มัดธาย บทที่ 10
(2) การเลือกสรรและการใช้คนงานออกไป
10:1-5ก
10:1-5ก
มธ.
10:1 กครั้นพระองค์ทรงเรียกสาวก1สิบสองคนของพระองค์มาแล้ว ก็ทรงโปรดให้เขามี2อำนาจเหนือวิญญาณโสโครกที่จะขับไล่พวกมันออกได้ และให้ขรักษาโรคและความเจ็บป่วยทุกอย่างให้หายได้.
มธ.
10:2 1อัครทูต2กสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกคือขซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับ อันดะเรอาน้องของเขา, คยาโกโบ[บุตร]เซเบดายกับโยฮันน้องของเขา,
มธ.
10:3 กฟีลิปและบาร์โธโลมาย, ขโธมาและ1คมัดธาย2คนเก็บภาษี, ยาโกโบ[บุตร]อาละฟาย และ3ธาดาย,
มธ.
10:4 ซีโมน1พรรคชาตินิยม และยูดา2กอิศการิโอดผู้3ขายพระองค์.
มธ.
10:5 อัครทูตสิบสองคนนี้ พระเยซูกทรงใช้ให้ออกไปและกำชับเขาว่า
(3) หนทางแห่งการแผ่ขยายกิตติคุณของอาณาจักรไปสู่บ้านเรือนของชาวอิสราเอล
10:5ข-15
10:5ข-15
“อย่าไปใน1ขทางของคนต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของ1คชาวซะมาเรีย.
มธ.
10:6 แต่ว่าจงไปหากแกะที่หลงหายของขวงศ์วานอิสราเอลนั้นก็ดีกว่า.
มธ.
10:7 ในเวลาที่ไปนั้นจงประกาศว่า ‘กอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย1มาใกล้แล้ว.’
มธ.
10:8 จงกรักษาคนป่วยให้หาย, คนตายแล้วให้เป็นขึ้น, คนโรคเรื้อนให้หายสะอาด, และจงขับผีให้ออกเสีย. ท่านทั้งหลายได้รับขเปล่าๆ จงให้เปล่าๆ.
มธ.
10:9 1อย่าพกทองคำหรือเงิน หรือทองแดงกไว้ในไถ้ของท่าน
มธ.
10:10 ในการเดินทางนั้นอย่าเอาย่ามไป หรือเสื้อชั้นในสองตัว หรือไม้เท้า หรือรองเท้า เพราะว่ากผู้ทำงานสมควรจะได้อาหารของเขา.
มธ.
10:11 ท่านจะเข้าไปในเรือนใดหรือเมืองใด จงสืบหาดูว่าใครเป็นคนที่คู่ควร แล้วจงไปอาศัยกับผู้นั้นกว่าจะไปจากที่นั่น.
มธ.
10:12 ขณะเมื่อเข้าไปในเรือน จงคำนับคนในเรือนนั้น.
มธ.
10:13 ถ้าเรือนนั้นคู่ควร ก็ให้สันติสุขของท่านอยู่กับเรือนนั้น แต่ถ้าเรือนนั้นไม่คู่ควรก็ให้สันติสุขนั้นกลับคืนมาสู่ท่านอีก.
มธ.
10:14 ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่านและไม่ฟังคำของท่าน เมื่อท่านจะออกจากเรือนนั้น หรือเมืองนั้น จงกสะบัดผงคลีดินที่ติดเท้าของท่านออกเสีย.
มธ.
10:15 เราบอกท่านตามจริงว่าในวันพิพากษา [โทษ]ของกเมืองซะโดมและเมืองอะโมราจะ1เบากว่า[โทษ]ของเมืองนั้น.
(4) การข่มเหงและหนทางในการตอบสนองต่อการข่มเหง
10:16-33
10:16-33
มธ.
10:16 ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจกแกะอยู่ท่ามกลางฝูงขสุนัขป่า เหตุฉะนั้นจงเป็น1คนฉลาดเหมือนคงู และเป็นคนบริสุทธิ์ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมเหมือนงนกพิราบ.
มธ.
10:17 แต่จงกระวังมนุษย์ เพราะเขาจะ1มอบท่านไว้กับ2ขสภาแซนเฮดริน และจะคเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา.
มธ.
10:18 และท่านจะถูกส่งไปต่อหน้า1ผู้ว่าราชการและกกษัตริย์เพราะเหตุเรา เพื่อท่านจะได้เป็นขพยานต่อผู้คนเหล่านั้นและต่อพวกต่างชาติ.
มธ.
10:19 กแต่เมื่อเขาจะมอบท่านไว้นั้น อย่าขกระวนกระวายใจว่าจะพูดอย่างไรหรือจะพูดอะไร เพราะเมื่อถึงเวลานั้นจะทรงประทานคำที่ควรจะพูดนั้นแก่ท่านทั้งหลาย
มธ.
10:20 เพราะว่าผู้ที่พูดไม่ใช่ตัวท่านเอง แต่1กพระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่านเป็นผู้ตรัสอยู่ภายในท่าน.
มธ.
10:21 แม้ว่า1พี่จะมอบน้องและพ่อจะมอบลูกให้ถึงความตาย กลูกก็จะต่อต้านและทำร้ายพ่อแม่ให้ถึงแก่ความตาย.
มธ.
10:22 และคนทั้งปวงจะกเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา. แต่ผู้ใดขอดทนจนถึงที่สุดผู้นั้นจะ1รอด.
มธ.
10:23 แต่เมื่อเขาข่มเหงพวกท่านในกเมืองนี้จงขหนีไปยังอีกเมืองอื่น. เพราะเราบอกแก่ท่านตามจริงว่า ท่านยังหนี1ไม่ครบทุกเมืองในอิสราเอลคบุตรมนุษย์ก็ได้เสด็จมาแล้ว.
มธ.
10:24 กสาวกย่อมไม่1เหนือกว่าอาจารย์ และขทาสไม่เหนือกว่านายของตน.
มธ.
10:25 ซึ่งสาวกจะเสมออาจารย์และทาสจะเสมอนายของตนก็พออยู่แล้ว. ถ้าเขาเรียกเจ้าของบ้านว่า1กเบละซะบูล คนในบ้านของเขาจะ[ถูกเรียก]มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด!
มธ.
10:26 กเหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขาเลย เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขปิดบังไว้ซึ่งจะไม่ถูกเปิดเผยออก หรือที่คซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ถูกล่วงรู้.
มธ.
10:27 ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่มืด ท่านจะกล่าวในที่แจ้ง และซึ่งท่านได้ยิน[กระซิบ]ที่หู จงประกาศกบนดาดฟ้าหลังคาตึก.
มธ.
10:28 อย่ากกลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถจะฆ่าจิตได้ แต่จงขกลัว1ผู้ที่สามารถจะให้ทั้งจิตและกายคพินาศใน2งเกเฮนนะได้.
มธ.
10:29 นกกระจอกสองตัวเขาขายหนึ่ง1อัสซาริอันมิใช่หรือ? ถึงกระนั้นไม่มีนกสักตัวที่จะตกถึงพื้นดินนอกจากพระบิดา[จะทรงเห็นชอบ].
มธ.
10:30 แม้แต่กผมบนศีรษะของท่านก็ทรง1นับไว้แล้วทุกเส้น.
มธ.
10:31 เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายก็กมีค่ามากกว่านกกระจอกหลายตัว.
มธ.
10:32 เหตุฉะนั้นทุกคนที่จะกยอมรับ1ในเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะขยอมรับ2ในเขาต่อพระพักตร์พระบิดาผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายด้วย
มธ.
10:33 แต่ผู้ใดจะกไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะ1ไม่ยอมรับผู้นั้นต่อเบื้องพระพักตร์พระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายด้วย.
(5) การรบกวนที่กษัตริย์ได้นำเข้ามา
และหนทางแห่งกางเขนในการติดตามพระองค์
10:34-39
และหนทางแห่งกางเขนในการติดตามพระองค์
10:34-39
มธ.
10:34 กอย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติสุขมาสู่แผ่นดินโลก เรามิได้1มาเพื่อนำสันติสุขมาให้ แต่เราได้นำดาบมา.
มธ.
10:35 เพราะว่าเรามาเพื่อให้มนุษย์เกิดความไม่ปรองดองกัน: [ลูก]ชายต่อต้านกบิดาของตน ลูกสาวต่อต้านมารดาของตน และลูกสะใภ้ต่อต้านแม่ผัวของตน.
มธ.
10:36 ผู้ที่เป็นกศัตรูต่อกันก็คือผู้ที่อยู่ร่วม1เรือนเดียวกัน.
มธ.
10:37 ผู้ใดที่รักกบิดามารดา1ยิ่งกว่ารักเรา ผู้นั้นไม่คู่ควรกับเรา และผู้ใดที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเราด้วย
มธ.
10:38 และผู้ใดที่ไม่ได้1แบกกกางเขนของตนขตามเรามา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา.
มธ.
10:39 ผู้ที่[เสาะหา]จะ1ได้รับมาซึ่งกชีวิตฝ่ายจิตของตน จะต้องสูญ1เสียชีวิตฝ่ายจิต และผู้ที่ยอมสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ก็จะได้ชีวิตฝ่ายจิต.
(6) กษัตริย์ทรงเป็นหนึ่งกับผู้ที่ถูกใช้ออกไป
10:40—11:1
10:40—11:1
มธ.
10:40 ผู้ที่1กต้อนรับท่านก็ได้ต้อนรับเรา และผู้ที่ขต้อนรับเราก็ได้ต้อนรับพระองค์ที่ทรงใช้เรามา.
มธ.
10:41 ผู้ที่1กต้อนรับ2ผู้เผยพระวจนะ3เพราะนามของผู้เผยพระวจนะ ก็จะได้รับบำเหน็จของผู้เผยพระวจนะ และผู้ที่1ต้อนรับ2ผู้ชอบธรรม3ในนามของผู้ชอบธรรม ก็จะได้บำเหน็จของผู้ชอบธรรม.
มธ.
10:42 และผู้ใดก็ตามที่ให้กน้ำเย็นสักแก้วหนึ่งแก่คนใดคนหนึ่งในท่ามกลางขผู้เล็กน้อยเหล่านี้ดื่มเพราะนามของสาวก เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่าคนนั้นจะไม่สูญเสีย1บำเหน็จของเขาเลย.”
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 10
มธ.
10:1 ก มก.3:13-15; 6:7; ลก.6:13; 9:1
มธ.
10:1 1 ดู วว.21:12 คำอธิบาย 2. ข้อที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
10:1 2 อำนาจของการขับวิญญาณโสโครกออกและการรักษาโรคนั้น เป็นการลิ้มรสล่วงหน้าที่มีต่อโลกหน้าก็คือฤทธิ์เดชแห่งอาณาจักรพันปี (ฮร.6:5). ณ ที่นั่นผีทั้งหมดจะต้องถูกขับออกและบรรดาโรคภัยทุกอย่างก็จะได้รับการรักษา (ยซย.35:5-6).
มธ.
10:1 ข มธ.9:35
มธ.
10:2 1 อัครทูตก็คือผู้ที่ถูกใช้ให้ออกไป. ตอนนี้สาวกทั้งสิบสองคน (ข้อ 1) ก็จะถูกใช้ให้ออกไป ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นอัครทูตสิบสองคน.
มธ.
10:2 ก ข้อ 2-4: มก.3:16-19; ลก. 6:14-16; กจ.1:13
มธ.
10:2 2ก ดู วว.21:12 คำอธิบาย 2.
มธ.
10:2 ข มธ.4:18
มธ.
10:2 ค มธ.4:21
มธ.
10:3 ก ยฮ.1:43; 14:9
มธ.
10:3 ข ยฮ.11:16; 14:5; 20:24; 21:2
มธ.
10:3 ค มธ.9:9
มธ.
10:3 1ค ในกิตติคุณมาระโกกับกิตติคุณลูกาได้จัดเรียงมัดธายไว้หน้าโธมา (มก.3:18; ลก.6:15). แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือท่านมัดธายได้จัดเรียงลำดับตัวเองไว้หลังโธมาซึ่งได้แสดงออกถึงการถ่อมตัวของเขา.
มธ.
10:3 2 ณ ที่นี่ ท่านมัดธายได้ระบุว่าตัวเองเป็นคนเก็บภาษีเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะท่านได้ระลึกถึงความรอดที่ได้รับ พร้อมกับขอบพระคุณ. แม้แต่คนเก็บภาษีที่มีบาปและถูกผู้คนดูหมิ่นก็สามารถกลายเป็นอัครทูตของกษัตริย์แห่งอาณาจักรฝ่ายสวรรค์ได้ นี่ช่างเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่จริงๆ!
มธ.
10:3 3 ธาดายผู้นี้ก็คือยูดา (ลก.6:16; กจ.1:13; ยฮ.14:22).
มธ.
10:4 1 มาจากภาษาเฮ็บรายคือ Kanna (คันนา) หมายถึงกระตือรือร้น, บ้าคลั่ง ไม่ใช่ชี้ถึงแผ่นดินคะนาอันแต่ชี้ถึงลัทธิหนึ่งของชาวฆาลิลาย ซึ่งผู้คนได้เรียกพวกเขาว่าลัทธิของพวกคนหัวรุนแรง (ดู ลก.6:15; กจ.1:13).
มธ.
10:4 ก ยฮ.6:71; 13:2, 26; ลก.22:3; มธ.26:14
มธ.
10:4 2ก คำนี้เป็นภาษากรีก อาจจะมาจากภาษาเฮ็บรายหมายถึงชาวการิโอด. การิโอดตั้งอยู่ในอาณาเขตของยูดา (ยฮซ.15:25). ดังนั้นยูดาจึงเป็นอัครทูตเพียงคนเดียวที่มาจากมณฑลยูดายส่วนอัครทูตที่เหลือล้วนเป็นคนฆาลิลาย.
มธ.
10:4 3 แปลตามตรงคือ มอบออกมา.ใช้เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม.
มธ.
10:5 ก มก.6:7; ลก.9:2
มธ.
10:5 ข เทียบ มธ.4:15; กจ.13:46
มธ.
10:5 1ข ชาวซะมาเรียเป็นพวกเลือดผสมระหว่างชาวต่างชาติกับชาวยูดาย (2พกษ.17:24; อษร.4:10; ยฮ.4:9). อัครทูตสิบสองคนได้ถูกใช้ให้ออกไปยังบ้านเรือนของอิสราเอล (ข้อ 6) และก็ถูกกำชับไม่ให้ไปในทางของคนต่างชาติหรือไปในเมืองของชาวซะมาเรีย.
มธ.
10:5 ค 2พกษ.17:24; อษร.4:10; ลก.17:16; ยฮ.4:4, 9; กจ.8:25
มธ.
10:6 ก บพส.119:176; ยซย.53:6; ยรม.50:6; 1ปต.2:25
มธ.
10:6 ข มธ.15:24; กจ.3:26; 13:46; รม.1:16
มธ.
10:7 ก มธ.3:2; 4:17
มธ.
10:7 1 กระทั่งในเวลานี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายยังมาไม่ถึง เพียงแต่มาใกล้แล้ว.
มธ.
10:8 ก มก.6:13; ลก.9:2
มธ.
10:8 ข วว.21:6; 22:17
มธ.
10:9 1 อัครทูตทั้งสิบสอง (ถูกใช้ให้ออกไปยังบ้านอิสราเอล ไม่ใช่ไปยังชาวต่างชาติ) ผู้ที่เป็นคนงานก็สมควรที่จะได้รับอาหาร จึงไม่ต้องพกเอาสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตติดตัวไป (แต่ว่าคนงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ถูกใช้ให้ออกไปยังชาวต่างชาตินั้น ไม่สมควรจะรับเอาสิ่งใดจากพวกต่างชาติเลย - 3ยฮ. ข้อ 7 ). จนกระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ถูกชาวอิสราเอลปฏิเสธละทิ้งอย่างสิ้นเชิงแล้ว หลักการนี้ก็ได้เปลี่ยนไป (ลก.22:35-38).
มธ.
10:9 ก ข้อ 9-15: มก.6:8-11; ลก.9:3-5; 10:4-12; เทียบ ลก.22:35-36
มธ.
10:10 ก 1กธ.9:7-14; 1ตธ.5:18
มธ.
10:14 ก กจ.13:51
มธ.
10:15 ก มธ.11:23-24; ยนซ.18:20; 19:24, 28; 2ปต.2:6; ยด.7
มธ.
10:15 1 นี่ชี้ให้เห็นว่าการลงโทษแห่งการพิพากษาของพระเจ้านั้นมีระดับที่ต่างกัน. ผู้ที่ปฏิเสธอัครทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้าและถ้อยคำของเขาทั้งหลาย (ข้อ 14) จะได้รับโทษหนักกว่าโทษของเมืองซะโดมและเมืองอะโมราเสียอีก.
มธ.
10:16 ก ลก.10:3
มธ.
10:16 ข กจ.20:29
มธ.
10:16 1 อัครทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดุจแกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า แม้เขาจะไม่ใช่งู แต่ก็ต้องฉลาดเหมือนงู เพื่อหลบหนีจากการทำร้ายของสุนัขป่า แต่ก็ต้องบริสุทธิ์ปราศจากอุบายเหมือนนกพิราบที่ไม่มีความประสงค์ร้ายปะปนแฝงอยู่และจะไม่ทำร้ายผู้อื่นเด็ดขาด.
มธ.
10:16 ค ยนซ.3:1
มธ.
10:16 ง พพร.2:14; เทียบ ยฮ.1:32
มธ.
10:17 ก ฟป.3:2
มธ.
10:17 1 กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้กล่าวคำพยากรณ์ไว้ในที่นี้ว่าพวกอัครทูตจะต้องถูกศาสนายูดายข่มเหง แสดงว่าอาณาจักรที่ก่อตั้งโดยการประกาศกิตติคุณของพวกอัครทูตนั้น จะต้องถูกศาสนายูดายปฏิเสธ. กรณีนี้ก็ได้ยืนยันแล้วว่าอาณาจักรของพระองค์นั้นไม่ได้อยู่ฝ่ายแผ่นดินโลกแต่เป็นของฝ่ายสวรรค์.
มธ.
10:17 ข มก.13:9; มธ.5:22
มธ.
10:17 2ข ดู 5:22 คำอธิบาย 7.
มธ.
10:17 ค มธ.23:34; กจ.5:40; 22:19; 26:11
มธ.
10:18 1 ภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับผู้นำใน 2:6.
มธ.
10:18 ก ลก.21:12; กจ.9:15; 26:1-2
มธ.
10:18 ข มธ.24:14
มธ.
10:19 ก ข้อ 19-22: มก.13:11-13; ลก.21:12-19
มธ.
10:19 ข ลก.12:11
มธ.
10:20 ก ลก.12:12, เทียบ 2ซมอ.23:2
มธ.
10:20 1ก อัครทูตไม่เพียงมีอำนาจของกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ (ข้อ 1) แต่ยังมีพระวิญญาณแห่งพระบิดาอีกด้วย. อำนาจของกษัตริย์มีไว้เพื่อจัดการกับผีร้ายและโรคต่างๆ ส่วนพระวิญญาณแห่งพระบิดานั้นมีไว้สำหรับจัดการกับการข่มเหงของผู้ต่อต้าน.
มธ.
10:21 1 ผู้ที่จะเป็นอัครทูตของกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์เพื่อทำการประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักรนั้น จำต้องทนรับการแตกหักของความสัมพันธ์กับบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด.
มธ.
10:21 ก มธ.10:35; มคา.7:6
มธ.
10:22 ก มธ.24:9; ยฮ.15:18-19; 1ยฮ.3:13
มธ.
10:22 ข มธ.24:13; ฮร.10:36
มธ.
10:22 1 คำว่า “จะรอด” ในที่นี้อาจชี้ถึงการได้รับการช่วยให้พ้นจากผู้ที่เกลียดชังเราทั้งหลาย แต่ทว่าในที่สุดก็ได้ชี้ถึงการได้รับการช่วยเข้าสู่ในการปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย สิ่งนี้เป็นบำเหน็จให้แก่ผู้เชื่อที่มีชัยชนะ ซึ่งต่างกับความรอดนิรันดร์ที่ได้เปิดเผยใน อฟ.2:8.
มธ.
10:23 ก มธ.23:34
มธ.
10:23 ข มธ.2:13; กจ.14:6
มธ.
10:23 1 ก่อนที่พระคริสต์ตรึงกางเขน ในเวลานั้นอัครทูตสิบสองคนได้ประกาศกิตติคุณ ถ้อยคำนี้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่จะสำเร็จเมื่อถึงเวลาที่ภัยพิบัติใหญ่มาถึง (24:21). คำพยากรณ์ในข้อที่17-23 คล้ายกับ 24:9-13 มาก. ในที่นี้กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ใช้อัครทูตไปประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักรแก่ชาวยูดาย. แต่หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นแล้วก็ได้ใช้ให้อัครทูตไปประกาศกิตติคุณแก่ชาวต่างชาติ. เมื่อพวกต่างชาติที่รอดนั้นได้เข้ามาครบจำนวนแล้ว พระองค์ก็จะใช้ให้อัครทูตทำการประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักรให้แก่ชาวยูดายอีก. เมื่อถึงเวลานั้นถ้อยคำนี้ก็จะสำเร็จเป็นจริง แล้วพระองค์ก็จะเสด็จกลับมา.
มธ.
10:23 ค มธ.8:20
มธ.
10:24 ก ลก.6:40
มธ.
10:24 1 ตามในประโยคแรกและประโยคหลังถ้อยคำนี้มีความหมายว่า ในเรื่องของการประสบกับการข่มเหงของเหล่าอัครทูตนั้นไม่สามารถเหนือกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ถูกข่มเหงจนถึงจุดสุดยอดแล้ว.
มธ.
10:24 ข ยฮ.13:16; 15:20
มธ.
10:25 ก มธ.12:24, 27; มก.3:22; ลก.11:15
มธ.
10:25 1ก หรือ เบละซะบูบ หมายถึงเจ้าแห่งแมลงวัน ซึ่งเป็นชื่อของพระแห่งชาวเอ็คโรน (2พกษ.1:2) เพราะการที่ชาวยูดายดูหมิ่นจึงได้เปลี่ยนชื่อให้เป็นเบละซะบูลหมายถึงเจ้าแห่งกองมูลสัตว์ซึ่งใช้สำหรับชี้ถึงนายผี (12:24, 27; มก.3:22; ลก.11:15, 18-19). ชาวฟาริซายซึ่งเป็นผู้นำในศาสนายูดายได้ด่ากษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ด้วยถ้อยคำหยาบคายใน 9:34 ว่าพระองค์ทรงขับผีออกด้วยฤทธิ์ของนายผี. ชื่อที่หมิ่นประมาทถึงที่สุดนี้ได้แสดงออกถึงการต่อต้านและการปฏิเสธอย่างรุนแรงที่สุดของพวกเขา.
มธ.
10:26 ก ข้อ 26-33: ลก.12:2-9
มธ.
10:26 ข มก.4:22; ลก.8:17
มธ.
10:26 ค 1ตธ.5:25
มธ.
10:27 ก 1ซมอ.9:25; ซฟย.1:5; มธ.24:17; กจ.10:9
มธ.
10:28 ก บพส.56:4
มธ.
10:28 ข ยซย.8:12-13; ฮร.10:31
มธ.
10:28 1 พระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่สามารถให้ทั้งจิตและกายของมนุษย์พินาศในเกเฮนนะได้. ถ้อยคำนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า อัครทูตซึ่งถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าใช้นั้น หากไม่ทนต่อการข่มเหงแล้ว ต่อไปภายหน้าก็จะต้องถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนจากพระเจ้า. สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในยุคหน้าหลังการพิพากษาแห่งบัลลังก์ของพระคริสต์แล้ว เวลานั้นผู้เชื่อจะได้รับบำเหน็จหรือไม่ก็ถูกลงโทษ (2กธ.5:10; วว.22:12).
มธ.
10:28 ค ยก.4:12
มธ.
10:28 ง มธ.5:22
มธ.
10:28 2ง ดู 5:22 คำอธิบาย 9.
มธ.
10:29 1 เหรียญโรมันโบราณ ซึ่งเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสิบหกของเหรียญเงินหนึ่งเหรียญในขณะนั้น. (ดู ยฮ.6:7 คำอธิบาย 1).
มธ.
10:30 ก ลก.21:18
มธ.
10:30 1 หรือ ทำเครื่องหมายไว้แล้ว.
มธ.
10:31 ก มธ.6:26; 12:12
มธ.
10:32 ก รม.10:9-10
มธ.
10:32 1 มีความหมายเป็นนัยว่าเขาได้เข้าสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้า.
มธ.
10:32 ข วว.3:5
มธ.
10:32 2 มีความหมายเป็นนัยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าสนิทกับเขา.
มธ.
10:33 ก 2ตธ.2:12; มก.8:38; ลก.9:26
มธ.
10:33 1 ถ้อยคำนี้ซึ่งกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ตรัสแก่อัครทูตที่พระองค์ทรงใช้ให้ไปประกาศกิตติคุณแห่งอาณาจักร. พระองค์ทรงเตือนเขาล่วงหน้าว่าพวกเขาจะต้องถูกข่มเหง (ข้อ 17, 21-23). ถ้ามีผู้ใดที่ไม่ยอมรับพระองค์ในขณะที่ถูกข่มเหงพระองค์ก็จะไม่ยอมรับผู้นั้นด้วย. เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา (16:27). ในเวลานั้นผู้ที่ถูกพระองค์ปฏิเสธหรือถูกยอมรับนั้นก็จะเป็นเครื่องตัดสินได้ว่าอัครทูตของพระองค์คู่ควรต่อการได้รับบำเหน็จหรือไม่ คือจะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายในยุคหน้าหรือไม่.
มธ.
10:34 ก ข้อ 34-36: ลก.12:51-53
มธ.
10:34 1 ทั่วทั้งแผ่นดินโลกล้วนอยู่ภายใต้การยึดครองของซาตาน (1ยฮ.5:19). กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้เสด็จมาเรียกบุคคลบางคนให้หลุดพ้นจากการยึดครองของซาตาน สิ่งนี้จะทำให้ซาตานเกิดการต่อต้านขึ้นอย่างแน่นอน. ซาตานได้ยุยงผู้ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของมันให้ทำการสู้รบกับผู้ที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงเรียก. เพราะเหตุนี้เองพระองค์เสด็จมามิได้นำสันติสุขมา แต่ได้นำดาบมา.
มธ.
10:35 ก มธ.10:21
มธ.
10:36 ก มคา.7:6
มธ.
10:36 1 ซาตานที่ยึดครองมนุษย์ได้ยุยงมนุษย์ให้มาทำการสู้รบกับผู้ที่กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ทรงเรียกและการสู้รบนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ แม้กระทั่งในท่ามกลางของผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน. ผู้ที่ถูกเรียกฝ่ายสวรรค์จะถูกโจมตีจากญาติสนิทที่อยู่ในครอบครัว เพราะว่าญาติสนิทเหล่านั้นยังคงถูกยึดครองอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมารร้าย.
มธ.
10:37 ก ลก.14:26; เทียบ พบญ.33:9-10
มธ.
10:37 1 ความรักของพวกเราต้องมีเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเด็ดขาด พวกเราไม่ควรรักสิ่งอื่นใดมากยิ่งกว่ารักองค์พระผู้เป็นเจ้า. พระองค์เพียงผู้เดียวที่คู่ควรที่สุดที่เราจะรักและเราทั้งหลายก็ต้องคู่ควรกับพระองค์ด้วย.
มธ.
10:38 1 แปลตามตรงคือ ยกขึ้น. พระคริสต์ได้ทรงน้อมรับตามน้ำพระทัยของพระบิดา โดยถูกตรึงบนกางเขน (26:39, 42). ขณะที่พระองค์ทรงรับบัพติศมานั้นก็นับว่าพระองค์ทรงตรึงกางเขนแล้ว. ตั้งแต่เวลานั้นพระองค์ก็ได้แบกรับกางเขนของพระองค์เองและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า. ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกได้เข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์. พระองค์ได้เรียกร้องพวกเขาให้แบกเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป นี่ก็คือให้พวกเขาวางตัวเองไว้ข้างหนึ่งแล้วต้อนรับน้ำพระทัยของพระเจ้า. สิ่งนี้ได้เรียกร้องเขาให้ได้จ่ายราคาโดยไม่คิดเสียดาย ด้วยการนำความรักมามอบให้พระองค์ก่อน เพื่อให้พวกเขาสามารถคู่ควรกับพระองค์.
มธ.
10:38 ก มธ.16:24; มก.8:34; ลก.9:23; 14:27
มธ.
10:38 ข มธ.4:19
มธ.
10:39 1 การได้รับชีวิตฝ่ายจิตก็คือให้จิตได้รับสุข ไม่ยอมให้จิตทนทุกข์. การสูญเสียชีวิตฝ่ายจิตคือทำให้จิตสูญเสียการรับสุขและรับความทุกข์. ถ้าผู้ที่ติดตามกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ได้ให้จิตของพวกเขารับสุขในยุคนี้ก็จะทำให้จิตของพวกเขาต้องสูญเสียการรับสุขในยุคของอาณาจักรที่จะมาถึง. ถ้าหากพวกเขายอมให้จิตของเขาสูญเสียในยุคนี้ เพราะเห็นแก่องค์กษัตริย์ก็จะทำให้จิตของเขาได้รับสุขในยุคอาณาจักรที่จะมาถึง ก็คือความสุขในการที่จะได้ปกครองทั่วแผ่นดินและรับสุขร่วมกับกษัตริย์นั่นเอง (มธ.25:21, 23).
มธ.
10:39 ก มธ.16:25; มก.8:35; ลก.9:24; 17:33; ยฮ.12:25
มธ.
10:40 ก มธ.18:5; ยฮ.13:20; ฆต.4:14
มธ.
10:40 1ก อัครทูตได้ถูกกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ใช้ออกไปในเมื่อเขาได้รับอำนาจ (ข้อ 1) และความสุขสำราญ (ข้อ 13) จากพระองค์ พร้อมทั้งมีพระวิญญาณแห่งพระบิดาอาศัยอยู่ภายในเขา และได้เข้าสนิทกับกษัตริย์ในการทุกข์ยาก (ข้อ 22, 24-25) และการตายของพระองค์ (ข้อ 21, 34-39) พวกเขาก็ได้เป็นหนึ่งกับพระองค์. ด้วยเหตุนี้เองผู้ที่ต้อนรับพวกเขาก็คือต้อนรับพระองค์. ถ้าเราทั้งหลายต้องการเข้าสนิทกับกษัตริย์ฝ่ายสวรรค์เช่นนี้ ก็จะต้องจ่ายราคาโดยไม่คิดเสียดาย เราจำต้องรักพระองค์เหนือกว่าทุกสิ่งและเดินทางแคบแห่งกางเขนติดตามพระองค์ดังที่ได้เปิดเผยไว้ใน ข้อ 37-39.
มธ.
10:40 ข มก.9:37; ลก.9:48
มธ.
10:41 ก 1พกษ.17:10-15, 20-24; 2พกษ. 4:8-17
มธ.
10:41 1ก ผู้ที่ได้ต้อนรับผู้เผยพระวจนะก็ประสานเข้าสนิทกับคำของผู้เผยพระวจนะและผู้ที่ต้อนรับผู้ชอบธรรมก็ประสานเข้าสนิทกับความชอบธรรมของผู้ชอบธรรม. ดังนั้นเขาเหล่านี้จึงได้รับบำเหน็จที่ผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมได้รับนั้น.
มธ.
10:41 2 ผู้เผยพระวจนะคือผู้ที่พูดพระคำเพื่อพระเจ้าและพูดออกซึ่งพระเจ้า. ผู้ชอบธรรมเป็นผู้ที่เสาะหาความชอบธรรม เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามความชอบธรรมและยังเป็นผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะเห็นแก่ความชอบธรรมเพื่ออาณาจักร (5:6, 10, 20; 6:1). กษัตริย์ฝ่ายสวรรค์ก็เป็นผู้เผยพระวจนะเช่นนี้ที่ถูกใช้มาจากพระเจ้า (พบญ.18:15) พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ชอบธรรมเช่นนี้ด้วย (กจ.3:14). ในเมื่ออัครทูตที่พระองค์ทรงใช้ไปได้เข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์แล้ว เขาทั้งหลายก็เป็นผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมเช่นนี้เหมือนกัน. ฉะนั้นไม่ว่าผู้ใดที่ต้อนรับเขาเหล่านี้ ก็ได้ต้อนรับพระองค์ด้วยและจะได้รับบำเหน็จด้วย.
มธ.
10:41 3 เพราะนามของผู้เผยพระวจนะ ตามภาษากรีกชี้ถึงการอยู่ในนามของผู้เผยพระวจนะ. วลีที่ว่า “เพราะนามของผู้ชอบธรรม” กับ “เพราะนามของสาวก” ล้วนมีความหมายเหมือนกัน.
มธ.
10:42 ก มก.9:41
มธ.
10:42 ข มธ.25:40
มธ.
10:42 1 บำเหน็จนี้ทรงประทานให้แก่มนุษย์ในยุคแห่งอาณาจักรที่จะมาถึง (ลก.14:14).