มัดธาย บทที่ 12
IV. การถูกปฏิเสธของกษัตริย์
12:1—27:66
12:1—27:66
1. การก่อตัวขึ้นของการปฏิเสธ
12:1-50
12:1-50
(1) สาเหตุของการปฏิเสธ
ข้อ 1-14
ข้อ 1-14
มธ.
12:1 1กในเวลานั้นพระเยซูกำลังเสด็จผ่านนาข้าวในขวันซะบาโต. และพวกสาวกของพระองค์หิวจึงเด็ดเอาครวงข้าวมากิน.
มธ.
12:2 แต่พวกฟาริซายเห็นแล้วจึงทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด สาวกของท่านกระทำสิ่งที่กฎบัญญัติ1กห้ามไม่ให้กระทำในวันซะบาโต.”
มธ.
12:3 แต่พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่เคย1กอ่านถึงสิ่งที่2ขดาวิดกับผู้ที่ติดตามท่านได้กระทำในขณะที่หิวนั้นหรือ?
มธ.
12:4 ท่านได้เข้าไปใน1พระวิหารของพระเจ้ากินกขนมปังตั้งถวายซึ่งเป็นสิ่งที่กฎบัญญัติห้ามไม่ให้ตัวท่านกินและผู้ที่ติดตามท่านก็ห้ามกินด้วย มีเพียงขปุโรหิตพวกเดียวที่กินได้.
มธ.
12:5 หรือท่านทั้งหลายไม่เคย1กอ่านกฎบัญญัติที่บันทึกว่า พวกปุโรหิตในวิหารได้ละเมิดขวันซะบาโตแต่ไม่มีความผิด.
มธ.
12:6 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในที่นี่มีสิ่งที่1กยิ่งใหญ่กว่าขพระวิหารเสียอีก.
มธ.
12:7 ถ้าท่านทั้งหลายได้เข้าใจความหมายใน[ข้อนี้]ซึ่งว่า ‘กเราประสงค์ความเมตตา มิใช่เครื่องบูชา’ ท่านก็คงจะไม่ปรับโทษผู้ที่ไม่มีความผิด.
มธ.
12:8 เพราะว่ากบุตรมนุษย์เป็น1เจ้าแห่งวันซะบาโต”
มธ.
12:9 แล้วพระองค์ได้กเสด็จไปจากที่นั่น และเข้าไปในธรรมศาลาของพวกเขา.
มธ.
12:10 ดูเถิดมีคนหนึ่ง1มือข้างหนึ่งลีบ. และมีคนถามพระองค์ว่า “กเป็นการถูกต้องตามกฎบัญญัติที่จะรักษาโรคในวันซะบาโตหรือ?” เพื่อเขาจะหาเหตุขฟ้องพระองค์ได้.
มธ.
12:11 พระองค์จึงตรัสแก่พวกเขาว่า “มีผู้ใดในพวกท่าน ถ้ามีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันซะบาโต เขาจะไม่กฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นมาหรือ?
มธ.
12:12 ฝ่ายมนุษย์คนหนึ่งก็มีกคุณค่ายิ่งกว่าแกะมากเท่าใด เหตุฉะนั้นการทำดีในวันซะบาโตจึงขถูกต้องตามกฎบัญญัติ.”
มธ.
12:13 แล้วพระองค์ตรัสแก่คนนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด.” และเมื่อเขาเหยียดมือออก มือนั้น1ก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง.
มธ.
12:14 แต่พวกฟาริซายได้ออกไปกปรึกษากันว่าจะต่อต้านพระองค์อย่างไร เพื่อจะ1ขกำจัดพระองค์เสีย.
(2) การปฏิเสธเป็นเหตุทำให้กษัตริย์หันสู่ชาวต่างชาติ
ข้อ 15-21
ข้อ 15-21
มธ.
12:15 แต่พระเยซูทรงทราบ จึงเสด็จออกไปจากที่นั้น. และคนเป็นอันมากก็กตามพระองค์ไป พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หายโรคสิ้นทุกคน
มธ.
12:16 แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามพวกเขากมิให้บอกผู้ใดให้รู้ว่าเป็นพระองค์.
มธ.
12:17 ทั้งนี้เพื่อจะกสำเร็จตามคำของยะซายาผู้เผยพระวจนะซึ่งว่า
มธ.
12:18 “กดูเถิด1ผู้ทาสของเราซึ่งเราได้เลือกไว้เป็นผู้ที่เราขรักและเป็นที่ชอบแห่งจิตของเรา. เราจะนำควิญญาณของเราสวมไว้บนเขา แล้วเขาจะประกาศ2ความยุติธรรมแก่3ชาวต่างชาติ.
มธ.
12:19 พระองค์ไม่ทะเลาะวิวาทและไม่ร้องเสียงดัง ไม่มีใครจะได้ยินเสียงของพระองค์ตามถนน.
มธ.
12:20 1ไม้อ้อช้ำแล้วพระองค์จะไม่หัก2คบเพลิงเป็นควัน3จวนจะดับแล้วพระองค์จะไม่ดับ จนกว่าพระองค์จะได้นำความยุติธรรมไปสู่ชัยชนะ.
มธ.
12:21 และชาวต่างชาติจะกเฝ้าหวังในพระนามของพระองค์.”
(3) จุดสูงสุดแห่งการปฏิเสธ
ข้อ 22-37
ข้อ 22-37
มธ.
12:22 กขณะนั้นเขาพาคนหนึ่งที่มีผีสิงอยู่1ขทั้งตาบอดและเป็นคใบ้มาหาพระองค์พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย คนใบ้นั้นจึงพูดได้และเห็นได้.
มธ.
12:23 และคนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจถามกันว่า “คนนี้เป็นบุตร1กดาวิดมิใช่หรือ?”
มธ.
12:24 แต่พวกฟาริซายเมื่อได้ยิน[ดังนั้น]ก็พูดกันว่า “ผู้นี้ขับผีออกได้ก็โดยพึ่ง1กเบละซะบูลขนายผีทั้งหลาย.”
มธ.
12:25 กฝ่ายพระเยซูขทรงทราบความคิดของพวกเขาจึงตรัสแก่เขาว่า “อาณาจักรใดๆซึ่งต่อสู้กันเองก็จะร้างเปล่าไป เมืองใดๆ หรือเรือนใดๆ ซึ่งต่อสู้กันเองแล้วก็จะยืนหยัดอยู่ไม่ได้.
มธ.
12:26 และถ้าซาตานขับซาตานออก มันก็ได้ต่อสู้กันเองแล้ว1กอาณาจักรของมันจะยืนหยัดอยู่อย่างไรได้?
มธ.
12:27 และถ้าเราขับผีออกโดยกเบละซะบูล ลูกหลานของท่านทั้งหลายขขับมันออกโดยพึ่งใครเล่า? เหตุฉะนั้นลูกหลานของพวกท่านเองจะเป็นผู้พิพากษาพวกท่าน.
มธ.
12:28 แต่ถ้าเราขับผีออกโดยพึ่ง1กพระวิญญาณของพระเจ้า2ขอาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงพวกท่านแล้ว.
มธ.
12:29 หรือใครจะเข้าไป1ในเรือนของ2คนมีกำลังมากและกกวาดเอา3ทรัพย์ของเขาได้อย่างไร? เว้นแต่จะจับคนมีกำลังมากนั้น4มัดไว้เสียก่อน แล้วจึงจะกวาดเอาทรัพย์ในเรือนนั้นได้.
มธ.
12:30 1ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายเราก็กต่อสู้เรา และผู้ใดไม่รวมอยู่กับเราก็กระจัดกระจายไป.
มธ.
12:31 กเหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ‘ความบาปและขการหมิ่นประมาททุกอย่างจะทรงโปรดอภัยให้มนุษย์ได้ เว้นไว้แต่1การหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณนั้นจะทรงโปรดอภัยให้มนุษย์ไม่ได้.’
มธ.
12:32 ผู้ใดจะกล่าวคำต่อต้านบุตรมนุษย์จะโปรดอภัยให้ผู้นั้นได้ แต่ถ้าผู้ใดจะ1กล่าวคำต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์กจะโปรดอภัยให้ผู้นั้นไม่ได้ ทั้ง2ขยุคนี้และยุคหน้า.
มธ.
12:33 หรืออาจกล่าวได้ว่า ถ้าทรงสร้างต้นไม้ดี กผลก็ย่อมดี ถ้าทรงสร้างต้นไม้เลวผลก็ย่อมเลว เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้ได้ 1โดยผลของมัน.
มธ.
12:34 กโอ เจ้าชาติงูพิษ ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนชั่ว แล้วจะพูดความดีได้อย่างไร? ด้วยว่าขใจเต็มบริบูรณ์ด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น.
มธ.
12:35 คนดีก็ย่อมนำเอาของดีมาจากคลังแห่งความดีของเขา คนชั่วก็ย่อมนำเอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วของเขา.
มธ.
12:36 และเราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า 1คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น เขาจะต้อง2กให้การด้วยคำเหล่านั้นในขวันพิพากษา.
มธ.
12:37 เพราะว่าท่านจะชอบธรรมได้ก็เพราะ1กคำพูดของท่าน และท่านจะถูกปรับโทษก็เพราะคำพูดของท่านด้วย.”
(4) การอัศจรรย์ที่มีต่อยุคสมัยที่ปฏิเสธกษัตริย์
ข้อ 38-42
ข้อ 38-42
มธ.
12:38 คราวนั้น มีบางคนในพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริซายมาทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าอยากเห็น1กการอัศจรรย์มาจากท่าน.”
มธ.
12:39 กแต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “1คนขสมัยที่ชั่วร้ายและคบชู้ แสวงหาแต่การอัศจรรย์ และจะไม่โปรดให้การอัศจรรย์แก่เขา เว้นไว้แต่การอัศจรรย์ของโยนาผู้เผยพระวจนะเท่านั้น.
มธ.
12:40 ด้วยว่าโยนาได้อยู่ในท้องปลาใหญ่กสามวันสามคืนฉันใดขบุตรมนุษย์จะอยู่ใน1คใจกลางของแผ่นดินงสามวันสามคืนฉันนั้น.
มธ.
12:41 กชนชาวนีนะเวจะยืนขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนสมัยนี้และจะปรับโทษคนในสมัยนี้ ด้วยว่าพวกเขาได้ขกลับใจเสียใหม่เพราะ[ได้ยิน]คำประกาศของโยนา. ดูเถิด1ผู้ที่2คใหญ่กว่าโยนาอยู่ที่นี่.
มธ.
12:42 กนางกษัตริย์ทางทิศใต้จะลุกขึ้นพร้อมกับคนสมัยนี้ในวันพิพากษา และจะปรับโทษคนในสมัยนี้ ด้วยว่าพระนางนั้นได้มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก เพื่อจะได้ฟัง[ถ้อยคำแห่ง]สติปัญญาของซะโลโม และดูเถิด 1ขผู้ที่ใหญ่กว่าซะโลโมก็อยู่ที่นี่.
(5) ยุคสมัยที่ปฏิเสธนั้นได้เลวร้ายลง
ข้อ 43-45
ข้อ 43-45
มธ.
12:43 กเมื่อวิญญาณโสโครกออกมาจากคนใดแล้ว มันก็เที่ยวไปทั่วตาม1ที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหา[ที่]หยุดพัก แต่หาไม่พบ.
มธ.
12:44 แล้วมันว่า ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้าที่ได้ออกมานั้น.’ และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นว่างอยู่ ทั้งกวาดและตกแต่งไว้แล้ว.
มธ.
12:45 มันจึงไปรับเอาวิญญาณอื่นอีกเจ็ดวิญญาณที่ชั่วร้ายกว่ามันเอง แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่นด้วยกัน. เวลาข้างปลายของคนนั้นก็เลวร้ายกว่าเวลาข้างต้น. 1กคนสมัยที่ชั่วร้ายนี้ก็จะเป็นเช่นนี้แหละ.”
(6) การปฏิเสธเป็นผลให้กษัตริย์ทรงละทิ้ง
ข้อ 46-50
ข้อ 46-50
มธ.
12:46 กเมื่อพระองค์ยังตรัสแก่ฝูงชนอยู่นั้น ดูเถิด ขมารดาและคน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ภายนอกหา[โอกาส]จะสนทนากับพระองค์.
มธ.
12:47 และมีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด มารดาและน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกหา[โอกาส]ที่จะสนทนากับพระองค์.”
มธ.
12:48 พระองค์จึงตรัสแก่ผู้ที่มาทูลนั้นว่า “1ใครเป็นมารดาของเรา? และใครเป็นพี่น้องของเรา?”
มธ.
12:49 แล้วพระองค์ทรงชี้พระหัตถ์ไปตรงพวกสาวกของพระองค์ตรัสว่า “ดูเถิด [นี่เป็น]มารดาของเราและพี่น้องของเรา!
มธ.
12:50 เพราะว่าผู้ใดจะ1กกระทำตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย ผู้นั้นแหละเป็นขพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 12
มธ.
12:1 ก ข้อ 1-8: มก.2:23-28; ลก.6:1-5
มธ.
12:1 1ก คำว่า “ในเวลานั้น” คำนี้ก็ได้เชื่อมต่อบทนี้เข้าด้วยกันกับบทที่ 11. ในขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกผู้คนมารับความสงบสุขโดยไม่ต้องพยายามปฏิบัติตามกฎบัญญัติและกฎเกณฑ์ของศาสนานั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จผ่านนาข้าวในวันซะบาโตและพวกสาวกของพระองค์ได้เด็ดเอารวงข้าวมากิน ซึ่งเหมือนกับได้ละเมิดต่อวันซะบาโต.
มธ.
12:1 ข มธ.12:5, 10, 11, 12; ลก.13:14; 14:1, 3; ยฮ.5:9-10; 9:14, 16
มธ.
12:1 ค พบญ.23:25
มธ.
12:2 ก อซด.20:10; ยซย.58:13; ยฮ.5:10
มธ.
12:2 1ก วันซะบาโต มีไว้เพื่อให้ชาวยูดายระลึกถึงการสำเร็จการงานแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า (ยนซ.2:2) เป็นการถือรักษาตามหลักฐานแห่งพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำกับพวกเขา (ยอค.20:12) อีกทั้งระลึกถึงการช่วยไถ่ของพระเจ้าที่มีแก่เขาทั้งหลายด้วย (พบญ.5:15). ดังนั้นในสายตาของพวกฟาริซายแห่งศาสนานั้น การล่วงละเมิดต่อวันซะบาโตจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งนัก. สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะไม่เข้ากับพระคัมภีร์. แต่ทว่าพวกเขาไม่มีความรู้ในพระคัมภีร์เพียงพอ. พวกเขายึดเอาตามความรู้ที่ไม่เพียงพอของตนเอง คำนึงถึงแต่พิธีการในการถือวันซะบาโตเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความหิวของผู้อื่น. การถือพิธีการที่ว่างเปล่าอนิจจังนั้น ช่างเป็นความโง่เขลาเสียจริงๆ!
มธ.
12:3 ก มธ.12:5; 19:4; 21:16, 42; 22:31
มธ.
12:3 1ก พวกฟาริซายกล่าวว่าเป็นการไม่ถูกต้องที่เหล่าสาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปเด็ดรวงข้าวในทุ่งนามากิน เหตุนี้พวกเขาจึงได้ปรับโทษเหล่าสาวกซึ่งกระทำการอันขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์. แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่เคยอ่านถึง...?” พระองค์ทรงชี้ให้เขาเห็นในอีกด้านหนึ่งของพระคัมภีร์ ที่รับรองการกระทำของพระองค์และเหล่าสาวกว่าเป็นเรื่องที่ชอบธรรม. สิ่งนี้จึงได้ปรับโทษพวกฟาริซายที่ไม่มีความรู้ต่อพระคัมภีร์อย่างเพียงพอ.
มธ.
12:3 ข 1ซมอ.21:1-6
มธ.
12:3 2ข ถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่าพระองค์ทรงเป็นดาวิดแท้. ในสมัยโบราณ ขณะที่ดาวิดกับผู้ที่ติดตามท่านถูกปฏิเสธนั้น ก็ได้เข้าไปยังพระวิหารของพระเจ้าแล้วกินขนมปังซึ่งตั้งถวาย (ข้อ 4) ราวกับว่าได้ล่วงละเมิดกฎบัญญัติในเลวีติโก. บัดนี้ดาวิดแท้กับผู้ที่ติดตามพระองค์ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน และสาวกก็ได้ทำการเด็ดรวงข้าวมากินซึ่งราวกับว่าได้ผิดต่อ
กฎเกณฑ์ของวันซะบาโต. ในเมื่อดาวิดกับผู้ติดตามท่านไม่ถูกนับว่ามีความผิดแต่อย่างใด พระคริสต์กับสาวกของพระองค์ก็ไม่ควรถูกปรับโทษอย่างนั้น.
นอกจากนี้ถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ยังได้เปิดเผยเป็นนัยถึงการหันเปลี่ยนยุคสมัยแห่งปุโรหิตสู่ยุคสมัยของกษัตริย์. ในสมัยโบราณนั้นการมาของดาวิดได้หันเปลี่ยนยุคสมัย โดยการหันเปลี่ยนยุคสมัยของปุโรหิตสู่ยุคสมัยของกษัตริย์ ให้กษัตริย์อยู่เหนือปุโรหิต. ในยุคสมัยของปุโรหิตนั้น ผู้นำของพลเมืองควรต้องเชื่อฟังปุโรหิต (อฤธ.27:21-22) แต่ในยุคสมัยของกษัตริย์นั้น ปุโรหิตสมควรต้องนอบน้อมต่อกษัตริย์ (1ซมอ.2:35-36). ดังนั้นสิ่งที่ดาวิดกับผู้ติดตามได้กระทำก็ย่อมไม่ละเมิดต่อกฎบัญญัติด้วย. บัดนี้โดยการมาของพระคริสต์ยุคสมัยก็ได้หันเปลี่ยนแล้วเช่นกัน ครั้งนี้เป็นการหันจากยุคสมัยแห่งกฎบัญญัติไปสู่ยุคสมัยของพระคุณ ขณะนี้พระคริสต์ทรงอยู่เหนือสิ่งสารพัด ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์กระทำนั้นล้วนถูกต้องทั้งสิ้น.
นอกจากนี้ถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ยังได้เปิดเผยเป็นนัยถึงการหันเปลี่ยนยุคสมัยแห่งปุโรหิตสู่ยุคสมัยของกษัตริย์. ในสมัยโบราณนั้นการมาของดาวิดได้หันเปลี่ยนยุคสมัย โดยการหันเปลี่ยนยุคสมัยของปุโรหิตสู่ยุคสมัยของกษัตริย์ ให้กษัตริย์อยู่เหนือปุโรหิต. ในยุคสมัยของปุโรหิตนั้น ผู้นำของพลเมืองควรต้องเชื่อฟังปุโรหิต (อฤธ.27:21-22) แต่ในยุคสมัยของกษัตริย์นั้น ปุโรหิตสมควรต้องนอบน้อมต่อกษัตริย์ (1ซมอ.2:35-36). ดังนั้นสิ่งที่ดาวิดกับผู้ติดตามได้กระทำก็ย่อมไม่ละเมิดต่อกฎบัญญัติด้วย. บัดนี้โดยการมาของพระคริสต์ยุคสมัยก็ได้หันเปลี่ยนแล้วเช่นกัน ครั้งนี้เป็นการหันจากยุคสมัยแห่งกฎบัญญัติไปสู่ยุคสมัยของพระคุณ ขณะนี้พระคริสต์ทรงอยู่เหนือสิ่งสารพัด ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์กระทำนั้นล้วนถูกต้องทั้งสิ้น.
มธ.
12:4 1 แปลตามตรงคือ บ้าน.
มธ.
12:4 ก อซด.25:30; ลวต.24:5-8
มธ.
12:4 ข อซด.29:32-33; ลวต.24:9
มธ.
12:5 ก มธ.12:3
มธ.
12:5 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้ให้พวกฟาริซายเห็นอีกตัวอย่างหนึ่งในพระคัมภีร์ เพื่อเปิดโปงว่า การที่พวกเขารู้จักพระคัมภีร์นั้นช่างน้อยนิด.
มธ.
12:5 ข อฤธ.28:9-10; เทียบ ยฮ.7:22-23
มธ.
12:6 ก มธ.12:41, 42
มธ.
12:6 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยแก่พวกฟาริซายว่า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพระวิหารเสียอีก. นี่ได้แสดงให้เห็นถึงการหันเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่ง เป็นการหันเปลี่ยนแห่งการสำเร็จของแบบเล็งคือหันเปลี่ยนจากพระวิหารไปสู่ตัวบุคคลผู้หนึ่ง. ในกรณีของดาวิดเป็นการหันเปลี่ยนจากยุคสมัยหนึ่งไปอีกยุคสมัยหนึ่ง. แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับปุโรหิต เป็นการหันเปลี่ยนจากพระวิหารไปสู่มนุษย์คนหนึ่งที่ใหญ่กว่าพระวิหาร. ในเมื่อปุโรหิตทำการในพระวิหารในวันซะบาโตกลับไม่มีโทษ สาวกขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้ทำการในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระวิหารในวันซะบาโตจะนับเป็นความผิดได้อย่างไร? กรณีแรกนั้นพูดถึงกษัตริย์ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ในเลวีติโก ส่วนกรณีที่สองพูดถึงปุโรหิตได้ละเมิดกฎเกณฑ์ของวันซะบาโต. ในพระคัมภีร์นั้น ทั้งสองกรณีนี้ล้วนไม่นับว่าเป็นความผิด. ดังนั้นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำในที่นี้ก็เป็นการถูกต้องตามพระคัมภีร์แล้ว.
มธ.
12:6 ข 1พกษ.8:27; ยซย.66:1; ฮาฆ.2:9
มธ.
12:7 ก ฮซอ.6:6; มธ.9:13
มธ.
12:8 ก มธ.8:20
มธ.
12:8 1 ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชี้ถึงการหันเปลี่ยนประการที่สามซึ่งเป็นการหันเปลี่ยนของการคงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจ คือหันเปลี่ยนจากวันซะบาโตไปสู่เจ้าแห่งวันซะบาโต. พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งวันซะบาโตจึงมีสิทธิอำนาจในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎเกณฑ์ของวันซะบาโตได้. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงให้คำตัดสินแก่พวกฟาริซายที่ชอบปรับโทษผู้อื่นถึงสามชั้นด้วยกัน. พระองค์ทรงเป็นดาวิดแท้ เป็นพระวิหารที่ยิ่งใหญ่กว่าและเป็นเจ้าแห่งวันซะบาโต. ฉะนั้นในวันซะบาโตไม่ว่าพระองค์ต้องการจะทำอะไรพระองค์ก็ทำได้และไม่ว่าพระองค์จะทำสิ่งใดก็ล้วนชอบธรรม. พระองค์ทรงอยู่เหนือกว่าพิธีการและกฎเกณฑ์ทั้งหมด. ในเมื่อพระองค์ทรงอยู่ที่นี่แล้ว มนุษย์จึงไม่ควรที่จะไปสนใจพิธีการและกฎเกณฑ์ใดๆ อีก.
มธ.
12:9 ก ข้อ 9-14: มก.3:1-6; ลก.6:6-11
มธ.
12:10 1 ในบทนี้ได้บันทึกถึงการเคลื่อนไหวขององค์พระผู้เป็นเจ้าในวันซะบาโตทั้งสองนั้น (ลก.6:1, 6). สิ่งที่พระองค์กระทำในวันซะบาโตแรกชี้แจงถึงการที่พระองค์ทรงคำนึงถึงพระองค์เองว่าทรงเป็นศีรษะของพระกาย. พระองค์ยังทรงเป็นประมุข พระองค์ทรงเป็นสิ่งสารพัน: ทรงเป็นดาวิดแท้ ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าวิหาร และเป็นเจ้าแห่งวันซะบาโต. สิ่งที่พระองค์ได้กระทำในวันซะบาโตที่สอง ยังได้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงคำนึงถึงอวัยวะของพระองค์. ในวันซะบาโตที่สองนี้พระองค์ทรงรักษาคนมือลีบคนหนึ่งให้หาย พระองค์อุปมาคนผู้นี้เป็นเหมือนแกะตัวหนึ่ง (ข้อ 11-12). มือเป็นอวัยวะของร่างกาย และแกะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในฝูงแกะ. เพื่อที่จะรักษาอวัยวะของพระองค์ และเพื่อที่จะช่วยแกะที่ตกบ่อนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงยอมที่จะกระทำทุกเรื่อง.
ไม่ใส่ใจว่าจะเป็นวันซะบาโตหรือไม่ แต่สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงห่วงใยคือต้องการรักษาอวัยวะในพระกายที่ตายแล้วให้หาย. สำหรับพระองค์แล้วกฎเกณฑ์ไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร มีเพียงการช่วยแกะที่ตกบ่อของพระองค์จึงเป็นทุกสิ่ง.
มธ.
12:10 ก มธ.12:2, 12; ลก.14:3
มธ.
12:10 ข ยฮ.8:6
มธ.
12:11 ก พบญ.22:4; ลก.14:5
มธ.
12:12 ก มธ.6:26; 10:31
มธ.
12:12 ข มธ.12:10
มธ.
12:13 1 พระองค์ตรัสกับคนผู้นั้นว่าจงเหยียดมือออกเถิด ในคำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีชีวิตที่ชุบชีพคนให้เป็นขึ้นได้. เมื่อเขาต้อนรับพระคำที่ประทานชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วเหยียดมือออก มือที่ลีบของเขาก็หายเป็นปกติก็เพราะชีวิตที่อยู่ในพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ.
12:14 ก มธ.22:15; 26:4; 27:1; มก.3:6; ยฮ.11:53
มธ.
12:14 ข ยฮ.5:18; 7:1, 25; 8:59
มธ.
12:14 1ข ในสายตาพวกฟาริซายแห่งศาสนานั้นการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ละเมิดวันซะบาโตถือเป็นการทำลายพันธสัญญาที่ได้ตั้งไว้ระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล และยังเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับชาวอิสราเอลด้วย. ดังนั้นพวกเขาจึงปรึกษากันว่าจะต่อต้านพระองค์อย่างไร เพื่อพวกเขาจะกำจัดพระองค์ได้. การละเมิดวันซะบาโตทำให้ผู้ที่นับถือศาสนายูดายละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้าฝ่ายสวรรค์.
มธ.
12:15 ก มธ.19:2
มธ.
12:16 ก มธ.8:4; 9:30
มธ.
12:17 ก มธ.1:22
มธ.
12:18 ก ข้อ 18-21: ยซย. 42:1-3
มธ.
12:18 1 ความหมายตามภาษากรีกคือ ทาสผู้ชาย.
มธ.
12:18 ข มธ.3:17; 17:5
มธ.
12:18 ค ยซย.61:1; ลก.4:18
มธ.
12:18 2 หรือหมายถึงความชอบธรรม, การพิพากษา (ที่ชอบธรรม). ข้อ 20 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
12:18 3 นี่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว เพราะเหตุการปฏิเสธของชาวยูดาย กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ พร้อมทั้งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์จึงหันสู่ชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติก็ต้อนรับพระองค์ อีกทั้งเชื่อวางใจในพระองค์ด้วย (ข้อ 21).
มธ.
12:20 1 ชาวยูดายเคยชินในการใช้ไม้อ้อทำขลุ่ย. แต่เมื่อไม้อ้อช้ำแล้วเขาก็จะหักมันเสีย. พวกเขาก็มักใช้ผ้าป่านมาทำเป็นคบเพลิง. เมื่อน้ำมันถูกใช้จนหมด ไส้ป่านก็จะเป็นควัน เขาทั้งหลายก็จะดับทิ้งเสีย. พลไพร่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าบ้างก็เหมือนไม้อ้อที่ช้ำแล้ว ไม่อาจที่จะเป่าออกมาให้เป็นเสียงดนตรีได้ บ้างก็เหมือนคบเพลิงที่เป็นควันจวนจะดับแล้วไม่อาจส่องแสงสว่างออกมาได้.
แต่ทว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงหักไม้อ้อที่ช้ำแล้ว และก็ไม่ทรงดับคบเพลิงที่เป็นควันจวนจะดับด้วย.
มธ.
12:20 2 ตามภาษากรีกหมายถึง คบเพลิงที่ทำจากป่าน.
มธ.
12:20 3 แปลตามตรงคือ เป็นควัน.
มธ.
12:21 ก รม.15:12
มธ.
12:22 ก ข้อ 22, 24; ลก.11:14-15
มธ.
12:22 ข มธ.9:27
มธ.
12:22 1ข ผู้ที่ตาบอดและเป็นใบ้ เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงผู้ที่ไม่มีกำลังทางสายตา มองไม่เห็นพระเจ้าและเรื่องราวสิ่งของฝ่ายวิญญาณ อีกทั้งไม่มีทางที่จะสรรเสริญพระเจ้า และไม่มีทางที่จะพูดเพื่อพระเจ้าอีกด้วย. นี่คือสภาพการณ์ที่แท้จริงของบรรดาผู้ที่ตกต่ำทั้งหมด.
มธ.
12:22 ค มธ.9:32
มธ.
12:23 ก มธ.1:1
มธ.
12:23 1ก นี่ได้ยอมรับว่าพระคริสต์เป็นพระมาซีฮาของเขาทั้งหลายและเป็นกษัตริย์ของเขาทั้งหลาย.
มธ.
12:24 ก มธ.10:25
มธ.
12:24 1ก ดู 10:25 คำอธิบาย 1. ข้อ 27 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
12:24 ข มธ.9:34
มธ.
12:25 ก ข้อ 25-29: มก.3:23-27; ลก.11:17-22
มธ.
12:25 ข มธ.9:4
มธ.
12:26 ก เทียบ อฟ.2:2; 6:12; กซ.1:13
มธ.
12:26 1ก ซาตานเป็นเจ้าผู้ครองโลก (ยฮ.12:31) มันเป็นผู้ปกครองแห่งผู้มีอำนาจครอบครองในสถานอากาศ (อฟ.2:2). มันมีอำนาจของมัน (กจ.26:18) และมีสมุนของมัน (25:41) คือพรรคพวกของมันเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจและเป็นผู้ครอบครองในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ (อฟ.6:12). ด้วยเหตุนี้มันจึงมีอาณาจักรของมัน ซึ่งเป็นอำนาจแห่งความมืดนั่นเอง (กซ.1:13).
มธ.
12:27 ก มธ.12:24
มธ.
12:27 ข กจ.19:13-14
มธ.
12:28 ก มธ.12:18; กจ.10:38
มธ.
12:28 1ก พระวิญญาณของพระเจ้านั้นเป็นฤทธิ์เดชแห่งอาณาจักรของพระเจ้า. เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้ามีอำนาจอยู่ ณ ที่ใด ที่นั่นก็จะมีอาณาจักรของพระเจ้าและที่นั่นผีมารก็ไม่มีฐานะด้วย.
มธ.
12:28 ข มธ.19:24; 21:31, 43; ลก.17:20-21
มธ.
12:28 2ข ในที่นี้เป็นอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. แม้กระทั่งตอนนี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ยังมาไม่ถึง. แต่อย่างไรก็ตามอาณาจักรของพระเจ้าก็ตั้งอยู่ที่นั่นแล้ว.
มธ.
12:29 1 เรือนในที่นี้ได้เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงอาณาจักรของซาตาน.
มธ.
12:29 2 คนมีกำลังมากก็คือ ผู้ที่ชั่วร้าย, ซาตาน.
มธ.
12:29 ก ยซย.49:24-25
มธ.
12:29 3 หรือเครื่องเรือน, อุปกรณ์ จึงเป็นพวกสินค้าสิ่งของ. มนุษย์ที่ตกต่ำตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน เป็นภาชนะและเครื่องมือของมันสำหรับให้มันใช้. พวกเขาจึงเป็นสินค้าของมันถูกเก็บไว้ในเรือนของมัน คือในอาณาจักรของมันนั่นเอง.
มธ.
12:29 4 ได้ชี้ให้เห็นว่าขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะขับผีนั้น พระองค์ก็ต้องผูกมัดซาตานก่อน.
มธ.
12:30 1 ดู มก.9:40 คำอธิบาย 1.
มธ.
12:30 ก ลก.11:23 เทียบ มก.9:40; ลก.9:50
มธ.
12:31 ก ข้อ 31-32; มก.3:28-30; ลก.12:10
มธ.
12:31 ข 1ตธ.1:13
มธ.
12:31 1 การหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณนั้นแตกต่างกับการลบหลู่ต่อพระวิญญาณนั้น (ฮร.10:29). การลบหลู่พระวิญญาณนั้นเป็นการจงใจไม่เชื่อฟังพระองค์ ซึ่งผู้เชื่อมากมายล้วนเคยเป็นเช่นนี้. ถ้าหากเขาทั้งหลายสารภาพความบาปนี้ ก็จะได้รับการอภัยและได้รับการชำระจากพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1ยฮ.1:7, 9). แต่หมิ่นประมาทพระวิญญาณนั้นเป็นการใส่ร้ายพระองค์ เหมือนการกระทำของพวกฟาริซายในข้อ 24. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขับผีออกโดยพระวิญญาณนั้นซึ่งพวกฟาริซายก็เห็นอยู่ แต่กลับกล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าขับผีออกโดยการพึ่งเบละซะบูลนายผีทั้งหลายนั้น นี่เป็นการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณนั้น.
เนื่องจากการหมิ่นประมาทเช่นนี้ จึงทำให้พวกฟาริซายได้ปฏิเสธกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์จนถึงจุดสูงสุดแล้ว.
มธ.
12:32 1 ในแผนการบริหารของพระเจ้าตรีเอกภาพพระบิดาทรงมีพระดำริถึงโครงการแห่งการช่วยไถ่ของพระองค์ (อฟ.1:5, 9) พระบุตรทรงสำเร็จการช่วยไถ่ตามโครงการของพระบิดา (1ปต.2:24; ฆต.1:4) พระวิญญาณนั้นได้เสด็จมาถึงคนบาป ทรงปฏิบัติการการช่วยไถ่ที่พระบุตรทรงกระทำสำเร็จ (1กธ.6:11; 1ปต.1:2). หากว่าคนบาปจะหมิ่นประมาทพระบุตรเหมือนกับเซาโลแห่งเมืองตาระโซพระวิญญาณนั้นก็ยังพอมีฐานะที่จะทำการงานบนตัวเขา ทำให้เขากลับใจเสียใหม่เชื่อพระบุตรเพื่อจะได้รับการอภัย (ดู 1ตธ.1:13-16). แต่ถ้าคนบาปหมิ่นประมาทพระวิญญาณนั้น พระวิญญาณนั้นก็จะไม่มีฐานะที่จะทำการงานบนตัวเขา และก็จะไม่มีอะไรซึ่งจะทำให้เขากลับใจเชื่อได้อีกเลย. ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปที่คนเช่นนี้จะได้รับการอภัย หากพิจารณาตามเหตุผลแล้ว กรณีนี้ไม่เพียงแต่เข้ากับหลักเหตุผล แต่ยังสอดคล้องกับการควบคุมปกครองตามหลักการแห่งการปกครองของพระเจ้าอีกด้วย เหมือนดังคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ ณ ที่นี้.
มธ.
12:32 ก เทียบ 1ยฮ.5:16
มธ.
12:32 ข มก.10:30; อฟ.1:21
มธ.
12:32 2ข ในการควบคุมดูแลแห่งการปกครองของพระเจ้า การอภัยของพระองค์มีเงื่อนแง่แห่งยุคสมัย พระองค์ทรงวางโครงการให้มียุคสมัยที่ต่างกันก็เพื่อการปกครองของพระองค์. ตั้งแต่พระคริสต์เสด็จมาครั้งแรกจนถึงโลกนิรันดร์ ในช่วงเวลานี้อาจแบ่งออกเป็นสามยุคสมัยคือ (1) ยุคสมัยนี้ คือยุคในปัจจุบันนี้ ได้เริ่มตั้งแต่พระคริสต์เสด็จมาครั้งแรกจนถึงการเสด็จกลับมาใหม่ของพระองค์ (2) ยุคสมัยหน้า คือยุคอาณาจักรพันปีเป็นเวลาหนึ่งพันปีแห่งการฟื้นฟูและเพื่อการปกครองฝ่ายสวรรค์ เริ่มตั้งแต่พระคริสต์เสด็จมาใหม่จนถึงสิ้นสุดฟ้าเก่าแผ่นดินโลกเก่า (3) โลกนิรันดร์ คือโลกนิรันดร์ในฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่ การอภัยของพระเจ้าในยุคสมัยนี้ก็เพื่อการได้รับความรอดที่นิรันดร์ของคนบาป. การอภัยนี้ประทานแก่คนบาปและก็ให้แก่ผู้เชื่อด้วย. การอภัยของพระเจ้าในยุคสมัยหน้ามีความเกี่ยวข้องกับบำเหน็จแห่งยุคสมัยของผู้เชื่อ. ถ้าหากว่าผู้เชื่อกระทำความบาปหลังจากได้รับความรอดแล้ว แต่ไม่ยอมจัดการสะสางให้หมดจดโดยการสารภาพความบาปและพึ่งพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาชำระให้สะอาดก่อนที่เขาจะตายหรือก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา (1ยฮ.1:7, 9) ความบาปนี้ก็ไม่ได้รับการอภัยในยุคสมัยนี้ แต่จะถูกเก็บไว้จนถึงการพิพากษาต่อเบื้องหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ (2กธ.5:10). เขาก็จะไม่สามารถได้รับอาณาจักรเป็นบำเหน็จในขณะที่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมาปรากฏเขาก็ไม่สามารถที่จะร่วมมีส่วนในสง่าราศีและความชื่นชมยินดีกับพระคริสต์ แต่ต้องรับการเฆี่ยนตี เพื่อชำระสะสางความบาปนี้ แล้วจึงได้รับการอภัยในยุคสมัยหน้า (18:23-35). การอภัยแบบนี้จะรักษาความรอดที่นิรันดร์ของเขาไว้. แต่ไม่อาจทำให้เขามีคุณสมบัติพอที่จะมีส่วนในสง่าราศีและความชื่นชมยินดีแห่งอาณาจักรที่จะมาถึงได้.
มธ.
12:33 ก มธ.7:16-20; ลก.6:43-44
มธ.
12:33 1 แปลตามตรงคือ จาก.
มธ.
12:34 ก มธ.3:7; 23:33
มธ.
12:34 ข มธ.15:18-19; ลก.6:45
มธ.
12:36 1 ภาษากรีกหมายถึง ไม่ทำงาน. คำที่ไม่เป็น สาระคือคำที่ไม่มีผล เป็นคำพูดที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ขาดการใช้งานในด้านบวก, ใช้ไม่ได้, ไร้ซึ่งประโยชน์, ไม่บังเกิดผลและไม่อาจให้กำเนิดบุตร. ผู้ที่พูดคำชนิดนี้นั้นในวันพิพากษาก็ต้องให้การด้วยคำเหล่านั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคำที่ชั่วร้ายของเราทั้งหลายจะยิ่งไม่ต้องให้การทุกคำหรือ!
มธ.
12:36 ก 1ปต.4:5
มธ.
12:36 2ก ให้การ แปลตามตรงคือ ส่งมอบบัญชี.
มธ.
12:36 ข รม.2:5, 16; กจ.17:31
มธ.
12:37 ก ยก.3:2
มธ.
12:37 1ก นี่ช่างเป็นคำเตือนอย่างหนึ่งจริงๆ! เราทั้งหลายจะต้องเรียนรู้ในการควบคุมและจำกัดคำพูดของตัวเอง.
มธ.
12:38 ก มธ.16:1; มก.8:11-12; ลก.11:16; ยฮ.2:18; 6:30; 1กธ.1:22
มธ.
12:38 1ก แปลตามตรงคือ เครื่องหมาย. ชี้ถึงการอัศจรรย์ซึ่งมีความหมายฝ่ายวิญญาณ. ชาวยูดายเฝ้าแต่เสาะหาการอัศจรรย์ (1กธ.1:22).
มธ.
12:39 ก ข้อ 39-42; ลก.11:29-32
มธ.
12:39 1 คำว่า “ยุค” ในข้อ 32 เป็นการชี้ถึงกาลเวลา แต่คำว่า “สมัย” ตรงนี้ได้ชี้ถึงมนุษย์.
มธ.
12:39 ข มธ.16:4; มก.8:38
มธ.
12:40 ก ยนา.1:17
มธ.
12:40 ข มธ.8:20
มธ.
12:40 ค อฟ.4:9; กจ.2:27; ลก.23:43
มธ.
12:40 1ค ใจกลางของแผ่นดิน ถูกเรียกเป็นที่ใต้พื้นแผ่นดินโลก (อฟ.4:9) และแดนมรณา (กจ.2:27) เป็นสถานที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จลงไปหลังจากสิ้นพระชนม์. แดนมรณาแบ่งเป็นสองส่วนด้วยกันคือส่วนแห่งความทุกขเวทนาและส่วนแห่งการปลอบโยน (ลก.16:23-26).ส่วนที่ได้รับการปลอบโยนเป็นสวนบรมสุขเกษม คือสถานที่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จไปพร้อมกับโจรที่ได้รับความรอดภายหลังจากที่ได้ตายบนกางเขน (ลก.23:43). ดังนั้นคำว่า “ใจกลางของแผ่นดิน” ที่อยู่ใต้แผ่นดินโลก
“แดนมรณา” และ “สวนบรมสุขเกษม” ก็เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน ชี้ถึงสถานที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าหยุดคอยอยู่ถึงสามวันสามคืนหลังจากที่ตายจนกระทั่งก่อนเป็นขึ้นนั่นเอง.
มธ.
12:40 ง มธ.16:21; 17:22-23
มธ.
12:41 ก ยนา.1:2
มธ.
12:41 ข ยนา.3:5-8
มธ.
12:41 1 แปลตามตรงคือ สิ่งที่. ข้อ 42 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
12:41 ค มธ.12:6, 42
มธ.
12:41 2ค ตามภาษากรีก คือบุคคลคนเดียวกันกับในข้อ 42 ชี้ถึงในด้านคุณภาพที่ดีกว่า ปริมาณที่มากกว่า. ดังนั้นจึงใหญ่กว่า ซึ่งแตกต่างกับคำว่า “ใหญ่กว่า” ในข้อ 6 ที่ชี้ถึงความใหญ่กว่าของขนาดหรือการวัดทางภายนอก. พระคริสต์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้ไปยังพลไพร่ของพระองค์ (พบญ.18:15, 18) ทรงเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาผู้เผยพระวจนะ. โยนาเป็นผู้เผยพระวจนะซึ่งหันจากชนชาติอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติ ท่านก็เคยถูกกลืนเข้าไปในท้องปลาใหญ่. ท่านอยู่ในนั้นเป็นเวลาสามวัน หลังจากที่ได้ออกมาแล้วก็กลายเป็นการอัศจรรย์ (เครื่องหมาย) ซึ่งทำให้ผู้คนในยุคสมัยนั้นได้กลับใจเสียใหม่ (ยนา.1:2, 17; 3:2-10). นี่เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์จะหันจากชาวอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติและถูกฝังอยู่ในใจกลางของแผ่นดินเป็นเวลาสามวันสามคืนจากนั้นก็ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายกลายเป็นการอัศจรรย์ (เครื่องหมาย) ที่ให้คนในยุคสมัยนี้ได้รับความรอด.
มธ.
12:42 ก 1พกษ.10:1; 2คนก.9:1
มธ.
12:42 ข มธ.12:6, 41
มธ.
12:42 1ข ดูข้อ 41 คำอธิบาย 1. พระคริสต์ผู้เป็นบุตรของดาวิดผู้นี้ทรงเป็นกษัตริย์ และเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ซะโลโม. ซะโลโมได้สร้างพระวิหารของพระเจ้าและได้ตรัสถ้อยคำแห่งสติปัญญาและพระนางกษัตริย์ชาวต่างชาติเคยเสด็จมาเฝ้าซะโลโม (1พกษ.6:2; 10:1-8). นี่เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ด้วย. พระองค์ทรงก่อสร้างคริสตจักรเป็นวิหารของพระเจ้าและตรัสถ้อยคำแห่ง
สติปัญญา บรรดาชาวต่างชาติที่แสวงหาพระองค์ล้วนได้หันสู่พระองค์.
แบบเล็งทั้งสองล้วนชี้แจงให้เห็นว่า ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ หรือเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าได้ชโลมไว้ ก็ล้วนต้องหันจากชนชาติอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเหมือนคำที่ได้พยากรณ์ไว้ในข้อ 18, 21.
ถ้าพูดตามประวัติศาสตร์ กษัตริย์ซะโลโมได้เป็นอยู่ก่อนโยนาผู้เผยพระวจนะ หากพูดตามความหมายฝ่ายวิญญาณแล้ว โยนานั้นได้เป็นอยู่ก่อนกษัตริย์ซะโลโม ซึ่งเหมือนกับที่บันทึกไว้ในหนังสือมัดธาย. สิ่งนี้ได้พิสูจน์ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บันทึกตามลำดับของประวัติศาสตร์ แต่บันทึกตามลำดับของหลักธรรม (ดู 8:16 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2). ตามหลักธรรมแล้วพระคริสต์ต้องตายก่อนแล้วจึงเป็นขึ้น จากนั้นก็ทำการก่อสร้างคริสตจักร และตรัสถ้อยคำแห่งสติปัญญา. สิ่งนี้ล้วนเป็นการอัศจรรย์ที่แท้จริงต่อยุคสมัยนี้ ทั้งต่อชาวยูดายและชาวต่างชาติ (1กธ.1:22, 24).
แบบเล็งทั้งสองล้วนชี้แจงให้เห็นว่า ไม่ว่าพระคริสต์จะทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ หรือเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าได้ชโลมไว้ ก็ล้วนต้องหันจากชนชาติอิสราเอลไปสู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเหมือนคำที่ได้พยากรณ์ไว้ในข้อ 18, 21.
ถ้าพูดตามประวัติศาสตร์ กษัตริย์ซะโลโมได้เป็นอยู่ก่อนโยนาผู้เผยพระวจนะ หากพูดตามความหมายฝ่ายวิญญาณแล้ว โยนานั้นได้เป็นอยู่ก่อนกษัตริย์ซะโลโม ซึ่งเหมือนกับที่บันทึกไว้ในหนังสือมัดธาย. สิ่งนี้ได้พิสูจน์ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บันทึกตามลำดับของประวัติศาสตร์ แต่บันทึกตามลำดับของหลักธรรม (ดู 8:16 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2). ตามหลักธรรมแล้วพระคริสต์ต้องตายก่อนแล้วจึงเป็นขึ้น จากนั้นก็ทำการก่อสร้างคริสตจักร และตรัสถ้อยคำแห่งสติปัญญา. สิ่งนี้ล้วนเป็นการอัศจรรย์ที่แท้จริงต่อยุคสมัยนี้ ทั้งต่อชาวยูดายและชาวต่างชาติ (1กธ.1:22, 24).
มธ.
12:43 ก ข้อ 43-45: ลก.11:24-26
มธ.
12:43 1 วิญญาณชั่วก็คือผี (ข้อ 22) มันได้เที่ยวไปทั่วตามที่กันดารน้ำต่างๆ เพื่อแสวงหาที่หยุดพักแต่ก็หาไม่พบ เพราะว่าใน ยนซ.1:2 นั้น หลังจากที่พระเจ้าทรงใช้น้ำมาพิพากษาแล้ว ที่อาศัยของผีก็คือทะเล (ดูหนังสือบทเรียนชีวิตของตอนนี้). ในเมื่อผีไม่อาจจะแสวงหาที่หยุดพักในที่กันดารน้ำได้อีกมันจึงกลับไปยังร่างของผู้ที่มันได้สิงอยู่แต่เดิมแล้วอาศัยที่นั่น (ข้อ 44-45).
มธ.
12:45 ก มธ.12:39
มธ.
12:45 1ก ในด้านหลักธรรมนั้น ข้อ 43 ต้องต่อจากข้อ 22. ระหว่างสองข้อนี้บันทึกถึงชาวยูดายได้ปฏิเสธพระคริสต์ พระคริสต์จึงได้ละทิ้งพวกเขาด้วย. ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าเปรียบเทียบชาวยูดายที่ปฏิเสธพระองค์ซึ่งเป็นคนสมัยที่ชั่วร้ายนี้เป็นเหมือนผู้ถูกผีสิง. ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ชาวยูดายซึ่งปฏิเสธพระองค์ก็เหมือนผู้ถูกผีสิง. การอัศจรรย์สองอย่างของโยนากับซะโลโมชี้ให้เห็นว่าชาวต่างชาติจะกลับใจเสียใหม่ แต่ในกรณีของคนที่ถูกผีสิงชี้ให้เห็นว่าชาวยูดายที่ปฏิเสธพระองค์นั้นไม่ยอมกลับใจเสียใหม่. พวกเขาเพียงแต่กวาดเอาสิ่งของที่มลทินทิ้งไปและตกแต่งสิ่งดีเข้ามาเพื่อเสริมความงดงามให้แก่ตัวเองเท่านั้น. พวกเขาไม่ได้ต้อนรับพระคริสต์และไม่ยอมให้พระองค์เติมเต็ม. กลับยังคงอยู่ในความว่างเปล่าและไม่ยอมถูกครอบครองโดยพระองค์. นี่เป็นสภาพการณ์ที่แท้จริงของชาวยูดายในทุกวันนี้. เมื่อเวลาใกล้จะสิ้นสุดยุคสมัยนี้มาถึงพวกเขาก็จะถูกผีร้ายสิงรุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนถึงเจ็ดเท่า และเวลาข้างปลายของพวกเขาก็จะเลวร้ายกว่าเวลาข้างต้น.
มธ.
12:46 ก ข้อ 46-50: มก.3:31-35; ลก.8:19-21
มธ.
12:46 ข มธ.13:55; ยฮ.2:12
มธ.
12:46 ค มธ.13:55; ยฮ.2:12; 7:3, 5; กจ.1:14; 1กธ.9:5
มธ.
12:48 1 นี่ได้ชี้ให้เห็นว่ากษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ละทิ้งความสัมพันธ์ของเนื้อหนังระหว่างพระองค์กับชาวยูดายเสียแล้ว. และในบทนี้ชาวยูดายก็ปฏิเสธพระคริสต์จนถึงจุดสูงสุดแล้ว จนกระทั่งพระคริสต์ได้ละทิ้งพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง. เมื่อถึงตอนนี้พวกเขาก็ได้เริ่มมีการแตกหักกับพระคริสต์และได้ตัดขาดกับพระคริสต์แล้ว (รม.11:17, 19-20).
มธ.
12:50 ก มธ.7:21
มธ.
12:50 1ก หลังจากที่พระคริสต์ได้แตกหักกับชาวยูดายแล้วก็หันสู่ชาวต่างชาติ. นับแต่นั้นมาความสัมพันธ์ของพระองค์กับผู้ที่ติดตามพระองค์นั้นก็ ไม่อยู่ในเนื้อหนังอีก แต่อยู่ในวิญญาณ. บรรดาผู้ที่กระทำตามน้ำพระทัยแห่งพระบิดาของพระองค์ก็เป็นพี่น้องชายที่ช่วยเหลือพระองค์และเป็นพี่น้อง หญิงที่เห็นอกเห็นใจพระองค์ รวมทั้งเป็นมารดาที่อ่อนโยนและเมตตารักใคร่พระองค์.
มธ.
12:50 ข มธ.28:10; ยฮ.20:17; ฮร.2:11