มัดธาย บทที่ 13
2. การเปิดเผยความลับลึกแห่งอาณาจักร
13:1-52
13:1-52
(1) การงานขั้นเบื้องต้นของอาณาจักร
ข้อ 1-23
ข้อ 1-23
มธ.
13:1 1กในวันนั้นพระเยซูก็เสด็จจากขเรือนไปประทับที่ชายทะเล.
มธ.
13:2 และฝูงชนเป็นอันมากได้ชุมนุมกันเฝ้าพระองค์จนพระองค์ต้องเสด็จประทับ1กในเรือ และบรรดาคนเหล่านั้นยืนอยู่บนฝั่ง.
มธ.
13:3 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาหลายประการว่า “1ดูเถิด มี2กผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่าน3ขเมล็ดพืช.
มธ.
13:4 และเมื่อเขาหว่านพืชนั้น บ้างก็ตกอยู่1กริมหนทาง แล้ว2กนกก็มาจิกกินเสีย.
มธ.
13:5 บ้างก็ตกที่มี1กหินมากดินน้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็ว เพราะดินไม่ขลึก.
มธ.
13:6 แต่เมื่อ1กดวงอาทิตย์ขึ้นก็แผดเผา จึงเหี่ยวแห้งไปเพราะไม่มีราก.
มธ.
13:7 และบ้างก็ตกกลาง1กพงหนาม หนามก็งอกขึ้นเบียดบังเสีย.
มธ.
13:8 แต่บ้างก็ตกที่1กดินดี และเกิดผลขร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง.
มธ.
13:9 ใครมี1กหูฟังได้ก็ให้ฟังเถิด.”
มธ.
13:10 ฝ่ายกพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า “เหตุไฉนพระองค์ตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมา?”
มธ.
13:11 และพระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เพราะว่า1กข้อลับลึกแห่งขอาณาจักรสวรรค์ทั้งหลายทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้ แต่ไม่โปรดให้คนเหล่านั้นรู้.
มธ.
13:12 เพราะว่า1กผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นมีอย่างอุดมสมบูรณ์เหลือล้นแต่ถ้า2ผู้ใดไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่นั้นจะต้องเอาไปจากเขา.
มธ.
13:13 เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวแก่พวกเขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขามองก็กไม่เห็นถึงฟังก็ไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจ.
มธ.
13:14 และคำพยากรณ์ของยะซายาก็ได้สำเร็จเป็นจริงในตัวเขาซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘กพวกเจ้าฟังแล้วจะได้ยิน แต่จะไม่เข้าใจ และมองแล้วจะเห็น แต่จะไม่กระจ่าง.
มธ.
13:15 เพราะว่าใจของคนเหล่านี้ก็1แข็งกระด้าง หูก็ตึง และกตาเขาก็หลับเสีย ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะได้เห็นด้วยตา และจะได้ยินกับหูและจะได้เข้าใจ แล้วจะหันกลับมาและเราจะได้รักษาเขาให้หาย.’
มธ.
13:16 แต่ตาของท่านทั้งหลายกก็เป็นสุขเพราะได้เห็น และหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้ยิน.
มธ.
13:17 เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า มีผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมเป็นอันมากได้ปรารถนาจะกเห็นซึ่งท่านทั้งหลาย1เห็นอยู่นี้ แต่เขามิได้เห็น และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลาย1ได้ยิน แต่เขามิได้ยิน.
มธ.
13:18 กเหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านเมล็ดพืชนั้น.
มธ.
13:19 เมื่อผู้ใดได้ยินพระคำแห่งอาณาจักรแต่ไม่เข้าใจ 1กผู้ชั่วก็มาฉวยเอาเมล็ดพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย. นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชที่หว่านตกริมหนทาง.
มธ.
13:20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านลงที่มีหินมากนั้น ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระคำแล้วก็รับเอาพระคำนั้นทันทีด้วยความยินดี.
มธ.
13:21 แต่เขาไม่มีรากในตัวจึงคงอยู่ชั่วคราว และเมื่อประสบความทุกข์ยากหรือการข่มเหงต่างๆ เพราะพระคำนั้น ในทันใดนั้นก็กสะดุดล้มไป.
มธ.
13:22 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านลงกลางพงหนามนั้น ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระคำแล้วก็มีกความกระวนกระวานแห่งขยุคนี้และการล่อลวงแห่งคทรัพย์สมบัติก็เบียดบังพระคำนั้นไว้จนหมด พระคำนั้นจึงไม่เกิดผล.
มธ.
13:23 ส่วนเมล็ดพืชซึ่งหว่านลงที่ดินดีนั้น ได้แก่ผู้ที่ได้ยินพระคำนั้นแล้ว และเข้าใจจึงกเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง.”
(2) การก่อตั้งและส่วนประกอบที่แปลกปลอมของอาณาจักร
ข้อ 24-30
ข้อ 24-30
มธ.
13:24 พระองค์ได้ยกคำอุปมาอีกข้อหนึ่งต่อหน้าเขาทั้งหลาย แล้วตรัสว่า “1กอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือนขคนหนึ่งได้หว่านเมล็ดพืชพันธุ์ดีในคนาของตน.
มธ.
13:25 แต่เมื่อ1คนทั้งหลายนอนหลับอยู่ กศัตรูของคนนั้นก็มาหว่าน2ขข้าวละมานลงท่ามกลาง3ข้าวสาลี แล้วก็ไป.
มธ.
13:26 ครั้นถึงเวลางอกขึ้นออกรวงนั้น ข้าวละมานก็ปรากฏขึ้นด้วย.
มธ.
13:27 ฝ่ายทาสของเจ้านายมาแจ้งแก่นายว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านเมล็ดพืชพันธุ์ดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ? แต่มีข้าวละมานมาจากไหน?’
มธ.
13:28 และนายก็ตอบพวกเขาว่า ‘นี่เป็นการกระทำของศัตรู.’ พวกทาสจึงถามนายว่า ‘ท่านปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าทั้งหลายไป1ถอนเก็บข้าวละมานหรือ?’
มธ.
13:29 แต่นายตอบว่า ‘อย่าเลย เกลือกว่าเมื่อกำลัง1ถอนข้าวละมานจะถอนข้าวสาลีไปด้วย.
มธ.
13:30 ปล่อยให้ทั้งสอง1จำเริญไปด้วยกันจนถึงกฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า ให้ขเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อนคเผาไฟเสีย แต่งข้าวสาลีนั้นให้เก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา.’ ”
(3) การวัฒนาอย่างผิดปกติที่ปรากฏออกทางภายนอกแห่งอาณาจักร
ข้อ 31-32
ข้อ 31-32
มธ.
13:31 กพระองค์ได้ยกคำอุปมาอีกข้อหนึ่งต่อหน้าเขาทั้งหลายแล้วตรัสว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน1ขเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะไว้ในนาของตน.
มธ.
13:32 เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง แต่เมื่อเติบโตขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่นและกลายเป็น1ต้นไม้ จน2กนกในอากาศมาทำรังที่กิ่งก้านของต้นนั้น.”
(4) ความเสื่อมโทรมทางภายในที่ปรากฏออกทางภายนอกแห่งอาณาจักร
ข้อ 33-35
ข้อ 33-35
มธ.
13:33 กพระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้พวกเขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน1ขเชื้อซึ่ง2คผู้หญิงคนหนึ่งเอาเจือลงใน3แป้งงสามทะนานจนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด.”
มธ.
13:34 ข้อความเหล่านี้ พระเยซูตรัสแก่ฝูงชนทั้งปวงเป็นกคำอุปมาทั้งสิ้นและนอกจากคำอุปมา พระองค์มิได้ตรัสแก่พวกเขาเลย.
มธ.
13:35 ทั้งนี้เพื่อจะสำเร็จตามพระคำของผู้เผยพระวจนะ ซึ่งกล่าวว่า “กเราจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา เพื่อจะกล่าวเรื่องซึ่งขปิดซ่อนไว้ตั้งแต่1คแรกสร้างโลกเป็นต้นมา.”
(5) การก่อตั้งและส่วนประกอบที่แปลกปลอมของอาณาจักร (ต่อ)
ข้อ 36-43
ข้อ 36-43
มธ.
13:36 แล้วพระเยซูจึงเสด็จไปจากฝูงชนเข้าไปกในเรือน. พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดอธิบายให้พวกข้าพเจ้าเข้าใจขคำอุปมาว่าด้วยข้าวละมานในนานั้น.”
มธ.
13:37 พระองค์ทรงตอบเขาว่า “ผู้หว่านเมล็ดพืชพันธุ์ดีนั้นได้แก่กบุตรมนุษย์
มธ.
13:38 และนานั้นได้แก่โลกนี้และ1เมล็ดพืชพันธุ์ดีนั้น ได้แก่กบุตรแห่งอาณาจักร ส่วน1ข้าวละมานได้แก่กบุตรของผู้ชั่ว.
มธ.
13:39 ศัตรูผู้หว่านข้าวละมานได้แก่กมาร ฤดูเกี่ยวได้แก่ช่วงขสำเร็จสุดยอดของยุคนี้ และผู้เกี่ยวนั้นได้แก่ทูตสวรรค์.
มธ.
13:40 เหตุฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานรวบรวมมาเผาไฟเสียอย่างไร เมื่อถึงช่วงสำเร็จสุดยอดของยุคนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น.
มธ.
13:41 กบุตรมนุษย์จะใช้ทูตของท่านออกไปรวบรวมทุกสิ่งที่ขทำให้สะดุดล้มและบรรดาคคนที่ประพฤติล่วงกฎบัญญัติจาก1งอาณาจักรของพระองค์.
มธ.
13:42 และจะทิ้งพวกเขาลงใน1กเตาไฟ ที่นั่น2มีแต่การ3ขร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.
มธ.
13:43 เมื่อถึงตอนนั้น1ผู้ชอบธรรมจะกส่องสว่างอยู่ใน2ขอาณาจักรแห่งพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์. ใครมีคหูฟังได้ก็ให้ฟังเถิด.
(6) อาณาจักรที่ซ่อนอยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง
ข้อ 44
ข้อ 44
มธ.
13:44 อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน1ทรัพย์ล้ำค่าซ่อนไว้ที่2กทุ่งนา ซึ่งเมื่อมี3คนพบแล้วก็กลับขซ่อนไว้อีก และเพราะความยินดีจึงไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่แล้วไปคซื้อนานั้น.
(7) คริสตจักรที่บังเกิดมาจากโลกที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมเสีย
ข้อ 45-46
ข้อ 45-46
มธ.
13:45 อีกประการหนึ่ง อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน1พ่อค้าที่เสาะหาไข่มุกอย่างดี.
มธ.
13:46 และเมื่อได้พบ1กไข่มุกเม็ดหนึ่งที่ล้ำค่าก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่แล้วไปขซื้อไข่มุกนั้น.
(8) กิตติคุณที่นิรันดร์ รวมทั้งผลลัพธ์ของกิตติคุณที่นิรันดร์นี้
ข้อ 47-50
ข้อ 47-50
มธ.
13:47 อีกประการหนึ่งอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน1กอวนที่ลากอยู่ใน2ทะเลรวบรวม3[ปลา]ชนิดต่างๆ.
มธ.
13:48 เมื่อเต็มแล้วพวกเขาก็ลากขึ้นฝั่ง นั่งเลือกเอาแต่1ที่ดีใส่ภาชนะ แต่1ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย.
มธ.
13:49 ในกช่วงสำเร็จสุดยอดของยุคนี้ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ: พวกทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม
มธ.
13:50 แล้วจะทิ้งพวกเขาลง1กในเตาไฟ. ที่นั่น2ต้องมี3ขการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.
(9) คลังของสิ่งใหม่และสิ่งเก่า
ข้อ 51-52
ข้อ 51-52
มธ.
13:51 ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ?” เขาทูลตอบพระองค์ว่า “เข้าใจ.”
มธ.
13:52 และพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เพราะฉะนั้นกพวกธรรมาจารย์ทุกคนที่เป็นขสาวกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย ก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาคของใหม่และของเก่าออกจาก1คลังของตนได้.”
3. การเพิ่มขึ้นแห่งการปฏิเสธ
13:53—16:12
13:53—16:12
(1) การปฏิเสธจากคนในบ้านเมืองเดียวกันกับพระองค์
13:53-58
13:53-58
มธ.
13:53 เมื่อพระเยซูได้ตรัสคำอุปมาเหล่านี้เสร็จแล้ว ก็เสด็จไปจากที่นั่น.
มธ.
13:54 เมื่อกเสด็จมาถึงชนบทของพระองค์แล้ว ก็ได้สั่งสอนในขธรรมศาลาของพวกเขา จนคนทั้งหลายคประหลาดใจแล้วพูดกันว่า “คนนี้มีงสติปัญญาและการอิทธิฤทธิ์อย่างนี้มาแต่ไหน?
มธ.
13:55 คนนี้เป็นกลูก1ช่างไม้มิใช่หรือ? ขมารดาของเขาชื่อมาเรียมิใช่หรือ? และคน้องชายของเขาชื่อยาโกโบ, โยเซ, ซีโมน, และยูดามิใช่หรือ?
มธ.
13:56 และน้องสาวทั้งหลายของเขาก็อยู่กับเราที่นี่มิใช่หรือ? เขา[ได้]สิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาแต่ไหน?
มธ.
13:57 เขาทั้งหลายจึงได้กสะดุดล้มเพราะพระองค์. แต่พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “ขผู้เผยพระวจนะไม่ขาดความนับถือเว้นแต่ในบ้านเดิมและในครอบครัวของตน.”
มธ.
13:58 และพระองค์จึง1มิได้ทรงกระทำการอิทธิฤทธิ์มากในที่นั่น เพราะความไม่เชื่อของพวกเขา.
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 13
มธ.
13:1 ก ข้อ 1-9: มก.4:1-9; ลก.8:4-8
มธ.
13:1 1ก ในตอนท้ายของบทที่ 12 เหตุที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ถูกผู้นำแห่งศาสนายูดายปฏิเสธโดยสิ้นเชิง พระองค์จึงตัดขาดกับพวกเขา. ในวันนั้นพระองค์ได้เสด็จออกจากเรือนไปประทับที่ชายทะเล นี่ช่างมีความหมายยิ่งนัก. เรือนในที่นี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงครอบครัวชาวอิสราเอล(10:6) ทะเลเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโลกของชาวต่างชาติ (ดนอ.7:3, 17; วว.17:15). การที่กษัตริย์เสด็จออกจากเรือนไปประทับที่ชายทะเลนั้นก็เป็นเครื่องหมายซึ่งมีความหมายว่า หลังจากที่พระองค์ทรงตัดขาดกับชาวยูดายแล้ว จึงได้ละทิ้งครอบครัวอิสราเอลแล้วหันสู่ชาวต่างชาติ. ตั้งแต่นั้นมาพระองค์ก็ทรงกล่าวถึงอุปมาซึ่งเกี่ยวกับความลับลึกของอาณาจักรที่ชายทะเล. เป็นเครื่องหมายเล็งถึงว่าความลับลึกของอาณาจักรได้เปิดเผยอยู่ในคริสตจักรนั่นเอง. ฉะนั้นคำอุปมาทั้งหมดในบทนี้ล้วนได้พูดกับสาวกทั้งสิ้นไม่ใช่พูดกับชาวยูดายเลย.
มธ.
13:1 ข มธ.13:36; 8:14; 9:28
มธ.
13:2 ก มก.3:9; ลก.5:3
มธ.
13:2 1ก เรืออยู่ในทะเลแต่ไม่ได้เป็นของฝ่ายทะเลจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงว่า คริสตจักรอยู่ในโลก แต่ไม่ได้เป็นของฝ่ายโลก. หลังจากที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ละทิ้งชาวยูดายแล้ว จึงหันสู่ชาวต่างชาติ พระองค์ได้ประทับอยู่บนเรือ ซึ่งก็คืออยู่ในคริสตจักร และทรงใช้คำอุปมาเพื่อที่จะเปิดเผยข้อลับลึกของอาณาจักรออกมา.
มธ.
13:3 1 ในอุปมาเจ็ดประการที่เกี่ยวกับข้อลับลึกของอาณาจักรนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้เริ่มต้นตรัสในคำอุปมาประการแรกว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน...” เหมือนอย่างที่พระองค์ได้ตรัสในคำอุปมาที่เหลืออีกหกประการ (ข้อ 24, 31, 33, 44-45, 47) เพราะอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายได้เริ่มต้นในคำอุปมาที่สอง. ในคำอุปมาประการที่หนึ่งนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงแต่ออกไปหว่านพันธุ์เมล็ดเพื่ออาณาจักรเท่านั้น ขณะนั้นพันธุ์เมล็ดยังไม่ได้เจริญเติบโตเป็นรวงข้าวแล้วก่อร่างเป็นอาณาจักรได้. เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ในขณะที่ป่าวประกาศว่าอาณาจักรยังมาไม่ถึง เพียงแต่มาใกล้แล้ว (4:17).
มธ.
13:3 ก มธ.13:37
มธ.
13:3 2ก ผู้หว่านเมล็ดพืชคนนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าเอง (ข้อ 37).
มธ.
13:3 ข มธ.13:19; ลก.8:11; เทียบ มธ.13:38
มธ.
13:3 3ข เมล็ดพืชคือพระคำแห่งอาณาจักร (ข้อ 19) ซึ่งในพระคำแห่งอาณาจักรนี้มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นชีวิต.
มธ.
13:4 ก มธ.13:19
มธ.
13:4 1ก ริมหนทางก็คือที่ข้างทาง ซึ่งถูกการสัญจรไปมาบดจนแข็ง ทำให้เมล็ดพืชยากจะแทรกเข้าไปในดินได้. ดินริมหนทางประเภทนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงใจซึ่งได้แปรสภาพแข็งไปจากการสัญจรไปมาของฝ่ายโลก และไม่สามารถที่จะเปิดออกเพื่อทำความเข้าใจและหยั่งรู้ถึงพระคำแห่งอาณาจักรได้ (ข้อ 19).
มธ.
13:4 ก มธ.13:19
มธ.
13:4 2ก นกเป็นเครื่องหมายเล็งถึงซาตานผู้ชั่วร้ายมันได้มาฉวยเอาพระคำแห่งอาณาจักรซึ่งหว่านลงในใจที่แข็งนั้นไปเสีย (ข้อ 19).
มธ.
13:5 ก มธ.13:20
มธ.
13:5 1 ที่ซึ่งมีหินมากดินน้อยเป็นเครื่องหมายเล็งถึงใจซึ่งได้ต้อนรับพระคำแห่งอาณาจักรอย่างตื้นเขิน เพราะว่าในส่วนลึกนั้นมีหินอยู่ก็คือมีบาปที่ซ่อนเร้น หรือไม่ก็เป็นความปรารถนาส่วนตัว, ความเห็นแก่ตัว, และความสงสารตัวเองซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อเมล็ดพืชที่จะหยั่งรากลึกลงในใจ.
มธ.
13:5 ข มธ.13:21
มธ.
13:6 ก มธ.13:21; ยก.1:11
มธ.
13:6 1ก ดวงอาทิตย์กับแดดที่แผดเผาเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความยากลำบากหรือการข่มเหงต่างๆ (ข้อ 21). แสงแดดที่แผดเผาทำให้เมล็ดพืชที่หยั่งรากไม่ลึกนั้นต้องเหี่ยวแห้งไป. ถ้าหากว่าเมล็ดพืชนั้นมีการหยั่งรากที่ลึกแล้ว ความร้อนของดวงอาทิตย์ก็จะทำให้พืชเติบโตและสุกงอม.แต่เนื่องจากเมล็ดพืชหยั่งรากไม่ลึก ความร้อนจากดวงอาทิตย์แทนที่จะช่วยให้พืชเติบโตจนสุกงอมกลับเป็นการทำลายพืชนั้นจนถึงแก่ความตาย.
มธ.
13:7 ก มธ.13:22; ยรม.4:3
มธ.
13:7 1ก พงหนามเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความกระวนกระวายแห่งยุคสมัยนี้และการล่อลวงแห่งทรัพย์สมบัติ. หนามนี้ได้งอกเบียดบังพระคำทำให้พระคำไม่สามารถเติบโตในใจ จึงไม่อาจเกิดผล (ข้อ 22).
มธ.
13:8 ก มธ.13:23
มธ.
13:8 1ก ดินดีเป็นเครื่องหมายเล็งถึงใจที่ดีงามซึ่ง ไม่ถูกการสัญจรไปมาของฝ่ายโลกแปรสภาพให้แข็งไป ไม่มีบาปที่ซ่อนเร้นและก็ไม่มีความกังวลต่อยุคสมัยนี้ และก็ยังไม่มีการล่อลวงแห่งทรัพย์สมบัติด้วย. ใจประเภทนี้ได้ทำให้ที่ดินทุกตารางนิ้วสามารถต้อนรับพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อให้พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถเติบโตเกิดผลจนถึงร้อยเท่า (ข้อ 23).
มธ.
13:8 ข ยนซ.26:12
มธ.
13:9 ก มธ.13:43; 11:15
มธ.
13:9 1ก ถ้อยคำนี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชาวยูดายที่ต่อต้านและปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นพวกเขาไม่มีหูที่จะฟังได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ยิน.
มธ.
13:10 ก ข้อ 10-15: มก. 4:10-12; ลก.8:9-10
มธ.
13:11 ก รม.16:25; อฟ.5:32; 1ตธ.3:16
มธ.
13:11 1ก ตามภาษากรีกเป็นพหูพจน์. กษัตริย์แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ทรงใช้คำอุปมาเปิดเผยเรื่องราวของอาณาจักร (ข้อ 34) ก็เพื่อให้เรื่องราวของอาณาจักรกลายเป็นข้อลับลึกต่อเหล่าชาวยูดายที่ได้ต่อต้านและปฏิเสธพระองค์ เพื่อให้พวกเขาไม่อาจเข้าใจ. ตั้งแต่เวลาที่กษัตริย์หว่านเมล็ดพืชจนถึงเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมาเก็บเกี่ยวพืชนั้น เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาณาจักรล้วนเป็นข้อลับลึกต่อความคิดที่เป็นธรรมชาติ. เพียงผู้ที่มีใจนอบน้อมและความคิดที่ได้รับการฉายส่องจึงจะสามารถเข้าใจข้อลับลึกเหล่านี้ได้.
มธ.
13:11 ข มธ.3:2
มธ.
13:12 ก มธ.25:29; มก.4:25; ลก.8:18; 19:26
มธ.
13:12 1ก ผู้เหล่านี้เป็นผู้ต้อนรับและติดตามกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์. เกี่ยวกับการเปิดเผยแห่งอาณาจักรนั้นก็จะทรงประทานให้แก่เขาทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์เหลือล้น.
มธ.
13:12 2 ผู้เหล่านี้ก็คือชาวยูดายที่ต่อต้านและปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้า. สิ่งที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ตรัสและได้กระทำนั้นจึงถูกแย่งเอาไปจากเขา. นี่เป็นสภาพการณ์ที่แท้จริงของชาวยูดายในวันนี้. พวกเขาไม่รู้จักเรื่องราวของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเลยแม้แต่น้อย อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายจึงได้เป็นข้อลับลึกที่พวกเขายังไม่รู้จักด้วยประการทั้งปวง.
มธ.
13:13 ก พบญ.29:4; ยซย.29:10; ยรม.5:21; ยอค.12:2; รม.11:8
มธ.
13:14 ก ยซย.6:9-10; ยฮ.12:40; กจ.28:26
มธ.
13:15 1 แปลตามตรงคือ ใจที่อุดตันด้วยไขมัน.
มธ.
13:15 ก ยฮ.9:39, 41
มธ.
13:16 ก ลก.10:23; มธ.16:17; ยฮ.20:29
มธ.
13:17 ก ลก.10:24; ยฮ.8:56; ฮร.11:13; 1ปต.1:10-12
มธ.
13:17 1 การที่เราได้เห็น และได้ยินข้อลับลึกแห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์นั้น ช่างเป็นสุขจริงๆ!
มธ.
13:18 ก ข้อ 18-23: มก.4:13-20; ลก.8:11-15
มธ.
13:19 ก มธ.5:37
มธ.
13:19 1ก ผู้ชั่วร้ายนั้นก็คือผีมาร (ข้อ 38-39).
มธ.
13:21 ก มธ.11:6; 13:57; ยฮ.6:61
มธ.
13:22 ก มธ.6:31; ฟป.4:6; 1ปต.5:7
มธ.
13:22 ข 2กธ.4:4; รม.12:2; ฆต.1:4
มธ.
13:22 ค มธ.19:23-24; มก.10:23; 1ตธ.6:9-10, 17
มธ.
13:23 ก กซ.1:5-6
มธ.
13:24 ก มธ.13:31, 33, 44, 45, 47, 3:2
มธ.
13:24 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเริ่มต้นตรัสว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเปรียบเหมือน...” ในคำอุปมาข้อที่สอง. เพราะในขณะที่คริสตจักรได้ก่อสร้างขึ้นในวันเพ็นเทคอส (16:18-19) อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเพิ่งจะเริ่มต้นก่อตั้งขึ้นและคำอุปมาในข้อที่สองนี้จึงเริ่มสำเร็จเป็นจริง. ตั้งแต่นั้นมาภายหลังจากที่ก่อตั้งคริสตจักรขึ้นแล้ว ข้าวละมานนั้นก็คือผู้เชื่อปลอมซึ่งถูกหว่านอยู่ในท่ามกลางข้าวสาลีที่เป็นผู้เชื่อแท้ ประการนี้จึงกลายเป็นลักษณะทางภายนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเสียแล้ว.
มธ.
13:24 ข มธ.13:37
มธ.
13:24 ค มธ.13:38
มธ.
13:25 1 คำว่า “คนทั้งหลาย” ก็คือทาส (ข้อ 27) ชี้ถึงผู้ทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่สำคัญคือพวกอัครทูต. ในขณะที่ผู้ทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้านอนหลับไม่ระวังตัวนั้น มารซึ่งเป็นศัตรูขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้หว่านผู้เชื่อปลอมปะปนกับผู้เชื่อแท้.
มธ.
13:25 ก มธ.13:39
มธ.
13:25 ข มธ.13:38; เทียบ 2ปต.2:13-14, 17-22; 2ตธ.2:16-21
มธ.
13:25 2ข ข้าวละมานเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายต้นข้าวสาลี ซึ่งเป็นต้นข้าวที่มีพิษ เมล็ดของมันนั้นมีพิษ ทำให้เกิดอาการง่วงนอน คลื่นไส้อาเจียนและเป็นลมชัก กระทั่งอาจถึงตายได้. หน่อและใบของข้าวละมานนั้นดูแล้วก็เหมือนกับข้าวสาลี. ซึ่งต้องรอถึงเวลาที่ออกรวงจึงจะสามารถจำแนกออกได้ว่าอะไรเป็นข้าวละมาน อะไรเป็นข้าวสาลี. รวงข้าวสาลีนั้นจะมีสีเหลืองอร่าม ส่วนรวงข้าวละมานจะมีสีดำ.
มธ.
13:25 3 ในพันธสัญญาเดิมเปรียบชาวอิสราเอลที่อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนกับผลองุ่นที่อยู่ในสวนองุ่น (21:33-34) แต่ในพันธสัญญาใหม่เปรียบพลไพร่ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายไว้เหมือนกับต้นข้าวสาลีที่อยู่ในนา. สวนองุ่นนั้นต้องล้อมรั้วไว้รอบ คือจำกัดแค่ชาวยูดายเท่านั้นแต่ที่นานั้นแผ่ไปทั่วโลก เปิดออกและไม่จำกัดต่อชนชาติใดๆ.
มธ.
13:28 1 ถอนเพื่อทำการเก็บรวบรวม. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
13:29 1 ข้าวละมานและข้าวสาลีก็จำเริญขึ้นพร้อมกันในนาซึ่งนาก็คือโลกนั่นเอง (ข้อ 38). ทั้งผู้เชื่อปลอมและผู้เชื่อแท้ล้วนมีชีวิตเป็นอยู่บนโลกนี้. การถอนข้าวละมานจากนา ก็หมายถึงการกำจัดผู้เชื่อปลอมออกไปเสียจากโลกนี้. องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการให้ผู้ทาสของพระองค์ทำเช่นนี้เกลือกว่าเมื่อกำลังกำจัดผู้เชื่อปลอมไปจากโลกนี้จะกำจัดผู้เชื่อแท้ไปจากโลกนี้ด้วย. โรมันคาทอลิกกระทำเรื่องเช่นนี้ไว้ไม่น้อยเลย และได้ฆ่าผู้เชื่อแท้ไปแล้วมากมาย.
มธ.
13:30 1 จำเริญไปด้วยกันในโลกนี้ ไม่ใช่จำเริญไปด้วยกันในคริสตจักร.
มธ.
13:30 ก มธ.13:39; วว.14:15
มธ.
13:30 ข มธ.13:40-41
มธ.
13:30 ค มธ.13:40, 42; 3:12
มธ.
13:30 ง มธ.13:43; 3:12
มธ.
13:31 ก ข้อ 31-32: มก.4:30-32; ลก.13:18- 19
มธ.
13:31 ข มธ.17:20; ลก.17:6
มธ.
13:31 1ข ข้าวสาลีในคำอุปมาสองประการแรกกับเมล็ดมัสตาร์ดในคำอุปมาประการที่สามนี้ล้วนเป็นอาหารทั้งนั้น. นี่ชี้ให้เห็นว่าพลไพร่แห่งอาณาจักรก็คือส่วนประกอบที่ก่อรูปของอาณาจักรและของคริสตจักรนั่นเอง เขาควรจะต้องเหมือนรวงข้าวที่เป็นอาหารทำให้พระเจ้าและมนุษย์ได้รับความอิ่มหนำด้วยกัน.
มธ.
13:32 1 คริสตจักรเป็นการปรากฏอันเป็นรูปธรรมของอาณาจักร ควรต้องเป็นเหมือนต้นมัสตาร์ดที่ผลิตอาหาร แต่ได้กลับกลายเป็นต้นไม้และเป็นที่อยู่อาศัยของนก อีกทั้งธาตุแท้และการใช้งานล้วนได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว. (สิ่งนี้ขัดต่อการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ซึ่งให้พืชงอกขึ้นตามชนิดของมัน ยนซ.1:11-12) เรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นตอนต้นศตวรรษที่ 4 เป็นเวลาที่กษัตริย์คอนสแตนตินได้เอาโลกปะปนเข้ามาในคริสตจักร นำเอาผู้เชื่อปลอมเป็นพันเป็นหมื่นเข้ามาในคริสตจักร
ทำให้คริสตจักรกลายเป็นโลกแห่งศาสนาคริสต์
และไม่อาจเป็นคริสตจักรได้อีกต่อไป. ดังนั้นคำอุปมาที่ 3 จึงสอดคล้องกับคริสตจักรที่ 3 ใน
7 คริสตจักรคือคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโม
ในวิวรณ์ 2 และ 3 (วว.2:12-17 — ดูข้อ 12 คำอธิบาย 1). ต้นมัสตาร์ดนั้นเป็นผักที่มีอายุแค่ 1 ปี
ส่วนต้นไม้เป็นพืชยืนต้น หากพิจารณาตามธาตุแท้ฝ่ายสวรรค์และฝ่ายวิญญาณของคริสตจักรแล้ว ควรจะต้องเหมือนดังต้นมัสตาร์ดที่ดำรงอยู่ชั่วคราวบนโลกนี้. แต่ทว่าธาตุแท้ของคริสตจักรกลับได้เปลี่ยนไปเป็นเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากจนลึก และตั้งหลักแหล่งอยู่บนโลกนี้ ธุรกิจการงานของมันก็เจริญงอกงามเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้. ให้คนชั่วมากมายกับเรื่องชั่วร้ายมากมายมาเกาะอาศัยอยู่. ซึ่งก่อรูปเป็นองค์กรทางภายนอกแห่งลักษณะเปลือกนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายนั่นเอง.
มธ.
13:32 ก มธ.13:4; เทียบ วว.18:2
มธ.
13:32 2ก เพราะนกในคำอุปมาประการแรกนั้นเป็น เครื่องหมายเล็งถึงซาตานผู้ชั่วร้าย (ข้อ 4, 19) ด้วยเหตุนี้นกในอากาศจึงต้องเป็นวิญญาณชั่วของซาตาน, คนชั่วและเรื่องชั่วร้ายที่วิญญาณชั่วได้ยุยงปลุกปั่น. พวกเขาเหล่านั้นได้เกาะอาศัยอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ นั่นก็คือได้อาศัยอยู่ในธุรกิจการงานแห่งคริสตศาสนจักรนั่นเอง.
มธ.
13:33 ก ลก.13:20-21
มธ.
13:33 ข มธ.16:6, 11; 1กธ.5:6-8; ฆต.5:9; ลวต.2:5, 11
มธ.
13:33 1ข เชื้อในพระคัมภีร์นั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงเรื่องราวที่ชั่วร้าย (1กธ.5:6, 8) กับคำสอนที่ชั่วร้าย (16:6, 11-12).
มธ.
13:33 ค วว.2:20; 17:1, 3, 15
มธ.
13:33 2ค ในเมื่อคริสตจักรคืออาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย ซึ่งในภาคปฏิบัตินั้นก็มีพระคริสต์ทรงเป็นแป้งที่ไม่มีเชื้อเป็นเนื้อหาสาระ ดังนั้นคริสตจักรจึงเป็นขนมปังที่ไม่มีเชื้ออย่างแน่นอน (1กธ.5:7-8) แต่ผู้หญิงในที่นี้เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงนิกายโรมันคาทอลิกซึ่งก่อรูปขึ้นอย่างเป็นทางการและเต็มที่ในศตวรรษที่ 6 โดยได้นำเอาวิธีการของศาสนาต่างชาติมาใช้มากมาย รวมถึงหลักธรรมที่เป็นมิจฉาลัทธิและสิ่งของเรื่องราวที่ชั่วร้ายปะปนเข้าไปในคำสั่งสอนของพระคริสต์ ก็ทำให้เนื้อหาสาระทุกส่วนของศาสนาคริสต์ได้ฟูขึ้น. คำอุปมาที่ 4 จึงได้สอดคล้องกับคริสตจักรที่ 4 ในเจ็ดคริสตจักร คือคริสตจักรที่อยู่ในเมืองธุอาไตระในวิวรณ์ 2 และ 3 (วว.2:18-29 — ดู ข้อ 20 คำอธิบาย 3). ซึ่งได้กลายเป็นเนื้อหาสาระที่เสื่อมโทรมทางภายนอกของอาณาจักรแห่งสวรรค์
ทั้งหลาย.
มธ.
13:33 3 “แป้ง” ได้ใช้ทำเป็นเครื่องบูชากระยาหาร (ลวต.2:1) เป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ทรงเป็นอาหารของพระเจ้าและมนุษย์.
“สามทะนาน” เป็นปริมาณที่ใช้สำหรับทำอาหารหนึ่งมื้อพอดี (ยนซ.18:6). ดังนั้นการนำเชื้อเจือลงในแป้งสามทะนานจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโรมันคาทอลิกได้แอบทำให้คำสอนทั้งหมดของพระคริสต์ฟูขึ้นอย่างเงียบๆ. นี่เป็นสถานการณ์ที่แท้จริงของนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งขัดกับพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง เพราะในพระคัมภีร์ห้ามไม่ให้นำเชื้อใส่ลงในเครื่องบูชากระยาหารเด็ดขาด
(ลวต.2:4-5, 11).
มธ.
13:33 ง ยนซ.18:6
มธ.
13:34 ก มก.4:33-34
มธ.
13:35 ก บพส.78:2
มธ.
13:35 ข อฟ.3:9; รม.16:25-26; 1กธ.2:7; กซ.1:26
มธ.
13:35 ค มธ.25:34; ฮร.4:3; ลก.11:50
มธ.
13:35 1ค พลไพร่แห่งอาณาจักรนั้นพระเจ้าได้ทรงเลือกสรรไว้แล้วก่อนทรงสร้างโลก (อฟ.1:4) แต่ข้อลับลึกของอาณาจักรนั้นได้ปิดซ่อนไว้ตั้งแต่แรกสร้างโลกมา.
มธ.
13:36 ก มธ.13:1
มธ.
13:36 ข มธ.13:24-30
มธ.
13:37 ก มธ.8:20
มธ.
13:38 1 คำอุปมาประการนี้เปิดเผยว่า หลังจากอาณาจักรถูกก่อตั้งขึ้นโดยการก่อสร้างของคริสตจักรได้ไม่นานนั้น สถานการณ์ของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไป. อาณาจักรนั้นถูกก่อตั้งขึ้นจากบุตรแห่งอาณาจักรคือข้าวสาลี ทว่าบุตรของผู้ชั่วนั้นคือข้าวละมานได้จำเริญขึ้นมาจึงทำให้แปรสภาพไป. ในที่สุดอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย รวมทั้งลักษณะทางภายนอกก็ได้เกิดการผิดแปลกขึ้น. บุตรแห่งอาณาจักรคือข้าวสาลีก็ได้ก่อรูปขึ้นเป็นอาณาจักรส่วนบุตรแห่งผู้ชั่วร้ายคือ ข้าวละมานก็ได้ก่อรูปลักษณะแห่งเปลือกนอกของอาณาจักร ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าโลกของศาสนาคริสต์ในทุกวันนี้นั่นเอง.
มธ.
13:38 ก มธ.8:12
มธ.
13:38 ก มธ.8:12
มธ.
13:39 ก มธ.4:1
มธ.
13:39 ข มธ.13:49; 24:3; 28:20; ดนอ.12:13
มธ.
13:41 ก มธ.8:20
มธ.
13:41 ข มธ.18:6-7; ลก.17:1-2
มธ.
13:41 ค มธ.23:28; 2ธซ.2:7
มธ.
13:41 ง ลก.1:32-33; ดนอ.2:44; 7:14; อฟ.5:5; 2ปต.1:11; วว.11:15; 1กธ.15:24
มธ.
13:41 1ง อาณาจักรของบุตรมนุษย์ คือส่วนที่เป็นฝ่ายแผ่นดินโลกของอาณาจักรพันปี ก็คืออาณาจักรของพระมาซีฮา.
มธ.
13:42 ก มธ.13:50
มธ.
13:42 1ก ชี้ถึงบึงไฟ (วว.20:10, 15).
มธ.
13:42 2 แปลตามตรงคือ มี.
มธ.
13:42 ข มธ.8:12; 22:13; 25:30
มธ.
13:42 3ข ดู 8:12 คำอธิบาย 3.
มธ.
13:43 1 คือบุตรแห่งอาณาจักร (ข้อ 38) เขาทั้งหลายล้วนเป็นผู้มีชัยชนะ.
มธ.
13:43 ก ดนอ.12:3; มธ.5:14-16; ฟป.12:15; สภษ.4:18
มธ.
13:43 ข มธ.6:10, 13; 26:29; ลก.12:32
มธ.
13:43 2ข อาณาจักรของพระบิดาคือส่วนที่เป็นฝ่ายสวรรค์ของอาณาจักรพันปี ซึ่งเป็นการมาปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเพื่อเป็นบำเหน็จของผู้มีชัยชนะ.
มธ.
13:43 ค มธ.13:9
มธ.
13:44 1 ในคำอุปมาสามประการข้างต้นที่กล่าวถึงลักษณะทางภายนอกของอาณาจักรนั้น กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ตรัสกับฝูงชนอย่างเปิดเผยบนเรือ (ข้อ 2, 34) แต่ในขณะที่คำอุปมาสามประการต่อมานั้น พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกเป็นการส่วนตัวอยู่ในเรือน (ข้อ 36). นี่ชี้ให้เห็นว่าเรื่องราวที่พูดถึงในคำอุปมาสามประการหลังค่อนข้างจะซ่อนเร้นอยู่. คำอุปมาประการแรกในที่นี้ก็คือทรัพย์ล้ำค่าที่ซ่อนไว้ที่ทุ่งนา. ทรัพย์ล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ที่ทุ่งนาจะต้องมีทองคำหรือเพชรพลอยซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุในการก่อสร้างคริสตจักรและกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (1กธ.3:12; วว.21:18-20). เมื่อคริสตจักรก็คืออาณาจักรแห่งภาคปฏิบัติในวันนี้ และกรุงเยรูซาเล็มใหม่ก็เป็นอาณาจักรที่จะมาปรากฏในยุคหน้า ฉะนั้นทรัพย์ล้ำค่าที่ซ่อนไว้ในทุ่งนาจึงได้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงอาณาจักรได้ซ่อนไว้ในแผ่นดินโลกที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างนั่นเอง.
มธ.
13:44 ก มธ.13:38
มธ.
13:44 2ก ทุ่งนาก็คือแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้นเพื่ออาณาจักรของพระองค์ (ยนซ.1:26-28).
มธ.
13:44 3 คำว่า “คน” ในที่นี้ซึ่งชี้ถึงพระคริสต์พระองค์ได้ “พบ” อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายแล้ว ใน 4:12—12:23 ได้ “กลับซ่อนไว้อีก” ใน 12:24—13:43 ต่อมาจึงได้เสด็จขึ้นบนกางเขน “ด้วยความชื่นชมยินดี” ที่กล่าวใน 16:21; 17:22-23; 20:18-19 และ ใน 26:1—27:52 ทรงขายสิ่งสารพัดซึ่งพระองค์มีอยู่เพื่ออาณาจักร “แล้วไปซื้อนานั้น” ก็คือได้ไถ่เอาแผ่นดินที่ถูกเนรมิตสร้างแล้วสูญเสียไปนั้นกลับคืนมาอีกนั่นเอง.
มธ.
13:44 ข มธ.11:25
มธ.
13:44 ค กซ.1:20
มธ.
13:45 1 คำว่า “พ่อค้า” คือพระคริสต์ พระองค์ทรง “เสาะหา” คริสตจักรเพื่ออาณาจักร. หลังจากที่พระองค์ได้พบแล้วใน 16:18 และ 18:17 พระองค์ “เสด็จไป” ที่กางเขนและทำการ “ขาย” สิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่นั้น “แล้วไปซื้อไข่มุกนั้นเพื่ออาณาจักร.”
มธ.
13:46 ก วว.21:21; เทียบ มธ.7:6
มธ.
13:46 1ก ไข่มุก ก็เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มใหม่ เกิดจากการที่หอยมุกที่มีชีวิตอยู่ (พระคริสต์ที่ทรงมีชีวิตเป็นอยู่) อยู่ในน้ำแห่งความตาย (โลกที่เต็มไปด้วยความตาย) โดยการที่หินก้อนเล็กๆ ได้กระเด็นเข้ามาทำให้หอยมุกรับบาดเจ็บ หอยมุกจึงได้แจกจ่ายน้ำเลี้ยงแห่งชีวิตมาห่อหุ้มหินก้อนเล็กๆนั้น (ผู้เชื่อ - ดู วว.21:21 คำอธิบาย 1) เมื่อไข่มุกได้ออกมาจากทะเลซึ่งเป็นหมายสำค็ญเล็งถึงโลกที่ถูกซาตานทำลาย (ยซย.57:20; วว.17:15) ดังนั้นไข่มุกจึงต้องเล็งถึงคริสตจักรอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือคริสตจักรได้ก่อรูปขึ้นโดยผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่มาจากโลกของชาวต่างชาติจึงมี “ราคามาก.”
มธ.
13:46 ข กจ.20:28; อฟ.5:25
มธ.
13:47 ก ข้อ 47-50: มธ.25:32-46
มธ.
13:47 1ก แปลตามตรงคือ อวนสำหรับลาก. คำอุปมาประการนี้ได้สอดคล้องกับที่กล่าวไว้ใน 25:32-46 อวนที่กล่าวถึงตรงนี้ไม่ใช่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงกิตติคุณแห่งพระคุณที่ประกาศในยุคของคริสตจักร แต่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงกิตติคุณที่นิรันดร์ซึ่งได้ประกาศแก่ชนชาวโลกทั้งปวงในเวลาที่เกิดภัยพิบัตินั่นเอง (วว.14:6-7 — ดูข้อ 6 คำอธิบาย 1).
มธ.
13:47 2 ทะเลเป็นเครื่องหมายเล็งถึงโลกของชาวต่างชาติ.
มธ.
13:47 3 ปลาทุกชนิดก็เป็นเครื่องหมายเล็งถึงชนนานาประเทศ คือบรรดาชาวต่างชาติ (25:32).
มธ.
13:48 1 เป็นแกะดีซึ่งได้รับการโปรดให้ชอบธรรม เป็นแพะที่เลวซึ่งจะต้องถูกปรับโทษ (25:32).
มธ.
13:49 ก มธ.13:39
มธ.
13:50 ก มธ.13:42
มธ.
13:50 1ก ชี้ถึงบึงไฟ (25:41; วว.20:10, 15).
มธ.
13:50 2 แปลตามตรงคือ มี.
มธ.
13:50 ข มธ.8:12
มธ.
13:50 3ข ดู 8:12 คำอธิบาย 4.
มธ.
13:52 ก มธ.2:4
มธ.
13:52 ข มธ.28:19; กจ.14:21
มธ.
13:52 ค พพร.7:13
มธ.
13:52 1 เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสถึงคำอุปมาที่เกี่ยวกับข้อลับลึกของอาณาจักรทั้งเจ็ดประการแล้ว จึงนำพวกธรรมาจารย์ที่เป็นสาวกมาเปรียบเหมือนกับเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านนี้มีคลังแห่งขุมทรัพย์ได้เก็บสะสมความมั่งคั่งทั้งของใหม่และของเก่าไว้. ซึ่งทั้งของใหม่หรือของเก่าเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความรู้ใหม่และเก่าของพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประสบการณ์ใหม่และเก่าของชีวิตในอาณาจักรอีกด้วย.
มธ.
13:54 ก ข้อ 54-58: มก.6:1-6; ลก.4:16, 22-24
มธ.
13:54 ข มธ.4:23
มธ.
13:54 ค มธ.7:28
มธ.
13:54 ง ลก.2:52; ยฮ.8:28; 1กธ.1:24
มธ.
13:55 ก ลก.3:23; ยฮ.6:42
มธ.
13:55 1 ใน 12:24 พวกฟาริซายได้ต่อต้านและปฏิเสธพระคริสต์จนถึงจุดสูงสุด. มาถึงข้อนี้ชาวฆาลิลายรู้จักพระองค์ตามเนื้อหนังมิใช่ตามพระวิญญาณ (2กธ.5:16). พวกเขาได้ถูกปิดบังโดยความรู้แห่งธรรมชาติของตัวเองเสียแล้ว.
มธ.
13:55 ข มธ.12:46
มธ.
13:55 ค ยฮ.7:3; กจ.1:14; 1กธ.9:5
มธ.
13:57 ก มธ13:21
มธ.
13:57 ข ยฮ.4:44
มธ.
13:58 1 การปฏิเสธของพวกฟาริซายนั้นได้ทำให้กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์จำต้องละทิ้งเขาทั้งหลายเสีย. และความไม่เชื่อของพวกชาวฆาลิลาย เป็นเหตุทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงทำการอิทธิฤทธิ์มากในท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้น