มัดธาย บทที่ 3
II. การได้รับการชโลมของกษัตริย์
3:1—4:11
3:1—4:11
1. ถูกแนะนำ
3:1-12
3:1-12
มธ.
3:1 คราวนั้น1กโยฮันผู้ให้บัพติศมาก็ออกมาประกาศใน2ขป่ากันดารแห่งมณฑลยูดายว่า
มธ.
3:2 “1กจงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่า2ขอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมา3ใกล้แล้ว.”
มธ.
3:3 โยฮันผู้นี้แหละที่ยะซายาผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึงว่า “กเสียงผู้ร้องใน1ป่ากันดารว่าจง2ขเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า จง2กระทำมรคาทั้งหลายของพระองค์ให้ตรงไป.”
มธ.
3:4 เสื้อผ้าของโยฮันผู้นี้ทำด้วยกขนอูฐ และท่านใช้ขหนังสัตว์คาดเอว อาหารของท่านคือ1คตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า.
มธ.
3:5 ขณะนั้น[ผู้คนจาก]กกรุงเยรูซาเล็ม, ทั่วทั้งมณฑลยูดาย, และทั่วแถบขแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหาโยฮัน
มธ.
3:6 พวกเขากสารภาพความ1บาปของตนและรับ2ขบัพติศมาจากโยฮันที่3คแม่น้ำจอร์แดน
มธ.
3:7 ครั้นโยฮันเห็น1กพวกฟาริซายและ2ขพวกซาดูกายพากันมาเป็นอันมากเพื่อจะรับคบัพติศมาจากท่าน ท่านจึงกล่าวแก่พวกเขาว่า “เจ้าชาติงงูพิษ ใครได้ชี้แนะพวกเจ้าให้หนีจากจพระพิโรธซึ่งจะมาในเบื้องหน้านั้น?
มธ.
3:8 จงเกิดผลกให้สมกับการกลับใจเสียใหม่ของเจ้าทั้งหลาย.
มธ.
3:9 อย่านึกใน[ใจ]ของตนว่าพวกเรามีกอับราฮามเป็นบรรพบุรุษ. เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า พระเจ้าสามารถกระทำให้อับราฮามมี1ขบุตรหลาน2ขึ้นมาจากคก้อนหินเหล่านี้ได้.
มธ.
3:10 บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว ฉะนั้นทุกกต้นที่ไม่เกิด1ผลดีจะต้องโค่นเสียและทิ้งลงในขไฟ.
มธ.
3:11 เราให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาในกน้ำ เพื่อให้เจ้าทั้งหลายขกลับใจเสียใหม่ แต่คพระองค์ที่จะมาภายหลังเรา มีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่กว่าเราอีก ซึ่งเราจะถืองฉลองพระบาทของพระองค์ก็ไม่คู่ควร. พระองค์จะให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาในจพระวิญญาณบริสุทธิ์และใน1ฉไฟ.
มธ.
3:12 พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วสำหรับกฝัดข้าว. และจะทรงฝัดลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว พระองค์จะขเก็บ1ข้าวสาลีของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง แต่1แกลบนั้นพระองค์จะทรงเผาด้วยคไฟที่ไม่รู้ดับ.”
2. ถูกชโลม
3:13-17
3:13-17
มธ.
3:13 ขณะนั้นพระเยซูเสด็จจากกมณฑลฆาลิลายมาหาโยฮันที่แม่น้ำจอร์แดน เพื่อจะรับ1ขบัพติศมาจากท่าน.
มธ.
3:14 แต่โยฮันพยายามทูลห้ามพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าต้องการรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพเจ้า?”
มธ.
3:15 แต่พระเยซูตรัสตอบโยฮันว่า “บัดนี้ท่านจงยอมเถิด เพราะว่าควรที่พวกเราจะกระทำให้1ความชอบธรรมกสำเร็จทั้งสิ้น.” แล้วโยฮันก็ยอมทำตามพระองค์.
มธ.
3:16 ครั้นพระองค์ทรง1รับบัพติศมาแล้วจึงรีบเสด็จขึ้นจากน้ำ ดูเถิด2สวรรค์ทั้งหลายก็กเปิดต่อพระองค์ และพระองค์ได้ทรงเห็น3พระวิญญาณของพระเจ้าดุจ4ขนกพิราบเสด็จลงมา5คบนพระองค์.
มธ.
3:17 และดูเถิด มีพระกสุรเสียงตรัสจากสวรรค์ทั้งหลายว่า “1ผู้นี้เป็นขบุตรที่รักของเรา เราคชอบใจท่านมาก.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 3
มธ.
3:1 ก มก.1:4; ลก.3:2-3; ยฮ.1:6-7, 28; 10:40
มธ.
3:1 1ก การมาถึงของโยฮันผู้ให้บัพติศมาก็ได้สิ้นสุดยุคสมัยของกฏบัญญัติ (11:13; ลก.16:16). ต่อจากการบัพติศมาของโยฮัน กิตติคุณแห่งสันติสุขก็เริ่มต้นประกาศ (กจ.10:36-37). การประกาศของโยฮันเป็นการเริ่มต้นแห่งกิตติคุณ (มก.1:1-5) ดังนั้นยุคสมัยแห่งพระคุณได้เริ่มต้นที่โยฮัน.
มธ.
3:1 ข วนฉ.1:16
มธ.
3:1 2ข การประกาศของโยฮันผู้ให้บัพติศมาเป็นการเริ่มต้นแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. เขาไม่ได้ประกาศอยู่ในพระวิหารแห่งเมืองบริสุทธิ์ เพราะที่นั่นเป็นสถานที่ซึ่งนมัสการพระเจ้าตามกฎเกณฑ์แห่งพระคัมภีร์ของเหล่านักศาสนาและชนชั้นแห่งวัฒนธรรม แต่เขาอยู่ในป่า ใช้วิธีการประกาศแบบ “ป่า” ไม่ถือตามกฎเกณฑ์ที่เก่าแก่ทั้งสิ้น. กรณีนี้ได้แสดงให้เห็นว่าทางเก่าในการนมัสการพระเจ้าแห่งพันธสัญญาเดิมได้ถูกละทิ้งแล้ว และทางสายใหม่ก็ได้ถูกนำเข้ามา. คำว่า “ในป่ากันดาร” คำนี้ได้บ่งชี้ถึงทางสายใหม่แห่งแผนการบริหารในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั่นเองซึ่งได้ตรงกันข้ามกับศาสนาและวัฒนธรรมและได้บ่งชี้ต่อไปว่าสิ่งของที่เก่าแก่จะไม่ให้หลงเหลืออยู่อีกเลยและบางสิ่งที่ใหม่กำลังจะถูกก่อตั้งขึ้นมา.
มธ.
3:2 ก มธ.4:17; มก.1:15; ลก.3:3; 15:10; 24:47; กจ.2:38; 20:21; 26:20
มธ.
3:2 1ก กลับใจเสียใหม่ คือมีการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ทำให้เกิดความเสียใจและได้หันเปลี่ยนเป้าหมาย.
มธ.
3:2 ข มธ.4:17; 10:7; เทียบ มก.1:15; มธ. 5:3, 10, 20; 7:21; 11:11; 13:24; 25:1; ดนอ.2:44; 4:26
มธ.
3:2 2ข การกลับใจเสียใหม่ที่โยฮันผู้ให้บัพติศมาประกาศนั้นได้เปิดเผยให้ทราบถึงแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า เพื่อการหันเปลี่ยนสำหรับอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. กรณีนี้ได้ชี้แจงให้เห็นว่าแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ได้ยึดเอาอาณาจักรของพระองค์เป็นศูนย์กลาง. เพราะเหตุนี้พวกเราจึงควรกลับใจเสียใหม่ เปลี่ยนความคิดของเราเสียใหม่และหันเปลี่ยนการแสวงหาแห่งชีวิตมนุษย์ของเรา. เป้าหมายของการแสวงหาของเรานั้นเป็นสิ่งของเรื่องราวอื่นๆ เสมอ บัดนี้เราจำต้องหันสู่พระเจ้าและอาณาจักรของพระเจ้า; ในกิตติคุณมัดธายเรียกอาณาจักรนี้อย่างพิเศษและอย่างเฉพาะเจาะจงว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย(เทียบ มก.1:15). พิจารณาตามข้อพระคัมภีร์ในกิตติคุณมัดธายตลอดทั้งเล่มก็จะเห็นได้ว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายกับอาณาจักรของพระมาซีฮานั้นไม่เหมือนกัน. อาณาจักรของพระมาซีฮาก็คืออาณาจักรที่จะถูกฟื้นฟูขึ้นของดาวิด (พลับพลาที่ดาวิดจะก่อสร้างขึ้นใหม่ กจ.15:16) ซึ่งประกอบขึ้นโดยชาวอิสราเอลที่มีคุณสมบัติเป็นของฝ่ายแผ่นดินโลกและฝ่ายวัตถุ; ส่วนอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้นประกอบขึ้นโดยผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ เป็นของฝ่ายสวรรค์และฝ่ายวิญญาณ (ดู 5:3 คำอธิบาย 4 ).
มธ.
3:2 3 ก่อนที่โยฮันผู้ให้บัพติศมาจะมานั้น ก็ชี้แจงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายยังมาไม่ถึง แม้กระทั่งขณะที่โยฮันออกมาประกาศพระคำ อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ยังมาไม่ถึงเพียงแต่มาใกล้แล้ว. จนถึงเวลาที่พระองค์เริ่มต้นการปฏิบัติ แม้กระทั่งได้ใช้สาวกของพระองค์ออกไปประกาศพระคำ เวลานั้นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ยังคงมาไม่ถึง (4:17; 10:7). ดังนั้นคำอุปมาข้อแรกในบทที่ 13 (13:3-9) คือในคำอุปมาของเมล็ดพืช (ชี้แจงถึงการประกาศพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า) องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน...” จนถึงคำอุปมาข้อที่สอง (13:24) คือคำอุปมาของข้าวละมาน (ได้ชี้แจงถึงการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นในวันเพ็นเทคอส) องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ตรัสเช่นนี้. ใน 16:18-19 ได้นำศัพท์คำว่า “คริสตจักร” กับคำว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย” มาสับเปลี่ยนกันเพื่อแสดงว่าในขณะที่คริสตจักรถูกก่อตั้งขึ้นมานั้นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็มาถึงแล้ว.
มธ.
3:3 ก ยซย.40:3; มก.1:3; ลก.3:4; ยฮ.1:23
มธ.
3:3 1 โยฮันผู้ให้บัพติศมาได้เริ่มต้นการปฏิบัติของเขาในป่ากันดารตามคำพยากรณ์. กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่โยฮันนำแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าเข้ามานั้นไม่ใช่เป็นการบังเอิญ แต่พระเจ้าทรงวางโครงการไว้ และได้อาศัยคำพยากรณ์จากยะซายาผู้เผยพระวจนะ กรณีนี้ได้ชี้เป็นนัยว่าพระเจ้าทรงตั้งพระทัยเริ่มต้นแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ด้วยแนวทางที่ใหม่อย่างสิ้นเชิง.
มธ.
3:3 ข มลค.3:1; มก.1:2; ลก.1:76
มธ.
3:3 2ข "ทาง" ซึ่งเปรียบเสมือนถนนใหญ่และ "มรคาทั้งหลาย" ซึ่งเปรียบเสมือนซอยเล็กนั้น บรรยายถึงใจและทุกส่วนในใจของมนุษย์. การกลับใจคืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยทั้งตัวและทั้งใจของเราและยอมให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จเข้ามานั้นคือการเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ส่วนการยอมให้องค์พระผู้เป็นเจ้ามุ่งคืบหน้าไปยึดครองทุกส่วนในใจของเรา ซึ่งรวมทั้งความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจนั้น คือการกระทำมรคาทั้งหลายของพระองค์ให้ตรงไป. ดังนั้นการเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าและกระทำมรคาทั้งหลายของพระองค์ให้ตรงไปก็คือการเปลี่ยนความคิดของเรา คือการหันความคิดของเราสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าและทำให้ใจของเราถูกต้อง เพื่อให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ทุกส่วนและทุกเส้นทางในใจของเรานั้นตรงไปเพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (ลก.1:16-17) โดยการกลับใจเสียใหม่.
มธ.
3:4 ก มก.1:6; ลวต.11:4; พบญ.14:7; เทียบ ซคย.13:4
มธ.
3:4 ข 2พกษ.1:8
มธ.
3:4 ค ลวต.11:22
มธ.
3:4 1ค โยฮันเกิดมาเขาก็เป็นปุโรหิตแล้ว (ลก.1:5, 13). เขาก็ควรจะสวมเสื้อปุโรหิตตามกฎเกณฑ์ของพระบัญญัติ และที่สำคัญเสื้อนี้จะต้องทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด (อซด.28:4, 40-41; ลวต.6:10; ยอค.44:17-18). เขาควรจะต้องกินอาหารของปุโรหิตและที่สำคัญอาหารนี้จะต้องทำด้วยแป้งเนื้อละเอียดกับเนื้อสัตว์ที่พลไพร่นำมาถวายแด่พระเจ้า (ลวต.2:1-3; 6:16-18, 25-26; 7:31-34). แต่สิ่งที่โยฮันกระทำนั้นล้วนแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เสื้อผ้าของท่านทำด้วยขนอูฐและใช้หนังสัตว์คาดเอว อาหารของเขาคือตั๊กแตนกับน้ำผึ้งป่า สิ่งเหล่านี้ยังไร้อารยธรรม ไร้วัฒนธรรมและไม่ได้ตามกฎเกณฑ์แห่งศาสนาด้วย. การที่ปุโรหิตสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยขนอูฐนั่นเป็นการโจมตีที่รุนแรงเป็นพิเศษต่อความคิดแห่งศาสนา. เพราะถ้าว่าตามกฎเกณฑ์ในเลวีติโกตัวอูฐนั้นถือว่าเป็นสัตว์ที่ไม่สะอาด (ลวต.11:4) นอกจากนี้เขายังไม่ได้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งอารยธรรมแต่กลับอาศัยอยู่ในป่ากันดาร (ลก.3:2). ทั้งหมดนี้ล้วนชี้ให้เห็นว่าเขาได้ปฏิเสธการจัดแจงในพันธสัญญาเดิมของพระเจ้าอย่างหมดสิ้น. การจัดแจงเหล่านี้ได้ตกต่ำจนกลายเป็นศาสนาซึ่งมีวัฒนธรรมของมนุษยชาติปะปนอยู่ด้วย. ความตั้งใจของโยฮันนั้นต้องการที่จะนำเข้าไปสู่แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ซึ่งแผนการบริหารนี้ได้ก่อตั้งขึ้นโดยพระคริสต์และพระวิญญาณแห่งชีวิตเท่านั้น.
มธ.
3:5 ก มก.1:5
มธ.
3:5 ข ลก.3:3
มธ.
3:6 ก กจ.19:18
มธ.
3:6 1 ภาษากรีกเป็น พหูพจน์.
มธ.
3:6 ข มก.1:5; ลก.3:3; ยฮ.1:26
มธ.
3:6 2ข การให้บัพติศมาแก่ผู้คนก็คือนำผู้คนมาจุ่มลงในน้ำ, ฝังลงในน้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงความตาย. โยฮันผู้ให้บัพติศมาปฏิบัติเช่นนี้ก็ได้ชี้แจงให้เห็นว่าผู้ที่กลับใจเสียใหม่เหล่านั้นใช้อะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจากเหมาะกับการฝังเท่านั้น. กรณีนี้เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการสิ้นสุดของคนเก่าเช่นกัน เพื่อให้การเริ่มต้นใหม่สามารถแปรสภาพเป็นจริงในการเป็นขึ้น. การเริ่มต้นใหม่นี้นำเข้ามาโดยพระคริสต์ผู้ทรงประทานชีวิต. ดังนั้นต่อจากการปฏิบัติของโยฮันผู้ให้บัพติศมา พระคริสต์ก็ได้เสด็จมาแล้ว. การให้บัพติศมาของโยฮันไม่ได้สิ้นสุดเฉพาะผู้ที่กลับใจเสียใหม่เหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังได้นำพวกเขาเข้าสู่พระคริสต์เพื่อได้รับชีวิตอีกด้วย. การรับบัพติศมาที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์มีความหมายเป็นนัยถึงการตายและการเป็นขึ้น. การจุ่มลงในน้ำก็คือได้ตายและถูกฝัง พอขึ้นมาจากน้ำก็หมายถึงได้เป็นขึ้นจากตายแล้วนั่นเอง.
มธ.
3:6 ค ยฮซ.3:15-17; 4:9
มธ.
3:6 3ค น้ำในแม่น้ำจอร์แดนนั้นเคยมีก้อนหินสิบสองก้อนได้ถูกฝังอยู่ในน้ำนี้ ซึ่งได้เป็นตัวแทนของชาวอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า แล้วมีหินอีกสิบสองก้อนได้ถูกยกขึ้นมาซึ่งเป็นตัวแทนของชาวอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า (ยฮซ.4:1-18).ดังนั้นการนำผู้คนจุ่มลง (รับบัพติศมา) ในแม่น้ำจอร์แดนก็มีความหมายเป็นนัยถึงการฝังคนเก่าและการเป็นขึ้นของคนใหม่ของพวกเขานั่นเอง. เหมือนดังชาวอิสราเอลเมื่อได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนแล้วก็ได้ถูกนำเข้าสู่แผ่นดินงาม. ทำนองเดียวกันการรับบัพติศมาก็คือการนำมนุษย์เข้าสู่ภายในพระคริสต์ซึ่งเป็นแผ่นดินงามที่แท้จริง.
มธ.
3:7 ก มธ.16:1, 6, 12; 23:13, 15
มธ.
3:7 1ก พวกฟาริซายเป็นพวกที่อยู่ในคณะที่ถือเคร่งครัดอย่างยิ่งในท่ามกลางชาวยูดาย (กจ.26:5) พวกนี้จัดตั้งขึ้นมาก่อนคริสตศักราชสองร้อยปี. พวกเขาได้อวดอ้างการดำเนินชีวิตแห่งศาสนาที่เหนือล้ำของตัวเอง นับถือพระเจ้าด้วยความเกรงกลัวและตามความรู้แห่งพระคัมภีร์. แต่ความเป็นจริงนั้นพวกเขาได้ตกต่ำเข้าไปในการเสแสร้งหลอกลวงและเป็นคนหน้าซื่อใจคดไป (23:2-33).
มธ.
3:7 ข มธ.22:23; กจ.4:1; 5:17; 23:6-8
มธ.
3:7 2ข พวกซาดูกายเป็นพวกที่อยู่อีกคณะหนึ่งของศาสนายูดาย (กจ.5:17) พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้น และก็ไม่เชื่อว่ามีทูตสวรรค์หรือวิญญาณด้วย (22:23; กจ.23:8). ทั้งโยฮันผู้ให้บัพติศมาและพระเยซูล้วนติเตียนพวกฟาริซายและพวกซาดูกายว่าเป็นชาติงูพิษ (ข้อ 7; 12:34; 23:33). พระเยซูได้เตือนเหล่าสาวกให้ต่อต้านคำสอนของพวกเขา (16:6, 12). พวกฟาริซายนั้นถือได้ว่าคือพวกที่ยึดถือหลักข้อเชื่อเดิม ส่วนพวกซาดูกายก็คือพวกที่มีแนวคิดสมัยใหม่ในยุคนั้น.
มธ.
3:7 ค ลก.3:7; กจ.19:3-4
มธ.
3:7 ง มธ.12:34; 23:33; ลก.3:7
มธ.
3:7 จ รม.2:5; 5:9; 1ธซ.1:10
มธ.
3:8 ก ลก.3:8; กจ.26:20
มธ.
3:9 ก ยฮ. 8:33, 39; รม.9:7
มธ.
3:9 ข ฆต.3:7, 29; รม.4:16
มธ.
3:9 1ข แปลตามตรงคือ บุตรทั้งหลาย.
มธ.
3:9 2 เนื่องจากชาวยูดายไม่ยอมกลับใจเสียใหม่จึงทำให้ถ้อยคำในข้อนี้กับข้อที่ 10 ได้สำเร็จ. พระเจ้าทรงตัดพวกเขาออกไป แล้วได้ฟื้นฟูชาวต่างชาติที่เชื่อขึ้นมา ให้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งความเชื่อของอับราฮาม (รม.11:15ก, 9-20, 22; ฆต.3:7, 28-29). ถ้อยคำของโยฮันในข้อนี้ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่ท่านประกาศนั้นไม่ใช่ประกอบขึ้นมาจากบุตรหลานฝ่ายเนื้อหนังของอับราฮาม แต่ได้ก่อรูปขึ้นมาโดยบุตรหลานแห่งความเชื่อของอับราฮาม. ดังนั้นอาณาจักรนี้จึงเป็นอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ ไม่ใช่อาณาจักรฝ่ายโลกของพระมาซีฮา.
มธ.
3:9 ค เทียบ ลก.19:40
มธ.
3:10 ก มธ.7:19; ลก.13:6-9
มธ.
3:10 1 ความหมายเดิมเป็นคำเดียวกับคำว่าดีใน 7:17 และ 12:33.
มธ.
3:10 ข กจ.13:24; 19:4
มธ.
3:11 ก มก.1:8; ลก.3:16; ยฮ.1:26; กจ.1:5; ยฮ.3:5
มธ.
3:11 ข กจ.13:24; 19:4
มธ.
3:11 ค ยฮ.1:15, 30; กจ.13:25
มธ.
3:11 ง มก.1:7; ลก.3:16; ยฮ.1:27
มธ.
3:11 จ มก.1:8; ลก.3:16; ยฮ.1:33; กจ.1:5; 2:4; 10:44-45; 11:15-16; 1กธ.12:13
มธ.
3:11 ฉ มธ.3:10, 12; 25:41; วว.20:15
มธ.
3:11 1ฉ ตามข้อความในช่วงนี้ทั้งก่อนและหลังจะเห็นว่าไฟในที่นี้ไม่ใช่ไฟในกิจการ 2:3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณบริสุทธิ์. แต่ไฟในที่นี้เหมือนกับไฟในข้อ 10, 12 คือเป็นไฟในบึงไฟ (วว.20:15). ผู้ที่ไม่เชื่อจะต้องอยู่ในบึงไฟประสบกับความพินาศนิรันดร์. ถ้อยคำที่โยฮันพูดกับพวกฟาริซายและพวกซาดูกายในที่นี้หมายความว่า หากพวกเขาได้กลับใจเสียใหม่และเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะให้พวกเขารับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อให้พวกเขาได้รับชีวิตที่นิรันดร์. ไม่เช่นนั้นแล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะให้พวกเขารับบัพติศมาด้วยไฟ ซึ่งก็คือนำพวกเขาทิ้งลงในบึงไฟไปรับการลงโทษตราบชั่วนิรันดร์. บัพติศมาของโยฮันมีเพียงเพื่อการกลับใจเสียใหม่ เพื่อนำพาผู้คนไปสู่ความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนบัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการบัพติศมาที่ให้คนได้รับชีวิตนิรันดร์ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือไม่ก็ให้เขาได้รับความพินาศในไฟเป็นนิรันดร์. บัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้เริ่มต้นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย นำผู้ที่เชื่อในพระองค์เข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย; ส่วนบัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในไฟนั้นจะสิ้นสุดอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายและนำเอาผู้ที่ไม่เชื่อทิ้งลงในบึงไฟ. ดังนั้นบัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการช่วยไถ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เป็นการเริ่มต้นของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย; แต่บัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในไฟซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้านับเป็นการสิ้นสุดอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ฉะนั้นในข้อนี้จึงมีบัพติศมาอยู่สามประเภทคือ บัพติศมาในน้ำ, บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์, และด้วยไฟ. บัพติศมาในน้ำโดยโยฮันนั้นก็ได้นำผู้คนเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. บัพติศมาในพระวิญญาณโดยองค์พระเยซูเจ้านั้นได้เริ่มต้นและได้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในวันเพ็นเทคอสและสืบเนื่องต่อไปจนบรรลุถึงความสำเร็จเมื่อสิ้นสุดยุคสมัยนี้. ส่วนบัพติศมาในไฟโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าตามการพิพากษาที่หน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวนั้น จะสิ้นสุดอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (วว.20:11-15).
มธ.
3:12 ก ลก.3:17
มธ.
3:12 ข มธ.13:30; วว.14:15
มธ.
3:12 1 ผู้ที่มีข้าวสาลีเป็นแบบเล็งเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ภายใน. องค์พระผู้เป็นเจ้าจะให้พวกเขารับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์และจะรับพวกเขาไปเก็บไว้ในยุ้งฉางที่อยู่ในท้องฟ้า. ส่วนผู้ที่มีแกลบเป็นแบบเล็งก็เหมือนกับข้าวละมานใน 13:24-30 ที่ไม่มีชีวิตอยู่ภายในนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะให้พวกเขารับบัพติศมาในไฟ คือจะโยนพวกเขาทิ้งลงในบึงไฟ. แกลบในที่นี้ชี้ถึงชาวยูดายที่ไม่ยอมกลับใจเสียใหม่; ส่วนข้าวละมานในบทที่ 13 ชี้ถึงพวกที่เป็นคริสเตียนแต่เพียงในนาม. ชะตากรรมที่นิรันดร์ของคนทั้งสองพวกนี้เหมือนกันคือต้องพินาศอยู่ในบึงไฟ (13:40-42).
มธ.
3:12 2 ผู้ที่มีข้าวสาลีเป็นแบบเล็งเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ภายใน. องค์พระผู้เป็นเจ้าจะให้พวกเขารับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์และจะรับพวกเขาไปเก็บไว้ในยุ้งฉางที่อยู่ในท้องฟ้า. ส่วนผู้ที่มีแกลบเป็นแบบเล็งก็เหมือนกับข้าวละมานใน 13:24-30 ที่ไม่มีชีวิตอยู่ภายในนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะให้พวกเขารับบัพติศมาในไฟ คือจะโยนพวกเขาทิ้งลงในบึงไฟ. แกลบในที่นี้ชี้ถึงชาวยูดายที่ไม่ยอมกลับใจเสียใหม่; ส่วนข้าวละมานในบทที่ 13 ชี้ถึงพวกที่เป็นคริสเตียนแต่เพียงในนาม. ชะตากรรมที่นิรันดร์ของคนทั้งสองพวกนี้เหมือนกันคือต้องพินาศอยู่ในบึงไฟ (13:40-42).
มธ.
3:12 ค ยซย.66:24; มธ.13:49-50; วว.20:15
มธ.
3:13 ก มธ.2:22
มธ.
3:13 ข ข้อ 13-17: มก.1:9-11; ลก.3:21-22; ยฮ.1:31-34
มธ.
3:13 1ข ณ ที่นี่พระเยซูได้มารับบัพติศมาจากโยฮันในฐานะมนุษย์ตามวิธีการแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่มมีเพียงกิตติคุณโยฮันที่ไม่ได้บันทึกถึงเรื่องการรับบัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า นี่เป็นเพราะโยฮันเป็นพยานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้า.
มธ.
3:15 1 ความชอบธรรมคือความถูกต้องในการดำเนินชีวิต, การประพฤติ, และการกระทำสิ่งต่างๆ ในหนทางที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ในพันธสัญญาเดิม. การยึดถือปฏิบัติตามกฎบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานให้ ก็คือความชอบธรรม. บัดนี้พระเจ้าได้ใช้โยฮันผู้ให้บัพติศมามาก่อตั้งบัพติศมาขึ้น. การรับบัพติศมายังเป็นการสำเร็จความชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าอีกด้วย คือได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพระเจ้าแล้ว. พระเยซูไม่ได้มาหาโยฮันในฐานะพระเจ้า แต่ได้มาในฐานะมนุษย์ผู้เป็นแบบอย่าง, เป็นชาวอิสราเอลที่แท้จริง. ดังนั้นพระองค์จึงต้องรับบัพติศมาเพื่อยึดถือปฏิบัติตามการจัดแจงของพระเจ้าในยุคสมัยนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นพระองค์ก็จะไม่ถูกต้องต่อพระเจ้า.
มธ.
3:15 ก มธ.5:17-18
มธ.
3:16 1 การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับบัพติศมานั้น ไม่เพียงเพื่อสำเร็จความชอบธรรมทั้งสิ้นตามการกำหนดของพระเจ้าเท่านั้น แต่เพื่อให้พระองค์เองถูกวางไว้ในการตายและการเป็นขึ้นอีกด้วย เพื่อพระองค์จะไม่ดำเนินการปฏิบัติโดยใช้วิธีการตามธรรมชาติ แต่ใช้วิธีการแห่งการเป็นขึ้น. โดยการรับบัพติศมานี้พระองค์จึงสามารถดำเนินชีวิตและดำเนินการปฏิบัติที่อยู่ในการเป็นขึ้น แม้กระทั่งก่อนการตายและการเป็นขึ้นที่แท้จริงในสามปีครึ่งต่อมาเสียอีก.
มธ.
3:16 2 การรับบัพติศมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้สำเร็จความชอบธรรมของพระเจ้า วางพระองค์ไว้ในการตายและการเป็นขึ้นนี้ ทำให้พระองค์ได้รับของสามสิ่งคือ การเปิดออกของสวรรค์ทั้งหลาย, การเสด็จลงมาของพระวิญญาณของพระเจ้า, และการตรัสของพระบิดา. ในวันนี้เราทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน.
มธ.
3:16 ก ยนซ.28:17; ยอค.1:1; ยฮ.1:51; กจ.7:56; วว.4:1
มธ.
3:16 3 ก่อนที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสด็จลงมาบนพระเยซูนั้น พระองค์ก็ทรงบังเกิดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่แล้ว (ลก.1:35) ซึ่งพิสูจน์ว่า ในเวลาที่พระองค์ทรงรับบัพติศมา พระองค์ก็ทรงมีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ภายในพระองค์แล้ว. การที่พระวิญญาณทรงอยู่ภายในพระองค์นี้มีเพื่อการบังเกิดของพระองค์. บัดนี้การที่พระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จลงมาบนพระองค์ก็มีเพื่อการปฏิบัติของพระองค์. นี่คือการสำเร็จเป็นจริงของ ยซย.61:1; 42:1 และ บพส.45:7 เพื่อจะชโลมกษัตริย์องค์ใหม่และแนะนำพระองค์แก่พลไพร่ของพระองค์.
มธ.
3:16 ข ยฮ.1:32; เทียบ พพร.1:15; 2:14
มธ.
3:16 4ข นกพิราบเป็นนกที่อ่อนโยน ดวงตาของมันมองดูของสิ่งเดียวในเวลาเดียวเท่านั้น. ดังนั้นนกพิราบก็เล็งถึงความอ่อนโยนและความบริสุทธิ์หนึ่งเดียวในสายตาและในจุดประสงค์. เนื่องจากพระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จลงมาบนพระเยซูดุจดั่งนกพิราบ พระองค์จึงสามารถเพ่งดูพระประสงค์ของพระเจ้า อีกทั้งทำการปฏิบัติด้วยความอ่อนโยนและบริสุทธิ์หนึ่งเดียวได้.
มธ.
3:16 ค ยซย.11:2; 42:1; 61:1; ลก.4:18; เทียบ วนฉ.6:34; 1ซม.16:13; ยอค.11:5; กจ.1:8
มธ.
3:16 5ค แปลตามตรงคือ ข้างบน.
มธ.
3:17 ก มธ.17:5; 2ปต.1:17; ยฮ.12:28
มธ.
3:17 1 หรือ ผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้เป็นที่รัก. การเสด็จลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการได้รับการชโลมของพระคริสต์. การตรัสของพระบิดาก็ได้เป็นพยานว่าพระคริสต์ทรงเป็นบุตรที่รัก. ณ ที่นี่เป็นรูปภาพแห่งตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ภาพหนึ่ง: พระบุตรได้เสด็จขึ้นมาจากน้ำ, พระวิญญาณได้เสด็จลงมาบนพระบุตร, พระบิดาตรัสถึงพระบุตร. สิ่งนี้ได้ยืนยันว่าพระบิดา, พระบุตร,
และพระวิญญาณดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน เพื่อสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้า.
มธ.
3:17 ข มธ.17:5; มก.9:7; ลก.9:35
มธ.
3:17 ค ยซย.42:1; มธ.12:18