มัดธาย บทที่ 1
หัวข้อหลัก: กิตติคุณแห่งอาณาจักรยืนยันว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ — พระผู้ช่วย
ผู้เขียน: ท่านมัดธาย ผู้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเลวี ซึ่งเดิมเป็นคนเก็บภาษี แต่ต่อมาก็ ได้เป็นอัครทูตคนหนึ่ง (9:9; ลก.5:27) โดยพิสูจน์ได้จาก 9:10 ที่ไม่ บันทึกถึงชื่อของผู้ที่จัดงานเลี้ยงรับรองขึ้น และ 10:3 ที่บันทึกเป็นพิเศษ ถึงคนเก็บภาษี
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.37-40 หลังจากการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ นาน (28:15) และก่อนพระวิหารถูกทำลาย (24:2).
สถานที่เขียน: สันนิษฐานว่าเป็นแผ่นดินยูดาย ยังไม่มีข้อยืนยันที่แน่นอน.
ผู้รับ: ชาวยูดายโดยทั่วไป ซึ่งยืนยันได้จากหนังสือเล่มนี้ที่ไม่มีคำอธิบาย เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวันเทศกาลต่างๆ ของชาวยูดาย (15:2; เทียบ มก.7:2-3; มธ.26:17; เทียบ มก.14:12)
I. วงศ์ตระกูลและสถานภาพของกษัตริย์
1:1—2:23
1:1—2:23
1. ลำดับวงศ์และหน้าที่แห่งการปฏิบัติ — ถูกเรียกว่าพระคริสต์
1:1-17
1:1-17
มธ.
1:1 หนังสือกลำดับวงศ์ของ1พระเยซู2ขคริสต์ผู้เป็น3คบุตรหลานของดาวิด ผู้เป็น4บุตรหลานของอับราฮาม:
มธ.
1:2 อับราฮามให้กำเนิด1กยิศฮาค ยิศฮาคให้กำเนิด2ขยาโคบ ยาโคบให้กำเนิด3คยูดาและ4งพวกพี่น้องของท่าน
มธ.
1:3 ยูดาให้กำเนิด1กเพเร็ศกับเซราที่เกิดจาก2นางธามาร เพเร็ศให้กำเนิดขเฮ็ศโรน เฮ็ศโรนให้กำเนิดราม
มธ.
1:4 รามให้กำเนิดอะมีนาดาบ อะมีนาดาบให้กำเนิดนาโซน นาโซนให้กำเนิดซัลโมน
มธ.
1:5 ซัลโมนให้กำเนิดโบอัศที่เกิดจาก1กนางราฮาบ2ขโบอัศ ให้กำเนิดโอเบ็ดที่เกิดจาก3คนางรูธ โอเบ็ดให้กำเนิด4งยิซัย
มธ.
1:6 ยิซัยให้กำเนิด1กดาวิด ผู้เป็น2ขกษัตริย์. ดาวิดให้กำเนิด3คซะโลโมที่เกิดจากนางซึ่งแต่ก่อนเป็น4งภรรยาของอูรียา
มธ.
1:7 ซะโลโมให้กำเนิด1กระฮับอาม ระฮับอามให้กำเนิดอะบียา อะบียาให้กำเนิดอาซา
มธ.
1:8 อาซาให้กำเนิดยะโฮซาฟาด ยะโฮซาฟาดให้กำเนิดโยราม 1โยรามให้กำเนิดอุซียา
มธ.
1:9 อุซียาให้กำเนิดโยธาม โยธามให้กำเนิดอาฮาศ อาฮาศให้กำเนิดฮิศคียา
มธ.
1:10 ฮิศคียาให้กำเนิดมะนาเซ มะนาเซให้กำเนิดอาโมน อาโมนให้กำเนิดโยซียา.
มธ.
1:11 1โยซียาให้กำเนิด2กยะคันยากับ3พวกพี่น้องของท่าน เมื่อคราวต้อง4ขถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน.
มธ.
1:12 ครั้นต้อง1ถูกกวาดไปยังกรุงบาบิโลนแล้ว ยะคันยาก็ให้กำเนิดกซะอัลธิเอล ซะอัลธิเอลให้กำเนิด2ขซะรุบาเบล
มธ.
1:13 ซะรุบาเบลให้กำเนิดอะบีอูด อะบีอูดให้กำเนิดเอลยาคิม เอลยาคิมให้กำเนิดอาโซร
มธ.
1:14 อาโซรให้กำเนิดซาโดค ซาโดคให้กำเนิดอาคิม อาคิมให้กำเนิดเอลีอูด
มธ.
1:15 เอลีอูดให้กำเนิดเอละอาซาร เอละอาซารให้กำเนิดมัดธัน มัดธันให้กำเนิดยาโคบ
มธ.
1:16 1ยาโคบให้กำเนิด2กโยเซฟที่เป็นสามีของ3ขนางมาเรีย คพระเยซูที่เรียกว่า4งพระคริสต์ก็จบังเกิดมาจากนางมาเรียนี้.
มธ.
1:17 ดังนั้น ตั้งแต่1อับราฮามลงมาจนถึง2ดาวิดจึงเป็นสิบสี่ชั่วอายุ และตั้งแต่ดาวิดลงมา3จนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนเป็นสิบสี่ชั่วอายุ และตั้งแต่ต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน4จนถึงพระคริสต์เป็นสิบสี่ชั่วอายุ.
2. ความเป็นมาและนามชื่อ —
บังเกิดเป็นมนุษย์พระเจ้า ทรงพระนามว่าเยซู
มนุษย์ขนานนามว่า อิมมานูเอล
1:18-25
บังเกิดเป็นมนุษย์พระเจ้า ทรงพระนามว่าเยซู
มนุษย์ขนานนามว่า อิมมานูเอล
1:18-25
มธ.
1:18 กความเป็นมาของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้คือ ขมาเรียผู้เป็นมารดาของพระองค์ได้รับหมั้นไว้กับโยเซฟแล้ว แต่ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่ามาเรียมีครรภ์1มาจากคพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว.
มธ.
1:19 แต่โยเซฟสามีของเธอเป็น1กผู้ชอบธรรม จึงไม่ประสงค์ที่จะแพร่งพรายให้เธอเกิดขความอับอาย จึงคิดที่จะ2ถอนหมั้นเสียอย่างลับๆ.
มธ.
1:20 แต่เมื่อโยเซฟยังตริตรองด้วยเรื่องนี้ ดูเถิด มีกทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่โยเซฟในขความฝันกล่าวว่า “โยเซฟบุตรหลานดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมาเรียเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ที่1บังเกิดในครรภ์ของเธอนั้นมาจากคพระวิญญาณบริสุทธิ์.
มธ.
1:21 เธอจะคลอดกบุตรชาย แล้วเจ้าจงตั้งชื่อท่านว่า 1ขเยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะคช่วยพลไพร่ของท่านให้รอดจาก2ความบาปของเขาทั้งหลาย.”
มธ.
1:22 การที่เป็นมาทั้งนี้ก็เพื่อจะกสำเร็จพระคำซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้โดย1ผู้เผยพระวจนะว่า
มธ.
1:23 “ดูเถิดกหญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และจะคลอด1บุตรชาย และคนทั้งหลายจะเรียกนามของท่านว่า2ขอิมมานูเอล” (แปลว่าคพระเจ้า3อยู่กับเรา).
มธ.
1:24 ครั้นโยเซฟตื่นขึ้น ก็กระทำตามคำซึ่งทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งนั้นคือได้รับนางมาเป็นภรรยาของตน.
มธ.
1:25 แต่โยเซฟมิได้หลับนอนกับเธอจนเธอ1คลอดบุตรชาย และได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า กเยซู.
คำอธิบาย มัดธาย บทที่ 1
มธ.
1:1 ก ลก.3:23-38; เทียบ ยนซ.5:1
มธ.
1:1 1 นามชื่อแรกและนามชื่อสุดท้าย (วว.22:21) ในพันธสัญญาใหม่คือพระเยซู จึงเป็นการยืนยันว่าพระเยซูคริสต์คือหัวข้อหลักของพันธสัญญาใหม่ และเป็นเนื้อหาสาระของพันธสัญญาใหม่.
พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตเล่มหนึ่งและชีวิตนี้คือบุคคลที่มีชีวิตผู้หนึ่ง ก็คือพระคริสต์ผู้ทรงอัศจรรย์และครอบคลุมสรรพสิ่งนั่นเอง. ในพันธสัญญาเดิมได้ใช้แบบเล็งและคำพยากรณ์มาบรรยายถึงบุคคลผู้อัศจรรย์นี้ที่กำลังเสด็จมา. บัดนี้เมื่อถึงพันธสัญญาใหม่ บุคคลที่อัศจรรย์ผู้นี้ได้เสด็จมาแล้ว. ในหน้าแรกของพันธสัญญาใหม่ได้แนะนำลำดับวงศ์ของพระองค์แก่เรา เพื่อนำเสนอบุคคลผู้อัศจรรย์ต่อเรา. หนังสือลำดับวงศ์นี้สามารถถือเป็นเค้าโครงของพันธสัญญาเดิม ซึ่งพันธสัญญาเดิมนั้นก็คือหนังสือลำดับวงศ์ที่ละเอียดของพระคริสต์. หากเราต้องการที่จะเข้าใจหนังสือลำดับวงศ์ในหนังสือมัดธาย ก็จำต้องสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดและประวัติศาสตร์ทั้งหมด.
พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางที่อัศจรรย์ของพระคัมภีร์ทั้งเล่มทรงเป็นผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งครอบคลุมถึงด้านต่างๆ มากมาย. พันธสัญญาใหม่เริ่มด้วยการนำเสนอหนังสือชีวประวัติสี่เล่ม เพื่อที่จะบรรยายถึงสี่ด้านสำคัญของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง. หนังสือกิตติคุณมัดธายเป็นพยานว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ทรงเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม เป็นผู้นำอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมายังแผ่นดินโลก. หนังสือกิตติคุณมาระโกบอกเราว่าพระองค์เป็นผู้ทาสของพระเจ้า ทรงตรากตรำเพื่อพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ. การบันทึกของมาระโกนั้นเป็นไปอย่างรวบรัดที่สุด เพราะว่าผู้ทาสนั้นไม่ต้องมีคำบันทึกที่ละเอียด. หนังสือกิตติคุณลูกาเสนอรูปภาพที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวบนโลกนี้ที่ดำเนินชีวิตอย่างเที่ยงตรงและปกติ เหตุนี้พระองค์จึงเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติ. หนังสือกิตติคุณโยฮันได้เปิดเผยว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองผู้ทรงเป็นชีวิตของพลไพร่ของพระองค์. ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่นี้ มีหนังสือมัดธายและลูกาที่มีการบันทึกลำดับวงศ์ของพระองค์ไว้ ส่วนมาระโกกับโยฮันไม่ได้มีการบันทึก. มัดธายต้องการที่จะเป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ คือเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม จึงต้องชี้ให้เราเห็นถึงบรรพบุรุษและสถานภาพของกษัตริย์องค์นี้ เพื่อแสดงว่าพระองค์เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของกษัตริย์ดาวิดที่ถูกต้องตามกฎหมาย. ลูกาต้องการแสดงว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่เที่ยงตรงและปกติผู้หนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงต้องชี้แจงลำดับวงศ์ของมนุษย์ผู้นี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมาเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติได้. มาระโกได้บันทึกถึงผู้รับใช้ผู้หนึ่ง ฉะนั้นจึงไม่จำต้องชี้แจงถึงความเป็นมาของพระองค์. โยฮันต้องการที่จะเปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า จึงไม่จำต้องนำเสนอลำดับวงศ์ฝ่ายมนุษย์ของพระองค์แก่เรา แต่ได้ประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระคำของพระเจ้า, เป็นพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิม.
อาณาจักรที่มีพระคริสต์เป็นกษัตริย์ได้ประกอบขึ้นจากเผ่าพันธุ์แห่งเนื้อหนังของอับราฮามกับเผ่าพันธุ์แห่งความเชื่อของเขา. ดังนั้นลำดับวงศ์ของพระคริสต์ที่มัดธายบันทึกนั้นจึงได้เริ่มจากอับราฮามผู้เป็นบิดาแห่งเชื้อสายที่ถูกเรียกไม่ได้เริ่มจากอาดามผู้เป็นบิดาแห่งเชื้อสายที่ถูกเนรมิตสร้าง. อาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเชื้อสายที่ถูกเนรมิตสร้างของอาดาม แต่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเชื้อสายที่ถูกเรียกของอับราฮามซึ่งครอบคลุมถึงชาวอิสราเอลแท้ (รม.9:6-8) และผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ (ฆต.3:7, 9, 29). ส่วนลูกาบันทึกลำดับวงศ์ของพระเยซูเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่เที่ยงตรงคนหนึ่ง ทรงมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติได้ จึงต้องสืบสาวไปจนถึงอาดามผู้เป็นมนุษย์ในชั่วอายุแรก.
พระคัมภีร์เป็นหนังสือแห่งชีวิตเล่มหนึ่งและชีวิตนี้คือบุคคลที่มีชีวิตผู้หนึ่ง ก็คือพระคริสต์ผู้ทรงอัศจรรย์และครอบคลุมสรรพสิ่งนั่นเอง. ในพันธสัญญาเดิมได้ใช้แบบเล็งและคำพยากรณ์มาบรรยายถึงบุคคลผู้อัศจรรย์นี้ที่กำลังเสด็จมา. บัดนี้เมื่อถึงพันธสัญญาใหม่ บุคคลที่อัศจรรย์ผู้นี้ได้เสด็จมาแล้ว. ในหน้าแรกของพันธสัญญาใหม่ได้แนะนำลำดับวงศ์ของพระองค์แก่เรา เพื่อนำเสนอบุคคลผู้อัศจรรย์ต่อเรา. หนังสือลำดับวงศ์นี้สามารถถือเป็นเค้าโครงของพันธสัญญาเดิม ซึ่งพันธสัญญาเดิมนั้นก็คือหนังสือลำดับวงศ์ที่ละเอียดของพระคริสต์. หากเราต้องการที่จะเข้าใจหนังสือลำดับวงศ์ในหนังสือมัดธาย ก็จำต้องสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดและประวัติศาสตร์ทั้งหมด.
พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางที่อัศจรรย์ของพระคัมภีร์ทั้งเล่มทรงเป็นผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งครอบคลุมถึงด้านต่างๆ มากมาย. พันธสัญญาใหม่เริ่มด้วยการนำเสนอหนังสือชีวประวัติสี่เล่ม เพื่อที่จะบรรยายถึงสี่ด้านสำคัญของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง. หนังสือกิตติคุณมัดธายเป็นพยานว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ทรงเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม เป็นผู้นำอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลายมายังแผ่นดินโลก. หนังสือกิตติคุณมาระโกบอกเราว่าพระองค์เป็นผู้ทาสของพระเจ้า ทรงตรากตรำเพื่อพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ. การบันทึกของมาระโกนั้นเป็นไปอย่างรวบรัดที่สุด เพราะว่าผู้ทาสนั้นไม่ต้องมีคำบันทึกที่ละเอียด. หนังสือกิตติคุณลูกาเสนอรูปภาพที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวบนโลกนี้ที่ดำเนินชีวิตอย่างเที่ยงตรงและปกติ เหตุนี้พระองค์จึงเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติ. หนังสือกิตติคุณโยฮันได้เปิดเผยว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองผู้ทรงเป็นชีวิตของพลไพร่ของพระองค์. ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่นี้ มีหนังสือมัดธายและลูกาที่มีการบันทึกลำดับวงศ์ของพระองค์ไว้ ส่วนมาระโกกับโยฮันไม่ได้มีการบันทึก. มัดธายต้องการที่จะเป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ คือเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม จึงต้องชี้ให้เราเห็นถึงบรรพบุรุษและสถานภาพของกษัตริย์องค์นี้ เพื่อแสดงว่าพระองค์เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของกษัตริย์ดาวิดที่ถูกต้องตามกฎหมาย. ลูกาต้องการแสดงว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ที่เที่ยงตรงและปกติผู้หนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงต้องชี้แจงลำดับวงศ์ของมนุษย์ผู้นี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมาเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติได้. มาระโกได้บันทึกถึงผู้รับใช้ผู้หนึ่ง ฉะนั้นจึงไม่จำต้องชี้แจงถึงความเป็นมาของพระองค์. โยฮันต้องการที่จะเปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า จึงไม่จำต้องนำเสนอลำดับวงศ์ฝ่ายมนุษย์ของพระองค์แก่เรา แต่ได้ประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระคำของพระเจ้า, เป็นพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่ตั้งแต่ดั้งเดิม.
อาณาจักรที่มีพระคริสต์เป็นกษัตริย์ได้ประกอบขึ้นจากเผ่าพันธุ์แห่งเนื้อหนังของอับราฮามกับเผ่าพันธุ์แห่งความเชื่อของเขา. ดังนั้นลำดับวงศ์ของพระคริสต์ที่มัดธายบันทึกนั้นจึงได้เริ่มจากอับราฮามผู้เป็นบิดาแห่งเชื้อสายที่ถูกเรียกไม่ได้เริ่มจากอาดามผู้เป็นบิดาแห่งเชื้อสายที่ถูกเนรมิตสร้าง. อาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเชื้อสายที่ถูกเนรมิตสร้างของอาดาม แต่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเชื้อสายที่ถูกเรียกของอับราฮามซึ่งครอบคลุมถึงชาวอิสราเอลแท้ (รม.9:6-8) และผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ (ฆต.3:7, 9, 29). ส่วนลูกาบันทึกลำดับวงศ์ของพระเยซูเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่เที่ยงตรงคนหนึ่ง ทรงมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพระผู้ช่วยของมนุษยชาติได้ จึงต้องสืบสาวไปจนถึงอาดามผู้เป็นมนุษย์ในชั่วอายุแรก.
มธ.
1:1 ข มธ.1:16-17
มธ.
1:1 2ข หนังสือลำดับวงศ์ของพระเยซูที่ลูกาได้บันทึกนั้น แสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นมนุษย์ที่เที่ยงตรงคนหนึ่ง จึงไม่เอ่ยถึงชื่อ พระคริสต์ (ลก.3:23-38) แต่หนังสือลำดับวงศ์ของพระคริสต์ที่มัดธายบันทึกนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นกษัตริย์เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า ดังนั้นจึงเน้นถึงชื่อพระคริสต์ครั้งแล้วครั้งเล่า (ข้อ 1, 16-17).
มธ.
1:1 ค 2ซมอ.7:12-14; มธ.9:27; 12:23; 15:22; 20:30, 31; 21:9, 15; 22:42, 45; ลก.1:32; ยฮ.7:42; รม.1:3; วว.22:16
มธ.
1:1 3ค แปลตามตรงคือ บุตรของดาวิด. ซะโลโมผู้เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์นั้นเป็นบุตรของดาวิด, เป็นผู้สืบราชบัลลังก์และอาณาจักรของกษัตริย์ดาวิด (2ซมอ.7:12-13; ลก.1:32-33). ถ้าหากเราพิจารณาในด้านที่เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์แล้วซะโลโมได้ทำเรื่องราวที่สำคัญสองเรื่องคือก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าในอาณาจักร (1พกษ.6:2) และได้ตรัสถ้อยคำแห่งสติปัญญา
(1พกษ.10:23-24; มธ.12:42). พระคริสต์ได้ทรงสำเร็จแบบเล็งนี้แล้วโดยได้ก่อสร้างพระวิหารที่เที่ยงแท้ในอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งก็คือคริสตจักร และได้ตรัสถ้อยคำแห่งสติปัญญา.
มธ.
1:1 4 แปลตามตรงคือ บุตรของอับราฮาม. ยิศฮาคผู้เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์นั้นเป็นบุตรของอับราฮาม. เขาเป็นผู้รับมรดกในคำสัญญาและรับพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่อับราฮาม (ยนซ.22:17-18; ฆต.3:16, 14). ถ้าพิจารณาในด้านที่เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์แล้ว ยิศฮาคก็ได้กระทำเรื่องราวที่สำคัญสองเรื่องด้วยเช่นกัน คือน้อมฟังบิดาจนกระทั่งถึงตายและได้เป็นขึ้นมาจากตาย (ยนซ.22:9-10; ฮร.11:19) และยังได้รับนางริบะคาซึ่งเป็นหญิงชาวต่างชาติมาเป็นภรรยา (ยนซ.24:61-67). พระคริสต์ได้สำเร็จแบบเล็งนี้แล้วโดยได้ถูกประหารให้ตาย ถวายแด่พระเจ้า และเป็นขึ้นมาจากตาย อีกทั้งจะรับคริสตจักรมาเป็นเจ้าสาวจากท่ามกลางคนต่างชาติ.
มธ.
1:2 ก ยนซ.17:19; 21:3, 12; รม.9:7-9
มธ.
1:2 1ก อับราฮามได้ให้กำเนิดบุตรทั้งสิ้นแปดคน (ยนซ.16:15; 21:2-3; 25:2). ในบุตรแปดคนนี้มีเพียงยิศฮาคที่นับเป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
คำสัญญา (รม.9:7-8). ดังนั้นพระคริสต์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของยิศฮาคก็ได้สำเร็จคำสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮามและยิศฮาค (ยนซ.22:18, 26:4).
มธ.
1:2 ข ยนซ. 25:23-26; รม.9:10-13
มธ.
1:2 2ข ยิศฮาคมีบุตรฝาแฝดคู่หนึ่งคือเอซาวและยาโคบ (ยนซ.25:21-26) แต่มีเพียงยาโคบที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า (รม.9:10-13). ดังนั้นพระคริสต์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของยาโคบจึงได้สำเร็จคำสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮาม, ยิศฮาค, และยาโคบ (ยนซ.22:18; 26:4; 28:14).
มธ.
1:2 ค ยนซ.29:35; 49:8-10; 1คนก.5:2; ฮร.7:14; วว.5:5
มธ.
1:2 3ค สิทธิบุตรหัวปีของเผ่าพันธุ์แห่งคำสัญญานั้นได้รวมถึงการรับส่วนของแผ่นดินสองเท่า, ส่วนของปุโรหิต, และส่วนของกษัตริย์. ในความเป็นจริงแล้ว รูเบนเป็นบุตรหัวปีของยาโคบ เขาสมควรจะได้รับมรดกในสิทธิบุตรหัวปี. แต่เพราะเหตุความมลทินของเขาจึงทำให้เขาต้องสูญเสียสิทธิบุตรหัวปีไป (ยนซ.49:3-4; 1คนก.5:1-2). ส่วนของแผ่นดินสองเท่าจึงได้ตกแก่บุตรทั้งสองของโยเซฟคือมะนาเซและเอ็ฟรายิม ก็คือได้ตกแก่โยเซฟนั่นเอง (ยฮซ.16-17); ส่วนของปุโรหิตก็ตกแก่เลวี (พบญ.33:8-10); ส่วนของกษัตริย์ก็ได้ตกแก่ยูดา (ยนซ.49:10; 1คนก.5:2). ดังนั้นเมื่อพระคริสต์ผู้เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรของพระเจ้าทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของยูดา (ฮร.7:14) พระองค์จึงได้รับอาณาจักรเป็นมรดก.
มธ.
1:2 ง ยนซ. 35:22-26; 37:26; 44:14; 49:2, 28; 50:24; 1คนก.5:2
มธ.
1:2 4ง ลำดับวงศ์นี้ไม่ได้เอ่ยถึงพี่น้องของยิศฮาคหรือของยาโคบ แต่ได้เอ่ยถึงพวกพี่น้องของยูดาเท่านั้น นั่นเป็นเพราะว่ามีเพียงพวกพี่น้องของยูดาที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า.
มธ.
1:3 ก ยนซ. 38:6-30; 1คนก.2:4
มธ.
1:3 1ก เพเร็ศกับเซราเป็นฝาแฝดกัน. ในขณะที่กำลังจะคลอดนั้นเซราได้ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงผูกด้ายสีแดงไว้ที่ข้อมือเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเขาจะเป็นบุตรหัวปี. แต่เพเร็ศกลับคลอดออกมาก่อน เขาจึงกลายเป็นบุตรหัวปี (ยนซ.38:27-30). เพเร็ศไม่ได้ถูกเลือกโดยมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงส่งเขามา ซึ่งพิสูจน์ว่าไม่ใช่ตามการเลือกสรรของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของพระเจ้า.
มธ.
1:3 2 ลำดับวงศ์ของอาดามไม่ได้บันทึกถึงสตรี (ยนซ.5:1-32) แต่ลำดับวงศ์ของพระคริสต์กลับเอ่ยถึงสตรีห้าคน. ในห้าคนนี้มีเพียงมาเรียเป็นหญิงพรหมจารีที่บริสุทธิ์. เธอเป็นเชื้อสายของเผ่าพันธุ์ที่ถูกเลือก. พระคริสต์ได้กำเนิดออกมาจากเธอโดยตรง (ข้อ 16). สตรีคนอื่นๆคือ นางธามาร, นางราฮาบ, นางรูธ (ข้อ 5), และนางบัธเซบะซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นภรรยาของอูรียา (ข้อ 6) นั้นบางคนเป็นคนต่างชาติ, บางคนได้แต่งงานใหม่, และมีอยู่สามคนที่มีความบาปใหญ่หลวง คือนางธามารกระทำผิดประเวณีในวงศ์ญาติ, นางราฮาบเป็นหญิงแพศยา, และนางบัธเซบะมีชู้. กรณีนี้ก็ชี้ชัดว่าพระคริสต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวยูดายเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ แม้แต่กับผู้ที่มีความบาปด้วย. พระองค์เป็นพระผู้ช่วยที่เป็นกษัตริย์ของคนบาป. นางธามารเป็นลูกสะใภ้ของยูดา แต่ยูดากลับได้ผิดประเวณีในวงศ์ญาติกับนางจึงได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อเพเร็ศกับเซรา (ยนซ.38:6-30). นี่ช่างชั่วร้ายเสียจริง!
มธ.
1:3 ข นรธ. 4:18-22; 1คนก. 2:5, 9-12
มธ.
1:5 ก ยฮซ.2:1; 6:22-23, 25; ฮร.11:31
มธ.
1:5 1ก นางราฮาบเป็นหญิงแพศยาในเมืองยะริโฮ (ยฮซ.2:1) และเมืองยะริโฮเป็นดินแดนที่พระเจ้าสาปแช่งเป็นนิตย์ (ยฮซ.6:26). หลังจากที่นางราฮาบได้หันสู่พระเจ้ากับพลไพร่ของพระเจ้าแล้ว(ยฮซ.6:22-23, 25; ฮร.11:31) ก็ได้แต่งงานกับซัลโมนผู้เป็นหัวหน้าในเผ่ายูดาที่เป็นผู้นำนั้น (1คนก.2:10-11) เธอได้ให้กำเนิดโบอัศผู้อยู่ในธรรม พระคริสต์ก็ทรงมีต้นกำเนิดมาจากโบอัศผู้นี้. ไม่ว่าเบื้องหลังของพวกเราจะเป็นอย่างไรก็ตามขอเพียงพวกเราได้หันสู่พระเจ้ากับพลไพร่ของพระเจ้า และติดสนิทกับผู้ที่เหมาะสมในท่ามกลางพลไพร่ของพระเจ้า เราก็จะบังเกิดผลที่ถูกต้องและได้รับสุขในสิทธิบุตรหัวปีแห่งพระคริสต์อีกด้วย.
มธ.
1:5 ข นรธ.4:21, 13, 17
มธ.
1:5 2ข โบอัศได้ไถ่ที่นาของญาติพี่น้องของเขากลับคืนมา และได้สู่ขอภรรยาม่ายของชายคนนั้นด้วย (นรธ.4:1-17). การที่เขากระทำเช่นนี้ก็ทำให้เขากลายเป็นบรรพบุรุษที่โดดเด่นคนหนึ่งของพระคริสต์, เป็นหุ้นส่วนที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์.
มธ.
1:5 ค นรธ. 1:15-17; 2:11-12; 4:10-13; เทียบ พบญ.23:3
มธ.
1:5 3ค การกำเนิดของนางรูธนั้นมาจากการผิดประเวณีระหว่างวงศ์ญาติ เพราะเธอเป็นชาวโมอาบ (นรธ.1:4) ซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ที่เกิดมาจากการล่วงประเวณีของโลตกับบุตรสาวของเขานั่นเอง (ยนซ.19:30-38). ในพบญ.23:3 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามพวกโมอาบเข้าในที่ประชุมแห่งพระยะโฮวาจนถึงลูกหลานสิบชั่วอายุคนก็อย่าให้เข้าในที่ประชุมแห่งพระยะโฮวาต่อไปเลย. สำหรับนางรูธนั้นไม่เพียงเป็นที่โปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังได้กลายเป็นบรรพบุรุษที่สำคัญยิ่งผู้หนึ่งของพระคริสต์อีกด้วยนั่นเป็นเพราะว่าเธอได้แสวงหาพระเจ้าและพลไพร่ของพระองค์ (นรธ.1:15-17; 2:11-12). ไม่ว่าพวกเราจะเป็นใคร มีเบื้องหลังเป็นมาอย่างไร ขอเพียงพวกเรามีใจแสวงหาพระเจ้าและพลไพร่ของพระเจ้าเท่านั้นเราก็จะมีฐานะพอที่จะถูกต้อนรับเข้าสู่สิทธิแห่งบุตรหัวปีของพระคริสต์.
นางราฮาบมารดาของโบอัศเป็นชาวคะนาอันทั้งยังเป็นหญิงแพศยาอีกด้วย และภรรยาของโบอัศคือนางรูธก็เป็นชาวโมอาบที่เกิดจากการผิดประเวณีระหว่างวงศ์ญาติ อีกทั้งยังเป็นหญิงม่ายด้วย. พวกเธอทั้งสองคนล้วนเป็นชาวต่างชาติชั้นต่ำ แต่สามารถประสานเข้าสนิทกับพระคริสต์ได้. พระคริสต์ไม่ใช่แค่เข้าสนิทกับชาวยูดายเท่านั้น แต่ยังได้เข้าสนิทกับชาวต่างชาติตลอดทั้งได้เข้าสนิทกับคนชั้นต่ำอีกด้วย.
นางราฮาบมารดาของโบอัศเป็นชาวคะนาอันทั้งยังเป็นหญิงแพศยาอีกด้วย และภรรยาของโบอัศคือนางรูธก็เป็นชาวโมอาบที่เกิดจากการผิดประเวณีระหว่างวงศ์ญาติ อีกทั้งยังเป็นหญิงม่ายด้วย. พวกเธอทั้งสองคนล้วนเป็นชาวต่างชาติชั้นต่ำ แต่สามารถประสานเข้าสนิทกับพระคริสต์ได้. พระคริสต์ไม่ใช่แค่เข้าสนิทกับชาวยูดายเท่านั้น แต่ยังได้เข้าสนิทกับชาวต่างชาติตลอดทั้งได้เข้าสนิทกับคนชั้นต่ำอีกด้วย.
มธ.
1:5 ง นรธ.4:22; 1คนก.2:12; ยซย. 11:1, 10
มธ.
1:5 4ง ยซย.11:1 ได้พยากรณ์ไว้แล้วว่าพระคริสต์จะเป็น “กิ่งที่แตกออกจากต้นแห่งยิซัย เป็นหน่อที่แตกงอกขึ้นจากรากของท่าน” (แปลตามตรง) พระคริสต์ได้ออกมาจากยิซัย. แต่ใน ยซย.11:10 กล่าวว่า พระคริสต์ทรงเป็นรากแห่งยิซัย นี่ชี้ให้เห็นว่ายิซัยได้ออกมาจากพระคริสต์. ยิซัยเป็นผู้ที่นำมาซึ่งพระคริสต์ เขาได้หยั่งรากอยู่ในพระคริสต์ และได้แตกกิ่งออกซึ่งพระคริสต์.
มธ.
1:6 ก 1ซมอ.16:1, 11-13; 17:12; มธ. 22:42-45; กจ. 13:22-23; รม.1:3; วว.22:16
มธ.
1:6 1ก ดาวิดเป็นบุตรคนที่แปดของบิดาของเขาและได้รับการเลือกสรรและชโลมแต่งตั้งจากพระเจ้า (1ซมอ.16:10-13). เลขแปดเป็นเลขที่เล็งถึงการเป็นขึ้น. การที่ดาวิดเป็นบุตรคนที่แปดแล้วได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า ก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาได้เข้าสนิทกับพระคริสต์อยู่ในการเป็นขึ้น. เขาก็เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงชอบพระทัยด้วย (1ซมอ.13:14) และเป็นผู้นำมาซึ่งอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อพระคริสต์.
ดาวิดเป็นคนสุดท้ายของยุคสมัยแห่งบรรพบุรุษ และเป็นคนชั่วอายุแรกของยุคสมัยแห่งกษัตริย์; เขาสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่ง และเริ่มต้นอีกยุคสมัยหนึ่ง. เขาได้กลายเป็นหลักเขตระหว่างสองยุคก็เพราะว่าเขาได้นำมาซึ่งอาณาจักรของพระเจ้าและได้เข้าสนิทกับพระคริสต์อย่างใกล้ชิดสนิทสนมอีกด้วย.
ดาวิดเป็นคนสุดท้ายของยุคสมัยแห่งบรรพบุรุษ และเป็นคนชั่วอายุแรกของยุคสมัยแห่งกษัตริย์; เขาสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่ง และเริ่มต้นอีกยุคสมัยหนึ่ง. เขาได้กลายเป็นหลักเขตระหว่างสองยุคก็เพราะว่าเขาได้นำมาซึ่งอาณาจักรของพระเจ้าและได้เข้าสนิทกับพระคริสต์อย่างใกล้ชิดสนิทสนมอีกด้วย.
มธ.
1:6 ข บพส. 89:20, 27; 1คนก. 29:1, 9, 29
มธ.
1:6 2ข ในหนังสือลำดับวงศ์นี้ มีเพียงขณะที่กล่าวถึงดาวิดเท่านั้นจึงเรียกว่า “กษัตริย์” เพราะว่าอาณาจักรกับฐานะแห่งการปรนนิบัติของกษัตริย์ได้ถูกนำเข้ามาโดยเขานั่นเอง.
มธ.
1:6 ค 2ซมอ. 12:24-25; 1พกษ.1:17, 33-35, 39; 1คนก. 29:22-25; เทียบ ลก.3:31
มธ.
1:6 3ค เมื่อดาวิดได้ทำบาปในการฆ่าคนและคบชู้ เขาได้ถูกนาธานผู้เผยพระวจนะตำหนิ. พระเจ้าเจาะจงใช้นาธานไปปรับโทษเขา (2ซมอ.12:1-12). เมื่อดาวิดถูกปรับโทษก็ได้กลับใจทันที.หนังสือบทเพลงสรรเสริญบทที่ 51 นั้น เป็นบทเพลงแห่งการสำนึกผิดของเขา. เมื่อเขากลับใจ พระเจ้าก็ทรงโปรดยกโทษให้ (2ซมอ.12:13). ต่อมาเขาได้ให้กำเนิดซะโลโม (2ซมอ.12:24). ดังนั้นซะโลโมจึงเป็นผลซึ่งบังเกิดมาจากการที่มนุษย์ได้ทำผิดแล้วกลับใจ บวกกับการโปรดอภัยโทษของพระเจ้าด้วยนั่นเอง.
ลำดับวงศ์ในกิตติคุณมัดธายนั้นพูดว่า ดาวิดให้กำเนิดซะโลโม แต่ลำดับวงศ์ในกิตติคุณลูกานั้นกล่าวว่านาธานเป็นบุตรดาวิด (ลก.3:31). ใน 1คนก.3:5 ได้บอกกับเราว่า นาธานและซะโลโมเป็นคนสองคนที่ต่างกัน. การบันทึกของลูกาเป็นการบันทึกถึงลำดับวงศ์ของนาธานผู้เป็นบุตรของดาวิด และนาธานนั้นเป็นบรรพบุรุษของมาเรีย. แต่การบันทึกของมัดธายนั้นบันทึกถึงลำดับวงศ์ของซะโลโมบุตรของดาวิดผู้เป็นบรรพบุรุษของโยเซฟ. ลำดับวงศ์หนึ่งเป็นสายของมาเรีย หรือสายของภรรยา; อีกลำดับวงศ์หนึ่งเป็นสายของโยเซฟ หรือสายของสามี. ทั้งมาเรียและโยเซฟนั้นล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด. ภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าทั้งสองได้มาประสานสนิทกันโดยการสมรส เพื่อให้โยเซฟได้เกี่ยวพันกับพระคริสต์ทางอ้อมโดยอาศัยมาเรีย. พระคริสต์สามารถนับได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด ไม่ว่าจะนับจากทางซะโลโมหรือนาธาน. ดังนั้นพระองค์จึงมีสองลำดับวงศ์.
หากพูดอย่างเคร่งครัดแล้ว ซะโลโมไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของพระคริสต์โดยตรง. เขาเกี่ยวข้องกับพระคริสต์โดยทางอ้อมโดยโยเซฟซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของเขาได้สมรสกับมาเรียซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดพระคริสต์ (ข้อ 16). พันธสัญญาเดิมไม่ได้พูดว่าพระคริสต์จะเป็นเผ่าพันธุ์ของซะโลโม แต่ได้พยากรณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระคริสต์จะเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด (2ซมอ.7:13-14; ยรม.23:5). แม้ว่าพระคริสต์ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ของซะโลโมโดยตรง แต่คำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมที่พูดถึงพระคริสต์ว่าทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิดก็ได้สำเร็จเป็นจริง.
ลำดับวงศ์ในกิตติคุณมัดธายนั้นพูดว่า ดาวิดให้กำเนิดซะโลโม แต่ลำดับวงศ์ในกิตติคุณลูกานั้นกล่าวว่านาธานเป็นบุตรดาวิด (ลก.3:31). ใน 1คนก.3:5 ได้บอกกับเราว่า นาธานและซะโลโมเป็นคนสองคนที่ต่างกัน. การบันทึกของลูกาเป็นการบันทึกถึงลำดับวงศ์ของนาธานผู้เป็นบุตรของดาวิด และนาธานนั้นเป็นบรรพบุรุษของมาเรีย. แต่การบันทึกของมัดธายนั้นบันทึกถึงลำดับวงศ์ของซะโลโมบุตรของดาวิดผู้เป็นบรรพบุรุษของโยเซฟ. ลำดับวงศ์หนึ่งเป็นสายของมาเรีย หรือสายของภรรยา; อีกลำดับวงศ์หนึ่งเป็นสายของโยเซฟ หรือสายของสามี. ทั้งมาเรียและโยเซฟนั้นล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด. ภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้าทั้งสองได้มาประสานสนิทกันโดยการสมรส เพื่อให้โยเซฟได้เกี่ยวพันกับพระคริสต์ทางอ้อมโดยอาศัยมาเรีย. พระคริสต์สามารถนับได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด ไม่ว่าจะนับจากทางซะโลโมหรือนาธาน. ดังนั้นพระองค์จึงมีสองลำดับวงศ์.
หากพูดอย่างเคร่งครัดแล้ว ซะโลโมไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของพระคริสต์โดยตรง. เขาเกี่ยวข้องกับพระคริสต์โดยทางอ้อมโดยโยเซฟซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของเขาได้สมรสกับมาเรียซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดพระคริสต์ (ข้อ 16). พันธสัญญาเดิมไม่ได้พูดว่าพระคริสต์จะเป็นเผ่าพันธุ์ของซะโลโม แต่ได้พยากรณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระคริสต์จะเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด (2ซมอ.7:13-14; ยรม.23:5). แม้ว่าพระคริสต์ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ของซะโลโมโดยตรง แต่คำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมที่พูดถึงพระคริสต์ว่าทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิดก็ได้สำเร็จเป็นจริง.
มธ.
1:6 ง 2ซมอ. 11:2-27; 1พกษ.15:5; เทียบ บพส.51 หัวข้อ
มธ.
1:6 4ง อูรียาเป็นชนชาวเฮธซึ่งเป็นชาวต่างชาติ. ภรรยาของเขาก็คือนางบัธเซบะ (2ซมอ.11:3).ดาวิดได้วางแผนฆ่าอูรียาแล้วแย่งนางบัธเซบะภรรยาของเขามา. ดังนั้นการแต่งงานใหม่ของนางจึงเป็นผลมาจากการฆาตกรรมและการมีชู้ (2ซมอ.11:26-27). ดาวิดซึ่งเป็นผู้ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และเคยประพฤติเป็นที่ชอบพระทัยอยู่ในคลองพระเนตรของพระยะโฮวามาตลอดชั่วชีวิต เว้นไว้แต่เรื่องชั่วช้านี้เพียงเรื่องเดียว (1พกษ.15:5). การที่ลำดับวงศ์นี้ไม่บันทึกเป็น “นางบัธเซบะ” แต่กลับบันทึก
เป็น “นางซึ่งแต่ก่อนเป็นภรรยาของอูรียา” นี่ก็เพื่อที่จะเน้นถึงความผิดบาปอันใหญ่หลวงที่ดาวิดได้กระทำไปนั้น. ดังนั้นจึงได้แสดงว่าพระคริสต์ผู้เป็นพระผู้ช่วยที่เป็นกษัตริย์ผู้นี้ไม่เพียงแต่มีความเกี่ยวพันกับชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังได้มีความเกี่ยวพันกับคนบาปด้วย.
มธ.
1:7 ก ข้อ 7-10: 1คนก. 3:10-14
มธ.
1:7 1ก เริ่มตั้งแต่ระฮับอาม แผ่นดินของดาวิดได้ถูกแบ่งแยกออก (1พกษ.11:9-12; 12:1-17). ในสิบสองเผ่า มีเผ่าหนึ่งได้เหลือไว้เพราะเห็นแก่ดาวิด (1พกษ.11:13) ซึ่งก็คือได้เหลือไว้เพื่อพระคริสต์. พระคริสต์ต้องการอาณาจักรหนึ่งที่เป็นของราชวงศ์ดาวิด เพราะว่าพระองค์จะต้องเกิดมาเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ของดาวิดนั่นเอง.
หลังจากที่แผ่นดินของดาวิดถูกแบ่งแยกแล้วก็ได้แบ่งออกเป็นสองส่วน. ส่วนที่อยู่ทางเหนือเรียกว่าประเทศอิสราเอล (ชื่อเรียกที่เป็นสากล) ประกอบขึ้นด้วยเผ่าสิบเผ่าของอิสราเอล; ส่วนทางใต้เรียกว่าประเทศยูดา (เป็นชื่อท้องถิ่น) ประกอบด้วยสองเผ่าคือเผ่ายูดากับเบ็นยามิน. ถึงแม้ประเทศอิสราเอลจะเป็นชื่อที่มีความแพร่หลายกว่าประเทศยูดา แต่ในหนังสือลำดับวงศ์ของพระคริสต์นั้นไม่มีชื่อของกษัตริย์อิสราเอลเลยแม้แต่คนเดียว. พวกเขาไม่ถูกนับเข้าไปเพราะว่าพวกเขาไม่ได้ติดสนิทกับพระคริสต์ แต่อยู่เพื่อเรื่องราวสิ่งของที่อยู่นอกเหนือพระคริสต์.
หลังจากที่แผ่นดินของดาวิดถูกแบ่งแยกแล้วก็ได้แบ่งออกเป็นสองส่วน. ส่วนที่อยู่ทางเหนือเรียกว่าประเทศอิสราเอล (ชื่อเรียกที่เป็นสากล) ประกอบขึ้นด้วยเผ่าสิบเผ่าของอิสราเอล; ส่วนทางใต้เรียกว่าประเทศยูดา (เป็นชื่อท้องถิ่น) ประกอบด้วยสองเผ่าคือเผ่ายูดากับเบ็นยามิน. ถึงแม้ประเทศอิสราเอลจะเป็นชื่อที่มีความแพร่หลายกว่าประเทศยูดา แต่ในหนังสือลำดับวงศ์ของพระคริสต์นั้นไม่มีชื่อของกษัตริย์อิสราเอลเลยแม้แต่คนเดียว. พวกเขาไม่ถูกนับเข้าไปเพราะว่าพวกเขาไม่ได้ติดสนิทกับพระคริสต์ แต่อยู่เพื่อเรื่องราวสิ่งของที่อยู่นอกเหนือพระคริสต์.
มธ.
1:8 1 ลำดับวงศ์ ณ ที่นี้บันทึกว่า “โยรามให้กำเนิดอุซียา” แต่ 1คนก.3:11-12 กล่าวว่า “ยะโฮซาฟาดมีราชบุตรคือโยราม โยรามมีราชบุตรคืออาฮัศยา อาฮัศยามีราชบุตรคือโยอาศ โยอาศมีราชบุตรคืออะมาซียา อะมาซียามีราชบุตรคืออะซาระยา” (ก็คืออุซียา ใน 2พกษ.15:1, 13). จะเห็นว่าที่นี่ได้ละไปถึงสามชั่วอายุคนคืออาฮัศยา, โยอาศ, และอะมาซียา. นี่ต้องเป็นเพราะการสมรสที่ชั่วร้ายของโยรามกับราชธิดาซึ่งเกิดจากอาฮาบกับนางอีซาเบ็ลอย่างแน่นอน จึงทำให้บุตรหลานรุ่นหลังของโยรามเสื่อมเสียไป (2คนก.21:5-6; 22:1-4). ตามอซด.20:5 นั้น เผ่าพันธุ์ของโยรามสามชั่วอายุจึงถูกตัดออกจากลำดับวงศ์ของพระคริสต์.
มธ.
1:11 1 ลำดับวงศ์ ณ ที่นี้บันทึกว่า “โยซียาให้กำเนิดยะคันยา” แต่ 1คนก.3:15-16 กล่าวว่า “ราชบุตร...องค์ที่สองของโยซียาคือยะโฮยาคีม...และราชบุตรของยะโฮยาคีมคือยะคันยา.” จะเห็นได้ว่ารุ่นของยะโฮยาคีมได้ถูกละไปจากลำดับวงศ์ของพระคริสต์. นี่ต้องเป็นเพราะเขาเป็นกษัตริย์ซึ่งฟาโรห์แห่งอียิปต์แต่งตั้งขึ้น อีกทั้งได้ถวายเงินทองและเก็บส่วยอากรให้แก่ฟาโรห์ด้วย (2พกษ.
23:34-35).
มธ.
1:11 ก 1คนก. 3:15-16; ยรม.22: 28-30
มธ.
1:11 2ก ในหนังสือลำดับวงศ์ ณ ที่นี้ ยะคันยาไม่ถูกนับว่าเป็นกษัตริย์ เพราะเขาได้เกิดมาในช่วงเวลาที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยและก็ตกไปเป็นเชลยด้วย (2คนก.36:9-10 ยะโฮยาคีนก็คือยะคันยา). ตามคำพยากรณ์ใน ยรม.22:28-30 นั้น เผ่าพันธุ์ของยะคันยาจะไม่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ของดาวิดได้แม้แต่สักคนเดียว. หากพระคริสต์เป็นเผ่าพันธุ์ของยะคันยาโดยตรงแล้ว พระองค์ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะสืบราชบัลลังก์ของดาวิด. แม้ว่ายรม.22:28-30 กล่าว “ว่าเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้นของยะคันยาล้วนไม่สามารถสืบราชบัลลังก์ของดาวิดได้” แต่ใน 23:5 กล่าวว่า “พระเจ้าจะให้ดาวิดเกิดกิ่งๆ หนึ่งซึ่งจะเป็นกษัตริย์เสวยราชย์ และจะเจริญรุ่งเรือง.” กิ่งๆ นี้ก็คือพระคริสต์นั่นเอง. คำพยากรณ์นี้ได้พิสูจน์แล้ว แม้ว่าพระคริสต์จะไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ของยะคันยาโดยตรงแต่ทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิดซึ่งจะมาสืบราชบัลลังก์ของดาวิด.
มธ.
1:11 3 ในหนังสือลำดับวงศ์ ณ ที่นี้ไม่ได้กล่าวถึงพี่น้องของกษัตริย์องค์ไหนเลย แต่ที่นี้ได้กล่าวถึงพวกพี่น้องของยะคันยา นี่แสดงว่ายะคันยาไม่นับเป็นกษัตริย์ในหนังสือลำดับวงศ์ของพระคริสต์.
มธ.
1:11 ข 2พกษ. 24:14-17; 2คนก. 36:10, 20; ยรม.27:20
มธ.
1:11 4ข ชี้ถึงชาวอิสราเอลได้ถูกกวาดไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน. ข้อ 17 ก็เช่นเดียวกัน.
มธ.
1:12 1 แม้แต่ผู้ที่ได้ถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนเหล่านั้นก็ได้บันทึกอยู่ในลำดับวงศ์ที่ศักดิ์สิทธิ์นี้. เนื่องมาจากมาเรียซึ่งเป็นภรรยาของคนในเผ่าพันธุ์ของพวกเขาและเป็นมารดาของพระเยซู จึงทำให้พวกเขาได้มีความเกี่ยวข้องกับพระคริสต์โดยทางอ้อม.
มธ.
1:12 ก 1คนก. 3:17; ลก.3:27
มธ.
1:12 ข อษร.3:2; 5:1-2; นฮย.12:1; ฮาฆ.1:1; ซคย.4:7-10
มธ.
1:12 2ข คำว่า “ยะคันยาให้กำเนิดซะอัลธิเอล, ซะอัลธิเอลให้กำเนิดซะรุบาเบล” ในข้อนี้เมื่อเปรียบเทียบกับ 1คนก.3:17-19 กล่าวว่า “ฝ่ายยะคันยามีบุตรชายชื่อซะอัลธิเอล...และฟะดายา...บุตรของฟะดายาคือซะรุบาเบล” จะเห็นได้ว่าซะรุบาเบลเป็นบุตรของฟะดายาซึ่งเป็นพี่น้องของซะอัลธิเอลนั่นเอง. ซะรุบาเบลไม่ใช่บุตรของซะอัลธิเอลแต่เป็นหลานของเขา จึงเป็นทายาทของเขาด้วย. กรณีนี้อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตาม พบญ.25:5-6. เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดในหนังสือพระบัญญัติตอนนั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับลำดับวงศ์ของพระคริสต์ด้วย.
ซะรุบาเบลเป็นคนหนึ่งในผู้นำที่ได้กลับจากกรุงบาบิโลนดินแดนที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม (อษร.5:1-2) และยังเป็นผู้นำคนหนึ่งในการซ่อมแซม, ก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า (ซคย.4:7-10) ในพันธสัญญาเดิมได้พยากรณ์ไว้ว่า พระคริสต์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิดจะมากำเนิดที่บ้านเบ็ธเลเฮม (มคา.5:2; มธ.2:4-6). ถ้าหากพลไพร่อิสราเอลไม่กลับมาจากดินแดนที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยแล้ว พระคริสต์ก็ไม่อาจที่จะบังเกิดที่บ้านเบ็ธเลเฮมได้. พระเจ้าสั่งให้ผู้ที่เป็นเชลยกลับมาไม่ใช่เพียงเพื่อการซ่อมแซมก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังได้ทำการจัดแจงให้พระคริสต์มาบังเกิดที่บ้านเบ็ธเลเฮมด้วย. การเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ต้องการให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในสถานที่ที่ถูกต้องเหมาะสมในการนำพระองค์มายังโลก. ในทำนองเดียวกันกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ก็ต้องการให้พลไพร่ที่ถูกจับเป็นเชลยกลุ่มหนึ่งได้กลับจากดินแดนที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยมาสู่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง.
ซะรุบาเบลเป็นคนหนึ่งในผู้นำที่ได้กลับจากกรุงบาบิโลนดินแดนที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม (อษร.5:1-2) และยังเป็นผู้นำคนหนึ่งในการซ่อมแซม, ก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้า (ซคย.4:7-10) ในพันธสัญญาเดิมได้พยากรณ์ไว้ว่า พระคริสต์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิดจะมากำเนิดที่บ้านเบ็ธเลเฮม (มคา.5:2; มธ.2:4-6). ถ้าหากพลไพร่อิสราเอลไม่กลับมาจากดินแดนที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยแล้ว พระคริสต์ก็ไม่อาจที่จะบังเกิดที่บ้านเบ็ธเลเฮมได้. พระเจ้าสั่งให้ผู้ที่เป็นเชลยกลับมาไม่ใช่เพียงเพื่อการซ่อมแซมก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังได้ทำการจัดแจงให้พระคริสต์มาบังเกิดที่บ้านเบ็ธเลเฮมด้วย. การเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ต้องการให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในสถานที่ที่ถูกต้องเหมาะสมในการนำพระองค์มายังโลก. ในทำนองเดียวกันกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ก็ต้องการให้พลไพร่ที่ถูกจับเป็นเชลยกลุ่มหนึ่งได้กลับจากดินแดนที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยมาสู่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง.
มธ.
1:16 1 ในหนังสือลำดับวงศ์ ณ ที่นี้กล่าวว่า“ยาโคบให้กำเนิดโยเซฟ” แต่ ลก.3:23 กล่าวว่า “โยเซฟซึ่งเป็นบุตรของเฮลี.” บทบันทึกของลูกากล่าวว่า “ตามกฎบัญญัติแล้ว” (ลก.3:23 แปลตามตรงคือ “ตามที่คนคิดกันว่า”) ชี้ให้เห็นว่าอันที่จริงแล้วโยเซฟไม่ใช่บุตรชายของเฮลี แต่ถูกนับเป็นบุตรชายของเขาตามกฎบัญญัติ. โยเซฟเป็นลูกเขยของเฮลีซึ่งเป็นบิดาของมาเรีย. ในกรณีนี้อาจจะเป็นไปตามกำหนดของพระเจ้าใน อฤธ.27:1-8; 36:1-12 ด้วยคือ ถ้าหากบิดามารดามีแต่บุตรสาว เท่านั้นที่เป็นทายาท มรดกก็ต้องยกให้แก่บุตรสาว. แต่บุตรสาวจะต้องแต่งงานกับชายที่อยู่ในเผ่าเดียวกันเท่านั้น เพื่อที่จะให้มรดกคงอยู่ในเผ่าดั้งเดิมของตน. แม้แต่การกำหนดนี้ในพันธสัญญาเดิมก็มีส่วนเกี่ยวพันกับลำดับวงศ์ของพระคริสต์ด้วย. จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบทบันทึกของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่มล้วนเกี่ยวพันถึงพระคริสต์ทั้งนั้น.
มธ.
1:16 ก ลก.1:27; 2:4; มธ.1:18; เทียบ ลก.3:23
มธ.
1:16 2ก ข้อนี้ไม่ได้บันทึกว่าโยเซฟให้กำเนิดพระเยซูเหมือนกับการบันทึกของบุคคลที่อยู่ข้างต้นเหล่านั้น แต่ได้พูดว่า “โยเซฟผู้เป็นสามีของมาเรียพระเยซูก็บังเกิดมาจากนางมาเรียนี้.” พระเยซูได้บังเกิดมาจากมาเรีย ไม่ได้บังเกิดมาจากโยเซฟเพราะได้ถูกพยากรณ์ไว้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของหญิง และจะกำเนิดจากหญิงพรหมจารี (ยนซ.3:15; ยซย.7:14). พระคริสต์ไม่สามารถเกิดจากโยเซฟ เพราะโยเซฟเป็นผู้ชาย อีกทั้งยังเป็นเผ่าพันธุ์ของยะคันยาอีกด้วย และในท่ามกลางเผ่าพันธุ์ของยะคันยาล้วนไม่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ของดาวิด (ยรม.22:28-30). แต่มาเรียซึ่งเป็นหญิงพรหมจารี และเป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด (ลก.1:27, 31-32) เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะให้กำเนิดพระคริสต์. การหมั้นของโยเซฟกับนางมาเรียก็ได้ทำให้เขากับพระคริสต์เกิดความเกี่ยวข้องกัน และกระทำให้ลำดับวงศ์ของพระคริสต์ทั้งสองสายได้เข้าสนิทกันเป็นหนึ่ง แล้วก็ได้นำมาซึ่งพระคริสต์. ดูรูปประกอบ (หน้าที่ 13)
จากรูปภาพเราจะเห็นว่าลำดับวงศ์ของพระเยซูคริสต์ได้เริ่มต้นมาจากพระเจ้า และก็ได้สืบเนื่องไปจนกระทั่งถึงพระเยซู. รูปนี้ได้เริ่มต้นจากพระเจ้าไปถึงอาดาม, จากอาดามไปถึงอับราฮาม, จากอับราฮามได้ผ่านยิศฮาค, ยาโคบ, จนไปถึงดาวิด. หลังจากดาวิดก็ได้แยกออกเป็นสองสาย: สายที่หนึ่งได้เริ่มจากนาธานไปถึงมาเรีย, สายที่สองได้เริ่มจากซะโลโมจนถึงโยเซฟ. ในที่สุดการหมั้นระหว่างโยเซฟกับนางมาเรียก็ได้นำเอาทั้งสองสายมารวมเข้าด้วยกันจนได้นำมาซึ่งพระเยซูคริสต์ ถ้าดูผิวเผินแล้วพระคริสต์ก็คือเผ่าพันธุ์ของยะคันยา และยะคันยาดูเหมือนจะอยู่ในสายของเผ่าแห่งกษัตริย์ แต่ความเป็นจริงแล้วพระคริสต์ไม่ใช่เป็นเผ่าพันธุ์ของยะคันยา (บรรพบุรุษของโยเซฟ). แต่เป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด (บรรพบุรุษของมาเรีย) ดังนั้นพระองค์จึงมีคุณสมบัติที่จะสืบราชบัลลังก์ของดาวิดได้.
จากรูปภาพเราจะเห็นว่าลำดับวงศ์ของพระเยซูคริสต์ได้เริ่มต้นมาจากพระเจ้า และก็ได้สืบเนื่องไปจนกระทั่งถึงพระเยซู. รูปนี้ได้เริ่มต้นจากพระเจ้าไปถึงอาดาม, จากอาดามไปถึงอับราฮาม, จากอับราฮามได้ผ่านยิศฮาค, ยาโคบ, จนไปถึงดาวิด. หลังจากดาวิดก็ได้แยกออกเป็นสองสาย: สายที่หนึ่งได้เริ่มจากนาธานไปถึงมาเรีย, สายที่สองได้เริ่มจากซะโลโมจนถึงโยเซฟ. ในที่สุดการหมั้นระหว่างโยเซฟกับนางมาเรียก็ได้นำเอาทั้งสองสายมารวมเข้าด้วยกันจนได้นำมาซึ่งพระเยซูคริสต์ ถ้าดูผิวเผินแล้วพระคริสต์ก็คือเผ่าพันธุ์ของยะคันยา และยะคันยาดูเหมือนจะอยู่ในสายของเผ่าแห่งกษัตริย์ แต่ความเป็นจริงแล้วพระคริสต์ไม่ใช่เป็นเผ่าพันธุ์ของยะคันยา (บรรพบุรุษของโยเซฟ). แต่เป็นเผ่าพันธุ์ของดาวิด (บรรพบุรุษของมาเรีย) ดังนั้นพระองค์จึงมีคุณสมบัติที่จะสืบราชบัลลังก์ของดาวิดได้.
มธ.
1:16 ข ลก.1:27, 31-32, 34-35
มธ.
1:16 3ข ในหนังสือลำดับวงศ์นี้ได้กล่าวถึงผู้หญิงสี่คนก่อน ซึ่งผู้หญิงทั้งสี่คนนี้ถ้าไม่ใช่แต่งงานใหม่ก็เป็นผู้หญิงที่ได้กระทำบาป. นอกจากนั้นในที่นี้ยังได้เอ่ยถึงหญิงพรหมจารีที่บริสุทธิ์คนหนึ่ง นี่ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ได้กล่าวถึงในหนังสือลำดับวงศ์นี้ล้วนเกิดอยู่ในความบาป มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่เกิดอยู่ในการแบ่งแยกบริสุทธิ์.
อับราฮาม, ดาวิด, และมาเรียทั้งสามคนนี้เป็นบุคคลสำคัญที่ได้นำมาซึ่งพระคริสต์. อับราฮามเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อดาวิดเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตที่อยู่ภายใต้การจัดการแห่งไม้กางเขน และมาเรียเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตที่ยอมจำนนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง. โดยการดำเนินชีวิตทั้งสามชนิดนี้จึงได้นำพระคริสต์เข้าสู่ในสภาพมนุษย์.
อับราฮาม, ดาวิด, และมาเรียทั้งสามคนนี้เป็นบุคคลสำคัญที่ได้นำมาซึ่งพระคริสต์. อับราฮามเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อดาวิดเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตที่อยู่ภายใต้การจัดการแห่งไม้กางเขน และมาเรียเป็นตัวแทนของการดำเนินชีวิตที่ยอมจำนนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง. โดยการดำเนินชีวิตทั้งสามชนิดนี้จึงได้นำพระคริสต์เข้าสู่ในสภาพมนุษย์.
มธ.
1:16 ค มธ. 1:21, 25
มธ.
1:16 ง มธ.16:16; 22:42; ยฮ.1:41; 7:41-42; 20:31; กจ.2:36
มธ.
1:16 4ง การที่เน้นพระคริสต์ ณ ที่นี้ก็เพื่อต้องการยืนยันว่าพระเยซูคือพระมาซีฮาที่ได้พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม ซึ่งก็คือพระคริสต์นั่นเอง.
มธ.
1:16 จ ลก.2:4-7
มธ.
1:17 1 หนังสือลำดับวงศ์นี้ได้แบ่งออกเป็นสามยุคสมัยคือ (1) ตั้งแต่อับราฮามลงมาจนถึงดาวิดรวมเป็นสิบสี่ชั่วอายุ เป็นยุคก่อนการก่อตั้งอาณาจักร (2) ตั้งแต่ดาวิดลงมาจนถึงต้องถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนก็สิบสี่ชั่วอายุ นี่เป็นยุคแห่งอาณาจักร (3) ตั้งแต่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลนจนถึงพระคริสต์อีกสิบสี่ชั่วอายุ นี่เป็นยุคหลังจากอาณาจักรได้เสื่อมถอย. ตามประวัติศาสตร์แล้วต้องเป็นสี่สิบห้าชั่วอายุ, ตัดคนที่ถูกสาปแช่งทิ้งไปสามชั่วอายุกับอีกหนึ่งชั่วอายุที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและได้บวกกับการนับดาวิดเป็นสองชั่วอายุอีกด้วย (ชั่วอายุหนึ่งอยู่ในยุคก่อนของการก่อตั้งอาณาจักรอีกชั่วอายุหนึ่งอยู่ในยุคแห่งอาณาจักร) จึงได้กลายเป็นสี่สิบสองชั่วอายุ; ทั้งสี่สิบสองชั่วอายุนี้ได้แบ่งออกเป็นสามยุค แต่ละยุคมีสิบสี่ชั่วอายุ. เลข 14 ประกอบขึ้นมาจาก 10 บวกกับ 4, เลข 4 เล็งถึงสิ่งทรงสร้าง (วว.4:6), เลข 10 นั้นเล็งถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ (25:1) ดังนั้นเลข 14 จึงเล็งถึงสิ่งทรงสร้างที่ครบถ้วนสมบูรณ์. สามเท่าของสิบสี่ชั่วอายุชี้ถึงพระเจ้าตรีเอกภาพเองได้ผสมกลมกลืนกับสิ่งทรงสร้างที่ครบถ้วนสมบูรณ์.
หนังสือลำดับวงศ์แบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนของบรรพบุรุษ, ส่วนของกษัตริย์, และส่วนของพลเรือน (รวมทั้งผู้ที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยกับผู้ที่ถูกฟื้นฟูกลับมาด้วย). พระเจ้าพระบิดาตรงกันกับส่วนของบรรพบุรุษ พระเจ้าพระบุตรสอดคล้องกับส่วนของกษัตริย์ พระเจ้าพระวิญญาณสอดคล้องกับส่วนของพลเรือน. กรณีนี้ได้ชี้ถึงการผสมกลมกลืนของพระเจ้าตรีเอกภาพกับมนุษย์ที่ถูกเนรมิตสร้างเช่นกัน.
สามเท่าของสิบสี่คือสี่สิบสอง ตัวเลขสี่สิบเป็นเลขแห่งการทดลอง, การล่อลวง, และการทนทุกข์ (ฮร.3:9; มธ.4:2; 1พกษ.19:8) เลขสี่สิบสองเป็นเลขที่เล็งถึงการพักสงบกับความอิ่มหนำหลังจากผ่านการทดลอง. ก่อนที่ชนชาติอิสราเอลจะได้เข้าสู่แผ่นดินงามและพักสงบนั้น จะต้องผ่านด่านต่างๆ ถึงสี่สิบสองด่าน. การพักสงบแห่งอาณาจักรพันปีจะมาถึงได้ก็ต้องหลังจากภัยพิบัติใหญ่ที่ยาวนานถึงสี่สิบสองเดือน (วว.13:5). หลังจากได้ผ่านยุคสมัยแห่งการทดลอง, การล่อลวง, และการทนทุกข์ไปแล้ว พระคริสต์ก็ได้เสด็จมากลายเป็นชั่วอายุที่สี่สิบสอง เป็นการพักสงบกับความอิ่มหนำของพวกเรา.
หนังสือลำดับวงศ์แบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนของบรรพบุรุษ, ส่วนของกษัตริย์, และส่วนของพลเรือน (รวมทั้งผู้ที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยกับผู้ที่ถูกฟื้นฟูกลับมาด้วย). พระเจ้าพระบิดาตรงกันกับส่วนของบรรพบุรุษ พระเจ้าพระบุตรสอดคล้องกับส่วนของกษัตริย์ พระเจ้าพระวิญญาณสอดคล้องกับส่วนของพลเรือน. กรณีนี้ได้ชี้ถึงการผสมกลมกลืนของพระเจ้าตรีเอกภาพกับมนุษย์ที่ถูกเนรมิตสร้างเช่นกัน.
สามเท่าของสิบสี่คือสี่สิบสอง ตัวเลขสี่สิบเป็นเลขแห่งการทดลอง, การล่อลวง, และการทนทุกข์ (ฮร.3:9; มธ.4:2; 1พกษ.19:8) เลขสี่สิบสองเป็นเลขที่เล็งถึงการพักสงบกับความอิ่มหนำหลังจากผ่านการทดลอง. ก่อนที่ชนชาติอิสราเอลจะได้เข้าสู่แผ่นดินงามและพักสงบนั้น จะต้องผ่านด่านต่างๆ ถึงสี่สิบสองด่าน. การพักสงบแห่งอาณาจักรพันปีจะมาถึงได้ก็ต้องหลังจากภัยพิบัติใหญ่ที่ยาวนานถึงสี่สิบสองเดือน (วว.13:5). หลังจากได้ผ่านยุคสมัยแห่งการทดลอง, การล่อลวง, และการทนทุกข์ไปแล้ว พระคริสต์ก็ได้เสด็จมากลายเป็นชั่วอายุที่สี่สิบสอง เป็นการพักสงบกับความอิ่มหนำของพวกเรา.
มธ.
1:17 2 ดาวิดเป็นผู้มาสิ้นสุดยุคของบรรพบุรุษและก็เป็นผู้เริ่มต้นยุคของกษัตริย์. เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นหลักเขตเพื่อให้มาสิ้นสุดช่วงของบรรพบุรุษแล้วเริ่มต้นช่วงของกษัตริย์.
มธ.
1:17 3 ในช่วงเวลาที่ตกต่ำไม่มีใครผู้ใดเหมือนกับอับราฮามและดาวิดที่เป็นหลักเขตเพื่อแบ่งแยกยุคสมัย จนทำให้การถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยกลายเป็นหลักเขตแห่งความอัปยศอดสู.
มธ.
1:17 4 การบันทึกของลูกา ได้เริ่มต้นจากพระเยซูแล้วย้อนไปสู่พระเจ้า. ส่วนบันทึกของมัดธายได้เริ่มตั้งแต่อับราฮามกล่าวต่อไปถึงพระคริสต์. หนังสือลำดับวงศ์ในลูกาได้ย้อนถอยหลังไปสู่พระเจ้า; ส่วนหนังสือลำดับวงศ์ในมัดธายได้มุ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งมาถึงพระคริสต์. ยุคสมัยเหล่านี้ได้มุ่งตรงไปยังพระคริสต์และได้นำมาซึ่งพระคริสต์ทั้งนั้น. พระคริสต์ทรงเป็นเป้าหมาย, การสำเร็จสุดยอด, การสรุป, การสำเร็จ, และ ความครบถ้วนสมบูรณ์ของทุกยุคทุกสมัย. พระองค์ทรงสำเร็จซึ่งคำพยากรณ์ทุกสมัย, ทรงแก้ปัญหาและทรงตอบสนองความต้องการทุกสมัยอีกด้วย. เมื่อพระคริสต์เสด็จมาแล้ว ความสว่าง, ชีวิต, ความรอด, ความอิ่มหนำ, การรักษา, เสรีภาพ, ความสงบสุขการปลอบโยน, สันติสุข, ความชื่นชมยินดี, ทั้งหมดนี้ได้มาพร้อมกับพระองค์. ตั้งแต่นี้ไปพันธสัญญาใหม่ทั้งเล่มล้วนได้อธิบายและชี้แจงอย่างละเอียดต่อพระคริสต์ที่อัศจรรย์นี้. พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งของเรา.
ฮาลีลูยา, พระคริสต์ทรงเสด็จมาแล้ว!
มธ.
1:18 ก ลก.2:4-7
มธ.
1:18 ข ลก.1:27; 2:5
มธ.
1:18 1 แปลตามตรงคือ ออกมาจาก. ถึงแม้ว่าพระคริสต์จะบังเกิดมาจากมาเรีย (ข้อ 16) แต่ได้ตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. ในการกำเนิดของพระองค์ได้ออกมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง (ข้อ 20). ต้นกำเนิดของพระองค์คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ องค์ประกอบของพระองค์เป็นองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์. พระองค์อาศัยมาเรียหญิงพรหมจารี จึงได้สวมใส่เลือดเนื้อก็คือสภาพมนุษย์ แล้วมารับสภาพในรูปลักษณะของเนื้อหนัง (รม.8:3) คือลักษณะของมนุษย์นั่นเอง (ฟป.2:7).
มธ.
1:18 ค ลก.1:35
มธ.
1:19 ก ฟป.3:6
มธ.
1:19 1ก ผู้ชอบธรรมในขณะนั้นคือผู้ที่ได้ประพฤติตามกฎและพระบัญญัติของพระเจ้า (ลก.1:6) คือผู้ที่ได้ดำเนินชีวิตตามกฎบัญญัติของพระเจ้าและพึ่งการปกปิดบาปของเครื่องบูชา.
มธ.
1:19 ข เทียบ พบญ. 22:20-21, 23-24
มธ.
1:19 2 แปลตามตรงคือ ปลดปล่อยเธอ.
มธ.
1:20 ก ลก.1:11, 26; กจ.10:3
มธ.
1:20 ข ยนซ.20:6; อฤธ.12:6; โยบ. 33:14-15; มธ.2:12, 13, 19, 22; 27:19
มธ.
1:20 1 พระเจ้าทรงอาศัยพระวิญญาณของพระองค์มาปฏิสนธิในครรภ์ของมาเรียก่อน จนกระทั่งการตั้งครรภ์ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระองค์พร้อมด้วยสภาพมนุษย์ได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์พระเจ้าซึ่งมีทั้งสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์. นี่แหละคือความเป็นมาของพระคริสต์.
มธ.
1:20 ค มธ.1:18
มธ.
1:21 ก ยซย.9:6
มธ.
1:21 ข มธ.1:25; ลก.1:31; 2:21; กจ. 4:10, 12; ฟป.2:9-10; 1ตธ.2:5
มธ.
1:21 1ข คำว่า “เยซู” เป็นภาษากรีก มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “ยะโฮซูอะ” ในภาษาเฮ็บราย (อฤธ.13:16) ความหมายก็คือ พระยะโฮวาพระผู้ช่วย หรือความรอดแห่งพระยะโฮวา. พระเยซูไม่เพียงเป็นมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพระยะโฮวาอีกด้วย; และไม่ใช่เป็นเพียงพระยะโฮวาเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นพระยะโฮวาซึ่งกลายเป็นความรอดของเราทั้งหลาย. ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยของเรา และก็เป็นยะโฮซูอะผู้นำเราทั้งหลายเข้าสู่ความสงบสุข (ฮร.4:8; มธ.11:28-29) ความสงบสุขนี้ก็คือพระองค์เองได้เป็นแผ่นดินงามของเราทั้งหลาย.
มธ.
1:21 ค ลก.2:11; กจ.13:23; 1ตธ.1:15; ตต.2:14
มธ.
1:21 2 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
มธ.
1:22 ก มธ.2:15, 17, 23; 8:17; 12:17; 13:35; 21:4; 26:54, 56; 27:9
มธ.
1:22 1 ผู้ที่ถูกเรียกโดยทั่วไปว่าผู้พยากรณ์ ในพระคัมภีร์นั้น ผู้เผยพระวจนะก็ได้ชี้ถึงผู้ที่พูดเพื่อพระเจ้า, พูดออกซึ่งพระเจ้า, และพยากรณ์.
มธ.
1:23 ก ยซย.7:14; ยนซ.3:15; ฆต.4:4
มธ.
1:23 1 บุตรของหญิงพรหมจารีผู้นี้ก็คือเผ่าพันธุ์ของหญิงที่ได้พยากรณ์ไว้ใน ยนซ.3:15 นั่นเอง.
มธ.
1:23 ข ยซย.8:8, 10
มธ.
1:23 2ข ชื่อ เยซู นี้เป็นพระนามที่พระเจ้าทรงตั้งให้ ส่วนชื่อ “อิมมานูเอล” เป็นนามที่มนุษย์เรียกขาน มีความหมายว่าพระเจ้าอยู่กับเรา เยซูพระผู้ช่วยก็คือพระเจ้าอยู่กับเราทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและคือพระเจ้ากลายเป็นเนื้อหนัง, ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางเราทั้งหลาย (ยฮ.1:14). พระองค์ไม่เพียงเป็นพระเจ้าแต่ก็ยังเป็นพระเจ้าที่อยู่กับเราทั้งหลายอีกด้วย.
มธ.
1:23 ค ยฮ.1:14; 1ตธ.3:16; มธ.18:20; 28:20
มธ.
1:23 3 พระคริสต์เป็นอิมมานูเอล ไม่เพียงอยู่กับเราทั้งหลายในขณะที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์อยู่บนโลกเท่านั้น แต่หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรค์พระองค์ก็ยังทรงอยู่กับเราทั้งหลาย ในทุกยามที่เราทั้งหลายชุมนุมเข้าสู่ในพระนามของพระองค์ (18:20). ยิ่งกว่านั้นพระองค์จะยังทรงอยู่กับเราทั้งหลายทุกวันตลอดไปเป็นนิตย์จนกว่าจะสิ้นยุคนี้ (มธ.28:20).
มธ.
1:25 1 การกำเนิดของพระคริสต์ได้ถูกจัดเตรียมและกระทำสำเร็จโดยอำนาจสิทธิ์ขาดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้อำนาจสิทธิ์ขาดที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์นำพาบรรพบุรุษของโยเซฟและมาเรียกลับจากการเป็นเชลยแห่งเมืองบาบิโลนสู่แผ่นดินยูดายภายใต้การนำของซะรุบาเบลผู้เป็นบรรพบุรุษของพวกเขา (ข้อ 12; อษร.2:1-2). และด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
พระองค์ได้ทรงนำโยเซฟกับมาเรียมาอาศัยในเมืองเดียวกันคือเมืองนาซาเร็ธ (ลก.1:26; 2:4). ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอำนาจสิทธิ์ขาดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์ยังได้ทรงนำเอาโยเซฟกับมาเรียให้มากลายเป็นคู่หมั้นด้วยกัน จนได้นำมาซึ่งพระคริสต์ซึ่งกลายเป็นผู้รับสืบทอดราชบัลลังก์ของดาวิดที่ถูกต้องตามกฎหมาย.
มธ.
1:25 ก มธ.1:21