มัดธาย บทที่ 11
มธ.
11:1 เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้ว พระองค์ได้เสด็จจากที่นั่นไปกสอนและประกาศในเมืองทั้งหลายของเขา.
5. ความมั่นคงและท่าทีของกษัตริย์ต่อสถานการณ์ต่างๆ
11:2-30
11:2-30
(1) ทรงกระทำให้ผู้บุกเบิกที่ถูกจองจำอยู่มีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้น
ข้อ 2-6
ข้อ 2-6
มธ.
11:2 กในเวลานั้นโยฮันซึ่งอยู่ในขคุกได้ยินถึงสิ่งที่พระคริสต์ทรงคกระทำก็ได้ใช้สาวกนำ[คำพูดของท่าน]ไป
มธ.
11:3 ทูลถามพระองค์ว่า “1ท่านเป็นกผู้ที่จะมานั้นหรือ? หรือว่าเราทั้งหลายจะต้องคอย2ผู้อื่น?”
มธ.
11:4 และพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “จงไปแจ้งแก่โยฮันถึงสิ่งที่ท่านได้ยินและได้เห็น:
มธ.
11:5 ‘1กคนตาบอดก็เห็นได้2 คนง่อยก็เดินได้3ข คนโรคเรื้อนก็[หายสะอาด 4คนหูหนวกก็ยินได้ 5คนตายแล้วก็เป็นขึ้นมา และกิตติคุณก็ประกาศแก่ 6คคนยากจน’
มธ.
11:6 บุคคลผู้ใดไม่1กสะดุดล้มเพราะเราก็เป็นสุข.”
(2) ทรงยกย่องผู้บุกเบิก
ข้อ 7-15
ข้อ 7-15
มธ.
11:7 ครั้นพวกเขาไปแล้ว พระเยซู1ก็ได้ตรัสแก่ฝูงชนถึงโยฮันว่า “ท่านทั้งหลายได้ออกไป2ดูอะไรในกป่ากันดาร? ดู3ขต้นอ้อไหวโดยถูกลมพัดหรือ?
มธ.
11:8 แต่ท่านทั้งหลายได้ออกไป1ดูอะไร? ดูคน2กนุ่งห่มผ้าอ่อนนิ่มหรือ? ดูเถิด คนนุ่งห่มผ้าอ่อนนิ่มก็อยู่ในราชวัง.
มธ.
11:9 แต่ท่านทั้งหลายออกไปดูอะไร? ดูกผู้เผยพระวจนะหรือ? เราบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า เขา1เป็นใหญ่กว่าผู้เผยพระวจนะอีกมาก.
มธ.
11:10 ผู้นี้แหละที่มี[พระคำ]เขียนไว้ว่า ‘กดูเถิด เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ทูตนั้นจะจัดเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าท่าน.’
มธ.
11:11 เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ในบรรดาคนซึ่งบังเกิดจากผู้หญิงนั้นไม่มีผู้ใดใหญ่กว่าโยฮันผู้ให้บัพติศมา แต่ว่า1ผู้ที่เล็กน้อยที่สุด2ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ใหญ่กว่าโยฮันอีก.
มธ.
11:12 แต่ว่าตั้งแต่สมัยของโยฮันผู้ให้บัพติศมาจนถึงทุกวันนี้, อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่ต้อง1กแย่งชิงด้วยความเข้มแข็ง และผู้ที่เข้มแข็งก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้.
มธ.
11:13 เพราะว่าบรรดากผู้เผยพระวจนะและ[หนังสือ]กฏบัญญัติก็ได้เผยพระวจนะ1มาจนถึงโยฮัน
มธ.
11:14 และถ้าท่านทั้งหลายยินดีต้อนรับ โยฮันนี้แหละเป็น1กเอลียาซึ่งจะมานั้น.
มธ.
11:15 ผู้ใดมีกหูฟังได้ก็ให้ฟังเถิด.
(3) ทรงโทมนัสเศร้าใจและตำหนิติเตียนยุคสมัยที่ดื้อรั้น
และไม่ยอมกลับใจ
ข้อ 16-24
และไม่ยอมกลับใจ
ข้อ 16-24
มธ.
11:16 แต่เราจะเปรียบคนกสมัยนี้เหมือนอะไร? เปรียบเหมือนเด็กเล็กที่นั่งกลางตลาดร้องแก่เด็กเล็กคนอื่นว่า
มธ.
11:17 ‘เราได้1เป่าปี่ให้แก่เจ้าและเจ้ามิได้เต้นรำ เราได้1ร้องเพลงไว้อาลัยและเจ้ามิได้ตีอกร้องไห้.’
มธ.
11:18 ด้วยว่าโยฮันมาก็1ไม่กกินหรือขดื่ม และคนทั้งหลายว่า ‘เขามี2คผีสิงอยู่.’
มธ.
11:19 ฝ่ายกบุตรมนุษย์มา1ขทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่า ‘ดูเถิด นี่เป็นคนกินเติบและดื่มเหล้ามาก เป็น2มิตรสหายกับคคนเก็บภาษีและคนบาป.’ แต่3งสติปัญญาจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจาก4การกระทำแห่งสติปัญญานั้น.”
มธ.
11:20 ในเวลานั้นพระองค์ก็ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำกการอิทธิฤทธิ์มากกว่าที่อื่นนั้น เพราะเขามิได้กลับใจเสียใหม่:
มธ.
11:21 กวิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน! วิบัติแก่เจ้าขเมืองเบธซายะดา! ด้วยว่าถ้าการอิทธิฤทธิ์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้าได้กระทำในคเมืองตุโรและเมืองซีโดน พวกเขาคงได้งนุ่งห่มผ้ากระสอบจนั่งจมกองขี้เถ้ากลับใจเสียใหม่นานแล้ว.
มธ.
11:22 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา[โทษ]ที่เมืองตุโรและเมืองซีโดนได้รับนั้น1กจะเบากว่า[โทษ]ของเจ้า.
มธ.
11:23 และฝ่ายเจ้ากเมืองกัปเรนาอูม เจ้าจะถูกขยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? เจ้าจะต้องคลงไปถึง1งเเดนมรณาต่างหาก. ด้วยว่าถ้าการอิทธิฤทธิ์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้า ถ้าได้กระทำในเมืองซะโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้.
มธ.
11:24 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา[โทษ]ที่เมืองกซะโดมได้รับนั้นจะเบากว่า[โทษ]ของเจ้า.
(4) ยอมรับพระประสงค์ที่ดีงามของพระบิดาโดยการสรรเสริญ
ข้อ 25-27
ข้อ 25-27
มธ.
11:25 กขณะนั้นพระเยซูจึง1ตรัสตอบว่า “โอพระบิดา2ของค์พระผู้เป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพเจ้า3เทิดทูนพระองค์ เพราะว่าพระองค์ได้ทรงซ่อน4สิ่งเหล่านี้ไว้จาก5ผู้มีสติปัญญาและผู้ที่ฉลาด แต่ทรงสำแดงให้6ทารกรู้.
มธ.
11:26 ใช่แล้วพระบิดาเจ้าข้า ที่เป็นดังนั้นเพราะพระองค์ทรงชอบพระทัย1ในสายพระเนตรของพระองค์.
มธ.
11:27 พระบิดาของเราได้ทรงมอบ1กสิ่งสารพัดให้แก่เราแล้ว และไม่มีผู้ใด2ขรู้จักพระบุตรอย่างครบถ้วนนอกจากพระบิดา และไม่มีผู้ใด2ครู้จักพระบิดาอย่างครบถ้วนนอกจากพระบุตรกับผู้ที่พระบุตรประสงค์จะงเปิดเผยให้รู้.
(5) ทรงเรียกบรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยตรากตรำและแบกภาระหนักให้พักสงบ
กับหนทางแห่งการพักสงบ
ข้อ 28-30
กับหนทางแห่งการพักสงบ
ข้อ 28-30
มธ.
11:28 บรรดา1กผู้เหน็ดเหนื่อยตรากตรำและแบกภาระหนัก จงขมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย2พักสงบ.
มธ.
11:29 จงเอา1แอกของเรา2แบกไว้และกเรียนจากเรา เพราะว่าใจของเรา3ขอ่อนสุภาพและ3ถ่อมตน แล้วท่านทั้งหลายจะได้คพักสงบ4ในจิตของตน.
มธ.
11:30 ด้วยว่า1แอกของเราก็2กง่ายและ1ภาระของเราก็เบา.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 11
มธ.
11:1 ก มธ.9:35
มธ.
11:2 ก ข้อ 2-19: ลก.7:18-35
มธ.
11:2 ข มธ.4:12; 14:3; ยฮ.3:24
มธ.
11:2 ค ยฮ.10:37-38
มธ.
11:3 1 คำพูดของโยฮันผู้ให้บัพติศมาในที่นี้ ไม่ได้แสดงว่าเขามีข้อสงสัยต่อพระคริสต์. การที่เขาถามพระคริสต์เช่นนี้ เพื่อต้องการกระตุ้นให้พระคริสต์มาช่วยเขา. เขารู้ว่าพระคริสต์ก็คือผู้ที่จะมานั้นและเขาเคยแนะนำพระองค์อย่างเข้มแข็งให้แก่ประชาชนด้วย (ยฮ.1:26-36). ต่อมาเขาได้ถูกจองจำอยู่ (4:12) เขาจึงได้รอคอยและเฝ้าหวังให้พระคริสต์ทรงกระทำการช่วยตัวเขาให้ออกจากเรือนจำ. แต่อย่างไรก็ตามพระคริสต์ก็มิได้กระทำสิ่งใดเพื่อเขา แม้ว่าพระองค์ทรงกระทำการมากมายเพื่อช่วยผู้อื่น. เมื่อโยฮันได้ยินเช่นนี้ก็คงจะสะดุดล้ม (ข้อ 6). ดังนั้นเขาจึงใช้สาวกนำคำถามนี้ไปเร่งเร้าพระคริสต์.
มธ.
11:3 ก ยนซ.49:10; บพส.118:26; ยฮ.4:25; 6:14; 11:27
มธ.
11:3 2 ความหมายตามภาษากรีกคือ ผู้ที่แตกต่างกัน.
มธ.
11:5 ก ยซย.29:18; 35:5-6; มธ.9:27-30
มธ.
11:5 1ก ก่อนอื่นองค์พระผู้เป็นเจ้าเอ่ยถึงคนตาบอดก็เห็นได้ ก็เพราะในพันธสัญญาเดิมไม่มีการอัศจรรย์เช่นนี้. พระองค์ทรงอาศัยการนี้มาเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันให้แก่โยฮันนอกจากพระมาซีฮาแล้ว ไม่มีผู้ใดอาจกระทำการอัศจรรย์เช่นนี้ได้ (ยซย.35:5). ถ้าจะว่ากันตามความหมายฝ่ายวิญญาณแล้ว การที่คนตาบอดเห็นได้ก็ต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน. เพราะในความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดตาของพวกเราก่อน (กจ.26:18) ต่อจากนั้นเราจึงสามารถต้อนรับพระองค์และติดตามพระองค์ได้.
มธ.
11:5 2 คนง่อยเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงเหล่าคนที่ไม่สามารถจะเดินบนหนทางของพระเจ้า. หลังจากที่เขาทั้งหลายได้รับความรอดแล้ว ก็สามารถที่จะเดินโดยอาศัยชีวิตใหม่นี้ (9:5-6; ยฮ.5:8-9).
มธ.
11:5 ข มธ.8:2-3
มธ.
11:5 3ข ดู 8:2 คำอธิบาย 1.
มธ.
11:5 4 คนหูหนวก เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงผู้ที่ไม่สามารถได้ยินพระเจ้า. หลังจากที่เขาทั้งหลายได้รับความรอดแล้ว ก็สามารถที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ (ยฮ.10:27).
มธ.
11:5 5 คนตายเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงคนซึ่งตายอยู่ในบาป (อฟ.2:1, 5) ไม่สามารถที่จะติดต่อกับพระเจ้าได้. หลังจากที่เขาทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว ก็สามารถดำเนินการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าตามวิญญาณแห่งการบังเกิดใหม่ของเขา.
มธ.
11:5 ค ยซย.61:1; ลก.4:18
มธ.
11:5 6ค คนอนาถาเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงคนที่ไม่มีพระคริสต์และไม่มีพระเจ้า เขาเหล่านั้นอยู่บนแผ่นดินโลกอย่างไร้ความหวัง (อฟ.2:12). เมื่อเขาได้ต้อนรับกิตติคุณแล้วก็ได้กลายเป็นผู้มั่งมีอยู่ในพระคริสต์ (2กธ.8:9; อฟ.3:8).
มธ.
11:6 ก ยซย.8:14-15; มธ.13:57; 24:10; 26:31; ยฮ.6:61; 16:1
มธ.
11:6 1ก ถ้อยคำนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยถึงโยฮันผู้ให้บัพติศมาอาจจะสะดุดล้มเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าเนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงกระทำตามวิธีการของเขา. แต่ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยหนุนใจเขาให้เดินหนทางที่พระองค์ทรงกำหนดเพื่อเขาจะได้รับพระพร ซึ่งพระพรนี้มีความเกี่ยวข้องกับการมีส่วนในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก.
มธ.
11:7 1 คำตอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อโยฮัน ก็มีนัยที่ชี้ถึงความเข้าใจผิดของเขาด้วย. อย่างไรก็ตามถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสแก่ฝูงชนถึงโยฮันนั้นก็ได้เป็นพยานเพื่อโยฮันไว้อย่างชัดแจ้งแน่นอนแล้ว.
มธ.
11:7 2 ตามภาษากรีกคือ ดูอย่างละเอียด.
มธ.
11:7 ก มธ.3:1; ลก.1:80
มธ.
11:7 ข มธ.12:20
มธ.
11:7 3ข ต้นอ้อเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงคนที่อ่อนแอและเปราะบาง (12:20; 1พกษ.14:15). ขณะที่โยฮันผู้ให้บัพติศมาได้เป็นพยานเพื่อพระคริสต์ในป่ากันดารนั้นไม่หมือนกับผู้ที่อ่อนแอเช่นนี้เลย.
มธ.
11:8 1 ความหมายตามภาษากรีกคือ รู้สำนึกตัว. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
11:8 ก เทียบ มธ.3:4
มธ.
11:8 2ก โยฮันผู้ให้บัพติศมาได้เป็นพยานเพื่อพระคริสต์ด้วยใจกล้าในป่ากันดาร ไม่เหมือนกับผู้ที่อ่อนแอซึ่งได้นุ่งห่มผ้าละเอียดอ่อน. องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เป็นพยานถึงเขาว่า เขาไม่ใช่เป็นต้นอ้อที่ไหวโดยถูกลมพัด และก็ไม่ได้เป็นผู้ที่นุ่งห่มผ้าอ่อนนิ่มด้วย.
มธ.
11:9 ก มธ.14:5; 21:26; ลก.1:76
มธ.
11:9 1 องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพยานถึงโยฮันว่าท่านเป็นใหญ่กว่าผู้เผยพระวจนะเสียอีก.
มธ.
11:10 ก มลค.3:1; มก.1:2
มธ.
11:11 1 แปลตามตรงคือ ผู้ที่เล็กน้อย. บรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่อยู่ก่อนโยฮันได้แต่กล่าวพยากรณ์ถึงพระคริสต์จะเสด็จมาเท่านั้น แต่โยฮันได้เป็นพยานว่าพระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว. บรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้เฝ้าหวังรอคอยพระคริสต์ แต่โยฮันได้เห็นพระคริสต์. ดังนั้นโยฮันจึงใหญ่กว่าบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย. ถึงแม้โยฮันได้เห็นพระคริสต์ที่กลายเป็นเนื้อหนัง
อีกทั้งยังแนะนำพระองค์ให้แก่มนุษย์ แต่เขาไม่มีพระคริสต์ที่เป็นขึ้นอาศัยอยู่ภายในเขา แต่พลไพร่แห่งอาณาจักรนั้นมีพระคริสต์อาศัยในเขาโยฮันได้แต่กล่าวว่าพระคริสต์อยู่ที่นี่ แต่พลไพร่แห่งอาณาจักรสามารถพูดได้ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่ก็คือพระคริสต์ (ฟป.1:21). ฉะนั้นผู้เล็กน้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ยังใหญ่กว่าโยฮันอีก. บุคคลหนึ่งจะใหญ่หรือจะเล็กก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเขากับพระคริสต์. พระคริสต์นั้นเป็นปัจจัยที่ใช้ในการตัดสิน เมื่อเขายิ่งใกล้ชิดกับพระคริสต์ เขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้น.
มธ.
11:11 2 ถ้อยคำนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า จนถึงในขณะนี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ยังมาไม่ถึง โยฮันผู้ให้บัพติศมาก็ไม่ได้อยู่ในนั้นด้วย.
มธ.
11:12 ก ลก.16:16
มธ.
11:12 1ก “ตั้งแต่สมัยของโยฮันผู้ให้บัพติศมา มาถึงทุกวันนี้” พวกฟาริซายพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ดังนั้นผู้ที่คิดจะเข้าไปนั้นก็ต้องแย่งชิงด้วยความเข้มแข็ง.
มธ.
11:13 ก ลก.16:16
มธ.
11:13 1 กรณีนี้ได้ยืนยันว่ายุคของพันธสัญญาเดิมได้สิ้นสุดลงในขณะที่โยฮันมาถึง.
มธ.
11:14 ก มลค.4:5; ลก.1:17; มธ.17:10-13
มธ.
11:14 1ก ใน มลค.4:5 ได้พยากรณ์ไว้ว่าเอลียาจะมา. ขณะที่โยฮันผู้ให้บัพติศมาอยู่ในครรภ์ก็มีคำกล่าวว่า เขาจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยวิญญาณและฤทธิ์เดชของเอลียา (ลก.1:17). ฉะนั้นโยฮันจึงน่าจะถูกพิจารณาเป็น “เอลียาซึ่งจะมานั้น” (ดูข้อ 14 เทียบ 17:10-13). อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วคำพยากรณ์ใน มลค. 4:5 จะสำเร็จในช่วงเวลาภัยแห่งพิบัติใหญ่ เมื่อเอลียาที่แท้จริงซึ่งก็คือหนึ่งในพยานทั้งสองจะมาเสริมกำลังให้พลไพร่ของพระเจ้ามีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้น (วว.11:3-12).
มธ.
11:15 ก มธ.13:9, 43; วว.2:7
มธ.
11:16 ก เทียบ บพส.78:8; 95:10-11
มธ.
11:17 1 พระคริสต์และโยฮันผู้ให้บัพติศมาได้มา “เป่าปี่” ประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักร แต่ผู้ที่นับถือศาสนายูดายไม่ “เต้นรำ” ด้วยความชื่นชมยินดีแห่งความรอด. โยฮันและพระคริสต์ได้ “ร้องเพลงไว้อาลัย” ประกาศการกลับใจเสียใหม่ แต่ว่าเขาทั้งหลายไม่ได้ “ตีอกร้องไห้” เพราะเหตุความโศกเศร้าในความบาป. ความชอบธรรมของพระเจ้าได้เรียกร้องเขาทั้งหลายให้กลับใจเสียใหม่ แต่พวกเขาไม่ยอมนอบน้อมเชื่อฟัง, พระคุณของพระเจ้าได้ประทานความรอดให้แก่เขาทั้งหลายแต่เขาทั้งหลายก็ไม่ยอมต้อนรับ.
มธ.
11:18 1 โยฮันมาเพื่อนำมนุษย์ให้กลับใจเสียใหม่ (มก.1:4) ให้พวกเขาเสียใจเพราะความบาปท่านจึงไม่มีรสชาติในการกินและดื่ม (ลก.1:15-17). แต่ทว่าพระคริสต์เสด็จมาเพื่อนำเอาความรอดมาให้แก่คนบาป ให้เขาทั้งหลายได้ชื่นชมยินดีในท่ามกลางนั้น (9:10-11) พระองค์ยินดีที่จะร่วมกินร่วมดื่มกับเขา. พลไพร่แห่งอาณาจักรไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ เขาทั้งหลายได้ติดตามสติปัญญาของพระเจ้า สนใจแต่เพียงพระคริสต์ที่อาศัยอยู่ภายใน พระองค์ทรงเป็นสติปัญญาของพลไพร่แห่งอาณาจักร (1กธ.1:30) และมิได้สนใจวิธีการดำเนินชีวิตทางภายนอก.
มธ.
11:18 ก เทียบ มธ.3:4
มธ.
11:18 ข ลก.1:15
มธ.
11:18 ค ยฮ.8:48
มธ.
11:18 2ค เพราะการดำเนินชีวิตของโยฮันผู้ให้บัพติศมานั้นแปลกประหลาดและพิเศษ คือไม่ได้กินดื่มเหมือนคนธรรมดาสามัญ ผู้ที่ต่อต้านจึงพูดว่าเขามีผีสิงอยู่.
มธ.
11:19 ก มธ.8:20
มธ.
11:19 ข มธ.9:10; ยฮ.2:2
มธ.
11:19 1ข ดูข้อ 18 คำอธิบาย 1.
มธ.
11:19 2 พระคริสต์ไม่เพียงเป็นพระผู้ช่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรสหายของคนบาป เห็นใจต่อปัญหาความทุกข์ยากของเขา และเข้าใจต่อความโศกเศร้าของเขาทั้งหลาย.
มธ.
11:19 ค มธ.9:11
มธ.
11:19 ง 1กธ.1:24, 30
มธ.
11:19 3ง สติปัญญาก็คือพระคริสต์ (1กธ.1:24, 30) ทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำ ล้วนกระทำโดยอาศัยสติปัญญาของพระเจ้าซึ่งก็คือพระองค์เอง. สติปัญญานี้ได้รับการโปรดให้ชอบธรรมและถูกชี้แถลงโดยการประพฤติแห่งสติปัญญาและการกระทำแห่ง
สติปัญญาจากพระองค์.
มธ.
11:19 4 ต้นฉบับโบราณที่มีอิทธิพลบางเล่มเขียนเป็น “ลูก” (ดู ลก.7:35). พลไพร่แห่งอาณาจักรเป็นลูกแห่งสติปัญญา เขาทั้งหลายได้ยกให้พระคริสต์และการกระทำของพระองค์ชอบธรรมและได้ติดตามพระองค์ ยึดเอาพระองค์เป็นสติปัญญาของเขาทั้งหลาย.
มธ.
11:20 ก กจ.2:22
มธ.
11:21 ก ข้อ 21-23: ลก.10:13-15
มธ.
11:21 ข มก.8:22
มธ.
11:21 ค ยซย.23:1-18; ยอค.27:32; 28:2-23; มธ.15:21; มก.3:8; 7:24
มธ.
11:21 ง ยนา.3:5-8
มธ.
11:21 จ โยบ 42:6
มธ.
11:22 ก มธ.11:24; 10:15
มธ.
11:22 1ก ดู 10:15 คำอธิบาย 1. ข้อ 24 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
11:23 ก มธ.4:13
มธ.
11:23 ข ยซย.14:13
มธ.
11:23 ค ยซย.14:15; ยอค.26:20
มธ.
11:23 ง มธ.16:18; ลก.16:23; กจ.2:27; วว.1:18; 20:14
มธ.
11:23 1ง แดนมรณาเป็นสถานที่ซึ่งกักขังวิญญาณและจิตของคนตาย (ลก.16:22-23; กจ.2:27) เทียบเท่ากับ Sheol ในพันธสัญญาเดิม (ยนซ.37:35; บพส.6:5).
มธ.
11:24 ก ลก.10:12; มธ.10:15
มธ.
11:25 ก ข้อ 25-27; ลก.10:21-22
มธ.
11:25 1 ด้านหนึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงว่ากล่าวติเตียนผู้คนของเมืองต่างๆ อีกด้านหนึ่งก็สามัคคีธรรมกับพระบิดา. ขณะนั้นพระองค์ทรงทูลตอบพระบิดาโดยการเทิดทูนพระบิดาในข้อ 25-26.
มธ.
11:25 ข ยนซ.14:19, 22; กจ.17:24
มธ.
11:25 2ข ในถ้อยคำแห่งการเทิดทูนขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น “พระบิดา” ชี้ถึงความสัมพันธ์ของพระบิดากับพระองค์ (พระบุตร) และ “องค์พระผู้เป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับจักรวาล. ในเวลาที่พลไพร่ของพระเจ้าถูกศัตรูโจมตีจนพ่ายแพ้พระองค์จึงถูกเรียกเป็นพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ (อษร.5:11-12; ดนอ.2:18, 37). แต่เมื่อใดที่มีผู้ยืนหยัดเพื่อพระเจ้าบนแผ่นดินโลก พระองค์ก็จะถูกเรียกเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก (ยนซ.14:19, 22). บัดนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบุตรมนุษย์องค์นี้ก็ได้เรียกพระบิดาเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก นี่ได้แสดงว่าพระองค์ได้ทรงยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของพระเจ้าอยู่บนแผ่นดินโลกนั่นเอง.
มธ.
11:25 3 แปลตามตรงคือ ยอมรับโดยการเทิดทูนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยอมรับโดยการเทิดทูนในหนทางของพระบิดาที่กระทำให้แผนการบริหารของพระองค์สำเร็จ. แม้ว่าคนทั้งปวงจะไม่มีการตอบสนองต่อการปฏิบัติของพระองค์ กลับทำการนินทาใส่ร้ายต่อพระองค์ (ข้อ 16-19) และยังมีเมืองใหญ่บางเมืองปฏิเสธพระองค์ (ข้อ 20-24) แต่ว่าพระองค์ก็ยังเทิดทูนพระบิดายอมรับน้ำพระทัยของพระบิดา. พระองค์มิได้แสวงหาความรุ่งเรืองในการงาน แต่แสวงหาเพียงน้ำพระทัยของพระบิดาเท่านั้นความอิ่มหนำและการพักสงบของพระองค์ไม่ได้อยู่ที่ความเข้าใจและการต้อนรับของมนุษย์ที่มีต่อพระองค์ แต่ขึ้นอยู่กับการรู้จักของพระบิดาที่มีต่อพระองค์เท่านั้น (ข้อ 26-27).
มธ.
11:25 4 ชี้ถึงเรื่องของการรู้จักกับพระบุตรและรู้จักกับพระบิดา (ข้อ 27).
มธ.
11:25 5 ผู้มีสติปัญญาและผู้ที่ฉลาด ก็คือผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองทั้งสามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรับโทษในข้อ 20-24 เขาทั้งหลายมองดูตัวเองเป็นผู้มีสติปัญญาและเป็นผู้ที่ฉลาด. น้ำพระทัยของพระบิดาก็คือการนำเอาการรู้จักกับพระบุตรและพระบิดาซ่อนไว้จากบุคคลเหล่านี้.
มธ.
11:25 6 ทารกชี้ถึงสาวกทั้งหลาย พวกเขาเป็นลูกแห่งสติปัญญา (ดูข้อ 19 คำอธิบาย 4). พระบิดาพอพระทัยที่จะนำพระบุตรและพระบิดาเปิดเผยให้แก่พวกเขา.
มธ.
11:26 1 แปลตามตรงคือ อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์.
มธ.
11:27 ก ยฮ.3:35; 13:3; 3:27; 6:37, 44, 65; 18:9
มธ.
11:27 1ก สิ่งสารพัดชี้ถึงคนเหล่านั้นที่พระบิดาได้ทรงประทานให้แก่พระบุตรทั้งหมด (ยฮ.3:27; 6:37, 44, 65; 18:9). ถ้อยคำนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่าผู้มีสติปัญญาและผู้ที่ฉลาดได้ปฏิเสธพระบุตร นี่เป็นเพราะว่าพระบิดาไม่ชอบพระทัยที่จะนำพวกเขาประทานให้แก่พระบุตร.
มธ.
11:27 ข ยฮ.10:15; มธ.16:17; ฟป.3:10
มธ.
11:27 2ข ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้แห่งทัศนะภายนอก แต่เป็นการรู้จักที่สมบูรณ์เกี่ยวกับพระบุตร ซึ่งมีแต่พระบิดาเท่านั้นที่มีการรู้จักเช่นนี้ และเรื่องที่เกี่ยวกับพระบิดาก็มีแต่พระบุตรและผู้ที่พระบุตรทรงเปิดเผยให้รู้เท่านั้นจึงจะมีการรู้จักเช่นนี้ได้. ดังนั้นถ้าต้องการรู้จักพระบุตรก็ต้องมีการเปิดเผยของพระบิดา (16:17) และถ้าต้องการรู้จักกับพระบิดาก็จำต้องมีการเปิดเผยของพระบุตรด้วย (ยฮ.17:6, 26).
มธ.
11:27 ค ยฮ.7:29; 8:55; 17:25
มธ.
11:27 ง ยฮ.17:6, 26
มธ.
11:28 ก มธ.23:4; ลก.11:46; กจ.15:10
มธ.
11:28 1ก นี่ไม่เพียงแต่ชี้ถึงการเหน็ดเหนื่อยตรากตรำในการปฏิบัติตามคำสั่งแห่งกฎบัญญัติของพระเจ้าและกฎเกณฑ์ของศาสนาเท่านั้น แต่ยังชี้ถึงการเหน็ดเหนื่อยตรากตรำในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้การงานสำเร็จอีกด้วย. บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยตรากตรำเช่นนี้ล้วนเป็นผู้ที่แบกภาระหนัก. หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เทิดทูนพระบิดาแล้ว ทรงยอมรับหนทางของพระบิดาและป่าวประกาศแผนการบริหารที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อจากนั้นจึงได้เรียกบุคคลเช่นนี้มาหาพระองค์เพื่อจะได้พักสงบ.
มธ.
11:28 ข ยฮ.6:37; 7:37
มธ.
11:28 2 การได้พักสงบนั้นไม่เพียงแต่ชี้ถึงการได้รับการปลดปล่อยจากกฎบัญญัติกับศาสนาหรือจากการตรากตรำกับการแบกภาระหนักของการงานและความรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังชี้ถึงความสุขที่สมบูรณ์กับความอิ่มหนำที่ครบถ้วนอีกด้วย.
มธ.
11:29 1 การแบกแอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการต้อนรับน้ำพระทัยของพระบิดา นี่ไม่ใช่ถูกกำหนดหรือถูกบังคับจากหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎบัญญัติหรือศาสนา และก็ไม่ใช่เป็นทาสของการงานใดๆ แต่เป็นการถูกจำกัดจากน้ำพระทัยของพระบิดา. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงผ่านการดำเนินชีวิตเช่นนี้ ซึ่งไม่สนใจต่อสิ่งอื่นใดนอกจากน้ำพระทัยของพระบิดาของพระองค์เท่านั้น
(ยฮ.4:34; 5:30; 6:38). พระองค์ทรงจำนนต่อน้ำพระทัยของพระบิดาอย่างสิ้นเชิง (26:39, 42). ดังนั้นพระองค์จึงต้องการให้เราทั้งหลายเรียนจากพระองค์.
มธ.
11:29 2 แปลตามตรงคือ ยกขึ้น.
มธ.
11:29 ก อฟ.4:20
มธ.
11:29 ข มธ.21:5; 2กธ.10:1
มธ.
11:29 3ข อ่อนสุภาพ หรือ อ่อนโยน หมายถึงไม่ต้านทานกับการต่อต้านใดๆ. ส่วนการถ่อมตน หรือ ต่ำต้อย หมายถึงไม่ถือว่าตัวเองสำคัญ. ในท่ามกลางการต่อต้านทั้งหลายองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอ่อนสุภาพ และในท่ามกลางการถูกปฏิเสธพระองค์ก็ทรงถ่อมพระทัย. พระองค์ทรงจำนนต่อน้ำพระทัยของพระบิดาอย่างสิ้นเชิง ไม่กระทำสิ่งใดเพื่อพระองค์เอง และไม่หวังที่จะได้รับสิ่งใดเพื่อพระองค์เองด้วย. ฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ในพระทัยของพระองค์ล้วนมีความสงบสุข พระองค์ได้ยึดเอาน้ำพระทัยของพระบิดาเป็นความอิ่มหนำโดยสมบูรณ์.
มธ.
11:29 ค ยรม.6:16; ฮร.4:9
มธ.
11:29 4 ความสงบสุขซึ่งเราจะพบได้ก็โดยการแบกแอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเรียนจากพระองค์มีเพื่อจิตของเรา. นี่เป็นความสงบสุขด้านภายในไม่ใช่สิ่งใดๆ ที่เป็นเพียงลักษณะแก่นแท้ด้านภายนอก.
มธ.
11:30 1 แอกขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือ น้ำพระทัยของพระบิดา ภาระของพระองค์คือการงานที่นำเอาน้ำพระทัยของพระบิดาปฏิบัติออกมา. แอกเช่นนี้ก็ง่ายไม่ใช่ความทุกข์ลำบาก ภาระอย่างนี้ก็เบาไม่ใช่ความหนักอึ้ง.
มธ.
11:30 ก 1ยฮ.5:3
มธ.
11:30 2ก ภาษากรีกหมายถึง เหมาะสมพอดีในการใช้งาน ด้วยเหตุนี้จึงดีงาม, สนิทสนม, อ่อนสุภาพ, อ่อนโยน, ง่ายดาย, สบาย ซึ่งตรงข้ามกับยากลำบาก, หยาบกร้าน, แหลมคมและทุกข์ลำบาก.