มัดธาย บทที่ 17
มธ.
17:1 กครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูขทรงนำเปโตร, ยาโกโบ, และโยฮันน้องของยาโกโบ1ขึ้น2คภูเขาสูงแต่ลำพัง.
มธ.
17:2 แล้วพระองค์ก็กเปลี่ยนรูปลักษณะไปต่อหน้าพวกเขา พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนขแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็คขาวผ่องดุจแสงสว่าง.
มธ.
17:3 ดูเถิด1กโมเซและขเอลียาก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์.
มธ.
17:4 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระเยซูว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดีนัก ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ ข้าพเจ้าจะสร้างกกระโจม1สามหลังที่นี่ สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง, สำหรับโมเซหลังหนึ่ง, และสำหรับเอลียาหลังหนึ่ง.”
มธ.
17:5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ดูเถิด มีกเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ และดูเถิดมีขพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “1ท่านผู้นี้เป็นคบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก. จงงฟัง2ท่านเถิด!”
มธ.
17:6 ฝ่ายพวกสาวกเมื่อกได้ยินก็ขซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก.
มธ.
17:7 พระเยซูจึงเสด็จมากสัมผัสเขา แล้วตรัสว่า “จงลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย.”
มธ.
17:8 เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นดู ก็1ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว.
มธ.
17:9 กขณะเมื่อพวกเขาลงมาจากภูเขานั้น พระเยซูทรงสั่งพวกเขาว่า “1สิ่งที่ท่านได้เห็นนั้น อย่าบอกเล่าแก่ผู้ใด จนกว่าขบุตรมนุษย์จะคเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย.”
มธ.
17:10 เหล่าสาวกก็ทูลถามพระองค์ว่า “เหตุไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่า1กเอลียาจะต้องมาก่อน?”
มธ.
17:11 พระเยซูตรัสตอบว่า “1เอลียาจะต้องมา และจะทำให้สิ่งทั้งปวงกคืนสู่สภาพเดิม
มธ.
17:12 แต่เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า1กเอลียาก็มาแล้ว และพวกเขาหารู้จักท่านไม่แต่เขาได้ขทำแก่ท่านตามความปรารถนาของตน. ส่วนบุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์จากพวกเขาเช่นเดียวกัน.”
มธ.
17:13 แล้วเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์ได้ตรัสแก่เขา[เล็ง]ถึงโยฮันผู้ให้บัพติศมา.
ง. ทรงขับไล่ผีโรคลมบ้าหมูออกไป
17:14-21
17:14-21
มธ.
17:14 กครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว มีชายคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์คุกเข่าลงทูลว่า
มธ.
17:15 “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดสงสารบุตรของข้าพเจ้าเถิด! ด้วยเขาเป็น1โรคลมบ้าหมูมีความทุกข์ลำบากมาก เคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ.
มธ.
17:16 ข้าพเจ้าได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่พวกสาวกไม่สามารถรักษาเขาให้หายได้.”
มธ.
17:17 พระเยซูตรัสตอบว่า “โอ ยุคสมัยที่กขาดความเชื่อและขบิดเบือน! เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใด? เราจะต้องอดทนต่อท่านไปถึงไหน? จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่นี่เถิด.”
มธ.
17:18 พระเยซูจึงกตรัสติเตียนผีนั้น มันก็ออกจากเขา ตั้งแต่โมงนั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ.
มธ.
17:19 ในเวลานั้น เหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูเป็นการส่วนตัว และทูลว่า เหตุใดพวกข้าพเจ้าจึงไม่สามารถขับผีนั้นออกได้?
มธ.
17:20 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เพราะเหตุพวกท่านมีกความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกท่านตามจริงว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าขเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งคภูเขานี้ว่า, ‘จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ แล้วมันก็จะเลื่อนไป ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่งเป็นไปไม่ได้สำหรับท่านเลย.
มธ.
17:21 1แต่[ผี]ชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออกไป เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร.”
จ. ทรงเปิดเผยถึงการถูกตรึงตายและการเป็นขึ้นเป็นครั้งที่สอง
17:22-23
17:22-23
มธ.
17:22 กครั้นพระองค์กับเหล่าสาวกยัง1ชุมนุมกันอยู่ในขมณฑลฆาลิลาย. พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือมนุษย์
มธ.
17:23 และเขาจะกประหารชีวิตพระองค์เสีย ในวันที่สามจะทรงให้พระองค์เป็นขึ้น.” พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก.
ฉ. การปรับใช้การเปิดเผยและนิมิตฐานะแห่งบุตรของพระคริสต์
17:24-27
17:24-27
มธ.
17:24 เมื่อพวกเขามาถึงกเมืองกัปเรนาอูมแล้ว1ขผู้เก็บภาษีบำรุงพระวิหารมาหาเปโตรกล่าวว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสีย1ภาษีบำรุงพระวิหารนั้นหรือ?”
มธ.
17:25 เปโตรกล่าวว่า “1เสีย.” เมื่อเขาเข้าไปในเรือน พระเยซู2ตรัสแก่เขาก่อนว่า “ซีโมนเอ๋ย ท่านกคิดอย่างไร? กษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกเก็บส่วยหรือภาษีจากผู้ใดจากโอรสหรือจากผู้อื่น?”
มธ.
17:26 เมื่อเปโตรทูลตอบว่า “จากผู้อื่น” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้าเช่นนั้น1โอรสก็ไม่ต้องเสีย.
มธ.
17:27 แต่เพื่อเราจะไม่ทำให้เขากสะดุด ท่านจง1ไปตกปลาที่ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบ2เงินหนึ่งเหรียญ จงเอาเงินนั้นไป3ให้เขา[เป็นค่าภาษีบำรุงพระวิหาร]สำหรับเรา4กับท่านเถิด.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 17
มธ.
17:1 ก ข้อ 1-9: มก.9:2-9; ลก.9:28-36
มธ.
17:1 ข มก.5:37; มธ.26:37
มธ.
17:1 1 การบันทึกตั้งแต่ 13:53—17:8 บรรยายถึงหนทางในการติดตามกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ คือตั้งแต่การที่พระองค์ถูกละทิ้ง จนเข้าสู่การปรากฏของอาณาจักร. ผู้ที่ติดตามพระองค์ไม่เพียงถูกละทิ้งจากชาวยูดายร่วมกับพระองค์เท่านั้น (13:53-58) แต่ยังต้องถูกทำร้าย หรือยังต้องถึงขั้นพลีชีพจากการเมืองของชาวต่างชาติอีกด้วย (14:1-12). เขาเหล่านั้นได้อยู่ร่วมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในป่าสงัดโดยเผชิญกับความยากลำบาก แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงได้รับการดูแลที่อุดมสมบูรณ์จากองค์พระผู้เป็นเจ้า (14:13-21). ในขณะที่เขาทั้งหลายได้อยู่ในทะเลที่มีคลื่นลมพายุ เรือได้ต้านลมอยู่ พระองค์ก็ได้เสด็จดำเนินบนทะเล ทรงทำให้คลื่นลมสงบแล้วพาเขาข้ามฟากไป (14:22-34). ณ ที่นั่นมีคนป่วยมากมายที่ได้รับการรักษาโดยการสัมผัสกับพระองค์ (14:35-36) แต่พวกที่นมัสการพระเจ้าอย่างหน้าซื่อใจคดนั้น กลับมาสอบถามต่อพระองค์ว่า เพราะเหตุใดผู้ที่ติดตามพระองค์ได้ละเมิดต่อประเพณีสืบทอดของพวกเขา (15:1-20). จากนั้นพวกสาวกได้ติดตามพระองค์มาถึงเขตแดนของชาวต่างชาติ ที่นั่นมีชาวต่างชาติคนหนึ่งถูกผีสิงและได้รับการรักษา (15:21-28). ต่อมาพวกเขาได้ติดตามพระองค์อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลฆาลิลายแล้วขึ้นไปบนภูเขาซึ่งเป็นสถานที่ที่มีบรรดาคนเจ็บป่วยต่างๆ ได้รับการรักษาให้หาย และพระองค์ยังได้ให้การหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์ตามความต้องการของผู้ที่ติดตามพระองค์กับประชาชนเป็นอันมากอีกครั้งหนึ่งในขณะที่อยู่ในป่ากันดารนั้น (15:29-39). ต่อจากนั้นพวกที่นับถือหลักข้อเชื่อมูลฐาน (Fundamentalists) กับพวกที่มีความคิดสมัยใหม่ (Modernists) ในสมัยนั้นก็ได้มาล่อลวงพระองค์ และพระองค์ก็ได้ชี้แจงว่าพระองค์จะต้องตายเพื่อเป็นเครื่องหมายหนึ่งเดียวสำหรับพวกเขา (16:1-4). จากนั้นพระองค์ได้สั่งให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ระวังเชื้อของพวกที่นับถือหลักข้อเชื่อมูลฐานและพวกที่มีความคิดสมัยใหม่ (16:5-12). หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว พระองค์ก็ทรงนำผู้ที่ติดตามพระองค์ไปยังชายแดนของแผ่นดินบริสุทธิ์ ซึ่งใกล้กับแผ่นดินของชาวต่างชาติ เพื่อที่จะให้เขาเหล่านั้นได้รับการเปิดเผยถึงพระคริสต์, คริสตจักร, และกางเขนเพื่อเป็นหนทางในการเข้าสู่อาณาจักรของพวกเขา (16:13-28). ในที่สุดพระองค์ก็นำพวกเขาเข้าสู่สง่าราศีในการปรากฏของอาณาจักร (ข้อ 1-8).
มธ.
17:1 ค วว.21:10
มธ.
17:1 2ค ในบทที่ 16 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดเผยถึงพระคริสต์และคริสตจักรที่เชิงเขาเฮระโมนจากนั้นผ่านไปหกวัน องค์พระผู้เป็นเจ้าก็เปลี่ยนรูปลักษณะ ดังนั้นภูเขาสูงตรงนี้ก็ต้องเป็นภูเขาเฮระโมนอย่างแน่นอน. ถ้าหากเราต้องการจะได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักร เราก็ต้องอยู่ห่างไกลจากสภาพแวดล้อมแห่งศาสนา; แต่การที่เราจะเห็นนิมิตแห่งพระคริสต์ผู้ผ่านการเปลี่ยนรูปลักษณะนั้น เราจำต้องขึ้นสู่ภูเขาสูงซึ่งอยู่เหนือพื้นราบ
มธ.
17:2 ก เทียบ 2กธ.3:18
มธ.
17:2 ข วว.1:16; 10:1; มลค.4:2
มธ.
17:2 ค ดนอ.7:9
มธ.
17:3 ก พบญ.34:5-6
มธ.
17:3 1ก เมื่อโมเซได้เสียชีวิตแล้ว พระเจ้าก็ได้ซ่อนร่างของเขาไว้ (พบญ.34:5-6); ส่วนเอลียาถูกพระเจ้ารับไปยังสวรรค์ขณะที่ยังมีชีวิต (2พกษ.2:11). พระเจ้าทรงเจตนากระทำสองสิ่งนี้เพื่อให้โมเซกับเอลียาสามารถมาปรากฏร่วมกับพระคริสต์บนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปลักษณะ. เขาทั้งสองเป็นผู้ที่พระเจ้าเก็บรักษาเอาไว้เพื่อเป็นพยานบุคคลสองคนในช่วงภัยพิบัติใหญ่ (วว.11:3-4).โมเซเป็นตัวแทนของกฎบัญญัติ ส่วนเอลียาเป็นตัวแทนของผู้เผยพระวจนะ ทั้งกฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะล้วนเป็นส่วนที่ก่อรูปขึ้นเป็นพันธสัญญาเดิม ซึ่งเป็นพยานที่ครบสมบูรณ์ของพระคริสต์ (ยฮ.5:39). ในเวลานี้ทั้งโมเซกับเอลียาได้มาปรากฏและสนทนาร่วมกับพระองค์เกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระองค์ (ลก.9:31) ตามที่ได้มีการกล่าวไว้ในพันธสัญญาเดิม (ลก.24:25-27, 44; 1กธ.15:3).
มธ.
17:3 ข 2พกษ.2:11
มธ.
17:4 ก ลวต.23:34, 42; นฮย.8:15
มธ.
17:4 1 ในข้อเสนอที่เหลวไหลของเปโตร เขาก็ได้วางโมเซและเอลียาไว้ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกับพระคริสต์ นี่มีความหมายว่าเขาทำให้กฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะเสมอเท่าเทียมกับพระคริสต์. นี่คือสิ่งที่ขัดกับแผนการบริหารของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง. ในแผนการบริหารของพระเจ้ากฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะเป็นเพียงพยานของพระคริสต์เท่านั้น ไม่ควรจะนำมาวางไว้ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกับพระคริสต์.
มธ.
17:5 ก อซด 24:15-16
มธ.
17:5 ข มธ.3:17; 2ปต.1:17
มธ.
17:5 1 หรือ ผู้เป็นบุตรของเรา ผู้เป็นที่รัก. การประกาศซึ่งพระบิดาทรงชี้แจงตัวของพระบุตรเช่นนี้ ครั้งแรกได้ประกาศหลังจากที่พระคริสต์เสด็จขึ้นมาจากการรับบัพติศมา, ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเป็นขึ้นจากตายของพระองค์. ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่พระบิดาทรงประกาศคำนี้โดยได้ทรงชี้แจงตัวของพระบุตรในการเปลี่ยนรูปลักษณะของพระองค์ ซึ่งการเปลี่ยนรูปลักษณะนี้เป็นแบบเล็งของอาณาจักรที่จะมาถึงนั่นเอง.
มธ.
17:5 ค มธ.12:18
มธ.
17:5 ง พบญ.18:15-19; กจ.3:22-23
มธ.
17:5 2 ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น หลังจากที่พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว เราทั้งหลายก็จะต้องฟังพระองค์ ไม่ควรไปฟังกฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะอีก เพราะทั้งกฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะล้วนสำเร็จในพระคริสต์และโดยพระคริสต์แล้ว.
มธ.
17:6 ก 2ปต.1:18
มธ.
17:6 ข ยนซ.17:3; ยอค.1:28; วว.1:17
มธ.
17:7 ก ดนอ.8:18; 10:18; วว.1:17
มธ.
17:8 1 เปโตรเสนอแนะให้โมเซและเอลียา ก็คือกฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะให้อยู่ร่วมกับพระคริสต์ต่อไป แต่พระเจ้าทรงรับโมเซกับเอลียาไปเหลือไว้แต่พระเยซูผู้เดียว. กฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะเป็นเพียงเงาและคำพยากรณ์ ไม่ใช่ความเที่ยงแท้. ความเที่ยงแท้ก็คือพระคริสต์. บัดนี้พระคริสต์ผู้เป็นความเที่ยงแท้ได้อยู่ที่นี่ จึงไม่ต้องการเงาและคำพยากรณ์อีก. ในพันธสัญญาใหม่จึงไม่ควรที่จะเหลือใครไว้อีกนอกจากพระเยซูผู้เดียวเท่านั้น. พระเยซูทรงเป็นโมเซในวันนี้ ทรงนำเอากฎแห่งชีวิตแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้ที่เชื่อพระองค์ พระเยซูก็เป็นเอลียาของวันนี้ด้วย ได้ทำการตรัสเพื่อพระเจ้า และตรัสออกซึ่งพระเจ้าอยู่ภายในของผู้เชื่อ. นี่ก็คือแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
มธ.
17:9 ก ข้อ 9-13: มก.9:9-13
มธ.
17:9 1 สิ่งที่ได้เห็นนั้น แปลตามตรงคือ นิมิตนี้. หากไม่อยู่ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นนิมิตของพระเยซูผู้เปลี่ยนรูปลักษณะ, ได้รับสง่าราศีได้อย่างชัดเจน.
มธ.
17:9 ข มธ.8:20
มธ.
17:9 ค มธ.16:21; 17:23; 20:19
มธ.
17:10 ก มลค.4:5
มธ.
17:10 1ก ถ้อยคำนี้กล่าวตาม มลค.4:5-6.
มธ.
17:11 1 ถ้อยคำนี้จะสำเร็จในช่วงเวลาแห่งภัยพิบัติใหญ่ เวลานั้นเอลียาจะเป็นหนึ่งในพยานบุคคลทั้งสอง (วว.11:3-4) ดังที่พยากรณ์ไว้ใน มลค.4:5-6.
มธ.
17:11 ก กจ.1:6; 3:21
มธ.
17:12 ก มธ.11:14; ลก.1:17
มธ.
17:12 1ก คำนี้บ่งชี้ถึงโยฮันผู้ให้บัพติศมา (ข้อ 13), ผู้มีวิญญาณและฤทธิ์เดชของเอลียา (ลก.1:13-17) แต่ก็ถูกละทิ้ง (11:18) และถูกตัดศีรษะ (14:3-12).
มธ.
17:12 ข มธ.14:3, 10
มธ.
17:14 ก ข้อ 14-21: มก.9:17-29; ลก.9:38-42
มธ.
17:15 1 แปลตามตรงคือ เป็นบ้า. คำว่า “ลมบ้าหมู” ชี้ให้เห็นลักษณะพิเศษที่แท้จริงของโรคนี้ออกมา.
มธ.
17:17 ก รม.11:20
มธ.
17:17 ข ฟป.2:15
มธ.
17:18 ก มก.1:25
มธ.
17:20 ก มธ.6:30
มธ.
17:20 ข ลก.17:6; มธ.13:31
มธ.
17:20 ค มธ.21:21; 1กธ.13:2
มธ.
17:20 ง มธ.19:26
มธ.
17:21 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่หลายฉบับไม่มีข้อนี้.
มธ.
17:22 ก ข้อ 22-23: มก.9:30-32; ลก.9:44-45
มธ.
17:22 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น อาศัยอยู่.
มธ.
17:22 ข ลก.24:6
มธ.
17:23 ก มธ.16:21; 20:18-19
มธ.
17:24 ก มก.9:33
มธ.
17:24 ข อซด.30:13-16; 38:26
มธ.
17:24 1ข เป็นภาษีรายบุคคลที่ชาวยูดายต้องเสียเพื่อบำรุงพระวิหาร มีค่าเท่ากับเงินยูดายครึ่งเชกไกละ (อซด.30:12-16; 38:26).
มธ.
17:25 1 ขณะที่อยู่บนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปลักษณะ เปโตรได้ยินพระสุรเสียงมาจากบนฟ้าสั่งให้เขาฟังพระคริสต์ (17:5). หากเขายังจำถ้อยคำนี้ได้ เขาก็จะนำคำถามของคนเก็บภาษีมาถามพระคริสต์และฟังพระองค์ว่าจะตรัสอย่างไร. แต่เขายังไม่ทันได้ฟังว่าพระคริสต์ตรัสอะไร เขาก็ได้ตอบไปแล้ว.
มธ.
17:25 2 เปโตรได้กล่าวเกินเลยไป. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ยับยั้งเขาและแก้ไขเขาก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูดต่อไป.
มธ.
17:25 ก มธ.18:12; 22:17
มธ.
17:26 1 โอรสของกษัตริย์ย่อมไม่ต้องเสียส่วยหรือภาษีตลอดไป. พลไพร่ของพระเจ้าต้องเสียเงินครึ่งเชกไกละเพื่อใช้บำรุงวิหารของพระเจ้า. ในเมื่อพระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในเรื่องนี้ได้ขัดแย้งกับคำตอบของเปโตร. เปโตรได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าแล้ว (16:16-17) และยังได้เห็นนิมิตแห่งพระบุตรของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 5). บัดนี้เมื่อต้องปรับใช้สิ่งที่เขาได้เห็นนั้น เขาก็ถูกทดสอบโดยคำถามของคนเก็บภาษีบำรุงพระวิหาร. แต่เขาตอบผิดพลาดไป เพราะเขาลืมการเปิดเผยที่เขาได้รับและนิมิตที่ได้เห็นไปเสียแล้ว. เขาลืมไปแล้วว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษีบำรุงพระวิหารของพระบิดาของพระองค์เอง.
มธ.
17:27 ก มธ.18:7; 1กธ.10:32
มธ.
17:27 1 หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ปิดปากเปโตรแล้ว พระองค์ผู้เป็นผู้เผยพระวจนะแห่งพันธสัญญาใหม่ คือเป็น เอลียาในวันนี้ ก็ตรัสสั่งให้เปโตรไปตกปลาเพื่อจะได้พบเงินหนึ่งเหรียญ. คำพยากรณ์นี้ก็ได้สำเร็จเป็นจริง. แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเปโตรจะรู้สึกยุ่งยากใจในการที่จะต้องไปตกปลา และต้องคอยปลาตัวหนึ่งซึ่งในปากได้คาบเงินเหรียญหนึ่งมาปรากฏ.
มธ.
17:27 2 มีค่าเท่ากับเงินยูดายหนึ่งเชกไกละ.
มธ.
17:27 3 หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวจนเปโตรยอมจำนนต่อเรื่องที่พระองค์ไม่ต้องเสียภาษีบำรุงวิหารแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นผู้ประทานกฎบัญญัติแห่งพันธสัญญาใหม่ คือเป็นโมเซในวันนี้ก็ได้ตรัสสั่งให้เปโตรไปเสียภาษีแทนพระองค์. พระองค์จงใจกระทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการที่จะสอนเปโตรให้รู้ว่า ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่มีฐานะ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นโมเซ, เอลียา, เปโตร, หรือใครก็ตามล้วนไม่มีฐานะที่จะพูดหรือออกคำสั่งทั้งสิ้น.
มธ.
17:27 4 ในขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำการแก้ไขและสั่งสอนเปโตรนั้น ก็ยังคงคำนึงถึงความต้องการของเปโตรอยู่. วิธีที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใช้จัดการกับเราย่อมเป็นเช่นนี้เสมอ.