มัดธาย บทที่ 14
(2) การปฏิเสธจากกษัตริย์ต่างชาติ
14:1-13
14:1-13
มธ.
14:1 กในเวลานั้นขเฮโรดผู้ครองมณฑลได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู
มธ.
14:2 จึงกล่าวกับพวกผู้รับใช้ว่า “ผู้นี้แหละเป็นกโยฮันผู้ให้บัพติศมา ท่านได้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายแล้ว ด้วยเหตุนั้นการขอิทธิฤทธิ์เหล่านี้จึงได้1ดำเนินการในตัวท่าน.”
มธ.
14:3 ด้วยว่าเฮโรดได้จับโยฮันจำตรวนแล้วกขังไว้ในคุกเพราะเห็นแก่ขนางเฮโรเดียภรรยาของฟีลิปน้องชายของตน.
มธ.
14:4 เพราะว่าโยฮันเคยทูลท่านว่า “การที่ท่านรับนางมาเป็นภรรยาของตนนั้นเป็นสิ่งที่กไม่ถูกต้องตามกฎบัญญัติ.”
มธ.
14:5 ครั้นเฮโรดจะฆ่าโยฮันก็กลัวประชาชน ด้วยว่าเขาทั้งหลายกถือว่าโยฮันเป็นขผู้เผยพระวจนะ.
มธ.
14:6 แต่เมื่อถึงกวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของเฮโรด บุตรีของนางเฮโรเดียก็เต้นรำท่ามกลางคนทั้งปวง ทำให้เฮโรดชอบพระทัย
มธ.
14:7 เหตุฉะนั้นเฮโรดจึงสัญญาโดยปฏิญาณว่า “นางจะขอสิ่งใดๆ ก็จะให้สิ่งนั้น.”
มธ.
14:8 เพราะเหตุเธอได้รับการยุยงจากมารดา เธอจึงทูลว่า “ขอศีรษะของโยฮันผู้ให้บัพติศมา[ใส่]ถาดมาให้ข้าพเจ้าที่นี่.”
มธ.
14:9 ฝ่ายเฮโรดแม้จะเป็นทุกข์ แต่เพราะได้ปฏิญาณไว้ และเพราะเห็นแก่ผู้ที่เอนกายลง[รับประทานอาหาร]กับ[ท่าน] จึงออกคำสั่งอนุญาตให้.
มธ.
14:10 แล้วก็ใช้[คน]ไป1ตัดศีรษะโยฮันในคุก.
มธ.
14:11 เขาจึงเอาศีรษะ[ใส่]ถาดมาให้หญิงสาวนั้น และหญิงสาวนั้นก็เอาไปให้มารดาของตน.
มธ.
14:12 ฝ่ายกสาวกของโยฮันก็มารับเอาศพไปฝังไว้ แล้วก็มาทูลพระเยซู[ให้ทรงทราบ].
มธ.
14:13 กเมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วจึงลงเรือ1เสด็จไปจากที่นั่น ไปยังป่าสงัดแต่ลำพังพระองค์เดียว. และเมื่อฝูงชนทั้งปวงได้ยิน[เช่นนี้] พวกเขาก็ออกจากเมืองต่างๆ เดิน2ตามพระองค์ไป.
(3) การอัศจรรย์แห่งการเลี้ยงคนห้าพันคน
14:14-21
14:14-21
มธ.
14:14 เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้น[จากเรือ]ก็ทรงเห็นฝูงชนเป็นอันมาก พระองค์จึงมีกพระทัยกรุณาเขา จึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้หาย.
มธ.
14:15 ครั้นพลบค่ำแล้ว พวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า “ที่นี่เป็นที่สงัด และบัดนี้ก็1เย็นลงมากแล้ว ขอ[พระองค์]ให้ฝูงชนไปเพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน.”
มธ.
14:16 แต่พระเยซูตรัสแก่พวกสาวกว่า “ไม่ต้องให้เขาไป. ท่าน1กจงให้เขา2กินเถิด.”
มธ.
14:17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า “พวกข้าพเจ้ามี1ขนมปังอยู่ที่นี่เพียงห้าก้อนกับ1ปลาสองตัวเท่านั้น.”
มธ.
14:18 พระองค์จึงตรัสว่า “1เอามาให้เราที่นี่เถิด.”
มธ.
14:19 แล้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้น1นั่งลงที่พื้นหญ้า และทรงหยิบกขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้น แล้วพระองค์ทรง2ขเงยพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์คอวยพระพรและ3งหักขนมปังออกโดย4ยื่นให้แก่พวกสาวก และพวกสาวกก็ยื่นให้แก่คนทั้งปวง.
มธ.
14:20 และพวกเขาได้กินอิ่มทุกคน. กส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้นเขาเก็บได้1สิบสองตะกร้าเต็ม.
มธ.
14:21 ฝ่ายคนที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน มิได้นับผู้หญิงและเด็ก.
(4) การอัศจรรย์แห่งการดำเนินบนทะเล
14:22-33
14:22-33
มธ.
14:22 กพระองค์ได้1เร่งให้เหล่าสาวกลงเรือข้ามฟากไปล่วงหน้าทันที ส่วนพระองค์ได้รอส่งฝูงชนกลับบ้าน.
มธ.
14:23 และเมื่อให้ฝูงชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว พระองค์จึงเสด็จขึ้นไปบนภูเขาตามลำพังเพื่อจะ1กอธิษฐาน. เมื่อ2ค่ำลง พระองค์ยังทรงอยู่ที่นั่นผู้เดียว.
มธ.
14:24 ในเวลานั้นเรือ1อยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลื่นซัดโคลงเคลงเพราะทวนลมอยู่.
มธ.
14:25 ครั้นเวลา1กยามสี่พระองค์ก็ได้ขเสด็จดำเนิน2บนทะเลมาหาเขา.
มธ.
14:26 เมื่อพวกสาวกเห็นพระองค์ดำเนินมาบนทะเล เขาก็กตกใจพูดว่า “นั่นเป็นผี” เขาจึงร้องอื้ออึงขึ้นเพราะความกลัว.
มธ.
14:27 แต่ในทันใดนั้นพระเยซูก็รีบตรัสแก่เขาว่า “1กจงวางใจเถิด2คือเราเอง. ขอย่ากลัวเลย.”
มธ.
14:28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้วขอทรงโปรดสั่งให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์.”
มธ.
14:29 และพระองค์ตรัสว่า “มาเถิด. เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู.”
มธ.
14:30 แต่เมื่อ1เห็นลมแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า กช่วยข้าพเจ้าให้รอดด้วย!”
มธ.
14:31 ในทันใดนั้นพระเยซูก็ทรงรีบเหยียดพระหัตถ์จับเขาไว้แล้วตรัสว่า “กโอ คนมีความเชื่อน้อย เจ้า1ขสงสัยทำไม?”
มธ.
14:32 เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว1ลมก็สงบ.
มธ.
14:33 เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือจึงมากนมัสการพระองค์ทูลว่า “แท้จริงพระองค์ทรงเป็น1ขพระบุตรของพระเจ้า.”
(5) การรักษาโรคให้หายโดยพู่ห้อยเสื้อของกษัตริย์
14:34-36
14:34-36
มธ.
14:34 กครั้นพวกเขาข้ามฟากแล้วก็มาถึงเขตเแดนขเฆ็นเนซาเร็ต.
มธ.
14:35 และคนในที่นั้นจำพระองค์ได้ จึงใช้[คน]ไปทั่วแว่นแคว้นนั้น และให้พาบรรดาคนป่วยเป็นโรคต่างๆ มาเฝ้าพระองค์.
มธ.
14:36 เขาทูลขอพระองค์โปรดให้เขาถูกต้องแต่1กพู่ห้อยเสื้อของพระองค์เท่านั้น. และผู้ใดที่ได้ขถูกต้องนั้น ก็ได้รับการช่วยให้รอดอย่างสมบูรณ์ทุกคน.
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 14
มธ.
14:1 ก ข้อ 1-12:มก.6:14-29; ลก.9:7-9
มธ.
14:1 ข ลก.3:1; กจ.13:1
มธ.
14:2 ก มธ.16:14
มธ.
14:2 ข มธ.13:54
มธ.
14:2 1 ดำเนินการและสำแดงออก.
มธ.
14:3 ก มธ.4:12; ลก.3:20
มธ.
14:3 ข ลก.3:19
มธ.
14:4 ก เทียบ ลวต.18:16; 20:21
มธ.
14:5 ก มธ.21:26; ลก.20:6
มธ.
14:5 ข มธ.11:9
มธ.
14:6 ก เทียบ ยนซ.40:20
มธ.
14:10 1 ใน 12:24 นั้น ผู้นำในศาสนายูดายซึ่งเป็นตัวแทนของชาวยูดายทั้งหมดได้ปฏิเสธละทิ้งกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์จนถึงที่สุด. เรื่องนี้บีบให้พระองค์ต้องละทิ้งความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่มีต่อพวกเขา (12:46-50). จากนั้นใน 13:53-58 พระองค์ยังถูกชาวฆาลิลายปฏิเสธละทิ้งด้วย. ตอนนี้เมื่อมาถึงบทที่ 14 มัดธายซึ่งเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งปวงตามลำดับของหลักธรรมก็ได้เปิดเผยแก่เราว่า การเมืองของพวกต่างชาติได้ปฏิบัติต่อผู้บุกเบิกของกษัตริย์อย่างไร. การเมืองของพวกต่างชาตินั้นชั่วร้าย เต็มด้วยความเสื่อมโทรมและความมืดมน. เมื่อถึงตอนนี้ หนังสือมัดธายก็ได้ให้เราเห็นรูปภาพที่ครบถ้วนซึ่งแสดงว่าชาวยูดาย, ชาวฆาลิลาย, และชาวต่างชาติล้วนปฏิเสธละทิ้งการปฏิบัติของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ.
14:12 ก มธ.9:14; 11:2
มธ.
14:13 ก ข้อ 13-21: มก.6:32-44; ลก. 9:10-17; ยฮ.6:1-3
มธ.
14:13 1 เนื่องจากกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงถูกปฏิเสธละทิ้งโดยผู้คนซึ่งอยู่ในแวดวงของศาสนา, วัฒนธรรม, และการเมือง พระองค์จึงเสด็จไปจากพวกเขา ไปยังป่าสงัดแต่ลำพัง. กรณีนี้บ่งชี้ว่า ตั้งแต่นี้ไปพระองค์จะทรงซ่อนพระองค์อยู่ในป่าสงัด ในสถานที่ซึ่งไม่มีวัฒนธรรม เพื่อหลีกหนีจากแวดวงแห่งศาสนา,วัฒนธรรม, และการเมือง. พระองค์ทรงทำเช่นนี้โดยใช้เรือ ก็เปิดเผยเป็นนัยว่าพระองค์จะทำเช่นนี้โดยอาศัยคริสตจักร. เนื่องจากโลกที่มีวัฒนธรรมปฏิเสธละทิ้งพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงซ๋อนพระองค์เองอยู่ในขอบเขตที่ไม่ค่อยมีวัฒนธรรม เพื่อหลีกหนีจากแวดวงของศาสนาและการเมือง โดยอาศัยคริสตจักรเสมอ.
มธ.
14:13 2 ถึงแม้คนทุกประเภทจะปฏิเสธละทิ้งกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ แต่ก็ยังมีคนที่ติดตามพระองค์อยู่เป็นจำนวนมาก. พวกเขาติดตามพระองค์โดยออกจากเมืองต่างๆ. ไม่ใช่ว่ากษัตริย์ทรงต้องไปเยี่ยมพวกเขาตามเมืองต่างๆ แต่เป็นพวกเขาที่ออกจากเมืองต่างๆ ที่มีวัฒนธรรม เพื่อจะติดตามพระองค์ไปในป่า. ตลอดทุกศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ที่ติดตามพระคริสต์ที่แท้จริงนั้นล้วนได้ออกจากขอบเขตที่มีวัฒนธรรม เพื่อจะติดตามกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ของพวกเขา ซึ่งไม่อยู่ในโลกที่มีวัฒนธรรม.
มธ.
14:14 ก มธ.9:36
มธ.
14:15 1 แปลตามตรงคือ ผ่านไปแล้ว.
มธ.
14:16 ก 2พกษ.4:42-44
มธ.
14:16 1ก พวกสาวกทูลให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้ฝูงชนไปเสีย เพื่อพวกเขาจะได้ไปซื้ออาหารเพื่อรับประทานตามหมู่บ้าน (ข้อ 15) แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ากลับบอกให้สาวกจัดหาให้พวกเขากิน.ทัศนะของสาวกคือให้มนุษย์ทำงาน ซึ่งเป็นหลักการของกฎบัญญัติ แต่ว่าทัศนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือต้องการให้มนุษย์รับสุขซึ่งเป็นหลักการของพระคุณ.
มธ.
14:16 2 คำบันทึกแห่งการอัศจรรย์ในตอนนี้ จุดประสงค์ของการเปิดเผยของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ต้องการชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ติดตามกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ คืออาหารที่ถูกต้อง เพื่อกระทำให้ความหิวกระหายของเขาได้รับความอิ่มหนำ. แต่สาวกของพระคริสต์ไม่รู้จักถึงความต้องการเหล่านี้ และฝูงชนที่ติดตามพระองค์ก็ไม่รู้เช่นกัน มีแต่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์เท่านั้นที่รู้และต้องการจะทำการอัศจรรย์อย่างหนึ่ง เพื่อให้มนุษย์มีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของเขา และเกี่ยวกับการหล่อเลี้ยงของพระองค์ต่อความต้องการเหล่านี้. ความต้องการเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาก็คือชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ที่สามารถทำให้ความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณของเขาได้รับความอิ่มหนำซึ่งเหมือนกับที่ได้แสดงไว้ในการอัศจรรย์ครั้งนี้.
สิ่งที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงกระทำไปนั้นก็ชี้แจงให้เห็นอย่างมีน้ำหนักและชัดเจนว่า ในขณะที่มนุษย์ได้ติดตามพระองค์อยู่ในโลกที่ปฏิเสธ องค์พระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์ก็จะทรงหล่อเลี้ยงความต้องการของพวกเขา. ซึ่งสิ่งนี้ก็สอดคล้อง กับถ้อยคำในรัฐธรรมนูญฝ่ายสวรรค์ที่ได้กล่าวว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรไม่ต้องกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกินหรือจะเอาอะไรดื่ม (6:31-33).
สิ่งที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงกระทำไปนั้นก็ชี้แจงให้เห็นอย่างมีน้ำหนักและชัดเจนว่า ในขณะที่มนุษย์ได้ติดตามพระองค์อยู่ในโลกที่ปฏิเสธ องค์พระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์ก็จะทรงหล่อเลี้ยงความต้องการของพวกเขา. ซึ่งสิ่งนี้ก็สอดคล้อง กับถ้อยคำในรัฐธรรมนูญฝ่ายสวรรค์ที่ได้กล่าวว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรไม่ต้องกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกินหรือจะเอาอะไรดื่ม (6:31-33).
มธ.
14:17 1 ยฮ.6:9 บอกกับเราว่าขนมปังห้าก้อนนั้นเป็นขนมปังบาร์เลย์. ตามแบบเล็งของข้าวบาร์เลย์นั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น (ลวต.23:10) ดังนั้นขนมปังบาร์เลย์จึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้อยู่ในการเป็นขึ้นทรงเป็นอาหารของเรา. ขนมปังเป็นชีวิตของพืช เป็นเครื่องหมายเล็งถึงในด้านของการให้กำเนิดแห่งชีวิตของพระคริสต์ ปลาเป็นชีวิตของสัตว์ เป็นเครื่องหมายเล็งถึงด้านของการไถ่แห่งชีวิตพระคริสต์. ถ้าเราต้องการให้ความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณได้รับความอิ่มหนำ ไม่เพียงแต่ต้องการชีวิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังต้องการชีวิตแห่งผลผลิตของพระองค์อีกด้วย. ทั้งสองด้านนี้ก็ได้ใช้ขนมปังและปลา. ซึ่งเป็นสิ่งของเล็กๆ สองอย่างมาเป็นแบบเล็ง. สิ่งนี้ได้ชี้แจงให้เห็นว่าการที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้เสด็จมายังท่ามกลางมนุษย์ที่ได้ติดตามพระองค์นั้น ไม่ใช่เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่มาปกครองพวกเขา แต่เป็นอาหารชิ้นเล็กๆ เพื่อมาป้อนเลี้ยงเขา (ดู ยฮ.6:9 คำอธิบาย 1).
มธ.
14:18 1 เราทั้งหลายต้องนำสิ่งที่ได้รับมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมอบให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก เพื่อให้สิ่งนั้นกลายเป็นการอวยพระพรที่ยิ่งใหญ่ของคนมากมาย. องค์พระผู้เป็นเจ้ามักจะใช้สิ่งที่เราได้มอบถวายให้แก่พระองค์มาหล่อเลี้ยงความต้องการของคนมากมายอยู่เสมอ. ทุกวันนี้ก็เช่นกันพระองค์ได้หล่อเลี้ยงความต้องการของผู้ที่ติดตามพระองค์เช่นนี้ด้วย.
มธ.
14:19 1 จำต้องให้ประชาชนทั้งปวงมีระเบียบ. สิ่งนี้ได้แสดงถึงสติปัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและความเป็นระเบียบเรียบร้อยออกมา.
มธ.
14:19 ก มธ.16:9
มธ.
14:19 ข มก.7:34; ยฮ.11:41; 17:1
มธ.
14:19 2ข การที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้เงยพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์เช่นนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า. ต้นกำเนิดของพระองค์ก็คือพระบิดาผู้สถิตอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย.
มธ.
14:19 ค มธ.26:26; มก.8:7
มธ.
14:19 ง มธ.15:36; 26:26; 1กธ.10:16
มธ.
14:19 3ง ทุกสิ่งที่พวกเรานำมามอบให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนต้องหักออกเพื่อจะได้กลายเป็นพระพรของผู้อื่น.
มธ.
14:19 4 ขนมปังนั้นมาจากพวกสาวก และพวกเขา ได้นำมามอบให้องค์พระผู้เป็นเจ้า ขนมปังเหล่านี้หลังจากได้ผ่านการอวยพระพรและหักออกโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็ได้ยื่นให้แก่พวกสาวก เพื่อแจกให้แก่คนทั้งปวงจึงได้กลายเป็นความอิ่มหนำที่ใหญ่ยิ่งของเขาทั้งหลาย. นี่ได้ชี้ให้เห็นว่าสาวกไม่ใช่ต้นกำเนิดของพระพร เขาเหล่านั้นเป็นเพียงช่องทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ องค์พระผู้เป็นเจ้าต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดซึ่งทำให้มนุษย์อิ่มหนำ.
มธ.
14:20 ก เทียบ มธ.15:37; 2พกษ.4:44
มธ.
14:20 1 เศษที่เต็มทั้งสิบสองตะกร้าไม่เพียงชี้ให้เห็นว่าพระคริสต์ที่เป็นขึ้นนั้นเป็นผู้ที่ไร้ขอบเขตจำกัดและใช้ได้ไม่หมดสิ้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าการหล่อเลี้ยงที่พระองค์ทรงให้แก่เรานั้นอุดมสมบูรณ์สามารถที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดของเราอย่างสมบูรณ์เหลือล้น.
มธ.
14:22 ก ข้อ 22-23: มก.6:45-52; ยฮ.6:15-21
มธ.
14:22 1 การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งพวกสาวกให้ไปเสียนั้น เพื่อพระองค์จะได้มีเวลาที่จะอธิษฐานเพียงลำพังต่อพระบิดามากขึ้น (ข้อ 23).
มธ.
14:23 ก มก.1:35; ลก.5:16; 6:12; 9:28
มธ.
14:23 1ก กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ ผู้เป็นพระบุตรที่รักของพระบิดา (3:17) ได้ยืนอยู่บนฐานะของมนุษย์ (4:4) ต้องการอธิษฐานเพียงลำพังต่อพระบิดาผู้อยู่บนสวรรค์ของพระองค์ เพื่อการก่อตั้งอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายบนแผ่นดินโลกนั้น ไม่ว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ตามล้วนสามารถที่จะเป็นหนึ่งกับพระบิดา. อีกทั้งมีพระบิดาร่วมสถิตอยู่กับพระองค์ พระองค์ได้อธิษฐานอยู่บนภูเขาไม่ใช่อยู่ในป่า พระองค์ได้ละจากฝูงชนเป็นอันมาก แม้กระทั่งได้ละจากสาวกเพื่อจะติดต่อกับพระบิดาตามลำพัง.
มธ.
14:23 2 แปลตามตรงคือ พลบค่ำ. เวลาในข้อนี้ดึกกว่าเวลาในข้อ 15 ดังนั้นจึงแปลเป็นเวลาค่ำลง.
มธ.
14:24 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับแปลเป็นห่างจากฝั่งหลายสเตเดีย (stadia) ซึ่งหนึ่งสเตเดีย(stadion) ยาวประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเมตร.
มธ.
14:25 ก มก.13:35
มธ.
14:25 1ก ยามของโรมันได้แบ่งช่วงเวลาค่ำออกเป็นสี่ยาม ยามละสามชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ตะวันตกดินถึงตะวันขึ้น. ยามหนึ่งตอนหัวค่ำ ยามสองตอนเที่ยงคืน ยามสามตอนเวลาไก่ขัน ยามสี่ตอนเวลารุ่งเช้า (มก.13:35). ยามสี่เป็นเวลาประมาณตีสามถึงหกโมงเช้า.
มธ.
14:25 ข โยบ 9:8
มธ.
14:25 2 ขณะที่สาวกถูกคลื่นซัดโคลงเคลงอยู่นั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จดำเนินอยู่บนทะเล. นี่ก็ยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างและเป็นผู้ปกครองแห่งจักรวาลนั่นเอง (โยบ 9:8).
มธ.
14:26 ก ลก.24:37
มธ.
14:27 ก ยฮ.16:33
มธ.
14:27 1ก แปลตามตรงคือ มีใจกล้า.
มธ.
14:27 2 หรือ เราเป็น.
มธ.
14:27 ข มธ.17:7; 28:10; ยซย.41:13; 43:1-2
มธ.
14:30 1 เปโตรได้เชื่อในพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า จึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระองค์ (ข้อ 29) แต่เมื่อเห็นลมพัดแรง ความเชื่อก็ได้สลายไป. เขาไม่ควรมองที่สภาพการณ์ (ตามที่ตาเห็น) แต่ควรจะเดินไปตามที่ได้เชื่อในพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น. การที่จะติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นต้องตามความเชื่อ ไม่ควรตามที่ตาได้มองเห็น (2กธ.5:7).
มธ.
14:30 ก มธ.8:25
มธ.
14:31 ก มธ.6:30; 8:26; 16:8
มธ.
14:31 ข ยก.1:6
มธ.
14:31 1ข ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เปโตรว่ามาเถิด (ข้อ 29) เปโตรควรยืนอยู่บนคำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัยทั้งสิ้น. เพราะเหตุนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ตำหนิเขา. ความเชื่อนั้นมาจากพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าและยืนอยู่บนคำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย. ขอเพียงแต่เราทั้งหลายมีคำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ควรเชื่ออย่างง่ายๆ โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ.
มธ.
14:32 1 การอัศจรรย์นี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองแห่งฟ้าและแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงคำนึงถึงความลำบากในระหว่างทางของผู้ติดตามพระองค์ด้วย. เมื่อเรามีองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่บนเรือลมก็สงบ. การอัศจรรย์ทั้งสองอย่างที่ได้บันทึกไว้ในบทนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า ในขณะที่พระคริสต์ถูกคนในศาสนาและการเมืองปฏิเสธนั้น พระองค์กับผู้ที่ติดตามพระองค์ก็ได้อยู่ในป่าสงัดและอยู่บนทะเลที่มีคลื่นลม. แต่อย่างไรก็ตามพระองค์สามารถที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการของพวกเขาและนำเขาผ่านด่านที่ยากลำบากนี้ไปได้.
มธ.
14:33 ก มธ.8:2; 15:25
มธ.
14:33 ข มธ.27:54; 3:17; 16:16; 17:5
มธ.
14:33 1ข การที่เรารู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็คือได้รู้จักพระองค์เสมอภาคกับพระเจ้า (ยฮ.5:18). โดยสิ่งนี้ก็ได้ชี้แจงให้เห็นว่าพวกสาวกได้ยอมรับในสภาพพระเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1:23; 3:17).
มธ.
14:34 ก ข้อ 34-36: มก.6:53-56
มธ.
14:34 ข ลก.5:1
มธ.
14:36 ก มธ.9:20
มธ.
14:36 1ก ดู 9:20 คำอธิบาย 4.
มธ.
14:36 ข มธ.9:21