การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

มัดธาย บทที่ 28

V. ชัยชนะของกษัตริย์
28:1-20
1. ทรงคืนพระชนม์
ข้อ 1-15
มธ. 28:1 กเมื่อใกล้จะสิ้นวันซะบาโต1ตอนรุ่งสาง2ขวันต้นสัปดาห์ คมาเรียชาวมัฆดาลากับมาเรียอีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์.
มธ. 28:2 ดูเถิด1เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก เพราะมีทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้าองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์กลิ้งหินนั้นออกจากปากอุโมงค์ แล้วได้นั่งอยู่บนหินนั้น.
มธ. 28:3 ลักษณะแห่งการปรากฏของทูตนั้นเหมือนกฟ้าแลบ เสื้อก็ขขาวเหมือนหิมะ.
มธ. 28:4 และคนที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้นจนตัวสั่นและเป็นเหมือนคนตาย.
มธ. 28:5 ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่าเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน.
มธ. 28:6 1พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่กทรงเป็นขึ้นมาแล้ว ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้นั้น. พวกเจ้ามาดูที่ซึ่งพระองค์ได้ทรงนอนอยู่นั้น.
มธ. 28:7 แล้วจงรีบไปบอกเหล่าสาวกของพระองค์เถิดว่า ‘พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายแล้ว’ และดูเถิด พระองค์เสด็จไปยัง1กมณฑลฆาลิลายก่อนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระองค์ที่นั่น. ดูเถิด เราก็บอกท่านแล้ว.”
มธ. 28:8 หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว1ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก วิ่งไปรายงานพวกสาวกของพระองค์.
มธ. 28:9 ดูเถิด พระเยซูได้1เสด็จมาพบกับพวกเขาและตรัสว่า “2พวกเจ้าจงชื่นชมยินดีเถิด!” หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทกนมัสการพระองค์.
มธ. 28:10 พระเยซูจึงตรัสกับหญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย พวกเจ้าจงไปบอกพวก1กพี่น้องของเรา ให้พวกเขาไปยัง2ขฆาลิลาย แล้วจะได้พบกับเราที่นั่น.”
มธ. 28:11 เมื่อหญิงเหล่านั้นกำลังไป ดูเถิด มีกทหารยามบางคนเข้าไปในเมืองเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นให้พวกหัวหน้าปุโรหิตฟัง.
มธ. 28:12 พวกหัวหน้าปุโรหิตก็ประชุมปรึกษากันกับพวกผู้อาวุโส แล้วแจกเงินเป็นอันมากแก่พวกทหาร สั่งว่า
มธ. 28:13 “พวกเจ้าจงพูดว่า ‘พวกสาวกของเขามากลักเอาตัวเขาไปใน1เวลากลางคืนเมื่อพวกเรานอนหลับอยู่.’
มธ. 28:14 ถ้าความนี้ทราบถึงหูกผู้ว่าราชการ เราจะ1โน้มน้าวท่านเพื่อให้พวกเจ้าไม่ต้องกังวลใจ.”
มธ. 28:15 ครั้นพวกทหารได้รับเงินแล้ว จึงทำตามคำแนะนำที่พวกเขาได้รับ. และความนี้ก็1เลื่องลือไปในท่ามกลางพวกยูดายจนทุกวันนี้.
2. ทรงครอบครอง
ข้อ 16-20
มธ. 28:16 แต่สาวกสิบเอ็ดคนนั้นก็ได้ไปยังกฆาลิลายถึง1ภูเขาที่พระเยซูได้ทรงกล่าวเจาะจงไว้แก่พวกเขา.
มธ. 28:17 และเมื่อพวกเขาเห็นพระเยซูแล้ว จึงกนมัสการพระองค์ แต่บางคนยัง1สงสัยอยู่.
มธ. 28:18 พระเยซูจึงเสด็จมาใกล้ๆ แล้วตรัสกับพวกเขาว่า “1อำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว.
มธ. 28:19 1เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไป2นำกชนทุกชาติมาเป็นสาวก3ให้พวกเขารับบัพติศมา4เข้าสู่5พระนามแห่ง6พระบิดาและพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
มธ. 28:20 1สอนเขาให้กถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้ขสั่งพวกท่านไว้. ดูเถิดเราจะ2คสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายทุกๆ วันจนถึงช่วง3งสำเร็จสุดยอดของยุคนี้.”

คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 28

มธ. 28:1 ก ข้อ 1-8: มก.16:1-8; ลก.24:1-10; ยฮ.20:1
มธ. 28:1 1 ตามภาษากรีกนั้นเป็นคำเดียวกันกับวลีที่ว่า “เกือบจะถึง” ใน ลก.23:54.
มธ. 28:1 ข ลวต.23:11, 15
มธ. 28:1 2ข พระคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นในวันต้นสัปดาห์. เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเป็นขึ้นของพระองค์ได้นำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ และยุคสมัยใหม่ เพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ดู ยฮ.20:1 คำอธิบาย 1.
มธ. 28:1 ค มธ.27:56, 61
มธ. 28:2 1 นี่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นฐานรากแห่งการกบฏของซาตานได้หวั่นไหวเพราะเหตุการเป็นขึ้นมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ. 28:3 ก เทียบ ดนอ.10:6
มธ. 28:3 ข ยฮ.20:12; กจ.1:10
มธ. 28:6 1 นี่คือข่าวประเสริฐ, ข่าวอันน่าชื่นชมยินดี.
มธ. 28:6 ก มธ.28:10, 16; 26:32
มธ. 28:7 ก มธ.28:10, 16; 26:32
มธ. 28:7 1ก การปฏิบัติของกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ ไม่ใช่เริ่มจากเมืองบริสุทธิ์กรุงเยรูซาเล็มของศาสนายูดาย แต่ได้เริ่มจากมณฑลฆาลิลายของชาวต่างชาติ (4:12-17). หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้ว ก็ยังคงไปมณฑลฆาลิลาย แต่ไม่ได้ไปกรุงเยรูซาเล็ม. ซึ่งเป็นการชี้บ่งที่่มีน้ำหนักว่าพระมหากษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ที่ทรงเป็นขึ้นได้ทรงละทิ้งศาสานายูดายอย่างสิ้นเชิงแล้ว และทรงนำมาซึ่งยุคสมัยใหม่เพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
มธ. 28:8 1 ด้วยความกลัว เพราะเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก (ข้อ 2) และที่ได้ยินดีเป็นอันมากก็เพราะเหตุองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เป็นขึ้นมาแล้ว.
มธ. 28:9 1 เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นภายหลังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่มาเรียชาวมัฆดาลา (ยฮ.20:14-18).
มธ. 28:9 2 มีความหมายถึงการถามทุกข์สุข.
มธ. 28:9 ก มธ.28:17; ลก.24:52
มธ. 28:10 ก ยฮ.20:17; บพส.22:22; ฮร.2:11-12, 17; รม.8:29
มธ. 28:10 1ก ดู ยฮ.20:17 คำอธิบาย 2.
มธ. 28:10 ข มธ.28:7
มธ. 28:10 2ข ดูข้อ 7 คำอธิบาย 1. ในข้อ 16 ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน.
มธ. 28:11 ก มธ.27:65-66
มธ. 28:13 ก มธ.27:64
มธ. 28:13 1 ถ้อยคำจากปากของผู้นำศาสนาเป็นคำมุสาอย่างเปิดเผย แสดงให้เห็นถึงว่ามาตรฐานของศาสนานั้นต่ำและจอมปลอมเหลือเกิน.
มธ. 28:14 ก มธ.27:2
มธ. 28:14 1 ผู้ถือศาสนาที่ชั่วร้ายมักจะโน้มน้าวนักการเมืองที่ชั่วร้ายให้กระทำเรื่องราวที่จอมปลอมอยู่เสมอ.
มธ. 28:15 1 คำมุสาเหล่านี้ที่ใส่ร้ายในการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ได้เลื่องลือไปทั่วทุกแห่งเช่นใด หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นมาแล้ว คำเลื่องลือที่เกี่ยวกับผู้ติดตามพระองค์และคริสตจักรก็จะเป็นเช่นนั้น (กจ.24:5-9; 25:7).
มธ. 28:16 ก มธ.28:7
มธ. 28:16 1 รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรได้ประกาศอยู่บนภูเขา (ดู 5:1 คำอธิบาย 1) กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้เปลี่ยนรูปลักษณะบนภูเขา (ดู 17:1 คำอธิบาย 2) คำพยากรณ์ที่เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ก็ได้พูดที่บนภูเขาด้วย (ดู 24:3 คำอธิบาย 1). มาบัดนี้เพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า พวกสาวกก็ต้องขึ้นไปบนภูเขาอีก. มีเพียงอยู่บนภูเขาสูงเท่านั้นเราทั้งหลายจึงจะมองเห็นแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ได้อย่างชัดเจน.
มธ. 28:17 ก มธ.28:9
มธ. 28:17 1 หรือว่า ลังเล, เคลือบแคลงใจ.
มธ. 28:18 1 ในสภาพพระเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นบุตรองค์เดียวของพระเจ้า จึงทรงมีอำนาจที่จะปกครองสรรพสิ่งอยู่แล้ว แต่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์ และเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ อำนาจในสวรรค์ก็ดี บนแผ่นดินโลกก็ดีได้ทรงมอบให้กับพระองค์หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว.
มธ. 28:19 1 เนื่องด้วยอำนาจทั้งสิ้นได้ทรงมอบให้กับพระองค์แล้ว (ข้อ 18) กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ก็ได้ใช้เหล่าสาวกของพระองค์ให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก. เหล่าสาวกก็ได้ออกไปพร้อมด้วยอำนาจของพระองค์นั่นเอง.
มธ. 28:19 2 นี่เป็นการทำให้ชาวต่างชาติกลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักร เพื่อจะได้ก่อตั้งอาณาจักรของพระองค์คือคริสตจักรบนแผ่นดินโลกในวันนี้.
มธ. 28:19 ก มธ.24:14
มธ. 28:19 3 การรับบัพติศมาเป็นการพาผู้ที่กลับใจใหม่ให้หลุดพ้นจากสภาพที่เก่าแก่ของเขาแล้วเข้าสู่สภาพใหม่ด้วยการสิ้นสุดชีวิตเก่าของเขา และอาศัยชีวิตใหม่ของพระคริสต์ให้เขาบังเกิดใหม่ ทำให้เขากลายเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักร. การปฏิบัติแห่งการแนะนำของโยฮันผู้ให้บัพติศมาได้เริ่มต้นด้วยการรับบัพติศมาด้วยน้ำเป็นก้าวแรก. บัดนี้กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ก็ได้สำเร็จการปฏิบัติบนแผ่นดินโลกของพระองค์โดยได้ผ่านขั้นตอนของการตาย, การเป็นขึ้น, และกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต พระองค์จึงสั่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ให้บัพติศมาผู้ที่จะเป็นสาวกของพระองค์เข้าสู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพ. การให้บัพติศมานี้มีสองด้าน: ในด้านที่มองเห็นนั้นได้อาศัยน้ำ และในด้านที่มองไม่เห็นก็ได้อาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.2:38, 41; 10:44-48). ด้านที่มองเห็นเป็นการสำแดงและเป็นพยานของด้านที่มองไม่เห็น ด้านที่มองไม่เห็นนั้นเป็นความเที่ยงแท้ของด้านที่มองเห็น. ถ้าไม่มีการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณที่มองไม่เห็นแล้ว การรับบัพติศมาด้วยน้ำที่มองเห็นก็ไร้สาระและไร้ประโยชน์ ถ้าไม่มีการรับบัพติศมาด้วยน้ำที่มองเห็นแล้ว การรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณก็เลื่อนลอยไม่เป็นรูปธรรม. ดังนั้นจึงขาดไม่ได้ทั้งสองด้าน. เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำชับเหล่าสาวกในเรื่องบัพติศมานี้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงให้พวกเขาและทั้งคริสตจักรได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1กธ.12:13) ในวันเพ็นเทคอสสำหรับส่วนที่เป็นชาวยิว (กจ.1:5; 2:4) และในบ้านของโกระเนเลียวสำหรับส่วนที่เป็นพวกต่างชาติ (11:15–17). ต่อจากนั้นพวกสาวกได้อยู่บนฐานแห่งความจริงนี้ได้นำผู้ที่กลับใจใหม่ (กจ.2:38) ไม่เพียงแต่รับบัพติศมาเข้าสู่ในน้ำ แต่ยังรับบัพติศมาเข้าสู่การตายของพระคริสต์อีกด้วย (รม.6:3-4) เข้าสู่ตัวพระคริสต์เอง (ฆต.3:27) เข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพ(ข้อ 19 ) และก็เข้าสู่พระกายของพระคริสต์ (1กธ.12:13). น้ำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการตายของพระคริสต์ และการฝังของพระองค์ซึ่งสามารถพิจารณาเป็นหลุมฝังศพที่สิ้นสุดประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของผู้รับบัพติศมา. นี่ก็เพราะว่าการตายของพระคริสต์ได้ครอบคลุมอยู่ภายในพระคริสต์เนื่องจากพระคริสต์เป็นการแปรสภาพที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9) และสุดท้ายพระเจ้าตรีเอกภาพกับพระกายของพระคริสต์ก็เป็นหนึ่ง ฉะนั้นการนำผู้แรกเชื่อรับบัพติศมาเข้าสู่การตายของพระคริสต์, พระคริสต์พระองค์เอง, พระเจ้าตรีเอกภาพ, และพระกายของพระคริสต์ ก็เป็นการกระทำเรื่องราวเรื่องหนึ่งคือ: ในด้านลบได้สิ้นสุดชีวิตที่เก่าแก่ของเขาและในด้านบวกได้ให้บังเกิดใหม่แก่เขาด้วยชีวิตใหม่คือชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าตรีเอกภาพเพื่อพระกายของพระคริสต์. ดังนั้นการรับบัพติศมาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ในที่นี้คือบัพติศมาผู้คนออกมาจากชีวิตของตัวเอง แล้วบัพติศมาเข้าสู่ชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์เพื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ. 28:19 4 คำว่า “เข้าสู่” ได้แสดงให้เห็นถึงการเข้าสนิทเช่นใน รม.6:3; ฆต.3:27. คำเดียวกันนี้ในภาษากรีกได้ใช้ใน กจ.8:16; 19:5; และ 1กธ.1:13, 15. การนำผู้คนบัพติศมาเข้าสู่พระนามของพระเจ้าตรีเอกภาพก็คือนำผู้คนเข้าสู่การเข้าสนิทที่ลับลึกและอยู่ฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าตรีเอกภาพ.
มธ. 28:19 5 ในที่นี้นามของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์เป็นเอกพจน์. นามนี้เป็นชื่อรวมของผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับเป็นตัวตนของพระองค์. การนำผู้คนบัพติศมาเข้าสู่พระนามพระเจ้าตรีเอกภาพก็คือการนำเอาผู้คนบัพติศมาเข้าสู่ในสิ่งทรงเป็นทั้งสิ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพนั่นเอง.
มธ. 28:19 6 หนังสือมัดธายและโยฮันเป็นหนังสือสองเล่มซึ่งเปิดเผยตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ได้สมบูรณ์กว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ในพระคัมภีร์ เพื่อให้พลไพร่ที่พระเจ้าเลือกสรร, มีส่วน, และรับสุขในพระองค์. สำหรับประสบการณ์แห่งชีวิตของเราแล้ว กิตติคุณโยฮันโดยเฉพาะในบทที่ 14 ถึงบทที่ 16 ได้เปิดเผยถึงข้อลับลึกแห่งฐานันดรของพระเจ้าในพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ, สำหรับการก่อรูปของอาณาจักรแล้ว กิตติคุณมัดธายได้เปิดเผยถึงความเที่ยงแท้ของตรีเอกภาพอันศักดิ์ด้วยการยึดเอาพระนามหนึ่งเดียวของพระภาคทั้งสาม. บทที่หนึ่งของมัดธายมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1:18) พระคริสต์ (พระบุตร — 1:18) และพระเจ้า (พระบิดา — 1:23) ล้วนอยู่ในที่นี้ เพื่อก่อกำเนิดมนุษย์เยซู (1:21) พระองค์ผู้เป็นพระยะโฮวาพระผู้ช่วยนี้ก็คือพระเจ้าสถิตอยู่กับเราทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ในมัดธายบทที่สามได้ให้รูปภาพรูปหนึ่งแก่เรา คือพระบุตรยืนอยู่ในน้ำที่รับบัพติศมา ท้องฟ้าก็แหวกออก พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกพิราบสถิตอยู่เหนือพระองค์ อีกทั้งพระบิดาตรัสจากฟ้าสวรรค์ต่อพระบุตร (3:16-17). ในบทที่ 12 นั้น พระบุตรได้ยืนอยู่ในฐานะของมนุษย์ทำการขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้านำมาซึ่งอาณาจักรของพระบิดา (12:28). บทที่ 16 พระบิดาทรงเปิดเผยพระบุตรให้แก่เหล่าสาวกเพื่อการก่อสร้างของคริสตจักร ซึ่งเป็นชีพจรที่สำคัญที่สุดของอาณาจักร (16:16-19). บทที่ 17 พระบุตรได้เปลี่ยนรูปลักษณะ (17:2) และได้รับการยืนยันโดยคำตรัสที่ชอบพระทัยของพระบิดา (17:5) เพื่อการแสดงภาพย่อแห่งการปรากฏของอาณาจักร (16:28). ท้ายที่สุดในบทสุดท้ายนี้ พระคริสต์ผู้เป็นอาดามคนสุดท้ายได้ผ่านขั้นตอนของการถูกตรึงกางเขน เข้าสู่ขอบเขตของการเป็นขึ้นและได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ต่อมาพระองค์ได้เสด็จกลับมาหาเหล่าสาวกของพระองค์ในบรรยากาศและความเที่ยงแท้แห่งการเป็นขึ้น ได้ทรงสั่งเขาทั้งหลายไปบัพติศมาแก่ชาวต่างชาติเข้าสู่พระนามของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ คือตัวตนของพระองค์ และก็คือความเที่ยงแท้ของพระองค์เพื่อให้เขากลายเป็นพลไพร่ของอาณาจักร. จากนั้นในหนังสือกิจการและหนังสือจดหมายก็เปิดเผยว่า การให้บัพติศมาผู้คนเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณ ก็คือการให้บัพติศมาเขาเหล่านั้นเข้าสู่พระนามของพระคริสต์ (กจ.8:16; 19:5) และการให้บัพติศมาเข้าสู่พระนามของพระคริสต์ก็คือให้เขารับบัพติศมาเข้าสู่ตัวตนของพระคริสต์นั่นเอง (ฆต.3:27; รม.6:3) เพราะว่าพระคริสต์เป็นการแปรสภาพที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ และพระองค์ก็เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ซึ่งมีความสะดวกทุกสถานที่และทุกเวลาสำหรับผู้คนที่จะบัพติศมาเข้าสู่ในพระองค์. การบัพติศมาเข้าสู่ในความเที่ยงแท้ของพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณตามกิตติคุณมัดธายก็เพื่อที่จะก่อรูปเป็นอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั่นเอง. อาณาจักรฝ่ายสวรรค์ไม่อาจก่อตั้งขึ้นโดยใช้มนุษย์ฝ่ายเลือดเนื้อ (1กธ.15:50) เหมือนกับสมาคมฝ่ายโลก แต่ก่อรูปด้วยผู้ที่บัพติศมาเข้าสนิทกับพระเจ้าตรีเอกภาพ กับผู้ที่ได้รับการก่อตั้งและถูกก่อสร้างด้วยพระเจ้าตรีเอกภาพที่กระทำเข้าสู่ภายในเขาทั้งหลายเท่านั้น.
มธ. 28:20 1 การสอนผู้เชื่อให้ถือรักษาสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งไว้นั้นก็เหมือนกับการนำผู้คนบัพติศมาเข้าสู่พระนามแห่งพระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณตามที่ได้กล่าวในข้อ 19 เพื่อให้บรรดาชนทุกประเทศเป็นสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย.
มธ. 28:20 ก กจ.2:42
มธ. 28:20 ข กจ.1:2
มธ. 28:20 ค มธ.1:23; 18:20; กจ.18:10
มธ. 28:20 2ค กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์คืออิมมานูเอล แปลว่าพระเจ้าอยู่กับเรา (1:23). ในที่นี้พระองค์ทรงสัญญาว่าการเป็นขึ้นของพระองค์จะสถิตอยู่กับเราทั้งหลายทุกๆ วัน พร้อมด้วยอำนาจทั้งสิ้นจนกว่าจะถึงช่วงสำเร็จสุดยอดของยุคนี้ คือจนกว่าจะถึงสุดปลายของยุคสมัยนี้. ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราเพียงแต่ชุมนุมกันในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็จะอยู่ในท่ามกลางเราทั้งหลาย (18:20).
กิตติคุณทั้งสี่เล่มนั้น มีเพียงกิตติคุณมาระโก (มก.16:19) และกิตติคุณลูกา (ลก.24:51) ที่บันทึกถึงการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า. กิตติคุณโยฮันได้เป็นพยานถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าคือพระเจ้าเองเป็นชีวิตของผู้เชื่อ. เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์ก็ไม่สามารถจากพวกเขาไปได้อย่างเด็ดขาด. กิตติคุณมัดธายพิสูจน์แล้วว่าพระองค์ผู้เป็นอิมมานูเอลทรงเป็นกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์จะอยู่กับพลไพร่ของพระองค์ตลอดไปจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา. ดังนั้นทั้งกิตติคุณโยฮันและกิตติคุณมัดธายล้วนไม่ได้กล่าวถึงการเสด็จสู่สวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ. 28:20 ง มธ.13:39 มธ.24:3
มธ. 28:20 3ง นั่นคือเวลาสุดปลายของยุคสมัยนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่พระองค์จะเสด็จมา (parousia) นั่นเอง.
สารบัญ