อาฤธโม บทที่ 27
6. บทบัญญัติว่าด้วยการตัดสินในการรับที่ดินเป็นมรดกของผู้หญิง
27:1–11
27:1–11
(1) การขอร้องของบุตรีทั้งหลายของเซโลเฟหัด
ข้อ 1–4
ข้อ 1–4
อฤธ.
27:1 ครั้งนั้น1กบุตรีทั้งหลายของเซโลเฟหัดบุตรเฮเฟอร์ ผู้เป็นบุตรฆีละอาดผู้เป็นบุตรของมาคีร ผู้เป็นบุตรมะนาเซ จาก2ครอบครัวทั้งหลายของมะนาเซผู้เป็นบุตรโยเซฟได้เข้ามาใกล้. ชื่อบุตรีทั้งหลายของเขามีดังนี้คือ มาฮะลา,โนอา, ฮัฆลา, มิลคา, และธิระซา.
อฤธ.
27:2 กพวกเธอมายืนอยู่ต่อหน้าโมเซ, ต่อหน้าเอละอาซารผู้เป็นปุโรหิต, ต่อหน้าบรรดาพวกผู้นำและชุมนุมชนทั้งปวงที่ประตูกระโจมประชุม กล่าวว่า
อฤธ.
27:3 บิดาของเราได้ตายเสียในกป่ากันดาร และท่านไม่ได้อยู่ในท่ามกลางคนเหล่านั้นที่รวมตัวกันโต้แย้งพระยะโฮวา คือในพรรคพวกของขโครา แต่ท่านได้ตายในการบาปของท่านเอง และท่านไม่มีบุตรชาย.
อฤธ.
27:4 เหตุใดชื่อบิดาของเราจึงถูกลบออกจากท่ามกลางครอบครัวของท่าน เพราะว่าท่านไม่มีบุตรชาย? ขอให้เรามี1กกรรมสิทธิ์ที่ดินในท่ามกลางพวกพี่น้องของบิดาของเรา.
(2) บทบัญญัติว่าด้วยการตัดสินของพระเจ้า
ข้อ 5–11
ข้อ 5–11
อฤธ.
27:5 แล้วโมเซก็นำเรื่องของพวกเธอมาต่อเบื้องพระพักตร์พระยะโฮวา.
อฤธ.
27:6 พระยะโฮวาจึงตรัสแก่โมเซว่า
อฤธ.
27:7 บุตรีทั้งหลายของเซโลเฟหัดก็กล่าวถูกต้องแล้ว. เจ้าจงยก1กมรดกที่ดินท่ามกลางพวกพี่น้องแห่งบิดาของพวกเธอให้แก่พวกเธอ และกระทำให้ขมรดกของบิดาของพวกเธอตกทอดมาถึงพวกเธอ.
อฤธ.
27:8 และเจ้าจงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลว่า 1ถ้าชายผู้ใดตายโดยไม่มีบุตรชาย ก็จงยกมรดกของผู้นั้นให้ตกทอดแก่บุตรีของเขา.
อฤธ.
27:9 ถ้าเขาไม่มีบุตรี เจ้าก็จงยกมรดกนั้นให้แก่พี่น้องของเขา.
อฤธ.
27:10 ถ้าเขาไม่มีพี่น้อง เจ้าก็จงยกมรดกนั้นให้แก่พี่น้องของบิดาของเขา.
อฤธ.
27:11 ถ้าบิดาของเขาไม่มีพี่น้อง เจ้าก็จงยกมรดกนั้นให้แก่กญาติที่ใกล้ชิดที่สุดในท่ามกลางครอบครัวของเขา เขาจะได้มรดกนั้น. นี่จะเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการตัดสินสำหรับชนชาติอิสราเอล ตามที่พระยะโฮวาทรงบัญชาแก่โมเซ.
7. การตายของโมเซและผู้รับช่วงต่อ
27:12–23
27:12–23
(1) การตายของโมเซ (ผลลัพธ์จากความพ่ายแพ้ของโมเซ)
ข้อ 12–14
ข้อ 12–14
อฤธ.
27:12 กพระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า เจ้าจงขึ้นไปบนภูเขาอะบาริมนี้ และมองดูดินแดนที่เราได้ให้แก่ชนชาติอิสราเอลนั้น.
อฤธ.
27:13 ครั้นเจ้าได้เห็นแล้ว เจ้าจะกกลับคืนสู่พลไพร่ของเจ้า เหมือนกับอาโรนพี่ชายของเจ้าได้ขกลับคืนไปนั้น.
อฤธ.
27:14 เพราะเจ้าได้1กกบฏต่อคำของเราในป่ากันดารแห่งซีน เมื่อชุมนุมชนได้โต้แย้งกันนั้น เจ้าไม่ได้1กระทำให้เราเป็นที่นับถืออันบริสุทธิ์ต่อหน้าต่อตาของพวกเขาที่น้ำนั้น (น้ำนี้คือน้ำแห่ง2มะรีบา–คาเดศในป่ากันดารแห่งซีน.)
(2) ผู้รับช่วงต่อโมเซ
ข้อ 15–23
ข้อ 15–23
อฤธ.
27:15 โมเซทูลพระยะโฮวาว่า
อฤธ.
27:16 ขอให้พระยะโฮวากพระเจ้าแห่ง1วิญญาณของ2มนุษย์ทั้งปวงทรงแต่งตั้งคนหนึ่งขึ้นเหนือชุมนุมชน.
อฤธ.
27:17 ผู้ซึ่งจะเข้าออกต่อหน้าคนทั้งปวง และผู้ที่จะนำพาพวกเขากเข้าออก เพื่อชุมนุมชนของพระยะโฮวาจะไม่เป็นดุจขฝูงแกะที่ไม่มี1ผู้เลี้ยง.
อฤธ.
27:18 พระยะโฮวาตรัสแก่โมเซว่า เจ้าจงนำกยะโฮซูอะบุตรนูนผู้มีขพระวิญญาณในเขา และควางมือของเจ้าลงบนเขา
อฤธ.
27:19 จงให้เขายืนต่อหน้าเอละอาซารผู้เป็นปุโรหิต และต่อหน้าชุมนุมชนทั้งปวง เจ้าจงกำชับเขาต่อหน้าต่อตาของคนทั้งปวง.
อฤธ.
27:20 จงให้เกียรติยศของเจ้าแก่เขาบ้าง เพื่อชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวงจะได้เชื่อฟังเขา.
อฤธ.
27:21 เขาจะยืนอยู่ต่อหน้าเอละอาซารผู้เป็นปุโรหิต และเอละอาซารจะทูลถามเพื่อเขาโดยการตัดสินของ1กอูริมต่อเบื้องพระพักตร์พระยะโฮวา. คนทั้งปวงจะต้องออกไปและเข้ามาตามคำของเอละอาซาร ทั้งเขาและชนชาติอิสราเอลทั้งหมด คือชุมนุมชนทั้งปวงนั้น.
อฤธ.
27:22 โมเซได้กระทำตามที่พระยะโฮวาทรงบัญชาแก่เขา เขาจึงนำยะโฮซูอะเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าเอละอาซารผู้เป็นปุโรหิต และต่อหน้าชุมนุมชนทั้งปวง.
อฤธ.
27:23 โมเซได้1วางมือของตนลงบนเขา และกำชับเขาตามที่พระยะโฮวาได้ตรัสผ่านโมเซนั้น.
คำอธิบาย อาฤธโม บทที่ 27
อฤธ.
27:1 ก อฤธ.26:33; 36:11; ยฮซ.17:3
อฤธ.
27:1 1ก บุตรีทั้งห้าคนของเซโลเฟหัดเป็นแบบเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกคน ซึ่งเป็นผู้หญิง, เป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า (1ปต.3:7) ในสายพระเนตรของพระเจ้า. ดังนั้นคำร้องขอของพวกเธอ (ข้อ 4) จึงมีเพื่อเราทุกคน. ในการที่จะรักษาไว้ซึ่งชื่อบิดาของพวกเธอและมรดกของบิดาในเผ่าของพวกเธอนั้น บุตรีของเซโลเฟหัดได้ใช้วิธีการของการสามัคคีธรรมโดยการติดต่อกับญาติพี่น้องของพวกเธอที่เข้มแข็งกว่า (ข้อ 4). การรักษาไว้ซึ่งการรับสุขพระคริสต์ของผู้เชื่อที่อ่อนแอกว่าในชีวิตคริสตจักรก็ใช้หลักการนี้เช่นเดียวกัน.
อฤธ.
27:1 2 ในพระคัมภีร์ การรับมรดกนั้นเป็นไปตามลำดับวงศ์ ซึ่งก็คือตามต้นกำเนิดของชีวิตและการสามัคคีธรรมแห่งชีวิต. ข้อเท็จจริงที่ว่าบุตรีของเซโลเฟหัดเป็นหนึ่งในครอบครัวทั้งหลายของมะนาเซผู้เป็นบุตรโยเซฟนั้นบ่งชี้ว่าพวกเธออยู่ในชีวิตและการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตของแหล่งกำเนิดที่ถูกต้อง. สิ่งนี้บ่งชี้ว่าถ้าเราจะได้รับพระคริสต์ผู้เป็นแผ่นดินงามเป็นมรดกของเรานั้น เราจะต้องมีแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือเราจะต้องบังเกิดจากพระเจ้าเพื่อจะกลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระองค์ (ยฮ.1:12–13).
ครอบครัวของบิดาเป็นเครื่องหมายเล็งถึงคริสตจักร (อฟ.2:19). หากเราต้องการที่จะรับสุขพระคริสต์เป็นมรดกของเรา ซึ่งก็คือมีส่วนในความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ เราก็ต้องมีการดำเนินชีวิตคริสตจักร. หากเราละทิ้งการดำเนินชีวิตคริสตจักร พร้อมด้วยการสามัคคีธรรมแห่งชีวิต เราก็จะสูญเสียไปซึ่งสิทธิที่จะรับสุขพระคริสต์เป็นมรดกไปโดยอัตโนมัติ.
ครอบครัวของบิดาเป็นเครื่องหมายเล็งถึงคริสตจักร (อฟ.2:19). หากเราต้องการที่จะรับสุขพระคริสต์เป็นมรดกของเรา ซึ่งก็คือมีส่วนในความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ เราก็ต้องมีการดำเนินชีวิตคริสตจักร. หากเราละทิ้งการดำเนินชีวิตคริสตจักร พร้อมด้วยการสามัคคีธรรมแห่งชีวิต เราก็จะสูญเสียไปซึ่งสิทธิที่จะรับสุขพระคริสต์เป็นมรดกไปโดยอัตโนมัติ.
อฤธ.
27:2 ก ยฮซ.17:4
อฤธ.
27:3 ก อฤธ.14:35; 26:64–65
อฤธ.
27:3 ข อฤธ.16:1–2
อฤธ.
27:4 ก ยฮซ.17:4
อฤธ.
27:4 1ก ในด้านแบบเล็ง บุตรีทั้งหลายของเซโลเฟหัดต้องการที่จะได้รับมรดกของบิดาของพวกเธอ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความปรารถนาที่จะรับพระคุณของพระเจ้าเป็นมรดก คือการได้รับพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เราเป็นมรดก (กซ.1:12; ยฮ.1:17). การคำนึงถึงมรดกอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย.
อฤธ.
27:7 ก ยฮซ.17:4
อฤธ.
27:7 1ก บุตรีทั้งห้าได้รับมรดกท่ามกลางพวกพี่น้องแห่งบิดาของพวกเธอ เพราะพวกเธอไม่ได้สมรสกับชายที่อยู่ในเผ่าอื่น (36:2–3, 6–7). ทำนองเดียวกัน เรามีสิทธิ์ที่จะรับสิ่งของอันศักดิ์สิทธิ์เป็นมรดกได้ในพระคริสต์. แต่เราก็ไม่ควรสมรสกับชายที่มาจาก “เผ่า” อื่น ซึ่งก็คือสิ่งที่นอกเหนือจากพระคริสต์และคริสตจักรนั่นเอง (เทียบ 2กธ.6:14).
อฤธ.
27:7 ข อฤธ.36:2
อฤธ.
27:8 1 ในด้านแบบเล็ง แผ่นดินงามเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ (ดู พบญ.8:7 คำอธิบาย 1) และการรับแผ่นดินงามเป็นมรดกเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการรับสุขของเราที่มีต่อพระคริสต์. บทบัญญัติว่าด้วยการตัดสินในข้อ 8–11 นี้เป็นแบบเล็งว่าการได้รับการรับสุขพระคริสต์เป็นมรดกนั้นมีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์แห่งชีวิต. ถ้าจะใช้สิทธิของเราในการรับสุขพระคริสต์ เราก็จะต้องอยู่ในคริสตจักรซึ่งมีเครื่องหมายเล็งโดยวงศ์วาน (26:2; อฟ.2:19) และมีความสัมพันธ์ในชีวิต ซึ่งก็คือการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตท่ามกลางวิสุทธิชนทั้งหลายนั่นเอง (1ยฮ.1:1–3).
อฤธ.
27:11 ก นรธ.4:3–6; เทียบ ยรม.32:6–9
อฤธ.
27:12 ก ข้อ 12–14; เทียบ พบญ.32:48–51
อฤธ.
27:13 ก อฤธ.31:2; พบญ.32:50
อฤธ.
27:13 ข อฤธ.20:24
อฤธ.
27:14 ก อฤธ.20:11, 24; พบญ.32:51
อฤธ.
27:14 1ก ดู 20:10 คำอธิบาย 1 และ 20:12 คำอธิบาย 1. แม้ว่าโมเซไม่อาจเข้าสู่แผ่นดินงาม เพราะเหตุความพ่ายแพ้ของเขา (พบญ.3:23–27) แต่เขาก็ยังอยู่ในอาณาจักรพันปีอย่างแน่นอน (มธ.16:28—17:4).
อฤธ.
27:14 2 หมายถึง การโต้แย้งแห่งคาเดศ.
อฤธ.
27:16 ก อฤธ.16:22; วว.22:6
อฤธ.
27:16 1 ดู 16:22 คำอธิบาย 1.
อฤธ.
27:16 2 แปลตามตรงคือ เนื้อหนัง.
อฤธ.
27:17 ก พบญ.31:2; ยฮซ.14:11; 1ซมอ.18:13; 1พกษ.3:7; 2คนก.1:10; กจ.1:21
อฤธ.
27:17 ข 1พกษ.22:17; ยอค.34:5; ซคย.10:2; มธ.9:36
อฤธ.
27:17 1 โมเซไม่ได้คำนึงถึงตัวเอง แต่คำนึงถึงพลไพร่ของพระเจ้า เขาตระหนักว่าหลังจากที่เขาตายแล้ว พลไพร่ก็จำต้องมีผู้เลี้ยง.
อฤธ.
27:18 ก อฤธ.32:28
อฤธ.
27:18 ข ยนซ.41:38
อฤธ.
27:18 ค พบญ.34:9
อฤธ.
27:21 ก อซด.28:30; ลวต.8:8
อฤธ.
27:21 1ก เมื่อพระเจ้าทรงนำพลไพร่ของพระองค์เข้าสู่ป่ากันดาร พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งหลายผ่านโมเซ (12:6–8ก) แต่ยะโฮซูอะ ซึ่งเป็นผู้รับช่วงต่อของโมเซนั้นไม่ได้รับการนำพาจากการตรัสของพระเจ้าโดยตรง แต่โดยอูริมกับทูมิมบนทับทรวงที่เอละอาซารผู้เป็นปุโรหิตสวมใส่อยู่ (ดู อซด.28:30 คำอธิบาย 1 จนถึงคำอธิบาย 3). การปกครองของพระเจ้าท่ามกลางพลไพร่ของพระองค์นั้นไม่ใช่ระบบเผด็จการหรือประชาธิปไตย แต่เป็นการปกครองที่ยึดพระเจ้าเป็นผู้ปกครองสูงสุด โดยถูกกระทำให้สำเร็จผ่านการร่วมมือของมหาปุโรหิตผู้รับคำชี้แนะจากพระเจ้า และเหล่าผู้นำที่ได้ทำตามคำชี้แนะนี้. หลังจากโมเซแล้ว การปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ตลอดทุกยุคสมัยในพันธสัญญาเดิมล้วนขึ้นอยู่กับบุคคลสองประเภทนี้คือ มหาปุโรหิตและผู้นำ มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นก็คือช่วงเวลาของดาวิด ซึ่งเขาได้ปรนนิบัติในฐานะที่เป็นทั้งผู้นำและปุโรหิตที่สวมใส่เอโฟด (1ซมอ.23:9; 30:7). ภายหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลกลับจากการเป็นเชลย ยะโฮซูอะอีกคนหนึ่งนั้นก็มาเป็นมหาปุโรหิต และซะรุบาเบลผู้เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ก็ได้เป็นผู้นำ (ฮาฆ.1:1). ดู พบญ.16:18 คำอธิบาย 1.
ในตอนท้ายของบทนี้ ชนชาติอิสราเอลได้กลายเป็นพลไพร่ใหม่ที่ได้ถูกจัดตั้งเป็นกองทัพใหม่ พร้อมด้วยการปกครองแบบใหม่ที่ยึดพระเจ้าเป็นผู้ปกครองสูงสุด.
ในตอนท้ายของบทนี้ ชนชาติอิสราเอลได้กลายเป็นพลไพร่ใหม่ที่ได้ถูกจัดตั้งเป็นกองทัพใหม่ พร้อมด้วยการปกครองแบบใหม่ที่ยึดพระเจ้าเป็นผู้ปกครองสูงสุด.
อฤธ.
27:23 1 ดู 1ตธ.4:14 คำอธิบาย 4.