การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

มัดธาย บทที่ 22

c. งานเลี้ยงสมรสแห่งอาณาจักร
22:1-14
มธ. 22:1 พระเยซูยังตรัสแก่เขาเป็นกคำอุปมาอีกว่า
มธ. 22:2 “1กขอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน2ขกษัตริย์องค์หนึ่งได้จัดเตรียม3งงานเลี้ยงสมรสให้2ราชโอรสของพระองค์.
มธ. 22:3 แล้วใช้1ทาสของพระองค์ออกไปเรียกผู้ที่ได้รับการทรงเรียกมาในงานเลี้ยงสมรสนี้แต่เขาไม่ใคร่จะมา.
มธ. 22:4 พระองค์จึงใช้1ทาสคนอื่นไปอีกรับสั่งว่า ‘จงไปบอกผู้ที่ได้รับการทรงเรียกนั้นว่า ‘ดูเถิด เราได้2จัดงานเลี้ยงไว้แล้ว: ทั้ง3โคและ3กสัตว์อ้วนพีของเราก็ฆ่าไว้เสร็จ สิ่งสารพัดก็เตรียมไว้พร้อม. จงมาในงานเลี้ยงสมรสนี้เถิด.’’
มธ. 22:5 แต่พวกเขาก็เพิกเฉยและไปเสีย บางคนไปไร่นาของตน บางคนก็ไปทำการค้าขาย.
มธ. 22:6 ฝ่ายพวกที่เหลือนั้นก็จับทาสของพระองค์กทำการอัปยศต่างๆ แล้วขฆ่าเสีย.
มธ. 22:7 กษัตริย์องค์นั้นก็ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยก1กองทัพของพระองค์ไปกทำลายล้างฆาตกรเหล่านั้น และให้เผาเมืองเขาเสีย.
มธ. 22:8 แล้วพระองค์จึงตรัสแก่ทาสเหล่านั้นว่า ‘งานเลี้ยงสมรสนั้นก็พร้อมอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกนั้น1กไม่คู่ควร.
มธ. 22:9 เหตุฉะนั้นจงออกไปตาม1ทางแยก พบใครๆ ก็ให้เรียกมาในงานเลี้ยงสมรสนี้.
มธ. 22:10 พวกทาสจึงออกไปตามถนนหนทาง รวบรวมคนทั้งหลายที่ได้พบให้เข้ามาไม่ว่าจะดีหรือชั่ว จนงานเลี้ยงสมรสนั้นเต็มไปด้วยผู้ที่ร่วมโต๊ะเลี้ยง.
มธ. 22:11 แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จเข้ามาทอดพระเนตรผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะเลี้ยง ก็เห็นผู้หนึ่งมิได้กสวม1เสื้อสำหรับงานเลี้ยงสมรส
มธ. 22:12 จึงรับสั่งถามว่า ‘กสหายเอ๋ย เจ้าเข้ามาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานเลี้ยงสมรสได้อย่างไร?’ ผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก.
มธ. 22:13 แล้วกษัตริย์จึงรับสั่งแก่1พวกคนรับใช้ว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าคนนี้เอาไป2กทิ้งเสียที่มืดภายนอก. ในที่นั่นจะมี3การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.’
มธ. 22:14 เพราะว่า1กผู้ที่ถูกเรียกก็มาก แต่1ขผู้ที่ถูกเลือกก็น้อย.”
(ข) ถูกทดสอบโดยพวกฟาริซายกับพวกเฮโรด
เกี่ยวกับการส่งส่วยให้ซีซาร์
22:15-22
มธ. 22:15 กขณะนั้น1พวกฟาริซายไปขปรึกษากันวางแผนกันว่า จะจับผิดในคถ้อยคำของพระองค์กันอย่างไร.
มธ. 22:16 จึงใช้พวกศิษย์ของตนกับ1กพวกเฮโรดให้ไปทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้าข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่ว่า ท่านนั้นสัตย์จริง และได้สั่งสอนทางของพระเจ้าอย่างสัตย์จริงโดย2มิได้เกรงกลัวผู้ใด เพราะท่านมิได้เห็นแก่3ขหน้ามนุษย์.
มธ. 22:17 เหตุฉะนั้นขอโปรดให้พวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร? 1การส่งส่วยให้กซีซาร์นั้นผิดกฎบัญญัติหรือไม่?”
มธ. 22:18 พระเยซูทรงทราบอุบายของเขาจึงตรัสว่า “1พวกคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย จะกล่อลวงเราทำไม?
มธ. 22:19 1จงให้เราดูเงินที่ใช้ส่งส่วยนั้น.” เขาจึงนำเงินหนึ่ง2เดนาริอันให้กับพระองค์.
มธ. 22:20 พระองค์ตรัสว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร?”
มธ. 22:21 เขาทูลว่า “ของซีซาร์.” พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “เหตุฉะนั้น1ของของซีซาร์จงกส่งมอบให้แก่ซีซาร์ และ2ของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า.”
มธ. 22:22 ครั้นพวกเขาได้ยินก็อัศจรรย์ใจ จึงพากันกลับไป และละพระองค์ไว้.
(ค) ถูกทดลองโดยพวกซาดูกาย เกี่ยวกับเรื่องการเป็นขึ้น
22:23-33
มธ. 22:23 กในวันนั้นมี1ขพวกซาดูกายมาหาพระองค์ พวกนี้เป็นผู้สอนว่าไม่มีการเป็นขึ้นเขาทูลถามว่า
มธ. 22:24 “อาจารย์เจ้าข้า โมเซกล่าวว่า ‘ถ้าผู้ใดตายยังไม่มีบุตร ก็ให้น้องชายรับกภรรยาเขาไว้สืบตระกูลให้พี่ชายต่อไป.’
มธ. 22:25 ในพวกข้าพเจ้าเคยมีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน. พี่หัวปีมีภรรยาแล้วก็ตายเมื่อยังไม่มีบุตรสืบตระกูลก็ละภรรยาไว้ให้แก่น้องชาย
มธ. 22:26 ฝ่ายคนที่สองที่สามก็เช่นเดียวกันจนถึงคนที่เจ็ด.
มธ. 22:27 ในที่สุดหญิงนั้นก็ตายด้วย.
มธ. 22:28 แล้วในเวลาที่เป็นขึ้น หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้น? ด้วยพวกเขาล้วนได้นางเป็นภรรยาแล้ว.”
มธ. 22:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “พวกท่านเข้าใจผิดไปแล้ว เพราะท่านกไม่1เข้าใจพระคัมภีร์และไม่รู้จักฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
มธ. 22:30 เพราะในเวลาที่เป็นขึ้นนั้น เขาจะไม่มีการสมรสหรือยกให้เป็นสามีภรรยากันอีก แต่เป็นเหมือนทูตที่อยู่ในสวรรค์.
มธ. 22:31 ส่วนเรื่องคนตายกลับเป็นขึ้นนั้น ท่านทั้งหลายยังไม่ได้กอ่านหรือ ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้แก่พวกท่านว่า
มธ. 22:32 ‘กเราเป็นพระเจ้าของอับราฮาม, พระเจ้าของยิศฮาค, และพระเจ้าของยาโคบ?’ พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของ1คนเป็น.”
มธ. 22:33 เมื่อฝูงชนได้ยินแล้วก็กประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์.
(ง) ถูกทดสอบโดยนักกฎหมายเกี่ยวกับพระบัญญัติข้อใหญ่สุด
22:34-40
มธ. 22:34 กฝ่ายพวกฟาริซาย เมื่อได้ยินว่าพระองค์ได้ทรงปิดปากพวกซาดูกายจึงประชุมกัน.
มธ. 22:35 มีคนหนึ่งในพวกเขาเป็น1กนักกฎหมายได้ขล่อลวงพระองค์โดยถามว่า
มธ. 22:36 “อาจารย์เจ้าข้า ในกฎบัญญัตินั้น พระบัญญัติข้อใดเป็นข้อใหญ่?”
มธ. 22:37 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “‘กเจ้าจงขรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า1ด้วยสุดใจ, ด้วยสุดจิต, และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า.’
มธ. 22:38 นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อแรก.
มธ. 22:39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน: ‘กเจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง.’
มธ. 22:40 [คำสอนของ]กกฎบัญญัติและเหล่าผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับ1พระบัญญัติสองข้อนี้.”
(จ) ทรงปิดปากผู้มาทดสอบทั้งหมดด้วยปัญหาเกี่ยวกับพระคริสต์
22:41-46
มธ. 22:41 กเมื่อพวกฟาริซายประชุมกันอยู่ พระเยซูทรงถามพวกเขาว่า
มธ. 22:42 “พวกท่านคิดอย่างไรด้วยเรื่อง1พระคริสต์นั้น? พระองค์ทรงเป็นบุตรหลานของผู้ใด” เขากล่าวว่า “เป็น[บุตรหลาน]ของกดาวิด.”
มธ. 22:43 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ถ้าอย่างนั้นเหตุใดดาวิดจึงได้เรียกพระองค์ใน1กวิญญาณว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยกล่าวว่า
มธ. 22:44 ‘กองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ข้างขวามือของเราจนกว่าเราจะปราบบรรดาศัตรูของท่านให้ขอยู่ใต้พระบาทท่าน?’
มธ. 22:45 ถ้าดาวิดทรงเรียกพระองค์ว่า ‘1องค์พระผู้เป็นเจ้า’ แล้วท่านจะเป็น1บุตรหลานของดาวิดได้อย่างไร?”
มธ. 22:46 1กไม่มีผู้ใดอาจที่จะตอบพระองค์สักคำหนึ่งเลย ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าซักถามพระองค์ต่อไป.

คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 22

มธ. 22:1 ก มธ.13:34
มธ. 22:2 ก ข้อ 2-14: ลก.14:16-24
มธ. 22:2 1ก คำอุปมาเรื่องสวนองุ่นในบทที่ 21 นั้น ชี้ถึงพันธสัญญาเดิมซึ่งประกอบขึ้นด้วยอาณาจักรของพระเจ้า (21:43) ส่วนคำอุปมาเรื่องการเลี้ยงสมรสในบทนี้ชี้ถึงพันธสัญญาใหม่ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
ในคำอุปมาก่อนหน้านี้ (21:33-46) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบรรยายให้เห็นว่า ชาวยูดายผู้อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้านั้นจะต้องถูกลงโทษเช่นใดและอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกเอาไปจากชาวยูดาย และยกให้แก่พลไพร่แห่งอาณาจักรอย่างไร. พระองค์ต้องใช้คำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งเพื่อบรรยายให้เห็นอีกว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรจะต้องถูกจัดการอย่างเข้มงวดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายอย่างไร. คำอุปมาทั้งสองเรื่องนี้ล้วนชี้แจงให้เห็นว่าอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องที่เคร่งเครียด.
มธ. 22:2 ข มธ.13:24
มธ. 22:2 ข บพส.47:7
มธ. 22:2 2ข กษัตริย์ก็คือพระเจ้า ส่วนราชโอรสนั้นก็คือพระคริสต์.
มธ. 22:2 ง วว.19:9
มธ. 22:2 3ง คำอุปมาก่อนหน้านี้เปรียบพันธสัญญาเดิมเป็นเหมือนสวนองุ่น โดยมีจุดเน้นถึงการตรากตรำอยู่ภายใต้กฎบัญญัติ. ส่วนคำอุปมานี้เปรียบพันธสัญญาใหม่เป็นเหมือนงานเลี้ยงสมรสโดยมีจุดเน้นอยู่ที่การรับสุขภายใต้พระคุณ.
มธ. 22:3 1 บรรดาทาสเหล่านี้คือพวกอัครทูตรุ่นแรกของพันธสัญญาใหม่.
มธ. 22:4 1 ทาสคนอื่นก็คือ พวกอัครทูตที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ไปในเวลาต่อมา.
มธ. 22:4 2 ประการสำคัญหมายถึงอาหารมื้อแรกซึ่งรับประทานกันในยามเช้าก่อนการทำงาน.
มธ. 22:4 3 ทั้งวัวและสัตว์อ้วนพีล้วนเล็งถึงพระคริสต์ทั้งสิ้น. พระองค์ถูกฆ่าเพื่อให้พลไพร่ที่พระเจ้าเลือกสรรสามารถรับสุขพระองค์เป็นงานเลี้ยง.
มธ. 22:4 ก ลก.15:23
มธ. 22:6 ก กจ.14:5-6
มธ. 22:6 ข มธ.23:34
มธ. 22:7 1 กองทัพเหล่านี้ก็คือกองทัพโรมัน ภายใต้การนำของติตัส ซึ่งได้ยกทัพมาทำลายกรุงเยรูซาเล็มเมื่อปี ค.ศ.70.
มธ. 22:7 ก มธ.21:41
มธ. 22:8 ก กจ.13:46
มธ. 22:8 1ก การปฏิเสธของชาวยูดายทำให้พวกเขาไม่คู่ควรกับการรับสุขพันธสัญญาใหม่ (กจ.13:46).
มธ. 22:9 1 เพราะเหตุการปฏิเสธของชาวยูดายจึงทำให้การป่าวประกาศพันธสัญญาใหม่ได้หันไปสู่คนต่างชาติ (กจ.13:46; รม.11:11).
มธ. 22:11 ก วว.19:8
มธ. 22:11 1 เสื้อสำหรับงานเลี้ยงสมรสนี้มีแบบเล็งโดยเสื้อลูกไม้ถักใน บพส.45:14 และมีเครื่องหมายโดยเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียดที่บันทึกใน วว.19:8 (ดูคำอธิบาย 2 ในที่นั้น). นี่คือความชอบธรรมที่เหนือกว่าของผู้เชื่อที่มีชัยชนะใน 5:20 นั่นเอง (ดูคำอธิบาย 1 ในที่นั้น). ผู้ที่มิได้สวมใส่เสื้อสำหรับงานเลี้ยงสมรส คนนั้นเป็นคนที่ได้รับความรอดแล้ว เพราะเขาได้เข้ามาร่วมงานเลี้ยงสมรสด้วย. เขาได้ต้อนรับพระคริสต์มาเป็นความชอบธรรมของเขาแล้ว ซึ่งทำให้เขาได้รับการโปรดให้ชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า (1กธ.1:30; รม.3:26) แต่ว่าเขาไม่ได้ดำเนินชีวิตพระคริสต์เป็นความชอบธรรมแห่งทัศนะภายในของเขา (ฟป.3:9) เพื่อให้เขาสามารถมีส่วนในการรับสุขอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายได้. เขาได้ถูกเรียกออกมารับความรอดแล้ว แต่เขาไม่ถูกเลือกให้รับสุขอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายซึ่งเตรียมไว้สำหรับผู้เชื่อที่มีชัยชนะเท่านั้น.
มธ. 22:12 ก มธ.20:13; 26:50
มธ. 22:13 1 พวกคนรับใช้เหล่านี้คงจะเล็งถึงทูตสวรรค์ (เทียบ 13:41, 49).
มธ. 22:13 ก มธ.8:12
มธ. 22:13 2ก การถูกทิ้งเสียที่มืดภายนอกนั้นไม่ได้เป็นการพินาศแต่เป็นการรับการจัดการแห่งยุคสมัย คือไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมีส่วนในการรับสุขของอาณาจักรเป็นเวลาหนึ่งพันปีเพราะไม่ได้ดำเนินชีวิตที่มีชัยชนะโดยพึ่งพระคริสต์. ในช่วงอาณาจักรพันปีผู้เชื่อที่มีชัยชนะจะอยู่ร่วมกับพระคริสต์ในสง่าราศีอันสว่างไสวแห่งอาณาจักร (กซ.3:4) ในขณะที่ผู้เชื่อที่พ่ายแพ้จะต้องได้รับการ ตีสอนในที่มืดภายนอก (ดู 8:12 คำอธิบาย 2).
มธ. 22:13 3 ดู 8:12 คำอธิบาย 4.
มธ. 22:14 ก รม.8:28, 30; 1กธ.1:24, 26; อฟ.1:18; 4:1, 4
มธ. 22:14 1ก การถูกเรียกคือการต้อนรับความรอด (รม.1:7; 1กธ.1:2; อฟ.4:1) ส่วนการถูกเลือกคือการได้รับบำเหน็จ. ผู้เชื่อทุกคนล้วนได้ถูกเรียกไว้แล้ว แต่มีไม่มากที่จะเป็นผู้ที่ถูกเลือกในภายหน้า.
มธ. 22:14 ข วว.17:14
มธ. 22:15 ก ข้อ 15-22: มก.12:13-17; ลก.20:20-26
มธ. 22:15 1 ดู 3:7 คำอธิบาย 1.
มธ. 22:15 ข มธ.26:4; 27:1
มธ. 22:15 ค ลก.11:54
มธ. 22:16 ก มก.3:6
มธ. 22:16 1ก พวกเฮโรดก็คือผู้สนับสนุนระบบการปกครองของกษัตริย์เฮโรดและช่วยเฮโรดในการนำเอาวิถีชีวิตแบบกรีกและโรมันแทรกซึมเข้ามาสู่วัฒนธรรมของชาวยูดาย. พวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกซาดูกายแต่เป็นปรปักษ์กับพวกฟาริซาย. แต่สำหรับในประเด็นนี้พวกเขากลับไปรวมกลุ่มกับพวกฟาริซายมาจับผิดพระเยซู.
มธ. 22:16 2 แปลตามตรงคือ ท่านไม่สนว่าจะเป็นใคร.
มธ. 22:16 ข พบญ.1:17; 16:19
มธ. 22:16 3ข แปลตามตรงคือ ใบหน้า.
มธ. 22:17 1 คำถามนี้เป็นกับดักอย่างแท้จริง ในขณะนั้นชาวยูดายล้วนได้ต่อต้านการส่งส่วยให้ซีซาร์. หากองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “ได้” ก็จะทำให้ชาวยูดายทั้งหมดซึ่งยึดเอาพวกฟาริซายเป็นผู้นำเกิดความขุ่นเคือง. แต่หากพระองค์ตรัสตอบว่า “ไม่ได้” พวก เฮโรดที่สนับสนุนรัฐบาลโรมันก็จะได้หลักฐานที่มีน้ำหนักไว้ฟ้องร้องพระองค์.
มธ. 22:17 ก ลก.23:2; ยฮ.19:12
มธ. 22:18 1 ดู 6:2 คำอธิบาย 2.
มธ. 22:18 ก มธ.22:35; 16:1; 19:3; ยฮ.8:6
มธ. 22:19 1 พระเยซูไม่ได้นำเงินเหรียญโรมันออกมาให้ดู แต่ได้เรียกให้พวกเขานำออกมาให้พระองค์ดู. เพราะพวกเขาเหล่านั้นกลับมีเงิน เหรียญของโรมันเสียเองจึงถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าจับได้.
มธ. 22:19 2 ดู ยฮ.6:7 คำอธิบาย 1.
มธ. 22:21 1 หมายถึงการส่งมอบส่วยให้กับซีซาร์ตามการกำหนดของรัฐบาลซีซาร์.
มธ. 22:21 ก เทียบ รม.13:7
มธ. 22:21 2 หมายถึงการถวายเงินครึ่งเชกไกละแด่พระเจ้าตามเอ็กโซโด 30:11-16 และหมายถึงการถวายหนึ่งในสิบแด่พระเจ้าตามพระบัญญัติของพระเจ้าด้วย.
มธ. 22:23 ก ข้อ 23-33: มก.12:18-27; ลก.20:27-38
มธ. 22:23 ข กจ.23:6-8; 4:1-2
มธ. 22:23 1ข ดู 3:7 คำอธิบาย 2.
มธ. 22:24 ก พบญ.25:5
มธ. 22:29 ก ยฮ.20:9
มธ. 22:29 1 การเข้าใจพระคัมภีร์เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการรู้จักฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทั้งสองสิ่งนี้ล้วนจำเป็นต่อเรา. คำว่า “พระคัมภีร์” ในที่นี้บ่งบอกถึงข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมที่เกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตาย ส่วนฤทธิ์เดชของพระเจ้าบ่งบอกถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นมาจากความตายนั่นเอง.
มธ. 22:31 ก มธ.12:3
มธ. 22:32 ก อซด.3:6, 16
มธ. 22:32 1 เมื่อพระเจ้าเป็นพระเจ้าของคนเป็น อีกทั้งทรงพระนามว่า “พระเจ้าของอับราฮามและพระเจ้าของยิศฮาคและพระเจ้าของยาโคบ” ดังนั้นทั้งอับราฮาม ยิศฮาคและยาโคบที่ได้ตายไปแล้วนั้นจะเป็นขึ้นมาจากความตายอย่างแน่นอน. นี่ก็คือวิธีการอธิบายพระคัมภีร์ของพระเยซูคือไม่ใช่ยึดตามตัวอักษรเท่านั้น แต่ได้อธิบายตามชีวิตและฤทธิ์เดชที่แฝงอยู่ในตัวอักษรเหล่านั้น.
มธ. 22:33 ก มธ.7:28
มธ. 22:34 ก ข้อ 34-40: มก.12:28-33; ลก.10:25-28
มธ. 22:35 ก ลก.7:30; 10:25; 11:46, 52
มธ. 22:35 1ก ผู้รอบรู้กฎบัญญัติของโมเซ, ผู้เชี่ยวชาญในการตีความกฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม.
มธ. 22:35 ข มธ.22:18
มธ. 22:37 ก พบญ.6:5; 10:12; 30:6
มธ. 22:37 ข 1ยฮ.4:21
มธ. 22:37 1 หรือ ด้วยทั้งใจ, ด้วยทั้งจิต และด้วยความคิดทั้งหมดของเจ้า. คำว่า “ด้วย” ทุกตัว หากแปลตามตรงคือ “ใน”.
มธ. 22:39 ก ลวต.19:18; มธ.19:19; ฆต.5:14; ยก.2:8
มธ. 22:40 ก มธ.7:12; รม.13:8-10
มธ. 22:40 1 พระบัญญัติทั้งสองข้อนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้รักพระเจ้าหรือให้รักมนุษย์ล้วนเป็นเรื่องของความรักทั้งสิ้น. ความรักนั้นก็เป็นวิญญาณแห่งพระบัญญัติของพระเจ้านั่นเอง.
มธ. 22:41 ก ข้อ 41-45: มก.12:35-37; ลก.20:41-44
มธ. 22:42 1 ตามที่บรรยายไว้ในบทที่ 21:23 จนถึงบทที่ 22:46 ขณะที่พระคริสต์เสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนายูดายเป็นครั้งสุดท้ายนั้นพระองค์ถูกห้อมล้อมไปด้วยพวกหัวหน้าปุโรหิต, พวกผู้อาวุโส, พวกฟาริซาย, พวกเฮโรด, พวกซาดูกายและนักกฎหมาย. พวกเหล่านี้ก็เพียรพยายามที่จะจับผิดพระองค์โดยใช้คำถามที่ยากซับซ้อนและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม. พวกแรกคือพวกหัวหน้าปุโรหิตซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจของศาสนายูดายและพวกผู้อาวุโสซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจของชาวยูดาย มาซักถามพระองค์ในเรื่องของอำนาจ (21:23). คำถามของเขาเป็นการถามตามทัศนะแห่งศาสนาของพวกเขา. พวกที่สองคือพวกฟาริซายที่ถือหลักข้อเชื่อมูลฐานและพวกเฮโรดที่ร้อนรนทางการเมืองมาถามพระองค์เกี่ยวกับการเมือง. พวกที่สามคือพวกซาดูกายที่มีแนวความคิดสมัยใหม่มาถามพระองค์เกี่ยวกับความเชื่อพื้นฐาน. พวกที่สี่คือนักกฎหมายที่คิดว่าตนเองถูกต้อง มาถามพระองค์เกี่ยวกับกฎบัญญัติ. หลังจากที่พระองค์ทรงใช้พระปัญญาตอบคำถามทั้งหมดของพวกเขาแล้ว จึงถามพวกเขาเกี่ยวกับพระคริสต์. นี่คือคำถามที่อยู่เหนือกว่าบรรดาคำถามทั้งหลาย.คำถามของพวกเขานั้นเกี่ยวกับศาสนา, การเมือง, ความเชื่อ, และกฎบัญญัติ. แต่คำถามของพระองค์นั้นเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่ง. พวกเขารู้จักศาสนา, การเมือง, ความเชื่อ, และกฎบัญญัติเป็นอย่างดี แต่กลับละเลยพระคริสต์ไปเสีย. ดังนั้นพระองค์จึงถามพวกเขาว่า “พวกท่านคิดอย่างไรด้วยเรื่องพระคริสต์?” ทุกคนล้วนต้องตอบคำถามสุดยอดแห่งบรรดาคำถามนี้ด้วยกันทั้งสิ้น.
มธ. 22:42 ก มธ.1:1
มธ. 22:43 ก วว.1:10
มธ. 22:43 1ก พวกเราสามารถรู้จักพระคริสต์ได้มีเพียงอยู่ในวิญญาณ และโดยการเปิดเผยของพระเจ้าเท่านั้น (อฟ.3:5).
มธ. 22:44 ก บพส.110:1; กจ.2:34-35; ฮร.1:13
มธ. 22:44 ข บพส.8:6-8; 1กธ.15:25
มธ. 22:45 1 พระคริสต์ก็คือพระเจ้า ในสภาพพระเจ้าของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของดาวิด. พระคริสต์ก็เป็นมนุษย์ด้วย ในสภาพมนุษย์ของพระองค์นั้น พระองค์ก็คือบุตรของดาวิด. พวกฟาริซายมีความรู้ทางพระคัมภีร์เกี่ยวกับฐานันดรของพระคริสต์เพียงครึ่งเดียวคือรู้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นบุตรของดาวิดตามสภาพมนุษย์ของพระองค์เท่านั้น. พวกเขายังขาดความรู้อีกครึ่งหนึ่ง คือพระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าตามสภาพพระเจ้าของพระองค์.
มธ. 22:46 ก ลก.14:6
มธ. 22:46 1ก คำถามของพระคริสต์ อันเป็นคำถามที่เหนือคำถามทั้งปวงซึ่งกล่าวถึงฐานันดรที่อัศจรรย์ของพระองค์นั้นได้ปิดปากของคนทั้งหลายที่ต่อต้านพระองค์.
สารบัญ