวรรค์ทั้งหลายเพราะเขาได้คข่มเหง2ผู้เผยพระวจนะที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน.
(2) เกี่ยวกับการส่งผลของพลไพร่แห่งอาณาจักร
5:13-16
มธ. 5:13 1ท่านทั้งหลายเป็น2กเกลือแห่งแผ่นดินโลก. ถ้าเกลือนั้น3ขหมดรสเค็มไปแล้วจะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้? แต่นั้นไปก็คไม่เป็นประโยชน์อะไรมีแต่จะ4งทิ้งเสียภายนอกให้5คนเหยียบย่ำ.
มธ. 5:14 ท่านทั้งหลายเป็น1กความสว่างของโลก. 2ขเมืองซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้.
มธ. 5:15 เมื่อเขาจุดกตะเกียงแล้ว ก็มิได้เอา1ถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้ที่2ขเชิงตะเกียงจะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น.
มธ. 5:16 ให้ความสว่างของท่านกส่องไปต่อหน้าคนทั้งปวงอย่างนั้น เพื่อเขาจะได้เห็น1ขการดีของท่าน และจะได้ถวาย2คสง่าราศีแด่3พระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย.
(3) เกี่ยวกับกฎบัญญัติของพลไพร่แห่งอาณาจักร
5:17-48
มธ. 5:17 1อย่าคิดว่าเรามาลบล้างกกฎบัญญัติหรือเหล่าผู้เผยพระวจนะเสีย เรามิได้มาลบล้าง แต่มาเพื่อจะทำให้2ขสำเร็จ.
มธ. 5:18 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ‘1ถึง2กฟ้าและดินจะล่วงไป กฎบัญญัติสัก3จุดหนึ่งหรือ4ขีดหนึ่งจะไม่ขาดหายไปเลย จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น.’
มธ. 5:19 เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ลบล้างกข้อเล็กน้อยที่สุดใน1พระบัญญัติเหล่านี้ และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นขผู้เล็กน้อยที่สุดในคอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามพระบัญญัติเหล่านี้ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นงใหญ่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 5:20 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘ถ้าความ1กชอบธรรมของท่านไม่เหนือกว่าความชอบธรรมของ2พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายแล้ว ท่านจะ3ขเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายไม่ได้.’
มธ. 5:21 ท่านทั้งหลายย่อมได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนในครั้งโบราณนั้นว่า ‘กอย่าฆ่าคนถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องขถูกพิพากษา.’
มธ. 5:22 ฝ่าย1เราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘ผู้ใด2กโกรธ3พี่น้องของตน ผู้นั้นจะต้องถูก4ขพิพากษา. ถ้าผู้ใด5ด่า3พี่น้องของตนว่า6 ‘รากา’ ผู้นั้นจะต้องถูก[พิพากษาโดย7คสภาแซนเฮดริน ถ้าผู้ใด5ด่าว่า8 ‘โมเร’ ผู้นั้นจะมีโทษถึง9ง ไฟแห่งเกเฮนนะ.’
มธ. 5:23 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำ1กเครื่องบรรณาการมาถึง2ขแท่นแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่าคพี่น้อง3มีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน
มธ. 5:24 จงวางเครื่องบรรณาการไว้ที่หน้าแท่นและ1ไป2กคืนดีกันกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วค่อยมาถวายเครื่องบรรณาการของท่าน.
มธ. 5:25 จง1ตกลงยอมความกับ2กคู่ความโดยเร็วเมื่อยังอยู่ด้วยกัน3ที่กลางทาง เกลือกว่าคู่ความนั้นจะ4อายัดท่านไว้กับผู้พิพากษา แล้วผู้พิพากษาจะมอบท่านไว้กับเจ้าหน้าที่ และท่านจะต้องถูกขังไว้ในเรือนจำ.
มธ. 5:26 เราบอกท่านตามจริงว่า ‘ท่านจะ1ออกจากที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะกใช้หนี้2โคแดรนท์สุดท้ายให้ครบ.’
มธ. 5:27 ท่านทั้งหลายย่อมได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘กอย่าคบชู้.’
มธ. 5:28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘ผู้ใดแลกดูผู้หญิงด้วยใจกำหนัดต่อหญิงนั้น ผู้นั้นก็ได้ขเป็นชู้กับเธอ1คในใจของเขาแล้ว.’
มธ. 5:29 ถ้ากตาข้างขวาของท่านทำให้ท่านสะดุด จง1ควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งก็ดีกว่าทั้งตัวของท่านจะต้องถูกทิ้งลงใน2ขเกเฮนนะ.
มธ. 5:30 ถ้ากมือข้างขวาทำให้ท่านสะดุดจง1ตัดออกทิ้งเสีย เพราะว่าจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งก็ดีกว่าทั้งตัวของท่าน จะต้อง[ตกเข้า]ไปในขเกเฮนนะ.
มธ. 5:31 ยังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘ถ้า กผู้ใดจะ1หย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าภรรยานั้น.’
มธ. 5:32 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘ถ้า1ผู้ใดจะกหย่าภรรยาเพราะเหตุอื่นนอกจาก2การผิดประเวณี ผู้นั้นก็ทำให้หญิงนั้นคบชู้ และถ้าผู้ใดจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วนั้นมาเป็นภรรยาผู้นั้นก็คบชู้ด้วย.’
มธ. 5:33 อีกประการหนึ่งท่านทั้งหลายย่อมได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนในครั้งโบราณว่า ‘1กอย่าผิดคำสาบาน แต่จง2ขกระทำตามที่ท่านสาบานไว้ต่อพระเจ้า.’
มธ. 5:34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘กอย่าสาบานเลย อย่าได้อ้างถึง1ขสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นพระที่นั่งของพระเจ้า
มธ. 5:35 อย่าได้อ้างถึงกแผ่นดินเลย เพราะแผ่นดินเป็นที่รองพระบาทของพระองค์ อย่าได้อ้างถึงกรุงเยรูซาเล็มเลย เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นขราชธานีของพระมหากษัตริย์
มธ. 5:36 อย่าสาบานอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะกระทำให้ผมขาวไป หรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้.’
มธ. 5:37 แต่ให้ถ้อยคำของท่าน[เป็นคำตรงเถิด]1กใช่ก็ว่าใช่ ไม่ก็ว่าไม่ ถ้าพูดเกินจากนี้ไปก็2ขมาจาก3ผู้ชั่วร้ายนั้น.
มธ. 5:38 ท่านทั้งหลายย่อมได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่าก ‘ตาแทนตาและฟันแทนฟัน.’
มธ. 5:39 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘กอย่าต้านทานคนชั่ว แต่ถ้าผู้ใดขตบแก้มขวาของท่าน1จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย.
มธ. 5:40 ถ้าผู้ใดอยากจะกฟ้องร้องท่านและปรับเอา1เสื้อในของท่านไป ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาด้วย
มธ. 5:41 ถ้าผู้ใดจะบังคับท่านให้เดินทางไปหนึ่ง1กิโลเมตร ท่านจงร่วมเดินไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร.
มธ. 5:42 ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ท่านก็จง1กให้และอย่าเมินหน้าจากผู้ที่ขขอยืมจากท่าน.’
มธ. 5:43 ท่านทั้งหลายย่อมได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘กจงรักเพื่อนบ้านของท่าน และให้เกลียดชังขศัตรู.’
มธ. 5:44 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘จงกรักศัตรูและขอธิษฐานเผื่อผู้ที่คข่มเหงท่าน’
มธ. 5:45 เพื่อท่านทั้งหลายจะกลายเป็น1กบุตรของพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขขึ้นส่องสว่างแก่คนชั่วและคนดีและให้2คฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม.
มธ. 5:46 แม้ว่าท่านกรักผู้ที่รักท่านแล้วท่านจะได้1บำเหน็จอะไร? ถึง2พวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ?
มธ. 5:47 ถ้าท่านทักทายพี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า? ถึงแม้กพวกต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ?
มธ. 5:48 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเป็น1กผู้ที่ครบสมบูรณ์ขเหมือนอย่างพระบิดาฝ่ายสวรรค์ของท่านนั้นเป็นผู้ที่ครบสมบูรณ์.

คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 5

มธ. 5:1 ก มธ.4:25
มธ. 5:1 1 กษัตริย์ใหม่ทำการเรียกผู้ที่ติดตามพระองค์ตามชายทะเล แต่ว่าพระองค์ได้ประทานรัฐธรรมนูญของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายให้แก่พวกเขาตอนที่เสด็จขึ้นภูเขา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าเราจะต้องไปที่ที่สูงกว่าร่วมกับพระองค์ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกับอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 5:1 ข มธ.15:29; 17:1; 24:3; มก.3:13
มธ. 5:1 2 เมื่อกษัตริย์ใหม่ได้ประทับบนภูเขา สาวกของพระองค์ (ไม่ใช่ฝูงชนเหล่านั้น) ก็ได้มาเฝ้าพระองค์ เป็นผู้ฟังของพระองค์. ในที่สุดไม่เพียงแต่ชาวยูดายที่เชื่อพระองค์เท่านั้น แต่ยังรวมทั้งชนทุกประเทศที่ถูกทำให้เป็นสาวก (ชาวต่างประเทศ 28:19) ก็ได้กลายเป็นสาวกของพระองค์. ต่อมาสาวกก็ถูกเรียกว่า “คริสเตียน” (กจ.11:26). ฉะนั้นถ้อยคำที่กษัตริย์ใหม่ได้ตรัสไว้ในบทที่ 5 ถึงบทที่ 7 ซึ่งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นเป็นถ้อยคำที่ได้ตรัสกับผู้เชื่อแห่งพันธสัญญาใหม่ แต่ไม่ได้ตรัสกับชาวยูดายแห่งพันธสัญญาเดิมเลย.
มธ. 5:2 ก มธ.13:35
มธ. 5:3 ก บพส. 51:17; สภษ.16:19; 29:23; ยซย.57:15; 66:2; ลก.6:20
มธ. 5:3 1ก ยากจนในวิญญาณนั้น ไม่ได้ชี้ถึงการถ่อมตัวเท่านั้น แต่ยังได้บ่งชี้ถึงวิญญาณของเราทั้งหลายซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของมนุษย์เรา เราต้องเทให้ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ไม่ยึดถือสิ่งที่เก่าแก่ของยุคสมัยที่เก่าแก่ แต่กลับสลัดสิ่งเก่าแก่ที่มีอยู่ทิ้งไป เพื่อจะได้ต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 5:3 2 วิญญาณที่เอ่ยถึงนี้ไม่ใช่ชี้ถึงพระวิญญาณของพระเจ้า แต่ชี้ถึงวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งก็คือส่วนที่อยู่ลึกสุดของมนุษย์ เป็นอวัยวะที่ใช้ติดต่อกับพระเจ้า และทำความเข้าใจต่อเรื่องราวสิ่งของฝ่ายวิญญาณของมนุษย์. ในส่วนนี้ของมนุษย์จำเป็นต้องยากจน, ต้องเทให้ว่างเปล่า, และต้องสลัดสิ่งเก่าแก่ที่มีอยู่ทิ้งไป จึงสามารถที่จะเข้าใจและได้รับอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย กรณีนี้ได้ชี้เป็นนัยว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นเรื่องราวของฝ่ายวิญญาณไม่ใช่ของฝ่ายวัตถุ.
มธ. 5:3 3 ตามภาษากรีกมีนัยถึง การเป็นสุข และยังสามารถแปลเป็น ได้รับพรและเป็นสุข ได้อีกด้วยซึ่งในข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน. ถ้อยคำที่กษัตริย์ใหม่ได้ตรัสซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย ได้เปิดเผยถึงการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณและหลักการฝ่ายสวรรค์ซึ่งมีทั้งหมดเจ็ดหมวดด้วยกัน. ในหมวดที่หนึ่ง (3-12) ได้บรรยายถึงคุณสมบัติของพลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายภายใต้พระพรเก้าประการ. พวกเขาเป็นผู้ที่ยากจนในวิญญาณ, โศกเศร้าเพื่อสถานการณ์ในขณะนั้น, อ่อนสุภาพในการทนทุกข์จากการต่อต้าน, หิวกระหายต่อความชอบธรรม, เมตตาต่อผู้อื่น, มีใจบริสุทธิ์หมดจด, สร้างสันติ, ถูกข่มเหงเคี่ยวเข็ญเพราะความชอบธรรม, และถูกติเตียนและใส่ร้ายเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ. 5:3 ข มธ.3:2; 4:17; 5:10
มธ. 5:3 4ข คำว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย” นั้น เป็นศัพท์ที่ใช้ในมัดธายโดยเฉพาะ โดยได้ชี้บ่งว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นต่างกับอาณาจักรของพระเจ้า (ดูแผนภาพหน้าที่ 32-33). อาณาจักรของพระเจ้าที่อยู่ในหนังสือกิตติคุณอีกสามเล่มนั้นได้ชี้ถึงการครองอำนาจของพระเจ้าโดยทั่วไป ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อนจนถึงนิรันดร์กาลในอนาคต ครอบคลุมตั้งแต่ในนิรันดร์กาลที่ไร้ซึ่งการเริ่มต้นก่อนทรงสร้างโลก, บรรพบุรุษที่ถูกเลือกสรร (รวมทั้งสวนบรมสุขเกษมของอาดาม), ประเทศอิสราเอลในพันธสัญญาเดิม, คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่, อาณาจักรพันปีที่จะมาถึง (รวมทั้งส่วนของฝ่ายสวรรค์ซึ่งเป็นการปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย และในส่วนฝ่ายแผ่นดินโลกซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งพระมาซีฮา), และฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่ซึ่งพร้อมด้วยกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในนิรันดร์กาลที่ไม่มีการสิ้นสุด. อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นส่วนที่พิเศษในอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งได้ครอบคลุมเฉพาะคริสตจักรในวันนี้ และในส่วนฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงเท่านั้น. ดังนั้นในพันธสัญญาใหม่โดยเฉพาะในหนังสือกิตติคุณอีกสามเล่มนั้น อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาณาจักรของพระเจ้าก็ถูกเรียกว่าอาณาจักรของพระเจ้า. กล่าวโดยทั่วไปแล้วในพันธสัญญาเดิมนั้นอาณาจักรของพระเจ้าได้ดำรงอยู่กับประเทศอิสราเอลอยู่แล้ว (21:43); แต่ถ้ากล่าวเป็นพิเศษแล้ว อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นยังมาไม่ถึง. ในขณะโยฮันผู้ให้บัพติศมาได้มานั้นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นยังมาไม่ถึงเพียงแต่มาใกล้แล้ว (3:1-2; 11:11-12).
ตามหนังสือกิตติคุณมัดธายนั้นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายประกอบไปด้วยสามด้านคือความเที่ยงแท้, เปลือกนอก, และการมาปรากฏ. ความเที่ยงแท้ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นก็คือ เนื้อหาสาระภายในของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในด้านธาตุแท้ฝ่ายสวรรค์กับฝ่ายวิญญาณของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย ซึ่งกษัตริย์ใหม่ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 5—7 ขณะที่อยู่บนภูเขานั่นเอง. เปลือกนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็คือลักษณะภายนอกที่มีแต่ชื่อของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่กษัตริย์ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 13 ขณะที่อยู่ริมทะเล. การมาปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็คือการมาถึงที่เที่ยงแท้ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ ซึ่งกษัตริย์ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 24—25 บนภูเขามะกอกเทศ. ความเที่ยงแท้กับเปลือกนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายล้วนอยู่กับคริสตจักรในวันนี้. ความเที่ยงแท้ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็คือการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกติ (รม.14:17) ซึ่งได้อยู่ในขอบเขตแห่งเปลือกนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่เรียกว่าโลกของศาสนาคริสต์. การปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็คือส่วนของฝ่ายสวรรค์ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึง ซึ่งใน 13:43 นั้นจะเรียกว่าอาณาจักรของพระบิดา; ส่วนของฝ่ายแผ่นดินโลกนั้นเป็นอาณาจักรของพระมาซีฮาซึ่งใน 13:41 เรียกว่าอาณาจักรของบุตรมนุษย์ซึ่งก็คือพลับพลาของดาวิดที่จะถูกฟื้นฟู หรืออาณาจักรของดาวิด (กจ.15:16). ในส่วนของฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรพันปี ซึ่งก็คือการปรากฏออกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่นั้น ผู้เชื่อที่มีชัยชนะจะเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์หนึ่งพันปี (วว.20:4, 6); ในส่วนของฝ่ายแผ่นดินโลกของอาณาจักรพันปีซึ่งก็คืออาณาจักรของพระมาซีฮาบนแผ่นดินโลกนั้น ชาวอิสราเอลที่เหลืออยู่และได้รับความรอดจะเป็นปุโรหิตทำการสั่งสอนชนนานาประเทศให้นมัสการพระเจ้า (ซคย.8:20-23).
หากเรายากจนในวิญญาณแล้ว อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็จะเป็นของเรา คือวันนี้เราได้อยู่ในความจริงของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในคริสตจักร, และในยุคแห่งอาณาจักรในภายหน้าเราจะมีส่วนในการปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 5:4 ก ยซย.61:2-3; ลก.6:21; ยฮ.16:20
มธ. 5:4 1ก สถานการณ์ทั้งหมดของโลกล้วนเป็นผลลบต่อแผนการบริหารของพระเจ้า. ทั้งซาตาน, ความบาป, ตัวตน, ความมืด, และฝ่ายโลกได้ครอบงำมนุษย์ทั้งหมดทั่วโลก. สง่าราศีของพระเจ้าถูกทำลายจนได้รับความอัปยศ, พระคริสต์ถูกปฏิเสธ, พระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกขัดขวาง, คริสตจักรก็รกร้าง, ตัวเองก็เสื่อมเสีย, ทั่วทั้งโลกนี้ล้วนชั่วร้ายจนหมดสิ้น. ดังนั้นพระเจ้าจึงต้องการให้เราทั้งหลายโศกเศร้าเพื่อสถานการณ์เช่นนี้.
มธ. 5:4 ข 2กธ.1:7
มธ. 5:4 2ข หากเราทั้งหลายได้โศกเศร้าตามพระเจ้าและแผนการบริหารของพระเจ้าแล้ว พวกเราทั้งหลายก็จะได้รับการปลอบโยนโดยจะได้รับอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นบำเหน็จ. เราจะเห็นการปกครองฝ่ายสวรรค์ของพระเจ้าเหนือสถานการณ์ในด้านลบทั้งหมด.
มธ. 5:5 ก บพส. 37:11; อฟ.4:2; ตต.3:2; ยก.3:13
มธ. 5:5 1ก อ่อนสุภาพ หมายความว่าไม่ต่อต้านหรือไม่ต่อสู้ต่อการต่อต้านของชาวโลก และเต็มใจที่จะต้องทนทุกข์.
มธ. 5:5 ข บพส.37:9; รม.4:13; ฮร.2:5-8
มธ. 5:5 2ข ถ้าหากเราทั้งหลายอ่อนสุภาพ เต็มใจที่จะทนทุกข์ต่อการต่อต้านของมนุษย์ในโลกนี้แล้วโลกหน้าเราก็จะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดกอย่างที่ได้เปิดเผยไว้ใน ลก.19:17, 19; ฮร.2:5-8.
มธ. 5:6 ก บพส.42:1, 2; ยซย.55:1; ยฮ.7:37
มธ. 5:6 ข มธ. 5:10, 20; 1ตธ.6:11; 2ตธ.2:22
มธ. 5:6 1ข ความชอบธรรม ณ ที่นี่ได้ชี้ถึงความถูกต้องในด้านการประพฤติ. เราทั้งหลายต้องหิวกระหายความชอบธรรม ทำการเสาะหาความชอบธรรมอย่างนี้ เพื่อให้เราสามารถเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายได้ (ข้อ 10, 20).
มธ. 5:6 ค บพส. 22:26; 36:8
มธ. 5:6 2ค หากเราหิวกระหายความชอบธรรมพระเจ้าก็จะทรงประทานความชอบธรรมที่เราเสาะหาให้แก่เราเพื่อให้เราได้อิ่มบริบูรณ์.
มธ. 5:7 ก มธ.18:33; ยก.2:13
มธ. 5:7 1ก ความชอบธรรมคือการให้สิ่งที่ผู้อื่นสมควรจะได้รับ ส่วนการเมตตาต่อผู้อื่นคือให้สิ่งที่ผู้อื่นไม่ควรจะได้รับ. เพราะเหตุอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายแล้ว เราไม่เพียงแต่จะต้องชอบธรรมเท่านั้น ยังจะต้องเมตตาอีกด้วย.
มธ. 5:7 2 การที่เราได้รับความเมตตานั้นเป็นการที่เราได้รับในสิ่งที่เราไม่ควรจะได้รับ. ถ้าหากว่าเราเมตตาต่อผู้อื่น องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงเมตตาเรา (2ตธ.1:16, 18) และจะทรงเมตตาต่อเราเป็นพิเศษต่อหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระองค์ (ยก.2:12-13).
มธ. 5:8 ก บพส.24:4; สภษ.22:11; 2ตธ.2:22
มธ. 5:8 1ก ใจบริสุทธิ์หมดจดคือมีวัตถุประสงค์หนึ่งเดียวมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือต้องการที่จะสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า ถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าเท่านั้น (1กธ.10:31). กรณีนี้เพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย วิญญาณของเราทั้งหลายเป็นอวัยวะที่ใช้ทำการต้อนรับพระเจ้า(ยฮ.1:12; 3:6) ใจของเราทั้งหลายเป็นผืนดินที่จะให้พันธุ์เมล็ดแห่งชีวิตคือพระคริสต์ได้จำเริญเติบโตขึ้น (13:19). เพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายแล้ว เราจะต้องยากจนในวิญญาณของเรา จะต้องเทให้ว่างเปล่าเพื่อให้เราสามารถต้อนรับพระคริสต์ได้ ในใจของเราก็ยังต้องบริสุทธิ์หมดจดและเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้พระคริสต์สามารถเติบโตอยู่ภายในของเราโดยไม่มีอะไรกีดขวาง.
มธ. 5:8 ข โยบ.42:5; บพส.17:15; 1ยฮ.3:2-3
มธ. 5:8 2ข ถ้าหากเรากระทำการเสาะหาพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์หมดจด ก็จะได้เห็นพระเจ้าอย่างแน่นอน การได้เห็นพระเจ้านั้นเป็นบำเหน็จสำหรับผู้ที่มีใจบริสุทธิ์หมดจด. พระพรส่วนนี้มีไว้สำหรับในวันนี้ และก็สำหรับในโลกหน้าอีกด้วย.
มธ. 5:9 ก ฮร.12:14; ยก.3:18
มธ. 5:9 1ก ซาตานเป็นกบฏเป็นผู้ยุยงการกบฏทั้งสิ้น. เราทั้งหลายอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายสวรรค์เพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็จะต้องเป็นผู้สร้างสันติในท่ามกลางคนทั้งปวง (ฮร.12:14).
มธ. 5:9 ข มธ.5:10, 20; 1ตธ.6:11; 2ตธ.2:22
มธ. 5:9 2ข พระบิดาของเราเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข(รม.15:33; 16:20) พระองค์ทรงมีชีวิตและพระนิสัยแห่งสันติสุข. เพราะเราได้บังเกิดจากพระองค์ หากเราต้องการกลายเป็นผู้สร้างสันติก็จะต้องประพฤติตามพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. เช่นนี้เราก็จะสำแดงชีวิตและพระนิสัยของพระองค์และถูกเรียกว่าบุตรของพระเจ้า.
มธ. 5:10 ก 1ปต.3:14
มธ. 5:10 1ก โลกทั้งโลกได้ทอดตัวจมอยู่ในมารร้าย(1ยฮ.5:19) เต็มไปด้วยความอธรรม. หากเราหิวกระหายความชอบธรรมเพื่อเห็นแก่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย เราจะต้องจ่ายราคาเพื่อความชอบธรรมที่เราเสาะหานั้น.
มธ. 5:10 ข มธ.5:6, 20
มธ. 5:10 ค มธ.5:3
มธ. 5:10 2 ถ้าเราทั้งหลายจ่ายราคาเพื่อเสาะหาความชอบธรรม อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็จะเป็นของเรา นั่นก็คือปัจจุบันนี้เราต้องอยู่ในความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักร ในยุคหน้าจะได้รับการปรากฏของอาณาจักรเป็นบำเหน็จ.
มธ. 5:11 ก ลก.6:22; ฮร.13:13; 1ปต.4:14
มธ. 5:11 1ก เมื่อพวกเราดำเนินชีวิตเพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในธาตุแท้ฝ่ายวิญญาณ และตามหลักการฝ่ายสวรรค์ เราจะประสบกับการด่าว่า, การข่มเหง, และการใส่ร้าย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาจากนักศาสนาที่ยังยึดถือทัศนะแห่งประเพณีในศาสนา. ในระยะแรกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้น พวกผู้ถือศาสนายูดายก็เคยกระทำเรื่องทั้งหมดนี้ต่อเหล่าอัครทูตด้วย (กจ.5:41; 13:45, 50; 2กธ.6:8; รม.3:8).
มธ. 5:11 ข ยฮ.15:20
มธ. 5:11 ค 2กธ.6:8; รม.3:8
มธ. 5:11 2 การข่มเหงในข้อ 10 นั้นเป็นเพราะเพื่อความชอบธรรม คือเนื่องมาจากการที่เราเสาะหาความชอบธรรม. ส่วนการข่มเหงในข้อ 11 เป็นเพราะเพื่อกษัตริย์ใหม่ ซึ่งก็คือพระคริสต์โดยตรงคือเนื่องจากเราทั้งหลายติดตามพระองค์.
มธ. 5:12 ก ลก.6:23; กจ.5:41; 1ปต.4:13
มธ. 5:12 ข มธ.16:27; ฮร.10:35
มธ. 5:12 1ข บำเหน็จของพระพรประการที่เก้านี้ได้ชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ของพระพรเบื้องต้นแปดประการนั้นก็ล้วนเป็นบำเหน็จด้วย. บำเหน็จนี้ใหญ่นักและก็อยู่บนสวรรค์ทั้งหลาย; เป็นบำเหน็จฝ่ายสวรรค์ไม่ใช่บำเหน็จฝ่ายแผ่นดินโลก.
มธ. 5:12 ค 2คนก. 36:16; มธ.23:37; กจ.7:52; 1ธซ.2:15
มธ. 5:12 2 ดูคำอธิบายใน 1:22 คำอธิบาย 1.
มธ. 5:13 1 ข้อ 13-16 เป็นถ้อยคำหมวดที่สองที่กษัตริย์ตรัสอยู่บนภูเขา กล่าวถึงผลสะท้อนของพลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่มีต่อแผ่นดินโลกนี้. สำหรับแผ่นดินโลกที่เสื่อมโทรมนั้นเขาทั้งหลายเป็นเกลือ สำหรับแผ่นดินโลกที่มืดมนแล้วเขาทั้งหลายเป็นความสว่าง.
มธ. 5:13 ก ลวต.2:13; 2พกษ. 2:20, 21; กซ.4:6
มธ. 5:13 2ก โดยคุณสมบัติแล้ว เกลือเป็นสารชนิดหนึ่งที่สามารถฆ่าเชื้อโรคและป้องกันการเปื่อยเน่าได้. สำหรับแผ่นดินโลกที่ชั่วร้ายแล้ว พลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็เป็นสารอย่างนี้เพื่อทำการป้องกันโลกนี้จากความชั่วร้ายอย่างสิ้นเชิง.
มธ. 5:13 ข มก.9:50; ลก.14:34
มธ. 5:13 3ข พลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายหมดรสเค็มนั่นหมายความว่า เขาทั้งหลายได้สูญเสียการใช้งานของเกลือไป. เขาทั้งหลายกลับเปลี่ยนไปจนเหมือนกับชาวโลกไม่แตกต่างอะไรกับผู้ที่ไม่เชื่อเลย.
มธ. 5:13 ค เทียบ ยนซ.19:26
มธ. 5:13 ง ลก.14:35; มธ.25:30
มธ. 5:13 4ง ทิ้งเสียภายนอก นั่นก็คือถูกกำจัดออกไปเสียจากอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (ลก.14:35).
มธ. 5:13 5 ให้คนเหยียบย่ำ ก็คือมนุษย์ถือว่าเป็นเหมือนกับผงคลีดินที่ไม่มีประโยชน์.
มธ. 5:14 ก ฟป.2:15; อฟ.5:8
มธ. 5:14 1ก ความสว่างเป็นการฉายส่องของตะเกียงเพื่อทำการส่องสว่างผู้ที่อยู่ในความมืด. สำหรับแผ่นดินโลกที่มืดมนนี้แล้ว พลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็เป็นความสว่างเช่นนี้ ขจัดความมืดของโลกนี้ออกไป. ในด้านคุณสมบัติแล้วพวกเขาเป็นเกลือที่ทำการรักษา ส่วนในด้านการประพฤติ พวกเขาก็เป็นความสว่างที่ส่องสว่าง.
มธ. 5:14 ข เทียบ วว.21:10
มธ. 5:14 2ข พลไพร่ของอาณาจักรเป็นความสว่างที่ส่องสว่างดังเมืองซึ่งตั้งไว้บนภูเขาจะถูกปิดบังไว้ไม่ได้. เมืองนี้จะสำเร็จสุดยอดเป็นเมืองบริสุทธิ์คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (วว.21:10-11, 23-24).
มธ. 5:15 ก มก.4:21; ลก.8:16; 11:33
มธ. 5:15 1 ถังเป็นอุปกรณ์ไว้สำหรับตวงข้าว. หากนำเอาถังมาครอบตะเกียงที่จุดไว้ แสงสว่างก็จะส่องออกมาไม่ได้. ในเมื่อพลไพร่ของอาณาจักรเป็นตะเกียงที่จุดไว้ก็ไม่ควรที่จะถูกครอบด้วยถังซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาหาร. การห่วงแต่อาหารทำให้มนุษย์กระวนกระวาย (6:25).
มธ. 5:15 ข เทียบ วว.1:20
มธ. 5:15 2ข ความสว่างเปรียบเหมือนเมืองบนภูเขาส่องสว่างแก่บุคคลภายนอก. ส่วนตะเกียงที่จุดอยู่บนเชิงนั้นส่องสว่างแก่ “คนที่อยู่ในเรือน.” ความสว่างนั้นปิดบังไว้ไม่ได้ดุจเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา, และความสว่างนั้นจึงไม่สมควรจะถูกปิดบังไว้ดุจตะเกียงที่อยู่บนเชิงตะเกียง.
มธ. 5:16 ก ยซย.58:8; 60:1, 3
มธ. 5:16 ข 1ปต.2:12
มธ. 5:16 1ข การดี ก็คือการประพฤติที่ดีของพลไพร่ของอาณาจักร. โดยอาศัยการดีเช่นนี้มนุษย์ก็สามารถที่จะมองเห็นพระเจ้าได้และถูกนำไปถึงพระพักตร์พระเจ้า.
มธ. 5:16 ค มธ.9:8; ยฮ.15:8
มธ. 5:16 2ค ถวายสง่าราศีพระเจ้าพระบิดาก็คือนำเอาสง่าราศีมอบให้แด่พระองค์. สง่าราศีก็คือพระเจ้าได้สำแดงออก. ในขณะที่พลไพร่ของอาณาจักรสำแดงพระเจ้าในการเคลื่อนไหวและในการดีมนุษย์ก็ได้มองเห็นพระเจ้าและได้ถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า.
มธ. 5:16 3 พระบิดาของท่าน ชื่อเรียกเช่นนี้แสดงว่า เหล่าสาวกซึ่งเป็นผู้ฟังของกษัตริย์องค์ใหม่เป็นบุตรที่ได้บังเกิดใหม่ของพระเจ้า (ยฮ.1:12; ฆต.4:6).
มธ. 5:17 1 ข้อ 17-48 นั้น เป็นถ้อยคำหมวดที่สามซึ่งกษัตริย์ตรัสอยู่บนภูเขากล่าวถึงกฎบัญญัติของพลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 5:17 ก มธ.7:12
มธ. 5:17 ข รม.10:4; 3:31; เทียบ รม.8:4
มธ. 5:17 2ข ความหมายของการให้กฎบัญญัติสำเร็จในที่นี้ก็คือ (1) พระคริสต์ได้ยึดปฏิบัติตามกฎบัญญัติแล้วในด้านบวก, (2) พระคริสต์ได้อาศัยการตายแทนแห่งกางเขน ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติในด้านลบแล้ว, และ (3) ในตอนนี้พระคริสต์ได้ใช้กฎบัญญัติใหม่ของพระองค์มาเสริมให้กับกฎบัญญัติเก่าแล้ว ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้เสมอๆ ว่า “ฝ่ายเรากล่าว (หรือบอก) แก่ท่านทั้งหลายว่า” (ข้อ 22, 28, 32, 34, 39, 44). พระคริสต์ได้ยึดปฏิบัติตามกฎบัญญัติจึงทำให้พระองค์มีคุณสมบัติพอที่จะอาศัยการตายแทนแห่งกางเขนของพระองค์มาตอบสนองข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติได้. การที่พระคริสต์ตอบสนองข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติโดยอาศัยการตายแทนแห่งกางเขนของพระองค์ ได้นำมาซึ่งชีวิตแห่งการเป็นขึ้น เพื่อจะเสริมกฎบัญญัติ ทำให้กฎบัญญัติสำเร็จอย่างครบถ้วน. กฎบัญญัติเก่าซึ่งเป็นกฎบัญญัติที่ต่ำกว่าอันมีข้อเรียกร้องที่จะให้มนุษย์ยึดปฏิบัติตามและมีเงื่อนไขที่มนุษย์จะต้องถูกลงโทษนั้นได้ผ่านไปแล้ว. บัดนี้พลไพร่ของอาณาจักรผู้เป็นบุตรของพระบิดา ได้แต่มากระทำให้สำเร็จกฎบัญญัติใหม่อันเป็นกฎบัญญัติที่สูงส่งกว่าโดยชีวิตที่เป็นขึ้น อันเป็นชีวิตที่นิรันดร์ของพระบิดาเท่านั้น. กฎบัญญัติเก่านั้นทรงประทานผ่านทางโมเซ ส่วนกฎบัญญัติใหม่นั้นพระคริสต์ทรงประกาศไว้ด้วยพระองค์เอง.
เกี่ยวกับกฎบัญญัตินั้น มีอยู่สองด้านด้วยกันคือ ด้านของพระบัญญัติและด้านหลักการ. พระบัญญัติแห่งกฎบัญญัตินั้นได้รับการสำเร็จและเสริมให้สมบูรณ์โดยการมาถึงขององค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนหลักการของกฎบัญญัตินั้นถูกแทนที่โดยหลักการของความเชื่อตามแผนการบริหารของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่.
มธ. 5:18 1 แปลตามตรงคือ จนกระทั่งถึง มีความหมายเหมือนกับคำว่า "จนกว่า" ในวรรคสุดท้าย.
มธ. 5:18 ก มธ.24:35; ลก.16:17; ฮร. 1:11-12; 2ปต.3:10; วว.21:1
มธ. 5:18 2ก หลังจากอาณาจักรพันปีแล้ว ฟ้าสวรรค์ใหม่แผ่นดินโลกใหม่ก็จะมาถึง ฟ้าสวรรค์เก่าแผ่นดินโลกเก่าก็จะผ่านพ้นไป (วว.21:1; ฮร.1:11-12; 2ปต.3:10-13). สิ่งที่กฎบัญญัติกล่าวถึงนั้นจะสิ้นสุดลงในช่วงสุดปลายของอาณาจักรพันปี แต่สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงนั้นจะสืบเนื่องไปจนถึงฟ้าสวรรค์ใหม่แผ่นดินโลกใหม่ (ยซย.65:17; 66:22) นี่ก็คือสาเหตุที่ข้อ 17 ได้เอ่ยถึงกฎบัญญัติและเหล่าผู้เผยพระวจนะ แต่ในข้อ 18 ได้เอ่ยเพียงกฎบัญญัติเท่านั้น.
มธ. 5:18 3 ภาษากรีก คือ iota (ไอโอตา) เท่ากับตัวอักษรที่เล็กสุดในภาษาเฮ็บรายคือ yod (ย็อด) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเครื่องหมายจุลภาค (,).
มธ. 5:18 4 ภาษากรีกคือ keraia (เคราเอีย) หรือ เขา ซึ่งก็คือส่วนที่ยื่นโผล่ออกมา ชี้ถึงเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับตัวอักษรในภาษาเฮ็บราย.
มธ. 5:19 ก ยก.2:10
มธ. 5:19 1 พระบัญญัติในที่นี้ได้ชี้ถึงกฎบัญญัติในข้อ 18. พลไพร่แห่งอาณาจักรไม่เพียงทำให้กฎบัญญัติสำเร็จเท่านั้น แต่ก็ยังต้องเสริมให้กฎบัญญัติสมบูรณ์อีกด้วย. ดังนั้นแท้จริงแล้วเขาทั้งหลายไม่ได้ลบล้างพระบัญญัติแห่งกฎบัญญัติข้อใดข้อหนึ่งเลย
มธ. 5:19 ข มธ.11:11
มธ. 5:19 ค มธ.5:3
มธ. 5:19 ง มธ.18:1-4
มธ. 5:20 ก มธ.5:6, 10; วว.19:8
มธ. 5:20 1ก ความชอบธรรมในที่นี้ไม่ได้มีนัยถึงความชอบธรรมด้านทัศนะภายนอก ซึ่งก็คือพระคริสต์ที่เราได้ต้อนรับเมื่อรับเชื่อในพระองค์แล้วได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเท่านั้น (1กธ.1:30; รม.3:26); แต่ยิ่งกว่านั้นยังมีนัยถึงความชอบธรรมทางด้านทัศนะภายใน ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในที่ได้ดำเนินชีวิตออกมาเป็นความชอบธรรมของเรา เพื่อให้เราได้เป็นอยู่ในความเที่ยงแท้แห่งอาณาจักรในวันนี้ และเข้าสู่การปรากฏของอาณาจักรในวันหน้า. ความชอบธรรมแห่งทัศนะภายในนั้นมิใช่ได้มาด้วยการสำเร็จกฎบัญญัติเก่าเท่านั้น แต่ด้วยการเสริมกฎบัญญัติเก่าให้ครบสมบูรณ์ โดยการสำเร็จกฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่กษัตริย์องค์ใหม่ได้ทรงให้ไว้ในพระคำช่วงนี้ด้วย. ความชอบธรรมที่พลไพร่ของอาณาจักรได้มาตามกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรนี้เหนือกว่าความชอบธรรมที่พวก ธรรมาจารย์และพวกฟาริซายได้มาตามกฎบัญญัติเก่า. ชีวิตตามธรรมชาติของเรานั้นไม่มีทางที่ จะได้รับความชอบธรรมที่เหนือกว่าเช่นนี้. ความชอบธรรมชนิดนี้ก่อกำเนิดขึ้นได้โดยชีวิตที่สูงส่งกว่า ซึ่งก็คือชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์เท่านั้น. ความชอบธรรมซึ่งเปรียบกับเสื้อสำหรับงานอภิเษกนี้ (22:11-12) จะทำให้เราทั้งหลายมีคุณสมบัติพอที่จะร่วมงานมงคลสมรสแห่งพระเมษโปดกได้ (วว.19:7-8) และยังให้เรารับส่วนในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในด้านการปรากฏอีกด้วยซึ่งก็คือการเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในโลกหน้านั่นเอง.
ความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และฟาริซายนั้นเป็นความชอบธรรมตามตัวอักษรซึ่งพวกเขาประพฤติกันโดยชีวิตมนุษย์ของตนตามตัวอักษรของกฎบัญญัติเก่า; ส่วนความชอบธรรมที่เหนือกว่าของพลไพร่แห่งอาณาจักรนั้น เป็นความชอบธรรมแห่งชีวิตที่พวกเขาได้ดำเนินชีวิตสำแดงออกมา โดยยึดเอาพระคริสต์เป็นชีวิตตามกฎบัญญัติใหม่แห่งชีวิต. ทั้งในด้านธาตุแท้กับด้านมาตรฐานแล้ว ความชอบธรรมแห่งชีวิตนี้ก็เหนือล้ำกว่าความชอบธรรมที่ไม่มีชีวิตซึ่งพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายได้ประพฤติกันอยู่มากนัก.
มธ. 5:20 2 ดู 2:4 คำอธิบาย 1.
มธ. 5:20 ข มธ.7:21; 23:13; 25:21, 23; กจ.14:22; เทียบ ยฮ.3:5
มธ. 5:20 3ข ในการเข้าอาณาจักรของพระเจ้านั้นต้องบังเกิดใหม่เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่แห่งชีวิตของเรา (ยฮ.3:3, 5) ส่วนการเข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นได้เรียกร้องเราทั้งหลายต้องมีความชอบธรรมที่เหนือกว่าในการดำเนินชีวิตของเรา หลังจากที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว. การเข้าสู่อาณาจักร แห่งสวรรค์ทั้งหลายมีความหมายว่าได้เป็นอยู่ใน ความเที่ยงแท้ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย ในวันนี้ และจะมีส่วนในการปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในอนาคต.
มธ. 5:21 ก อซด.20:13; พบญ.5:17
มธ. 5:21 ข พบญ.16:18; 2คนก. 19:5-6
มธ. 5:22 1 วลีที่ว่า “ท่านทั้งหลายย่อมได้ยิน” ในข้อ 21, 27, 33, 38, 43 เป็นกฎบัญญัติของยุคสมัยเก่า ส่วนวลีที่ว่า “เราบอกท่านทั้งหลาย” ในข้อ22, 28, 32, 34, 39, 44 เป็นกฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรซึ่งได้เสริมให้กฎบัญญัติของยุคสมัยเก่าครบบริบูรณ์ขึ้น.
มธ. 5:22 ก 1ยฮ.3:15; โยบ 5:2; บพส.37:8; สภษ.19:19; อฟ.4:26
มธ. 5:22 2ก กฎบัญญัติของยุคสมัยเก่าได้จัดการกับพฤติกรรมของการฆ่าคน (ข้อ 21) กฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรนั้นได้จัดการกับอารมณ์โกรธซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของการฆ่าคน. ดังนั้นข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรจึงลึกกว่าข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยเก่า.ดังนั้นจึงต้องการชีวิตที่สูงส่งกว่าแห่งสิ่งทรงสร้างใหม่มาตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักร.
มธ. 5:22 3 ศัพท์คำว่า "พี่น้อง" เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าถ้อยคำของกษัตริย์ ณ ที่นี่ได้ตรัสกับผู้เชื่อ.
มธ. 5:22 ข มธ.5:21
มธ. 5:22 4ข ในข้อนี้มีการพิพากษาอยู่สามแบบ. แบบแรกเป็นการพิพากษาที่ทางเข้าประตูเมืองซึ่งเป็นการพิพากษาของเขตเมือง. แบบที่สองเป็นการพิพากษาของสภาแซนเฮดรินซึ่งเป็นการพิพากษาที่สูงกว่า. แบบที่สามเป็นการพิพากษาโดยพระเจ้าผ่านไฟแห่งเกเฮนนะ ซึ่งเป็นการพิพากษาที่สูงที่สุด. ในที่นี้องค์กษัตริย์ใหม่ได้เอ่ยถึงการพิพากษาสามแบบโดยใช้คำอุปมาจากภูมิหลังชาวยูดาย เพราะว่าผู้ฟังของพระองค์เป็นชาวยูดายทั้งหมด. แต่สำหรับพลไพร่ของอาณาจักรแล้ว (ผู้เชื่อแห่งพันธสัญญาใหม่) การพิพากษาเหล่านี้ล้วนชี้ถึงการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าต่อหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ ดังที่เปิดเผยไว้ใน 2กธ.5:10; รม.14:10, 12; 1กธ.4:4-5; 3:13-15; มธ.16:27; วว.22:12; และ ฮร.10:27, 30. กรณีนี้ได้เปิดเผยให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ผู้เชื่อแห่งพันธสัญญาใหม่จะได้รับการอภัยที่นิรันดร์จากพระเจ้าแล้ว แต่ถ้าเขาทั้งหลายได้ฝ่าฝืนละเมิดต่อกฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรที่ได้ประกาศไปนั้น เขาก็ยังต้องรับการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่ใช่การพิพากษาที่จะให้เขาต้องพินาศ แต่จะให้เขาได้รับการเฆี่ยนตีสั่งสอน. อย่างไรก็ตาม เมื่อเราฝ่าฝืนละเมิดต่อกฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักร ถ้าเราได้สารภาพบาปและกลับใจ เราก็จะได้รับการอภัยและได้รับการชำระจากพระโลหิตของพระเยซู (1ยฮ.1:7-9).
มธ. 5:22 5 แปลตามตรงคือ พูด.
มธ. 5:22 6 รากา หมายถึง คนโง่เขลา เป็นเศษขยะที่ไม่มีประโยชน์. เป็นวิธีการพูดที่ดูหมิ่นดูแคลน.
มธ. 5:22 ค มธ.10:17; 26:59; มก.15:1; กจ.4:15; 5:21, 41
มธ. 5:22 7ค สภาแซนเฮดรินประกอบไปด้วยพวกหัวหน้าปุโรหิต, พวกผู้อาวุโส, พวกนักกฎหมายและพวกธรรมาจารย์. เป็นศาลที่สูงสุดของชาวยูดาย (ลก.22:66; กจ.4:5-6, 15; 5:27, 34, 41).
มธ. 5:22 8 โมเร หมายถึงคนที่โฉดเขลา เป็นวิธีการพูดในการปรับโทษของภาษาเฮ็บราย ชี้ถึงผู้ที่เป็นกบฏ (อฤธ.20:10). คำด่านี้ร้ายแรงกว่าวิธีการพูดที่ดูหมิ่นดูแคลนว่า “รากา”.
มธ. 5:22 ง มธ. 5:29-30; 10:28; 18:9; ลก.12:5
มธ. 5:22 9ง ในภาษากรีกคำว่า "Gehenna" (เกเฮนนะ) เท่ากับภาษาเฮ็บรายคำว่า “GeHinnom” (เกฮินนอม) หุบเขาแห่งฮินนอม ซึ่งยังเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โธเฟธ” (2พกษ.23:10; ยซย.30:33; ยรม.19:13) เป็นหุบเขาที่อยู่ใกล้กับกรุงเยรูซาเล็ม เป็นหลุมเทขยะของเมืองนี้ สิ่งที่มีมลทินทุกชนิดและซากศพทั้งหลายที่กระทำความผิดบาปล้วนโยนลงไปเผาผลาญในหลุมนี้. เนื่องจากไฟ ณ สถานที่นั้นไม่เคยดับจึงได้เป็นแบบเล็งถึงสถานที่ที่ลงโทษชั่วนิรันดร์ ซึ่งก็คือบึงไฟ (วว.20:15) คำนี้ได้ใช้ในข้อ 29-30; 10:28; 18:9; 23:15, 33; มก.9:43; 45, 47; ลก.12:5; ยก.3:6 อีกด้วย.
มธ. 5:23 ก มธ.8:4; 23:18-19
มธ. 5:23 1ก เครื่องบูชา (เช่นเครื่องบูชาการไถ่) นั้นใช้สำหรับขจัดบาป ในขณะที่เครื่องบรรณาการใช้สำหรับสามัคคีธรรมกับพระเจ้า.
มธ. 5:23 ข อซด.27:1; ลวต. 1:9, 12
มธ. 5:23 2ข แท่นบูชาเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ (อซด.27:1-8) ที่วางไว้ตรงบริเวณภายนอกของพระวิหาร (1พกษ.8:64). เครื่องบูชาและเครื่องบรรณาการทุกชนิดล้วนถวายบนแท่นนี้ (ลวต.1:9, 12, 17). ในการประกาศกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรนั้นกษัตริย์ก็ได้เอ่ยถึงเครื่องบรรณาการและเครื่องบูชาของยุคสมัยเก่า เพราะว่าในช่วงเวลาที่พระองค์ทำการปฏิบัติอยู่บนแผ่นดินโลกนั้น เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งกฎบัญญัติแห่งพิธีการต่างๆ ในยุคสมัยเก่านั้นยังไม่ได้สิ้นสุด.
(ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สิ้นพระชนม์แล้วเป็นขึ้นนั้น เรื่องทุกเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพการณ์ในขณะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนได้ยึดเอากฎบัญญัติเก่ามาปฏิบัติต่อสาวกเหมือนดังชาวยูดาย แต่เรื่องที่เกี่ยวกับวิญญาณและชีวิตแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าก็พิจารณาเขาเหมือนกับผู้เชื่อซึ่งก่อรูปเป็นคริสตจักรตามแผนการบริหารของพันธสัญญาใหม่).
มธ. 5:23 ค มธ.18:15, 21
มธ. 5:23 3 เหตุขัดเคือง ณ ที่นี้สาเหตุจะต้องมาจากอารมณ์โกรธและการดุด่าในข้อ 22 เป็นแน่.
มธ. 5:24 1 เราจะต้องไปคืนดีกันกับพี่น้องของเราเสียก่อน เช่นนี้เราก็จะไม่ระลึกถึงการล่วงละเมิดของเราอีก มโนธรรมของเราก็จะไม่มีความบกพร่อง. จากนั้นเราจึงมีมโนธรรมที่บริสุทธิ์หมดจด แล้วมาถวายเครื่องบรรณาการแด่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีการสามัคคีธรรมกับพระองค์. กษัตริย์แห่งอาณาจักรจะไม่ยอมให้พี่น้องที่ไม่คืนดีกันมีส่วนในความเที่ยงแท้ของอาณาจักรอย่างเด็ดขาด และก็ไม่ยอมให้เขาทั้งหลายเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรที่จะมาปรากฏด้วย.
มธ. 5:24 ก อฟ.4:32; กซ.3:13
มธ. 5:24 2ก หรือ ประนีประนอมกัน.
มธ. 5:25 1 “ตกลงยอมความ... โดยเร็ว” ด้วยเกรงว่าท่านหรือคู่ความของท่านตายจากไป หรือว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเสียก่อน ถึงเวลานั้นท่านก็ไม่มีโอกาสที่จะคืนดีกับคู่ความของท่านอีก.
มธ. 5:25 ก ลก.12:58
มธ. 5:25 2ก ความหมายตามภาษากรีก เป็นคู่ความทางกฎหมาย คือโจทก์
มธ. 5:25 3 ที่กลางทาง เล็งถึงในขณะที่เรายังมีชีวิตเป็นอยู่ในชั่วชีวิตนี้.
มธ. 5:25 4 เรื่องนี้จะเกิดขึ้นต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ (2กธ.5:10; รม.14:10). ในขณะที่พระองค์เสด็จกลับมา ผู้พิพากษาก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เจ้าหน้าที่ก็คือทูตสวรรค์ เรือนจำเป็นสถานที่ใช้สำหรับลงโทษ.
มธ. 5:26 1 ออกมาจากที่นั่น (เรือนจำ) ชี้ถึงการได้รับอภัยในโลกหน้าคืออาณาจักรพันปี.
มธ. 5:26 ก ลก.12:59; มธ.18:34
มธ. 5:26 2 โคแดรนท์ ซึ่งมีค่าเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของอัสซาริอัน หนึ่งอัสซาริอันมีค่าเท่ากับประมาณหนึ่งเซนต์ของเหรียญดอลลาร์. ความหมาย ณ ที่นี่หมายความว่า แม้แต่เรื่องราวที่เล็กน้อยที่สุดเราทั้งหลายก็ต้องทำการชำระสะสางให้เรียบร้อย. นี่ก็ได้แสดงให้เห็นว่ากฎบัญญัติใหม่นั้นช่างเข้มงวดจริงๆ.
มธ. 5:27 ก อซด. 20:14; พบญ.5:18
มธ. 5:28 ก โยบ 31:1
มธ. 5:28 ข 1กธ.6:9; ฆต. 5:19-21; อฟ.5:3-5
มธ. 5:28 ค มธ.15:19
มธ. 5:28 1ค กฎบัญญัติแห่งยุคสมัยเก่าใช้สำหรับจัดการกับการประพฤติทางภายนอกแห่งการคบชู้ส่วนกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรใช้สำหรับจัดการกับเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั่นเอง.
มธ. 5:29 ก มธ.18:9; มก.9:47
มธ. 5:29 1 ในข้อนี้กับข้อ 30 ได้เน้นหนักถึงกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักร ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าความบาปนั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย เราทั้งหลายจะต้องจ่ายราคาโดยไม่คิดเสียดาย เพื่อจัดการกับเจตนารมณ์แห่งการทำบาป. แต่ทว่าไม่ควรประพฤติตามตัวอักษร แต่จำต้องปฏิบัติตามความหมายฝ่ายวิญญาณ ตามที่ได้เปิดเผยใน รม.8:13 และ กซ.3:5.
มธ. 5:29 ข มธ.5:22
มธ. 5:29 2ข ดูข้อ 22 คำอธิบาย 9. ข้อหลังก็เช่นเดียวกัน.
มธ. 5:30 ก มธ.18:8; มก.9:43
มธ. 5:30 1 ดูข้อ 29 คำอธิบาย 1.
มธ. 5:30 ข มธ.5:22
มธ. 5:31 ก พบญ. 24:1, 3; มธ.19:3-9
มธ. 5:31 1 หย่า ความหมายเดิมคือ ปลดปล่อย. ข้อหลังก็เช่นเดียวกัน.
มธ. 5:32 1 กฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรที่กษัตริย์ประกาศในข้อ 21-30 ก็เหนือกว่ากฎบัญญัติแห่งยุคสมัยเก่า ส่วนกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรที่กษัตริย์ประกาศในข้อ 31-48 นั้น ได้แก้ไขกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยเก่า. เนื่องจากประชาชนนั้นใจแข็งกระด้าง กฎบัญญัติแห่งยุคสมัยเก่านั้นก็ได้บัญญัติถึงวิธีการหย่าภรรยาไว้ แต่ทว่านี่ไม่ใช่เป็นไปตามแผนการดั้งเดิมของพระเจ้า(19:7-8). คำสั่งใหม่ของกษัตริย์ได้นำเรื่องของคู่ครองฟื้นฟูไปสู่แผนการดั้งเดิมของพระเจ้า (19:4-6).
มธ. 5:32 ก มธ.19:9; มก. 10:11-12; ลก.16:18; รม.7:3
มธ. 5:32 2 ความสัมพันธ์ของคู่ครองนั้นมีเพียงเพราะเหตุความตาย (รม.7:3) หรือการมีชู้จึงจะถูกยกเลิก. ดั้งนั้นถ้าหากหย่าเพราะเหตุอื่นๆ ก็เป็นการคบชู้ทั้งสิ้น.
มธ. 5:33 ก ลวต.19:12; อฤธ.30:2
มธ. 5:33 1ก หรือ ท่านจะไม่กล่าวคำสาบานเท็จ.
มธ. 5:33 ข พบญ.23:21; ผปก.5:4-5
มธ. 5:33 2ข แปลตามตรงคือ ชดใช้. ในคำสาบานจะต้องมีคำปฏิญาณซึ่งต้องชดใช้ ฉะนั้นการชดใช้ตามคำปฏิญาณคือการทำตามคำสาบานนั่นเอง.
มธ. 5:34 ก ยก.5:12
มธ. 5:34 ข มธ.23:22; ยซย.66:1; กจ.7:49
มธ. 5:34 1ข กฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรได้ห้ามไม่ให้พลไพร่แห่งอาณาจักรใช้วิธีใดๆ กล่าวคำสาบานไม่ว่าจะอ้างถึงสวรรค์ก็ดี, จะอ้างถึงแผ่นดินก็ดี, จะอ้างถึงกรุงเยรูซาเล็มหรือจะอ้างถึงศีรษะของเขาเองก็ดี เพราะว่าทั้งฟ้าสวรรค์, แผ่นดิน, กรุงเยรูซาเล็มและศีรษะของเขา ล้วนไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า.
มธ. 5:35 ก ยซย.66:1
มธ. 5:35 ข บพส.48:2
มธ. 5:37 ก ยก.5:12; 2กธ. 1:18-20
มธ. 5:37 1ก ถ้อยคำของพลไพร่แห่งอาณาจักรจะต้องเรียบง่ายและสัตย์จริง: “ใช่ก็ว่าใช่, ไม่ก็ว่าไม่” อย่าได้ใช้คำพูดมากมายมาพูดเพื่อให้ผู้อื่นจำนนแต่จะต้องเป็นผู้พูดน้อยและมีความสัตย์จริง.
มธ. 5:37 ข มธ.6:13; 13:19; ยฮ.17:15; 1ยฮ.2:13; 5:18-19
มธ. 5:37 2ข แปลตามตรงคือ ออกจาก.
มธ. 5:37 3 หรือ ความชั่วร้าย.
มธ. 5:38 ก อซด.21:24; ลวต.24:20; พบญ.19:21
มธ. 5:39 ก รม. 12:14, 17; สภษ.20:22
มธ. 5:39 ข ลก.6:29; ยซย.50:6; พรท.3:30; มธ.26:67
มธ. 5:39 1 หันแก้มอีกข้างหนึ่งให้กับผู้ที่ตบท่านแม้แต่เสื้อคลุมก็ให้แก่ผู้ที่ทำการฟ้องท่าน (ข้อ 40) กระทั่งให้เดินไปถึงสองกิโลเมตรร่วมกับผู้ที่บีบบังคับท่าน (ข้อ 41) แสดงว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรนั้นมีฤทธิ์เดชในการทนทุกข์แทนที่ในการต่อสู้ทั้งไม่ดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวในเนื้อหนังหรือจิตเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ได้ดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวในวิญญาณเพื่ออาณาจักร.
มธ. 5:40 ก 1กธ.6:7
มธ. 5:40 1 เสื้อในที่แนบตัวเหมือนเสื้อเชิ้ต. คำนี้ใช้เหมือนกันทั้งเล่ม.
มธ. 5:41 1 กิโลเมตรของโรมันสมัยโบราณมีความยาวหนึ่งพันก้าว.
มธ. 5:42 ก ลก.6:30; พบญ. 15:7-10
มธ. 5:42 1ก ให้และไม่เมินหน้าไปจากผู้ที่ขอยืมแสดงว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรไม่สนใจสิ่งของฝ่ายวัตถุและก็ไม่ได้ถูกมันครอบงำอีกด้วย.
มธ. 5:42 ข ลก.6:35; บพส. 37:26; 112:5
มธ. 5:43 ก ลวต.19:18
มธ. 5:43 ข บพส. 41:10-11
มธ. 5:44 ก ลก. 6:27, 35; รม.12:20; สภษ. 25:21-22
มธ. 5:44 ข ลก.23:34; กจ.7:60
มธ. 5:44 ค รม.12:14; 1กธ.4:12
มธ. 5:45 ก ลก.6:35; อฟ.5:1; ฟป.2:15
มธ. 5:45 1ก ข้อความที่ว่า “เป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย” ซึ่งนี่ก็ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า พลไพร่แห่งอาณาจักร (ผู้ฟังของกษัตริย์ใหม่ขณะที่ทำการประกาศอยู่บนภูเขา) นั่นก็คือผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่แห่งพันธสัญญาใหม่.
มธ. 5:45 ข โยบ 25:3
มธ. 5:45 ค กจ.14:17
มธ. 5:45 2ค วลีที่ว่า “ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม” นั้นอยู่ในยุคของพระคุณ แต่ในยุคอาณาจักรที่จะมาถึงนั้น ฝนจะไม่ตกให้แก่คนอธรรมเด็ดขาด (ซคย.14:17-18).
มธ. 5:46 ก ลก.6:32-33
มธ. 5:46 1 พลไพร่แห่งอาณาจักรอยู่ในความเที่ยงแท้ของอาณาจักร ผู้ซึ่งถือปฏิบัติตามกฎบัญญัติใหม่ของอาณาจักรจะได้รับบำเหน็จในเวลาที่อยู่ในการปรากฏของอาณาจักร. บำเหน็จต่างกับความรอด. บุคคลผู้หนึ่งอาจได้รับความรอดแล้วแต่กลับไม่ได้บำเหน็จ (ดู ฮร.10:35 คำอธิบาย 1).
มธ. 5:46 2 คนเก็บภาษีเป็นผู้ที่ทำการเก็บภาษีแทนรัฐบาลโรมัน. เขาทั้งหลายเกือบทุกคนใช้อำนาจและหน้าที่เกินเลยไป ได้แอบอ้างชื่อผู้อื่นมาทำการฉ้อโกง (ลก.3:12-13; 19:2, 8). การเสียภาษีให้แก่รัฐบาลโรมันนั้นกลายเป็นความขมขื่นอย่างยิ่งของชาวยูดาย. ประชาชนก็หมิ่นประมาทผู้ทำการเก็บภาษีเหล่านั้น ถือว่าเขาทั้งหลายไม่มีค่าควรแก่การเคารพนับถือเลยแม้แต่น้อยนิด (ลก.18:9-10). ดังนั้นจึงได้นำพวกเขามาวางอยู่ด้วยกันกับคนบาป (9:10-11).
มธ. 5:47 ก มธ.6:7, 32
มธ. 5:48 ก มธ.19:21; ฟป. 3:12, 15; กซ.1:28; 4:12
มธ. 5:48 1ก พลไพร่แห่งอาณาจักรจะต้องเป็นผู้ที่ครบสมบูรณ์เหมือนพระบิดาฝ่ายสวรรค์ของเขาเป็นผู้ที่ครบสมบูรณ์นั้น ได้ชี้ถึงความครบสมบูรณ์ที่อยู่ในความรักของพระองค์. เขาทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า มีชีวิตและพระนิสัยที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดา. ดังนั้นจึงสามารถที่จะมีความครบสมบูรณ์เหมือนพระบิดา. ข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรนั้นสูงกว่าข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติแห่งยุคเก่ามาก. ข้อเรียกร้องที่สูงกว่านี้มีเพียงอาศัยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาจึงสามารถบรรลุถึงได้ และมิใช่ตามชีวิตแห่งธรรมชาติของตัวเอง. อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นข้อเรียกร้องที่สูงที่สุด และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาก็เป็นการหล่อเลี้ยงที่สูงสุดซึ่งสามารถบรรลุถึงข้อเรียกร้องนี้. กิตติคุณนั้นเริ่มต้นในกิตติคุณมัดธายก็ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องที่สูงสุดของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. สุดท้ายในกิตติคุณโยฮันก็ได้ให้การหล่อเลี้ยงที่สูงสุดของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาฝ่ายสวรรค์ของเราทั้งหลาย เพื่อให้เราทั้งหลายสามารถดำเนินชีวิตที่สูงสุดของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติใหม่แห่งอาณาจักรที่กล่าวไว้ในบทที่ 5-7 นั้นก็คือการสำแดงของชีวิตใหม่ (ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์) ที่อยู่ภายในพลไพร่แห่งอาณาจักรที่บังเกิดใหม่. ข้อเรียกร้องนี้ได้เปิดเผยถึงตัวตนที่อยู่ภายในของพลไพร่ที่บังเกิดใหม่ โดยแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเขาสามารถที่จะบรรลุถึงระดับที่สูงส่งและสามารถดำเนินชีวิตที่สูงส่งเช่นนั้นได้.
มธ. 5:48 ข ลก.6:36
สารบัญ