มัดธาย บทที่ 16
(10) การล่อลวงของพวกที่ถือหลักข้อเชื่อมูลฐาน (Fundamentalists)
กับพวกที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ (Modernists)
16:1-12
กับพวกที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ (Modernists)
16:1-12
มธ.
16:1 กพวกฟาริซายกับพวกซาดูกายได้มาขทดสอบพระองค์ โดยขอให้แสดง1คการอัศจรรย์จากฟ้าสวรรค์ให้เขาเห็น.
มธ.
16:2 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า “กพอตกเย็นท่านทั้งหลายพูดว่าอากาศจะโปร่งดีเพราะฟ้าสีแดง
มธ.
16:3 ในเวลาเช้าท่านทั้งหลายก็พูดว่า ‘วันนี้จะเกิดพายุฝนเพราะฟ้าแดงและมัว.’1สภาพของท้องฟ้านั้นท่านทั้งหลายยังอาจรู้จักกแยกแยะได้ แต่การอัศจรรย์แห่งกาลเวลานี้ท่านกลับไม่อาจ2แยกแยะได้.
มธ.
16:4 กคนสมัยที่ชั่วร้ายและคบชู้ แสวงหาการอัศจรรย์ และจะไม่โปรดให้แก่เขาเว้นไว้แต่1การอัศจรรย์ของขโยนาเท่านั้น.” แล้วพระองค์ก็คทิ้งเขาไว้ และเสด็จจากไป.
มธ.
16:5 ฝ่ายพวกสาวกของพระองค์เมื่อข้ามฟากนั้น ได้ลืมเอา1ขนมปังไปด้วย.
มธ.
16:6 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “จงระวังและป้องกันกเชื้อของพวกฟาริซายและพวกซาดูกายให้ดี.”
มธ.
16:7 เหล่าสาวกจึงถกเหตุผลกันกล่าวว่า “เป็นเพราะเหตุที่เรามิได้เอาขนมปังมา.”
มธ.
16:8 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านผู้มีกความเชื่อน้อย เหตุไฉนพวกท่านจึงถกเหตุผลกันถึงการที่มิได้เอาขนมปังมา?
มธ.
16:9 ท่านยังไม่เข้าใจและจำไม่ได้หรือ? เรื่องกขนมปังห้าก้อนกับคนห้าพันคนนั้นท่านเก็บที่เหลือได้กี่1ตะกร้า?
มธ.
16:10 หรือกขนมปังเจ็ดก้อนกับคนสี่พันคนนั้น ท่านเก็บที่เหลือได้กี่1กระบุง?
มธ.
16:11 เป็นไฉนพวกท่านจึงไม่เข้าใจ? เรามิได้พูดกับท่านด้วยเรื่องขนมปัง แต่ได้ว่าให้ป้องกันเชื้อของพวกฟาริซายและพวกซาดูกายให้ดี.”
มธ.
16:12 แล้วพวกสาวกก็เข้าใจว่า พระองค์มิได้ตรัสสั่งให้เขาป้องกันเชื้อขนมปัง แต่ให้เขาป้องกัน1คำสอนของพวกฟาริซายและพวกซาดูกาย.
4. เส้นทางที่ถูกปฏิเสธ
16:13—23:39
16:13—23:39
(1) ก่อนเสด็จไปมณฑลยูดาย
16:13—18:35
16:13—18:35
ก. การเปิดเผยถึงพระคริสต์และคริสตจักร
16:13-20
16:13-20
มธ.
16:13 กครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขต1เมืองกายซาไรอาฟิลิปปอยจึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่า “คนทั้งหลายพูดกันว่า2ขบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด?”
มธ.
16:14 พวกเขาจึงทูลตอบว่า “1บางคนว่าเป็นกโยฮันผู้ให้รับบัพติศมา แต่บางคนว่าเป็นขเอลียา และคนอื่นว่าเป็นยิระมะยาหรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ.”
มธ.
16:15 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “แล้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร?”
มธ.
16:16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า “พระองค์ทรงเป็น1กพระคริสต์นั้น1ขพระบุตรของ2คพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่.”
มธ.
16:17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “กซีโมน1บาระโยนาเอ๋ย ท่านก็ขเป็นสุข เพราะว่า2คเนื้อและเลือดมิได้งเปิดเผยความนี้แก่ท่าน แต่เป็น3พระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายที่ทรงเปิดเผยให้ทราบ.
มธ.
16:18 ฝ่ายเราบอกแก่ท่าน1อีกว่า ท่านคือ2กเปโตร และบน3ขศิลานี้เราจะ4คก่อสร้าง5งคริสตจักรของเราไว้ และ6จประตูแห่งฉแดนมรณาไม่อาจมีชัยชนะชต่อคริสตจักร.
มธ.
16:19 เราจะมอบ1กลูกกุญแจของ2อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะ3ขผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็4ถูกผูกมัดในสวรรค์ทั้งหลายแล้วเมื่อท่านจะ3ปลดปล่อยสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็4ถูกปลดปล่อยในสวรรค์ทั้งหลายแล้ว.”
มธ.
16:20 แล้วพระองค์ทรงกำชับเหล่าสาวกของพระองค์ 1มิให้บอกกผู้ใดว่าพระองค์เป็นพระคริสต์นั้น.
ข. ทรงเปิดเผยถึงการถูกตรึงตายและการเป็นขึ้นเป็นครั้งแรก
16:21-27
16:21-27
มธ.
16:21 กตั้งแต่เวลานั้นมา พระเยซูทรงเริ่มชี้แจงแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่าพระองค์1จะต้องเสด็จไปขกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้อาวุโส, พวกหัวหน้าปุโรหิต, พวกธรรมาจารย์ และจะถูกคประหาร แล้วในวันที่สามจะทรงให้พระองค์เป็นขึ้น.
มธ.
16:22 ฝ่ายเปโตรดึงพระองค์ไปด้านข้างแล้วทูลติเตียนว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอ[พระเจ้า]ทรงพระเมตตาต่อพระองค์! 1อย่าให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแก่พระองค์เลย”
มธ.
16:23 พระองค์จึงหันมาตรัสแก่เปโตรว่า “1กอ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา! 2เจ้าเป็นเหมือนหินที่ให้เราสะดุด เพราะเจ้า3ขไม่ได้คิดในเรื่องราวของพระเจ้า แต่ได้คิดในเรื่องราวของมนุษย์.”
มธ.
16:24 ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้น1ปฏิเสธ2ตัวเองและแบก3กกางเขนของตน4และติดตามเรามา.
มธ.
16:25 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะช่วยกชีวิตฝ่ายจิตของตนให้รอด ก็จะ1สูญเสียชีวิตฝ่ายจิต แต่ผู้ใดจะ2สูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ก็จะได้รับมาซึ่งชีวิตฝ่ายจิต.
มธ.
16:26 เพราะถ้าผู้ใดจะได้[สิ่งของ]สิ้นทั้งโลกแต่ต้องชดเชยด้วย1ชีวิตฝ่ายจิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร? หรือใครจะเอาอะไรมาแลกกับชีวิตฝ่ายจิตของตน?
มธ.
16:27 1เหตุว่าเมื่อกบุตรมนุษย์จะขเสด็จมาในคสง่าราศีแห่งพระบิดาพร้อมด้วยงพวกทูตสวรรค์ของพระองค์ เมื่อนั้นพระองค์จะ2จตอบแทนให้ทุกคนตามการประพฤติของตน.
ค. การเปลี่ยนรูปลักษณะในรูปภาพย่อของอาณาจักร
16:28—17:13
16:28—17:13
มธ.
16:28 เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายตามจริงว่า ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่ มีบางคนที่จะไม่ต้องลิ้มชิมความตาย จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์1กเสด็จมาในอาณาจักรของพระองค์.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 16
มธ.
16:1 ก ข้อ 1-12: มก.8:11-21
มธ.
16:1 ข มธ.22:18, 35; ลก.11:16; ยฮ.8:6
มธ.
16:1 ค มธ.12:38; 1กธ.1:22
มธ.
16:1 1ค ดู 12:38 คำอธิบาย 1. ข้ออื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
16:2 ก มธ.16:9
มธ.
16:3 1 แปลตามตรงคือ หน้าตาของท้องฟ้า.
มธ.
16:3 ก ลก.12:54-56
มธ.
16:3 2 ดู ลก.12:56 คำอธิบาย 5.
มธ.
16:4 ก มธ.12:39
มธ.
16:4 1 โยนาเป็นผู้เผยพระวจนะที่ได้หันจากชนชาติอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติ และเคยอยู่ในท้องปลาใหญ่. หลังจากที่เขาอยู่ในนั้นเป็นเวลาสามวันสามคืนก็ได้ออกมา จึงกลายเป็นการอัศจรรย์ให้คนสมัยนั้นกลับใจเสียใหม่ (ยนา.1:2, 17;3:2-10). ท่านเป็นแบบเล็งของพระคริสต์ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าใช้ให้ไปยังพลเมืองของพระองค์ (พบญ.18:15, 18) ก็ได้หันจากชาวอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติ และยังต้องฝังอยู่ในใจกลางแผ่นดินอีกเป็นเวลาสามวัน ต่อจากนั้นจึงทรงเป็นขึ้น จนกลายเป็นการอัศจรรย์ที่ทำให้คนสมัยนี้ได้รับความรอด. พระคำในที่นี้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะกระทำการใดๆ ทั้งสิ้นต่อคนชาติชั่วและคบชู้เหล่านี้ ซึ่งได้แก่ชาวยูดายและคนในยุคแห่งศาสนา นอกจากการตายแล้วเป็นขึ้นเท่านั้นซึ่งเป็นการอัศจรรย์ของเขาเหล่านั้น และเป็นการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้เขาเพียงแต่เชื่อก็จะรอด.
มธ.
16:4 ข มธ.12:39-40
มธ.
16:4 ค มธ.21:17
มธ.
16:5 1 ตั้งแต่ 15:1—16:12 บทบันทึกของมัดธายให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการกินเป็นอย่างมาก. การกินสิ่งที่เป็นมลทินจะทำให้เรามลทินได้. การกินคือหนทางที่ทำให้เราได้รับส่วนของพระคริสต์ (15:21-28) และโดยการกินนี้เองที่ทำให้เราทั้งหลายรับสุขการหล่อเลี้ยงที่ไร้ขีดจำกัดและได้รับความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่รู้หมดสิ้นของพระคริสต์ (15:32-39). แต่เราทั้งหลายก็จำต้องระวัง
อย่าได้กินสิ่งที่มีเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น (ข้อ 5-12).
มธ.
16:6 ก มธ.13:33; ลก.12:1; 1กธ.5:6-8; ฆต.5:9
มธ.
16:8 ก มธ.6:30; 8:26; 14:31
มธ.
16:9 ก มธ.14:17-21; ยฮ.6:9-13
มธ.
16:9 1 ตะกร้ามีหูหิ้วที่ใช้สำหรับการเดินทาง.
มธ.
16:10 ก มธ.15:34-38
มธ.
16:10 1 ใหญ่กว่าตะกร้ามีหูหิ้วในข้อ 9.
มธ.
16:12 1 หมายถึงเรื่องที่เขาได้สอน. คำสอนของพวกฟาริซายล้วนเป็นเรื่องที่หน้าซื่อใจคด (23:13, 15, 23, 25, 27, 29) ส่วนคำสอนของพวกซาดูกายนั้นปฏิเสธการเป็นขึ้นจากตาย, ทูตสวรรค์, และวิญญาณ (กจ.23:8) ก็เหมือนกับคำสอนของพวกมีความคิดสมัยใหม่ (Modernists) ในเวลาปัจจุบันนี้นั่นเอง. ดังนั้นคำสอนของพวกฟาริซายและของพวกซาดูกายล้วนแต่เป็นคำสอนที่ไม่บริสุทธิ์หมดจดและชั่วร้ายทั้งสิ้น ทั้งยังถูกเปรียบเหมือนกับเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้เห็นไม่ได้ในท่ามกลางพลไพร่ของพระเจ้า (อซด.13:7).
มธ.
16:13 ก ข้อ 13-16: มก. 8:27-29; ลก.9:18-20
มธ.
16:13 1 อยู่ทางตอนเหนือของแผ่นดินบริสุทธิ์ซึ่งใกล้กับชายแดนเชิงเขาเฮระโมน อันเป็นภูเขาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปลี่ยนรูปลักษณะ (17:1-2).สถานที่นี้อยู่ห่างไกลจากเมืองบริสุทธิ์และพระวิหาร อันเป็นสถานที่ซึ่งบรรยากาศแห่งศาสนายูดายอันเก่าแก่ได้เติมเต็มความคิดของผู้คน จนไม่มีห้องว่างให้แก่กษัตริย์ใหม่คือพระคริสต์เลยแม้แต่นิดเดียว. องค์พระผู้เป็นเจ้ามีเจตนาที่จะพาเหล่าสาวกมายังที่ที่ซึ่งมีบรรยากาศแจ่มใสปลอดโปร่งเช่นนี้ ก็เพื่อให้ความคิดของพวกเขาสามารถหลุดออกจากผลกระทบของสภาพแวดล้อมแห่งศาสนาที่อยู่ในเมืองบริสุทธิ์ ทั้งพระวิหาร เพื่อให้พระองค์สามารถเปิดเผยสิ่งใหม่บางประการอันเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักร ซึ่งเป็นชีพจรของอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์. ในเมืองกายซาไรอาฟิลิปปอยนี้เอง นิมิตที่เกี่ยวกับพระองค์ในฐานะเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ได้มาถึงตัวของเปโตร (ข้อ 16-17). และเป็นสถานที่นี้อีกนั่นเองที่มีการเปิดเผยและกล่าวถึงคริสตจักรเป็นครั้งแรกในฐานะที่เป็นสื่อกลางอันจะนำมาซึ่งอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย
(ข้อ 18-19).
มธ.
16:13 ข มธ.8:20
มธ.
16:13 2ข พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์ผู้นี้ไม่เพียงเป็นข้อลับลึกต่อผู้คนในยุคนั้นเพียงเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นข้อลับลึกต่อคนในยุคนี้เช่นกัน.
มธ.
16:14 1 หากไม่มีการเปิดเผยที่มาจากฝ่ายสวรรค์แล้ว มนุษย์อาจเข้าใจได้อย่างมากที่สุดก็เพียงรู้ว่าพระคริสต์ก็คือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในท่ามกลางพวกผู้เผยพระวจนะเท่านั้น แต่จะไม่มีแม้สักคนหนึ่งเลยที่จะสามารถรู้ว่า พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (ข้อ 16).
มธ.
16:14 ก มธ.14:2
มธ.
16:14 ข มก.9:11; ลก.9:8; ยฮ.1:21
มธ.
16:16 ก มธ.1:16; ยฮ.11:27; 20:31; กจ.9:22
มธ.
16:16 1ก คำว่า “พระคริสต์” แปลตามตรงคือ พระคริสต์นั้น ซึ่งหมายถึงพระองค์ผู้ที่พระเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิมโดยอาศัยเหล่าผู้เผยพระวจนะ และยังเป็นผู้ที่วิสุทธิชนของพระองค์ในทุกยุคทุกสมัยเฝ้ารอคอยตลอดมา (ยฮ.1:41, 45; ลก.2:25-26; 3:15), และยังทรงเป็นผู้ที่จะเสด็จมาสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย (ฮร.10:5-7).
คำว่า “พระคริสต์” ซึ่งหมายถึงผู้ที่พระเจ้าทรงชโลมเป็นการกล่าวถึงการมอบหมายของพระเจ้า. ส่วนวลีที่ว่า “บุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” ซึ่งหมายถึงสภาพที่สองของพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นเป็นการกล่าวถึงฐานันดรของพระองค์เอง. การมอบหมายของพระองค์นั้นคือการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าโดยการถูกตรึงตาย, เป็นขึ้น, เสด็จสู่สวรรค์, และการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์. ส่วนฐานันดรของพระองค์นั้นเป็นการปรากฏของพระบิดาอย่างเป็นรูปธรรมและก็ได้สรุปสุดท้ายอยู่ที่พระวิญญาณนั้น นี่เพื่อให้พระเจ้าตรีเอกภาพได้รับการสำแดงอย่างครบบริบูรณ์.
คำว่า “พระคริสต์” ซึ่งหมายถึงผู้ที่พระเจ้าทรงชโลมเป็นการกล่าวถึงการมอบหมายของพระเจ้า. ส่วนวลีที่ว่า “บุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” ซึ่งหมายถึงสภาพที่สองของพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นเป็นการกล่าวถึงฐานันดรของพระองค์เอง. การมอบหมายของพระองค์นั้นคือการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าโดยการถูกตรึงตาย, เป็นขึ้น, เสด็จสู่สวรรค์, และการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์. ส่วนฐานันดรของพระองค์นั้นเป็นการปรากฏของพระบิดาอย่างเป็นรูปธรรมและก็ได้สรุปสุดท้ายอยู่ที่พระวิญญาณนั้น นี่เพื่อให้พระเจ้าตรีเอกภาพได้รับการสำแดงอย่างครบบริบูรณ์.
มธ.
16:16 ข มธ.3:17; 17:5; กจ.9:20; 1ยฮ.4:15; 5:5
มธ.
16:16 ค พบญ.5:26; กจ.14:15; 2กธ.3:3; 1ตธ.3:15; ฮร.3:12
มธ.
16:16 2ค พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงเป็นผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับศาสนาที่ตาย. องค์พระผู้เป็นเจ้าก็เป็นการปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับศาสนาที่ตายแล้ว.
มธ.
16:17 ก ยฮ.1:42; 21:15-17
มธ.
16:17 1 ก็คือ บุตรของโยนา.
มธ.
16:17 ข มธ.13:16
มธ.
16:17 ค ฆต.1:16; 1กธ.15:50; ฮร.2:14
มธ.
16:17 2ค เนื้อและโลหิต หมายถึงมนุษย์ธรรมชาติที่ถูกเนรมิตสร้างแล้วตกต่ำ.
มธ.
16:17 ง อฟ.1:17; 3:5; ฆต.1:16
มธ.
16:17 3 มีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่ทรงรู้จักพระบุตร (11:27) ฉะนั้นจึงมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่สามารถเปิดเผยพระบุตรแก่เราทั้งหลายได้.
มธ.
16:18 1 การเปิดเผยของพระบิดาที่มีต่อพระคริสต์นั้นเป็นเพียงแค่ครึ่งแรกของข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่คือพระคริสต์และคริสตจักร อฟ.5:32). ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้ายังต้องเปิดเผยส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งของข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่แก่เปโตรด้วยนั่นก็คือคริสตจักร.
มธ.
16:18 ก ยฮ.1:42
มธ.
16:18 2ก หรือ ศิลา ซึ่งเป็นวัสดุแห่งการก่อสร้างของพระเจ้า (1ปต.2:5).
มธ.
16:18 ข ยซย.28:16; 1ปต.2:4; 1กธ.3:11
มธ.
16:18 3ข แปลตามตรงคือ ก้อนหินขนาดใหญ่ ศิลา นี้ไม่เพียงแต่หมายถึงพระคริสต์เท่านั้นแต่ยังหมายถึงการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์ซึ่งเปโตรได้รับจากพระบิดาอีกด้วย. คริสตจักรนั้นถูกก่อสร้างอยู่บนพระคริสต์และอยู่บนการเปิดเผยที่เกี่ยวกับพระคริสต์นี้ด้วย.
มธ.
16:18 ค อฟ.2:20-22; 4:16
มธ.
16:18 4ค องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เริ่มก่อสร้างคริสตจักรของพระองค์ในวันเพ็นเทคอส (กจ.2:1-4, 41-42). แต่อย่างไรก็ตามคำพยากรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ก็ยังไม่ได้สำเร็จเป็นจริง จนกระทั่งมาถึงในศตวรรษที่ 20. โลกแห่งศาสนาคริสต์ที่ก่อรูปขึ้นด้วยโรมันคาทอลิกที่ทรยศ และนิกายต่างๆ ของโปรเตสแตนต์ ไม่ใช่คริสตจักรที่องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังก่อสร้าง. แต่คำพยากรณ์นี้กำลังถูกกระทำให้สำเร็จโดยอาศัยการฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้า มีเพียงในการฟื้นฟูนี้เท่านั้นที่การก่อสร้างคริสตจักรที่แท้จริงจึงจะสำเร็จได้.
มธ.
16:18 ง มธ.18:17; รม.16:16
มธ.
16:18 5ง ภาษากรีกคือ เอ็กคลีเซีย (ekklesia) หมายถึง เรียกออกมา. คำนี้ถูกใช้โดยมีความหมายถึงชุมนุมชนที่ถูกเรียกออกมา. วลีที่ว่า “คริสตจักรของเรา” ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า คริสตจักรนั้นเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ได้เป็นของมนุษย์หรือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น คริสตจักรไม่เหมือนกับคณะนิกายซึ่งได้ตั้งชื่อโดยใช้ชื่อตามบุคคลหรือตามเรื่องราวบางอย่าง.
มธ.
16:18 จ ยซย.38:10
มธ.
16:18 6จ ประตูแห่งแดนมรณา หมายถึงอำนาจหรือฤทธิ์เดชแห่งความมืดของซาตาน (กซ.1:13; กจ.26:18) ซึ่งไม่อาจมีชัยชนะเหนือคริสตจักรแท้ซึ่งพระคริสต์ก่อสร้างขึ้นบนการเปิดเผยของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นศิลา, และโดยอาศัยก้อนหินมากมายดังเช่นเปโตรซึ่งเป็นมนุษย์ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลง. พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในตอนนี้ก็ได้ระบุไว้ด้วยว่าอำนาจแห่งความมืดของซาตานจะโจมตีคริสตจักร. ดังนั้นจึงเกิดการสู้รบฝ่ายวิญญาณขึ้นระหว่างอำนาจของซาตานซึ่งเป็นอาณาจักรของซาตาน และคริสตจักรซึ่งเป็นอาณาจักรของพระเจ้า.
มธ.
16:18 ฉ พพร.8:6; วว.1:18
มธ.
16:18 ช เทียบ อฟ.6:12
มธ.
16:19 ก เทียบ ยซย.22:22; วว.1:18; 3:7
มธ.
16:19 1ก ตามประวัติศาสตร์แล้วมีลูกกุญแจอยู่ด้วยกันสองดอก. ในวันเพ็นเทคอสเปโตรใช้ไปแล้วหนึ่งดอกในการเปิดประตูให้ผู้เชื่อชาว
ยูดายเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (กจ.2:38-42) และที่บ้านของโกระเนเลียว เปโตรได้ใช้อีกดอกหนึ่งในการเปิดประตูให้แก่ผู้เชื่อชาวต่างชาติเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย (กจ.10:34-48).
มธ.
16:19 2 คำว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย” ในข้อนี้อาจใช้สลับกับคำว่า “คริสตจักร” ซึ่งอยู่ในข้อที่แล้วได้. นี่เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าคริสตจักรที่แท้จริงนั้นคืออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในยุคนี้. ใน รม.14:17 ก็ได้ยืนยันถึงสิ่งนี้โดยคำว่า “อาณาจักรของพระเจ้า” ที่ได้ระบุไว้ในข้อนั้น ได้บ่งบอกถึงชีวิตคริสตจักรที่ปกติได้อย่างชัดเจน.
มธ.
16:19 ข มธ.18:18; เทียบ ยฮ.20:23
มธ.
16:19 3ข อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่ได้กล่าวไว้ในกิตติคุณเล่มนี้เป็นสิ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจ. คริสตจักรที่ถูกเปิดเผยไว้ในกิตติคุณเล่มนี้เป็นตัวแทนของอาณาจักรที่ครองอำนาจ. ดังนั้นอำนาจแห่งการผูกมัดหรือปลดปล่อยจึงไม่เพียงมอบไว้แก่เปโตรผู้เป็นอัครทูตของคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังมอบไว้แก่คริสตจักรเองด้วย (18:17-18).
มธ.
16:19 4 สิ่งใดก็ตามที่คนของคริสตจักรได้ผูกมัดหรือปลดปล่อยบนแผ่นดินโลกนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์ทั้งหลายแล้วทั้งสิ้น. เราสามารถผูกมัดหรือปลดปล่อยในสิ่งที่ได้ผูกมัดหรือได้ปลดปล่อยในสวรรค์ทั้งหลายแล้วเท่านั้น.
มธ.
16:20 1 การเปิดเผยที่เกี่ยวกับพระคริสต์กับคริสตจักรนั้น ถูกซ่อนเร้นไว้จากนักศาสนาอยู่เสมอ.
มธ.
16:20 ก ลก.9:21
มธ.
16:21 ก ข้อ 21-28: มก. 8:31-9:1; ลก.9:22-27
มธ.
16:21 1 หลังจากข้อลับลึกอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรได้ถูกเปิดเผยออกมา การถูกตรึงตายกับการเป็นขึ้นของพระคริสต์ก็ถูกเปิดเผยออกมาด้วย. เพื่อที่พระคริสต์จะก่อสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้น พระองค์จะต้องมุ่งหน้าไปสู่ศูนย์กลางแห่งศาสนา, ผ่านการถูกตรึงตาย, และเข้าสู่การเป็นขึ้น.
มธ.
16:21 ข มธ.20: 17-18; ลก.13:33
มธ.
16:21 ค มธ.17:23; 20:18-19; ลก.18:33
มธ.
16:22 1 มนุษย์ธรรมชาติจะไม่ยอมแบกกางเขนอย่างเด็ดขาด.
มธ.
16:23 ก มธ.4:10
มธ.
16:23 1ก พระคริสต์ทรงมองออกว่า ผู้ที่ขัดขวางไม่ให้พระองค์แบกกางเขนนั้นไม่ใช่เปโตร แต่ว่าเป็นซาตาน. เรื่องนี้ได้เปิดเผยว่ามนุษย์ธรรมชาติของเราที่ไม่ยอมแบกกางเขนนั้นเป็นหนึ่งกับซาตาน.
มธ.
16:23 2 หรือ เจ้านั้นเป็นกับดักที่มาดักเรา.
มธ.
16:23 ข รม.8:6
มธ.
16:23 3ข ในขณะที่เรามิได้คิดในเรื่องราวของพระเจ้า แต่ได้คิดในเรื่องราวของมนุษย์ เราทั้งหลายก็จะเป็นซาตาน เป็นหินที่ทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าสะดุด บนหนทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดำเนินอยู่ เพื่อจะสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า.
มธ.
16:24 1 การปฏิเสธตัวตนของเรา ก็คือการสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของเรา ซึ่งก็คือสูญเสียชีวิตธรรมชาตินั่นเอง (ข้อ 26; ลก.9:25).
มธ.
16:24 2 ในข้อ 23-25 มีคำสามคำที่เกี่ยวข้องต่อกันและกันคือ ความคิด, ตัวเอง, และ ชีวิตฝ่ายจิต. ความคิดเป็นการแสดงออกของตัวเอง, ตัวเองเป็นการปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมของชีวิตฝ่ายจิต. ชีวิตฝ่ายจิตได้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในตัวเองและอาศัยตัวเองดำเนินชีวิตออกมา ส่วนตัวเองได้แสดงออกมาโดยอาศัยความคิด, ความนึกคิด, ทัศนะ, และความเห็น. ถ้าหากเรามิได้คิดในเรื่องราวของพระเจ้า แต่คิดในเรื่องราวของมนุษย์แล้ว ความคิดของเราก็จะฉวยโอกาสที่จะทำการแสดงตัวเองออกมา. นี่ก็คือเรื่องที่ได้เกิดขึ้นกับตัวของเปโตรนั่นเอง. ดังนั้นถ้อยคำถัดไปขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ชี้ให้เห็นว่า เปโตรจะต้องปฏิเสธตัวเองของเขา นั่นคือต้องไม่ช่วยชีวิตฝ่ายจิตของเขาแต่จะต้องสูญเสียชีวิตฝ่ายจิต. ซึ่งก็คือการปฏิเสธตัวเองนั่นเอง. นี่ก็คือการแบกกางเขน.
มธ.
16:24 ก มธ.10:38
มธ.
16:24 3ก แปลตามตรงคือ ยกกางเขนของตนขึ้น กางเขนไม่เพียงเป็นการทนทุกข์ แต่ยังเป็นการประหารให้ตายด้วย. กางเขนประหารและสิ้นสุดผู้กระทำผิดบาป. พระคริสต์ทรงแบกกางเขนก่อน จากนั้นจึงตรึงกางเขน. ส่วนเราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้เชื่อของพระองค์นั้นได้ร่วมตรึงกางเขนกับพระองค์ก่อน และเดี๋ยวนี้จึงทำการแบกกางเขน. สำหรับเราแล้วการแบกกางเขนก็คือ การที่เราอยู่ภายใต้การประหารแห่งการตายของพระคริสต์เพื่อสิ้นสุดตัวเอง, ชีวิตธรรมชาติ, และคนเก่าของเรา. ในการที่เราทำเช่นนี้ก็ได้ปฏิเสธตัวเองเพื่อให้เราติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าได้.
มธ.
16:24 4 ก่อนการตรึงกางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหล่าสาวกได้ติดตามพระองค์ทางภายนอก. แต่บัดนี้หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นแล้ว เราทั้งหลายก็ได้ติดตามพระองค์ทางภายใน. เพราะในการเป็นขึ้นนั้น พระองค์ทรงกลายมาเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45), ทรงอยู่ในวิญญาณของเรา (2ตธ.4:22) เราทั้งหลายจึงสามารถติดตามพระองค์อยู่ในวิญญาณได้ (ฆต.5:16-25).
มธ.
16:25 ก มธ.10:39; ลก.17:33; ยฮ.12:25; วว.12:11
มธ.
16:25 1 หรือ ทำลาย.
มธ.
16:25 2 ดู 10:39 คำอธิบาย 1.
มธ.
16:26 1 ใน ลก.9:24-25 ใช้คำว่า “ตัวเอง” แทนคำว่า “ชีวิตฝ่ายจิต” ซึ่งบ่งชี้ว่าชีวิตฝ่ายจิตของเราทั้งหลายก็คือตัวเองของเรานั่นเอง.
มธ.
16:27 1 คำว่า “เหตุว่า” ได้บ่งชี้ว่าการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานบำเหน็จให้แก่ผู้ที่ติดตามพระองค์ในเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมาตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อนี้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาทั้งหลายได้สูญเสียจิตของตน หรือช่วยจิตของตนรอด ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 25-26.
มธ.
16:27 ก มธ.26:64; ดนอ.7:13; ยฮ.1:51
มธ.
16:27 ข 1ธซ.4:16; ยด.14; วว.1:7; 22:7, 12, 20
มธ.
16:27 ค 2ธซ.1:9; เทียบ มธ.25:31
มธ.
16:27 ง มธ.13:41
มธ.
16:27 จ 2กธ.5:10; 1กธ.3:14; ฮร.10:35; วว.22:12
มธ.
16:27 2จ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่บัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ ในเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (2กธ.5:10; วว.22:12).
มธ.
16:28 ก ลก.23:42
มธ.
16:28 1ก กรณีนี้ได้เป็นการสำเร็จเป็นจริงของการเปลี่ยนรูปลักษณะขององค์พระผู้เป็นเจ้าขณะที่อยู่บนภูเขา (17:1-2). การเปลี่ยนรูปลักษณะของพระองค์ คือการที่พระองค์เสด็จมาในอาณาจักรของพระองค์นั่นเอง. สาวกสามคนของพระองค์คือ เปโตร, ยาโกโบ, และโยฮันเป็นผู้ได้เห็นเหตุการณ์นี้.