การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

มัดธาย บทที่ 15

(6) การฟ้องร้องของนักศาสนาที่อยู่ในประเพณี
15:1-20
มธ. 15:1 กครั้งนั้นพวกฟาริซายและพวกธรรมาจารย์ออกจากขกรุงเยรูซาเล็ม1มาทูลถามพระเยซูว่า
มธ. 15:2 “เหตุไฉนพวกสาวกของท่าน จึง1ละเมิดกประเพณีของบรรพบุรุษ? ด้วยว่าเขาขมิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร.”
มธ. 15:3 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า “เหตุไฉนพวกเจ้าจึง1ละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยเห็นแก่ประเพณีเล่า?
มธ. 15:4 เพราะว่าพระเจ้าได้ตรัสว่า ‘กจง1เคารพต่อบิดามารดา’ และ ‘2ขผู้ใดพูดแช่งด่าต่อบิดามารดา3จะต้องมีโทษถึงตาย’
มธ. 15:5 แต่เจ้าทั้งหลายกลับพูดว่า ‘ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า ‘1สิ่งใดที่ข้าพเจ้าควรนำมาเลี้ยงดูท่าน สิ่งนั้นเป็น2เครื่องบรรณาการ[ถวายแด่พระเจ้า]แล้ว’
มธ. 15:6 ผู้นั้นจึงไม่ต้องเคารพต่อบิดามารดาของตน อย่างนั้นแหละเพราะเหตุประเพณีของเจ้า เจ้าทั้งหลายจึงกระทำให้พระคำของพระเจ้าสูญเสียประสิทธิภาพและอำนาจ.
มธ. 15:7 1กพวกหน้าซื่อใจคด ยะซายาได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าก็ถูกแล้วว่า
มธ. 15:8 ‘กประชาชนนี้นับถือเราด้วยริมฝีปาก แต่1ใจของเขาห่างไกลจากเรา
มธ. 15:9 เขานมัสการเราโดย1ไร้ประโยชน์ ด้วยพวกเขาเอากคำสั่งของมนุษย์มาถือเป็นคำสอน[เพื่อ]สอนผู้คน.’”
มธ. 15:10 แล้วพระองค์ทรงเรียกฝูงชนมาตรัสแก่พวกเขาว่า “กจงฟังและเข้าใจเถิด:
มธ. 15:11 มิใช่สิ่งที่เข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นกมลทิน แต่สิ่งที่ออกมาจากปากนั่นแหละ1ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน.”
มธ. 15:12 ขณะนั้นพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า “พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่า เมื่อพวกฟาริซายได้ยินคำตรัสนั้น เขาก็ได้ถูกทำให้สะดุดล้มไป?”
มธ. 15:13 พระองค์จึงตรัสตอบว่า “1ต้นไม้ใดๆ ทุกต้นซึ่งพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์มิได้กทรงปลูกไว้ขจะต้องถอนเสียพร้อมทั้งราก.
มธ. 15:14 ช่างเขาเถิด เขาเป็นผู้นำทางที่1กตาบอดของคนตาบอด ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอดทั้งสองจะตกลงในบ่อ.”
มธ. 15:15 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดอธิบายคำอุปมานั้นให้พวกข้าพเจ้าทราบ.”
มธ. 15:16 และพระเยซูตรัสตอบว่า “จนถึงบัดนี้ท่านทั้งหลายกยังไม่เข้าใจหรือ?
มธ. 15:17 ท่านทั้งหลายยังไม่รู้หรือว่า สิ่งใดๆ ซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในกท้องแล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป.
มธ. 15:18 แต่ว่าสิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาแต่ใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นกมลทิน.
มธ. 15:19 ด้วยว่า1กความคิดชั่วร้าย, การฆ่าคน, ขการเป็นชู้กัน, การล่วงประเวณี, การลักขโมย, การเป็นพยานเท็จ, และการกล่าวคำหมิ่นประมาท ก็ออกมาคจากใจ.
มธ. 15:20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อนไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน.”
(7) ความเชื่อของหญิงต่างชาติ
15:21-28
มธ. 15:21 กแล้วพระเยซูเสด็จจากที่นั่นเข้าในเขตแดน1ขเมืองตุโรและเมืองซีโดน.
มธ. 15:22 ดูเถิด มีหญิง1กชาวคะนาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้นร้องทูลว่า “ข้าแต่2องค์พระผู้เป็นเจ้าขผู้เป็นบุตรดาวิด ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิด! ด้วยว่าลูกสาวของข้าพเจ้ามีผีสิงอยู่เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก.”
มธ. 15:23 ฝ่ายพระองค์ไม่ทรงตอบเธอสักคำเดียว. และพวกสาวกของพระองค์มาอ้อนวอนพระองค์ว่า “ให้เขาไปเสียเถิด เพราะเขาร้องร้องตะโกนอยู่ข้างหลังเรา.”
มธ. 15:24 พระองค์ตรัสตอบว่า “เรามิได้1รับใช้มาหาผู้ใด เว้นไว้แต่กแกะที่หลงหายของวงศ์วานอิสราเอล.”
มธ. 15:25 ฝ่ายหญิงนั้นก็1กมานมัสการพระองค์ทูลว่า “2ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงโปรดช่วยข้าพเจ้าเถิด!”
มธ. 15:26 พระองค์จึงตรัสตอบว่า “ซึ่งจะเอา1ขนมปังของบุตรโยนให้แก่2กลูกสุนัขก็ไม่ควร.”
มธ. 15:27 ผู้หญิงนั้นทูลว่า “ใช่แล้ว ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ลูกสุนัขนั้นย่อมกิน1เศษขนมปังที่ตกจากกโต๊ะนายของมัน.”
มธ. 15:28 แล้วพระเยซูตรัสตอบเธอว่า “หญิงเอ๋ยกความเชื่อของเจ้าก็มาก! ขจงเป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด.” และลูกสาวของเธอก็หายปกติตั้งแต่คโมงนั้น.
(8) การรักษาโรคให้หายเพื่อถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า
15:29-31
มธ. 15:29 กพระเยซูจึงเสด็จจากที่นั่นมายังฝั่งขทะเล1ฆาลิลาย แล้วเสด็จขึ้นไปบนคภูเขาทรงนั่งอยู่ที่นั่น.
มธ. 15:30 และฝูงชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์ พาคนง่อย, คนตาบอด, คนพิการ, คนใบ้, และ[คนป่วย]อื่นๆ อีกหลายคนมา1วางแทบพระบาทของพระเยซู แล้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย
มธ. 15:31 ฝูงชนเหล่านั้นจึงอัศจรรย์ใจนัก เมื่อเห็นกคนใบ้พูดได้, คนพิการหายเป็นปกติ, คนง่อยเดินได้, ขคนตาบอดกลับเห็นได้. แล้วเขาก็คถวายสง่าราศีแด่งพระเจ้าของชาติอิสราเอล.
(9) การอัศจรรย์ที่เลี้ยงคนสี่พันคน
15:32-39
มธ. 15:32 กฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มาตรัสว่า “เรามีขใจกรุณาต่อคนเหล่านี้ ด้วยเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว และเขาไม่มีอาหารกิน. เรา1ไม่ประสงค์จะให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่เกรงว่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงกลางทาง.”
มธ. 15:33 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “ใน1ป่ากันดารนี้เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงฝูงชนจำนวนมากนี้ให้กอิ่มได้?”
มธ. 15:34 พระเยซูจึงตรัสถามว่า “1ท่านมีขนมปังกี่ก้อน?” เขาทูลว่า “มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็กๆ สองสามตัว.”
มธ. 15:35 พระองค์จึงสั่งฝูงชนให้นั่งลงบนพื้นดิน
มธ. 15:36 แล้ว1ทรงหยิบขขนมปังเจ็ดก้อนและปลาเหล่านั้นมาขขอบพระคุณ แล้วจึงหักยื่นให้เหล่าสาวกของพระองค์ เหล่าสาวกก็ยื่นให้แก่ฝูงชน.
มธ. 15:37 และเขาทั้งปวงได้รับประทานอิ่มทุกคน. กเศษอาหารที่เหลือนั้น เขาเก็บได้เจ็ดกระบุงเต็ม.
มธ. 15:38 ผู้ที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายสี่พันคน มิได้นับผู้หญิงและเด็ก.
มธ. 15:39 เมื่อให้ฝูงชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว ก็เสด็จลงเรือมาถึงเขตแดนเมืองมากาดาน.

คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 15

มธ. 15:1 ก ข้อ 1-20:มก.7:1-23
มธ. 15:1 ข มก.3:22; ยฮ.1:19
มธ. 15:1 1 ถึงแม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ละทิ้งพวกนักศาสนาที่ปฏิเสธพระองค์ไปแล้ว แต่พวกเขายังคงรบกวนพระองค์อย่างไม่หยุด. เขาทั้งหลายได้มาจากศูนย์กลางแห่งศาสนาคือกรุงเยรูซาเล็มมาทูลถามพระองค์ เพื่อจะจับผิดพระองค์. แต่การรบกวนของพวกเขานั้นกลับให้โอกาสแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งหนึ่งในการที่จะเปิดเผยหลักความจริงแห่งการชำระให้สะอาดที่แท้จริง (ข้อ 10-11; 15-20).
มธ. 15:2 1 สิ่งนี้ได้เปิดเผยว่าเหล่าสาวกนั้นได้ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ยึดปฏิบัติตามคำสอนที่เก่าแก่ พวกเขาไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นนอกจากการสถิตอยู่ของกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์เท่านั้น.
มธ. 15:2 ก ฆต.1:14; กซ.2:8
มธ. 15:2 ข ลก.11:38
มธ. 15:3 1 นักศาสนายูดายได้ฟ้องร้องสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าได้ละเมิดต่อประเพณี แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ากลับปรับโทษเขาเหล่านั้นว่าได้ละเมิดต่อพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะเหตุประเพณีของพวกเขา. เขาได้คำนึงแต่ประเพณีที่สืบทอดกันมา แต่ได้ละเลยพระบัญญัติของพระเจ้า. ตามหลักการแล้วในทุกวันนี้ผู้อยู่ในศาสนาก็กระทำเรื่องราวเช่นนี้ด้วยเช่นกัน. โรมันคาทอลิกและคนส่วนมากในนิกายโปรเตสแตนต์ได้ทำให้พระคำของพระเจ้าสูญเสียประสิทธิภาพไปเพราะเหตุประเพณีที่สืบทอดของพวกเขา.
มธ. 15:4 ก อซด.20:12; พบญ.5:16; อฟ.6:2
มธ. 15:4 1 แปลตามตรงคือ นับถือ. ประโยคต่อไปนี้มีความหมายเหมือนกัน. ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการกับพวกฟาริซายและพวกธรรมาจารย์ไม่เพียงแต่ปรับโทษเขาทั้งหลายที่ได้ทำลายพระบัญญัติของพระเจ้าให้สูญเสียประสิทธิภาพไปด้วยประเพณีของพวกเขา แต่พระองค์ยังทรงเปิดเผยเป็นนัยว่ามนุษย์ต้องเคารพต่อบิดามารดา ต่อการปกครองของพระเจ้าในท่ามกลางมนุษย์นั้น ได้กำหนดให้มนุษย์ต้องเคารพต่อบิดามารดา ในพระบัญญัติสิบประการของพระองค์นั้นพระองค์ได้นำข้อนี้วางไว้ให้เป็นข้อที่หนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (อซด.20:12). แต่ทว่านิสัยตามธรรมชาติที่ตกต่ำของมนุษย์ย่อมคิดดูหมิ่นบิดามารดา ซึ่งก็มีความหมายว่าย่อมคิดที่จะกบฏต่อการปกครองของพระเจ้า. องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์นี้ พระองค์ต้องการที่จะนำมนุษย์เข้าสู่ในการปกครองของพระเจ้า จึงได้เน้นให้มนุษย์ต้องเคารพต่อบิดามารดา. ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายที่กล่าวถึงการสำเร็จของกฎบัญญัติ (5:17-19). ดังนั้นอัครทูตจึงเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง (อฟ.6:1-3; กซ.3:20). พวกเราเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักรจำต้องเคารพต่อบิดามารดาอย่าเป็นเหมือนนักศาสนาชาวยูดายซึ่งหาข้ออ้างสำหรับตัวเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างใดๆ ก็ตาม ล้วนชี้ให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองฝ่ายสวรรค์ แต่ได้คล้อยตามนิสัยธรรมชาติที่ตกต่ำและตามกระแสแห่งการกบฏในยุคนี้.
มธ. 15:4 ข อซด.21:17; ลวต.20:9; สภษ.20:20
มธ. 15:4 2ข หรือ พูดใส่ร้ายดูหมิ่น.
มธ. 15:4 3 แปลตามตรงคือ ตายโดยอาศัยความตาย. หมายถึงการตายที่ผ่านการประหารให้ตาย. คำว่า “ตาย” ในคำที่สอง ความหมายตามภาษากรีกคือถูกทำให้สิ้นสุด. เหตุนี้วลีนี้จึงมีความหมายว่าถูกทำให้สิ้นสุดโดยอาศัยการประหารเสียให้ตาย. ศัพท์คำนี้อ้างอิงจาก อซด.21:17 และ ลวต.20:9 ในฉบับแปลภาษากรีก (septuagint) แต่เดิมนั้น พระคัมภีร์ข้อนี้ก็แปลมาจากสำนวนของภาษา เฮ็บราย.
มธ. 15:5 1 แปลตามตรงคือ สิ่งของของข้าพเจ้าที่เป็นประโยชน์สำหรับท่าน.
มธ. 15:5 2 สิ่งของที่ถวายให้แก่พระเจ้า.
มธ. 15:7 ก มธ.23:13
มธ. 15:7 1ก ดู 6:2 คำอธิบาย 2.
มธ. 15:8 ก ยซย.29:13
มธ. 15:8 1 การปกครองฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรนั้นไม่ได้เรียกร้องเพียงแค่วิธีการทางภายนอกเท่านั้น แต่เป็นความเที่ยงแท้ทางภายใน. การจัดการในที่นี้ไม่ใช่การแสดงออกทางริมฝีปาก แต่เป็นสภาพการณ์ที่แท้จริงภายในใจ.
มธ. 15:9 1 สิ่งนี้ได้เปิดเผยออกมาว่าการนมัสการบางอย่างต่อพระเจ้านั้นอาจหาประโยชน์มิได้ สาเหตุที่สำคัญก็เนื่องมาจากการนำเอาคำสั่งของมนุษย์มาสอนเป็นคำสั่งสอน. เราทั้งหลายจะต้องนมัสการพระเจ้าตามคำของพระเจ้า ซึ่งก็คือตามหลักความจริงนั่นเอง.
มธ. 15:9 ก ตต.1:14
มธ. 15:10 ก มธ.13:23, 51
มธ. 15:11 ก เทียบ กจ.10:14-15; รม. 14:14, 20; 1ตธ.4:3-4; ตต.1:15
มธ. 15:11 1 หมายถึงทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งธรรมดาหรือเป็นมลทิน (กจ.11:8) ในข้อ 18 และ 20 ก็เช่นเดียวกัน. การดำเนินชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรนั้น สิ่งที่ทำให้เป็นมลทินไม่ใช่มาจากทางภายนอกแต่เป็นสิ่งที่อยู่ทางภายใน.
มธ. 15:13 1 ถ้อยคำของกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ชี้ให้เห็นว่า พวกฟาริซายซึ่งเป็นคนหน้าซื่อใจคดไม่ใช่ต้นไม้ที่พระบิดาผู้สถิตอยู่ในสวรรค์ทรงปลูกไว้เนื่องจากพวกเขาได้ปฏิเสธกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์จึงได้ถูกถอนเสียออกจากอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายพร้อมทั้งราก.
มธ. 15:13 ก ยซย.60:21; 61:3
มธ. 15:13 ข ยด.12
มธ. 15:14 ก มธ.23:16, 24; ยซย.9:16; 56:10; ลก.6:39
มธ. 15:14 1ก นักศาสนาที่ได้ตั้งตนเป็นผู้ชอบธรรมและหยิ่งยโส พวกเขาคิดว่าตัวเองมีความชัดเจนในทางแห่งการปรนนิบัติพระเจ้าแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองเป็นคนตาบอดที่นำทางคนตาบอด. ตาของเขาถูกปิดบังโดยศาสนาและคำสอนเหล่านั้น เหตุนี้เขาจึงมองไม่เห็นความเที่ยงแท้แห่งแผนการบริหารของพระเจ้า และไม่สามารถเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายได้ การตาบอดของเขาทำให้เขาตกลงในบ่อ.
มธ. 15:16 ก มธ.16:9
มธ. 15:17 ก 1กธ.6:13
มธ. 15:18 ก ยก.3:6
มธ. 15:19 ก มธ.9:4; ยนซ.6:5; 8:21; สภษ.6:14
มธ. 15:19 1ก ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั้น สิ่งที่ทำให้มลทินไม่ใช่เป็นสิ่งของฝ่ายวัตถุแต่เป็นเรื่องของศีลธรรม. การปกครองฝ่ายสวรรค์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งของฝ่ายวัตถุ แต่จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศีลธรรม. ความชั่วร้ายทั้งหลายที่ออกมาแต่ใจล้วนเป็นสิ่งยืนยันว่าเราทั้งหลายไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองฝ่ายสวรรค์เลย.
มธ. 15:19 ข มธ.5:27-28
มธ. 15:19 ค มธ.12:34; ยรม.17:9
มธ. 15:21 ก ข้อ 21-28: มก.7:24-30
มธ. 15:21 ข มธ.11:21
มธ. 15:21 1ข นักศาสนาที่ปฏิเสธกษัตริย์ได้ทำการรบกวนกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์มากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนทำให้กษัตริย์ห่างจากพวกเขา กระทั่งได้เสด็จถอยไปในเขตแดนเมืองตุโรและเมืองซีโดนซึ่งเป็นดินแดนของชาวต่างชาติ.
มธ. 15:22 ก ยนซ.10:15,19; วนฉ.1:28-33
มธ. 15:22 1ก เพราะเหตุการปฏิเสธโดยผู้นับถือศาสนายูดายนี้เอง จึงทำให้โอกาสในการที่จะติดต่อกับกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ตกแก่ชาวต่างชาติ แม้กระทั่งไปสู่หญิงชาวต่างชาติที่อ่อนแอคนหนึ่ง.
มธ. 15:22 2 คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” เป็นนัยถึงสภาพพระเจ้าของพระคริสต์ ส่วนคำว่า “บุตรดาวิด” มีนัยถึงสภาพมนุษย์ของพระองค์. การที่หญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งจะร้องเรียกพระคริสต์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” นั้นเหมาะสมอยู่แล้ว. แต่เธอไม่มีสิทธิ์จะเรียกพระองค์ว่าเป็น “บุตรดาวิด” มีเพียงชาวอิสราเอลที่มีสิทธิพิเศษที่จะเรียกพระองค์เช่นนี้.
มธ. 15:22 ข มธ.9:27
มธ. 15:24 1 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ถูกใช้มาหาแกะชาวอิสราเอล. แต่ในเวลานี้พระองค์ได้มาถึงเขตแดนของชาวต่างชาติ ก็ให้โอกาสแก่ชาวต่างชาติที่จะมีส่วนในพระคุณของพระองค์. ที่นี้มีความหมายเกี่ยวกับยุคสมัย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าก่อนอื่นพระคริสต์ได้มายังชาวยูดาย แต่เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เชื่อความรอดนี้จึงได้หันไปสู่ชาวต่างชาติ (กจ.13:46; รม.11:11).
มธ. 15:24 ก มธ.10:6
มธ. 15:25 ก มธ.8:2
มธ. 15:25 1ก เหมือนดังที่หญิงนั้นนมัสการพระเจ้า.
มธ. 15:25 2 ครั้งที่สองเธอเรียกพระคริสต์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” เท่านั้น ไม่ได้เรียกพระองค์ว่า “บุตรดาวิด” เพราะเธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ชาวอิสราเอล แต่เป็นชาวต่างชาติ.
มธ. 15:26 1 ในทุกครั้งที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงอยู่ในการปฏิบัติทำการเยี่ยมเยียนอยู่นั้น พระองค์ได้สร้างโอกาสเพื่อที่จะเปิดเผยตัวของพระองค์เองให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งอยู่เสมอ. สถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในบทที่ 9 และบทที่ 12 นั้น ก็ทำให้พระองค์มีโอกาสที่จะเปิดเผยพระองค์เองออกมาว่าพระองค์เป็นแพทย์, เป็นเจ้าบ่าว, เป็นผ้าทอใหม่, เป็นน้ำองุ่นใหม่, เป็นผู้เลี้ยง, เป็นดาวิดแท้, เป็นผู้ที่ใหญ่กว่าวิหาร, เป็นเจ้าของของการเกี่ยว, เป็นผู้ที่ใหญ่กว่าโยนา, และก็เป็นผู้ที่ใหญ่กว่าซะโลโม. ในที่นี้พระองค์ได้สร้างโอกาสขึ้นมาอีกเพื่อเปิดเผยว่าพระองค์ทรงเป็นขนมปังของบุตร. หญิงชาวคะนาอันเห็นว่าพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์, และยังเป็นบุตรของดาวิด เป็นเชื้อพระวงศ์, ทรงมาเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และสูงศักดิ์. แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ากลับเปิดเผยพระองค์เองกับเธอว่า ทรงเป็นเศษขนมปังเล็กๆ มีไว้เป็นอาหาร. ในที่นี้มีนัยว่ากษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงปกครองพลไพร่ของพระองค์โดยได้ป้อนเลี้ยงเขาเหล่านั้นด้วยตัวของพระองค์เองซึ่งเป็นขนมปัง. เราจะเป็นพลไพร่ที่ถูกต้องได้ในอาณาจักรของพระองค์นั้น ก็โดยการรับพระองค์เป็นอาหารมาบำรุงเลี้ยงเราเท่านั้น. การกินพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงของเรานั้น ก็คือหนทางที่จะเป็นพลไพร่แห่งอาณาจักร ซึ่งอยู่ในความเที่ยงแท้ของอาณาจักร.
มธ. 15:26 ก มธ.7:6; ฟป.3:2; 2ปต.2:22; วว.22:15
มธ. 15:26 2ก ในที่นี้ได้ชี้ให้เห็นว่าในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น บรรดาชาวต่างชาติล้วนแต่เป็นสุนัขทั้งนั้น สุนัขเป็นสัตว์ที่มลทินและสกปรกในสายพระเนตรของพระเจ้า (ลวต.11:27).
มธ. 15:27 1 หญิงชาติคะนาอันก็ไม่ได้ขุ่นเคืองจากคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่กลับยอมรับว่าตัวเองก็คือสุนัขต่างชาติ เธอมองเห็นว่าในเมื่อพระคริสต์ได้ถูกบุตรซึ่งก็คือชาวยูดายละทิ้งเสียแล้ว จึงกลายเป็นเศษขนมปังที่ตกอยู่ใต้โต๊ะเพื่อเป็นส่วนของชาวต่างชาติ. แผ่นดินบริสุทธิ์ของชาวอิสราเอลก็คือโต๊ะ บนโต๊ะนี้พระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นขนมปังฝ่ายสวรรค์ เพื่อเป็นส่วนของพลไพร่อิสราเอล. แต่เขาทั้งหลายกลับได้โยนพระองค์ทิ้งเสียจากโต๊ะและหล่นลงบนพื้น ซึ่งก็คือแผ่นดินของชาวต่างชาติ ด้วยเหตุนี้เององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้กลายเป็นเศษขนมปังที่เป็นส่วนของชาวต่างชาติ. ในเวลานั้นหญิงชาวต่างชาติได้มีการเข้าใจเช่นนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ยกย่องความเชื่อของเธอ (ข้อ 28).
มธ. 15:27 ก ลก.16:21
มธ. 15:28 ก มธ.8:10; 9:2
มธ. 15:28 ข มธ.8:13
มธ. 15:28 ค มธ.9:22; ยฮ.4:52-53
มธ. 15:29 ก ข้อ 29-31: มก.7:31-37
มธ. 15:29 ข มธ.4:18
มธ. 15:29 1 เนื่องด้วยพระองค์ถูกศาสนายูดายละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงประทับอยู่ที่ฆาลิลายของชาวต่างชาติ กลายเป็นแสงสว่างแห่งการรักษา. พระองค์ไม่ทรงเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของพวกยูดายเพื่อทรงรักษาพวกเขา (13:15).
มธ. 15:29 ค มธ.5:1; ยฮ.6:3
มธ. 15:30 1 แปลตามตรงคือ โยน.
มธ. 15:31 ก มธ.9:33
มธ. 15:31 ข มธ.11:5; ยซย.35:5-6
มธ. 15:31 ค มธ.9:8
มธ. 15:31 ง ยซย.29:23; ลก.1:68
มธ. 15:32 ก ข้อ 32-39: มก.8:1-10
มธ. 15:32 ข มธ.9:36
มธ. 15:32 1 พระคริสต์จะไม่ทรงยอมให้ผู้ที่ได้ติดตามพระองค์ต้องหิวโหยและสิ้นแรงลงในระหว่างทางที่ติดตามพระองค์อยู่.
มธ. 15:33 1 แม้ว่าจะอยู่ในป่ากันดารเช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้ายังสามารถป้อนเลี้ยงผู้ติดตามพระองค์ให้ได้รับความอิ่มหนำได้ แม้ว่าเขาจะมีจำนวนมากสักเท่าใด. ก่อนหน้านี้สาวกก็ได้ประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้วใน 14:15-21 แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่ได้ฝึกฝนเรียนรู้บทเรียนแห่งความเชื่อ. พวกเขาสนใจดูแต่สภาพแวดล้อม แทนที่จะมองดูองค์พระผู้เป็นเจ้า. อย่างไรก็ตามการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเหนือกว่าคลังอาหารที่อุดมสมบูรณ์นัก.
มธ. 15:33 ก 2พกษ.4:43
มธ. 15:34 1 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ที่จะใช้สิ่งที่เรามีอยู่มาอวยพระพรผู้อื่นเสมอ.
มธ. 15:36 1 ถ้าเรานำเอาสิ่งที่เรามีอยู่ทั้งหมดถวายให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ก็จะทรงหยิบไปหักออกและยื่นกลับมาให้เราเพื่อแบ่งให้แก่ผู้อื่น จึงได้กลายเป็นความอิ่มหนำและกลายเป็นพระพรที่เปี่ยมล้นของพวกเขา (ข้อ 37). ทุกสิ่งที่เราถวายให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนสิ่งนั้นจะถูกเพิ่มพูนด้วยพระหัตถ์แห่งการอวยพระพรของพระองค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นอันมากให้ได้อิ่มหนำ (ข้อ 38) จึงได้สำเร็จพระทัยปรารถนาของพระองค์ (ข้อ 32).
มธ. 15:36 ข มธ.26:27; ยฮ.6:11; กจ.27:35
มธ. 15:36 ข มธ.26:27; ยฮ.6:11; กจ.27:35
มธ. 15:37 ก เทียบ มธ.14:20; 2พกษ.4:44
สารบัญ